ผู้เขียน: lalika69_admin

หัวหน้า Cybertruck ลาออก! กระทบ Tesla อย่างไร

หากเราสมมติว่ายอดขายของ Tesla ที่ลดลงเมื่อเร็วๆ นี้เป็นผลมาจากการจัดการที่ผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ที่มีตำแหน่ง “ผู้จัดการโครงการ” Tesla ก็กำลังอยู่ในเส้นทางสู่การปรับปรุงครั้งใหญ่ หัวหน้าโครงการ Cybertruck ซึ่งเป็นผู้จัดการ Model 3 ด้วย เพิ่งลาออกจากบริษัท ตามมาด้วยหัวหน้าโครงการ Model Y ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

ในไตรมาสที่สามของปีนี้ Tesla ขาย Cybertrucks ได้ 5,385 คัน ลดลง 63% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2024 จากรายงานใน Electrek เมื่อเดือนตุลาคม บริษัท SpaceX และ xAI ของ Musk กำลังซื้อ Cybertrucks ที่ขายไม่ออกจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีการเรียกคืน เมื่อเดือนที่แล้ว จำนวน 63,000 คันเนื่องจากไฟหน้าสว่างเกินไป ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการเรียกคืนในเดือนมีนาคม จำนวน 46,000 คัน จากความผิดพลาดที่น่าอับอายที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เมื่อแผ่นโลหะ Cyber บางๆ ที่ยึดด้วยกาว หลุดออกมา เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในที่ไม่น่าจะเป็นรถ Cyber เลย

“เมื่อเร็วๆ นี้ ฉันได้ตัดสินใจที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต” Siddhant Awasthi อดีตหัวหน้าโครงการ Cybertruck เขียนในโพสต์ LinkedIn เมื่อวันอาทิตย์ ไม่มีคำอธิบายที่แท้จริงสำหรับการตัดสินใจ เพียงแต่เป็นการยกย่องบริษัทมากมาย และเพื่อให้ชัดเจน เราไม่พบหลักฐานว่า Awasthi ถูกขอให้ออก เขาอาจจะแค่ย้ายไปสู่สิ่งที่ดียิ่งกว่า

Awasthi ตั้งข้อสังเกตในโพสต์ของเขาว่าความสำเร็จที่โดดเด่นของเขาที่ Tesla เกิดขึ้น “ก่อนอายุ 30” อันที่จริง ดูเหมือนว่าในปี 2017 เมื่อเขาอายุ 23 ปี เขาเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัย Cincinnati ทำงานในโครงการของโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด “Hyperloop” ที่นำโดย Musk การดำรงตำแหน่ง 8 ปีที่ Tesla ที่ Awasthi อธิบายไว้ในโพสต์ LinkedIn ของเขาบ่งชี้ว่าเขาเข้าร่วม Tesla ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

จากข้อมูลของรอยเตอร์ เป็นเวลาเพียง “ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา” ที่ Emmanuel Lamacchia ซึ่งดำรงตำแหน่งเดียวกับ Awasthi ก็ลาออกจาก Tesla ด้วย “ช่างเป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยม” โพสต์ LinkedIn ของ Lamacchia เริ่มต้น

จากข้อมูลของ Car and Driver Model Y เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในประเทศ แม้ว่ายอดขายในปี 2025 จะลดลง 23 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2024

เรื่องราวของรอยเตอร์เกี่ยวกับการลาออกของ Lamacchia ระบุว่า “ผู้จัดการโครงการอาวุโสหลายคน” ได้ลาออกจาก Tesla ในช่วงปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือ David Zhang ซึ่งนำโครงการ Model S และ Model X

Gizmodo ถาม Tesla ว่าทำไม Awasthi และ Lamacchia ถึงลาออกจากบริษัท และจะอัปเดตหากได้รับการตอบกลับ

เมื่อปลายเดือนที่แล้วในการแถลงผลประกอบการของ Tesla ที่วกไปวนมา Elon Musk กล่าวว่า “ผู้ก่อการร้ายองค์กร” อาจขัดขวางผู้ถือหุ้นที่ให้คำมั่นว่าจะมอบแพ็คเกจค่าตอบแทนที่จะทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐี อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้น ก็ให้คำมั่นสัญญานั้นในที่สุด และตอนนี้เขาจะเป็นมหาเศรษฐีได้หาก Tesla ทำภารกิจบางอย่างสำเร็จ

เป้าหมายบางอย่างเกี่ยวข้องกับการขายรถยนต์ แต่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน Tesla ให้เป็นบริษัทแห่งอนาคต ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ ที่ Elon Musk สัญญาไว้เมื่อเร็วๆ นี้ เช่น การใช้งาน robotaxis 1 ล้านคัน และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 1 ล้านตัว สันนิษฐานได้ว่า Tesla และ Musk จะต้องมีผู้จัดการโครงการที่กล้าหาญและมีความสามารถเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้

ทำไมการลาออกของหัวหน้า Cybertruck ถึงสำคัญ?

การลาออกของผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวหน้า Cybertruck และ หัวหน้า Model Y สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนและผู้ที่ติดตาม Tesla อย่างใกล้ชิด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ Tesla กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งด้านการผลิต การแข่งขัน และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การขาดผู้นำที่มีประสบการณ์และความสามารถอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการบรรลุเป้าหมายของบริษัทได้

ผลกระทบต่อ Cybertruck

Cybertruck เป็นผลิตภัณฑ์ที่สำคัญมากสำหรับ Tesla การเปิดตัวล่าช้าและความท้าทายในการผลิตทำให้เกิดความไม่แน่นอน การลาออกของหัวหน้า Cybertruck อาจทำให้สถานการณ์นี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น และอาจส่งผลต่อความสามารถของ Tesla ในการส่งมอบ Cybertruck ให้กับลูกค้าตามกำหนดเวลา

อนาคตของ Tesla หลังการลาออกของหัวหน้า Cybertruck

แม้ว่าการลาออกของผู้บริหารระดับสูงจะเป็นสิ่งที่น่ากังวล แต่ Tesla ยังคงเป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมทำให้ Tesla ยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม Tesla จะต้องแก้ไขปัญหาด้านการจัดการและการดำเนินงานเพื่อให้สามารถแข่งขันและประสบความสำเร็จในระยะยาว การหาผู้นำที่มีความสามารถและสร้างทีมที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ

หัวหน้า Cybertruck ลาออก อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงภายใน Tesla หรืออาจเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การติดตามสถานการณ์และการตอบสนองของ Tesla ต่อเหตุการณ์นี้จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

ที่มา – The Head of the Cybertruck Program Quit Tesla. The Model Y Leader Left Hours Later

สมาคมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ชี้ผล TDRI ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล

เพื่อนๆ นักดื่มหลายคนคงเคยเจอปัญหาโลกแตก ซื้อเบียร์เย็นๆ ตอนบ่ายสามไม่ได้! ล่าสุด สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) ออกมาบอกว่า ข้อห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย (14.00-17.00 น.) เนี่ย ไม่ได้ผลจริงตามงานวิจัย TDRI แถมยังขัดขวางการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอีกด้วย มาดูกันว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปยังไง!

TDRI ฟันธง! ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล จริงหรือ?

TDRI เค้าบอกว่า ไอ้กฎหมายห้ามขายเหล้าเบียร์ช่วงบ่ายเนี่ย ใช้มา 50 กว่าปีแล้ว แต่ยอดนักดื่มต่อหัวประชากรก็ไม่ได้ลดลงเลย แถม 22% ของคนดื่มก็ยังซื้อได้ในช่วงเวลาห้ามขายซะงั้น! ที่สำคัญคือ 39% ของร้านค้าบอกว่า แถวๆ ร้านเค้าก็ยังมีการแอบขายกันอยู่ดี การเพิ่มข้อห้าม ‘บริโภค’ เข้าไปอีก อาจจะยิ่งทำให้ร้านที่ทำตามกฎหมายซวยเข้าไปใหญ่ แถมยังเป็นการผลักดันให้เกิดตลาดมืด รัฐเสียรายได้ภาษี แถมสุขภาพก็ไม่ได้ดีขึ้นอีกต่างหาก งานเข้าแล้ว!

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

ไม่ต้องสืบเลยว่า ภาคค้าปลีกและการท่องเที่ยวเค้าคิดเห็นยังไง พวกเค้ามองว่ากฎหมายนี้สวนทางกับเป้าหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจสุดๆ TDRI เค้าประเมินว่า อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องเนี่ย มีมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาทต่อปี แถมยังเชื่อมโยงกับร้านค้ากว่า 3 แสนแห่งทั่วประเทศ การล็อกดาวน์เวลาขายแบบนี้ มันกระทบไปหมด!

ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมค้าปลีกไทย บอกว่า การปลดล็อกเวลา “จะช่วยดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับเข้าระบบ และเปิดโอกาสให้รัฐมุ่งแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น การขายให้เยาวชน” อันนี้เห็นด้วยมากๆ แก้ให้ถูกจุดดีกว่า!

คุณดำรงค์เกียรติ พินิจการ เลขานุการสมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยว เมืองพัทยา ก็ออกมาบอกว่า “ข้อจำกัดนี้ล้าสมัย หากปลดล็อกและขยายเวลาจำหน่ายถึงตี 2 จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ 20-30% โดยไม่เพิ่มปัญหาสังคม หากมีมาตรการกำกับที่เหมาะสม” พัทยาเมืองท่องเที่ยว กลางวันเงียบเหงา ขายไม่ได้ ใครจะอยากมาเที่ยว!

ปัญหาที่แท้จริงที่ต้องแก้: เยาวชนและเมาแล้วขับ

TDRI ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่ควรแก้จริงๆ คือ การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เยาวชน ซึ่งยังมีการละเมิดกฎหมายสูงถึง 30% และปัญหาเมาแล้วขับที่คิดเป็น 22% ของอุบัติเหตุทั้งหมด เค้าเลยเสนอให้รัฐใช้ระบบหักคะแนนผู้ขับขี่แบบขั้นบันได เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ อันนี้เห็นด้วยสุดๆ คุมเข้มตรงนี้สิ จะได้ผลกว่าเยอะ!

TABBA ย้ำว่า หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อังกฤษ และเยอรมนี เค้าไม่มีข้อจำกัดเวลาขายช่วงบ่ายกันนะ แต่เค้าก็จัดการผลกระทบทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมาคมฯ เลยเรียกร้องให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จาก TDRI ทบทวนข้อห้ามนี้ เพื่อให้มันสอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สรุปแล้วยังไง?

สรุปคือ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนักดื่ม แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม การที่ TDRI ออกมาบอกว่า ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล มันก็ทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนกันใหม่ว่า กฎหมายที่เราใช้อยู่มันตอบโจทย์จริงหรือเปล่า หรือว่ามันเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การให้ความรู้ความเข้าใจกับเยาวชน และการจัดการกับปัญหาเมาแล้วขับอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อนๆ คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้? แชร์ความคิดเห็นกันได้เลย!

ที่มา – สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ชี้ผล TDRI ยัน ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล เสนอมุ่งแก้ปัญหาเยาวชน-เมาแล้วขับ หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

ไชยชนครับหนังสือกลุ่มไรเดอร์: รัฐบาลช่วยปรับเงื่อนไขจดทะเบียน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารวงการเทคโนโลยีและเรื่องราวรอบตัว วันนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกลุ่มไรเดอร์และข้อเสนอต่อภาครัฐมาฝากกันครับ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับปากท้องและโอกาสในการสร้างรายได้ของใครหลายๆ คนเลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนกลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน นำโดยคุณจิรภัทร โสภาลัย ได้ยื่นหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใจความสำคัญคือการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากกฎกระทรวงเกี่ยวกับการจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งท่านไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้รับเรื่องไว้

ประเด็นหลักที่กลุ่มไรเดอร์หยิบยกขึ้นมาคือ ข้อติดขัดในเรื่องเงื่อนไขและขั้นตอนการจดทะเบียนที่พวกเขามองว่าซับซ้อนและไม่ยืดหยุ่น กฎระเบียบเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่ขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่ทำเป็นอาชีพเสริม หรือผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งหากไม่สามารถจดทะเบียนได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการหารายได้ของพวกเขา

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะการจดทะเบียนในปัจจุบันไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าเช่าซื้อ และค่าประกันภัยที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ที่มีทุนทรัพย์จำกัด

กลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน โดยเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการส่งเอกสารให้เป็นระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังขอให้สามารถใช้สำเนาเล่มรถในการจดทะเบียนได้ในกรณีที่รถยังติดไฟแนนซ์อยู่ รวมถึงการอนุญาตให้ใช้รถเช่ามาให้บริการผ่านแอปพลิเคชันได้อีกด้วย

ไชยชนครับหนังสือกลุ่มไรเดอร์ – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีได้รับเอกสารและให้คำมั่นว่าจะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไชยชนครับหนังสือกลุ่มไรเดอร์: รัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหา

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาของกลุ่มไรเดอร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการปรับตัวของกฎหมายและระเบียบต่างๆ ให้เข้ากับยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม

หากภาครัฐสามารถปรับปรุงเงื่อนไขและขั้นตอนการจดทะเบียนให้ง่ายและยืดหยุ่นมากขึ้น ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงโอกาสในการสร้างรายได้เสริมได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ความสำคัญของการปรับเงื่อนไขและขั้นตอนการจดทะเบียน

การปรับปรุงเงื่อนไขและขั้นตอนการจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือกลุ่มไรเดอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างโอกาสให้กับประชาชนในวงกว้าง การปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ จะทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมในการให้บริการ

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ขับขี่: การอนุญาตให้ใช้สำเนาเล่มรถและรถเช่า จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน
  • เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้: การเข้าถึงที่ง่ายขึ้นจะทำให้มีผู้ขับขี่เข้าร่วมมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล: การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการให้บริการ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

ไชยชนครับหนังสือกลุ่มไรเดอร์ และหวังว่าภาครัฐจะพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้อย่างรอบคอบและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย

ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมดิจิทัล เราควรสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม การแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เราสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้นได้

สุดท้ายนี้ หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากวันนี้จะเป็นประโยชน์และจุดประกายให้เพื่อนๆ ได้มองเห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และอย่าลืมติดตามข่าวสารและเรื่องราวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่นี่เสมอครับ

ไชยชนครับหนังสือกลุ่มไรเดอร์ เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ภาครัฐต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเอื้อต่อการทำมาหากินของทุกคน

ที่มา – ไชยชนครับหนังสือกลุ่มไรเดอร์ ขอรัฐบาลช่วยปรับเงื่อนไขและขั้นตอนจดทะเบียน ให้ผู้มีรายได้น้อยมีอาชีพเสริม

สมช. สั่งระงับ Joint Declaration: ไทยยุติส่งเชลยศึก ตอบโต้ปมทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังเกิดเหตุทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนศรีสะเกษ ประเด็นนี้ร้อนแรงถึงขั้นที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องออกมาตรการตอบโต้! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น และผลกระทบที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงมาตรการหลังการประชุม สมช. หลังเกิดเหตุทหารไทย 4 นาย บาดเจ็บจากทุ่นระเบิดขณะลาดตระเวนบริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด แต่นายกฯ อนุทินยืนยันว่าจะมีการระงับถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา (Joint Declaration) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย งานนี้บอกเลยว่าเป็นการตอบโต้ที่ชัดเจน และส่งสัญญาณไปยังกัมพูชาอย่างแน่นอน

สมช. สั่งระงับ Joint Declaration ตอบโต้กัมพูชา

พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมพิจารณา 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ความสูญเสียของกำลังพลไทย, การมีทุ่นระเบิดในพื้นที่อธิปไตยของไทย และการที่รัฐบาลจะปกป้องอธิปไตยและทหารไทยอย่างเต็มที่

มาตรการที่ออกมาคือ การระงับการปฏิบัติตามถ้อยแถลงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา (Joint Declaration) ทุกประการ และยุติการส่ง 18 เชลยศึกให้กับกัมพูชา นี่คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมรับการกระทำที่กระทบต่ออธิปไตยและความปลอดภัยของทหาร

ไทยไม่คาดหวัง แต่จะทำในส่วนของตัวเอง

พล.อ. ณัฐพลกล่าวว่า กองทัพไม่ได้คาดหวังความจริงใจจากกัมพูชา แต่จะดำเนินการในส่วนที่ทำได้ในเขตอธิปไตยของไทยต่อไป เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่ 5 ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรการทางทหารแล้ว นอกจากนี้ การเจรจา GBC และการพูดคุยระหว่างกระทรวงกลาโหมจะไม่มีอีกต่อไป จะเหลือเพียงการพูดคุยระหว่างประเทศตามหลักสากลเท่านั้น

สีหศักดิ์เสริมว่า ไทยจะประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังกัมพูชา รวมถึงประท้วงในกรอบอนุสัญญาออตตาวา และจะชี้แจงท่าทีของไทยต่อประชาคมโลก สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการระงับการปฏิบัติตามถ้อยแถลง

เงื่อนไขที่จะทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติคือ กัมพูชาต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมีการแสดงความเสียใจ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย “สิ่งที่เขา (กัมพูชา) ชี้แจงสําหรับประเทศไทยมองว่าไม่เพียงพอ และไม่ได้ทําให้ไทยสบายใจ ซึ่งการระงับเป็นท่าทีของไทย เราจะต้องรอท่าทีของฝ่ายกัมพูชาต่อการแสดงท่าทีของเราในครั้งนี้” สีหศักดิ์กล่าว

มุมมองและแนวโน้ม:

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างไทยและกัมพูชา แม้จะมีความพยายามในการเจรจาและสร้างความร่วมมือ แต่เหตุการณ์ทุ่นระเบิดครั้งนี้ได้สร้างรอยร้าวขึ้นอีกครั้ง การตอบโต้ของไทยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะเป็นการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความจริงใจและการเจรจาอย่างเปิดอกของทั้งสองฝ่าย

สิ่งที่น่าจับตาคือท่าทีของกัมพูชาหลังจากนี้ หากกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง ก็มีโอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่หากกัมพูชายังคงนิ่งเฉย หรือตอบโต้กลับ สถานการณ์อาจบานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาวได้

สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่ทำได้คือติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรักษาความสงบสุขในภูมิภาค

การระงับ Joint Declaration ครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากไทยไปยังกัมพูชา หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว

ที่มา – ที่ประชุม สมช. สั่งระงับ Joint Declaration-ยุติส่งเชลยศึก ขอกัมพูชารับผิดชอบปมทุ่นระเบิด ย้ำไทยยังไม่พอใจท่าที

ตำรวจรวบ ‘เจ้าแม่ปอยเปต’ ตัวการใหญ่บัญชีม้า! เปิดโปงกลโกงลงทุน 50 ล้าน

วงการอาชญากรรมออนไลน์นี่มันไม่เคยหยุดนิ่งจริงๆ ครับ ล่าสุด ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โชว์ผลงาน จับกุมตัว “น้ำผึ้ง” อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาที่ถูกขนานนามว่า ‘เจ้าแม่ปอยเปต’ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการจัดหาบัญชีม้าและบัญชีนิติบุคคลให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ งานนี้เล่นเอาหลายคนถึงกับอึ้ง เพราะวิธีการที่แก๊งนี้ใช้มันแยบยลเกินกว่าที่เราจะคาดคิด

เรื่องราวของ ‘เจ้าแม่ปอยเปต’ เริ่มต้นจากการที่ตำรวจสืบสวนพบว่า น้ำผึ้ง มีหน้าที่จัดหาบัญชีเพื่อใช้ในการหลอกลวงเหยื่อให้ลงทุนผ่านเพจปลอมและเว็บไซต์เทรดหุ้นต่างๆ กลโกงสุดคลาสสิกที่ยังคงมีคนตกเป็นเหยื่ออยู่เรื่อยๆ คือ การชักชวนเหยื่อเข้ากลุ่มไลน์ อ้างว่าจะสอนเทรดหุ้นแบบเทพๆ ก่อนจะค่อยๆ หว่านล้อมให้ลงทุน จนมีผู้เสียหายหลงเชื่อและสูญเงินรวมกันแล้วกว่า 50 ล้านบาท ฟังแล้วน่าตกใจใช่ไหมล่ะครับ

การจับกุมตัว น้ำผึ้ง เกิดขึ้นขณะที่เธออยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านบางขุนพรหม และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ พบว่าเธอมีหมายจับติดตัวอยู่ถึง 4 หมายในหลายพื้นที่! แสดงว่า ‘เจ้าแม่ปอยเปต’ คนนี้ไม่ใช่แค่คนธรรมดาๆ ที่บังเอิญเข้าไปพัวพันกับเรื่องพวกนี้ แต่เป็นตัวจริงเสียงจริงในวงการเลยทีเดียว

จากการสอบสวนเบื้องต้น น้ำผึ้ง รับสารภาพว่าเธอเดินทางข้ามไปยังฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ของนายทุนชาวจีน โดยมีหน้าที่หลักคือการเปิดบัญชี และสแกนใบหน้าเพื่อรับเงินจากเหยื่อ ก่อนจะทำการโอนเงินต่อไปยังบัญชีในเครือข่ายของขบวนการดังกล่าว เรียกได้ว่าเธอเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสีเทาของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินี้นั่นเอง

ไขข้อสงสัย ทำไมต้อง ‘เจ้าแม่ปอยเปต’

คำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยคือ ทำไมต้องเป็น ‘เจ้าแม่ปอยเปต’ และทำไมต้องไปทำถึงฝั่งกัมพูชา? คำตอบนั้นง่ายมากครับ เพราะปอยเปตเป็นเมืองชายแดนที่มีความซับซ้อนทางด้านกฎหมาย และเป็นแหล่งรวมของธุรกิจสีเทาต่างๆ การที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปตั้งฐานอยู่ที่นั่น ทำให้ยากต่อการติดตามและจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย นอกจากนี้ การหาคนไทยที่สามารถพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว และมีความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมไทย ก็เป็นเรื่องสำคัญในการหลอกลวงเหยื่อในประเทศไทย

บทเรียนราคาแพงจากคดี ‘เจ้าแม่ปอยเปต’

คดีของ ‘เจ้าแม่ปอยเปต’ เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราทุกคนต้องระมัดระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนที่ดูดีเกินจริง หรือการชักชวนเข้ากลุ่มไลน์เพื่อสอนเทรดหุ้นฟรีๆ เพราะส่วนใหญ่มักจะเป็นกลลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งสิ้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนอะไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มหรือบุคคลที่เรากำลังจะลงทุนด้วย

  • อย่าโลภ: จำไว้ว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ฟรีๆ ถ้ามีใครมาชักชวนให้ลงทุนด้วยผลตอบแทนที่สูงเกินจริง ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าอาจจะเป็นกลโกง
  • ตรวจสอบให้ดี: ก่อนที่จะลงทุนอะไรก็ตาม ตรวจสอบข้อมูลของบริษัทหรือแพลตฟอร์มให้ละเอียดถี่ถ้วน ดูว่ามีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ มีประวัติการดำเนินงานเป็นอย่างไร
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน เพื่อขอคำแนะนำและความคิดเห็น

ยุคดิจิทัลทำให้เราเข้าถึงข้อมูลและโอกาสต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวงเราได้ง่ายขึ้นเช่นกัน การมีสติและระมัดระวังตัวอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันตัวเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์

ที่มา – ตำรวจบุกจับ ‘เจ้าแม่ปอยเปต’ พบเป็นตัวการใหญ่จัดหาบัญชีม้า-นิติบุคคล ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์นายทุนจีน หลอกลงทุนสูญ 50 ล้านบาท

เต้นซัลซาในท่านั่ง: ขยับง่าย คลายปวดหลังได้จริง!

ปวดหลัง… แค่คิดก็ทรมานแล้ว! ใครที่เคยรู้สึกเจ็บแปลบตรงบั้นเอวเวลาจะก้มยกของ หรือผูกเชือกรองเท้าบ้าง? คุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะ! มีประชากรโลกกว่า 619 ล้านคนที่ต้องเผชิญหน้ากับอาการปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรังอยู่ทุกวัน

แต่ข่าวดีก็คือ! วงการแพทย์และกายภาพบำบัดค้นพบเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างได้แบบไม่ต้องลุกยืน! นั่นก็คือการ เต้นซัลซาในท่านั่ง! ฟังดูน่าสนุกใช่มั้ยล่ะ?

เต้นซัลซาในท่านั่ง: ตัวช่วยคลายปวดหลังที่ไม่ต้องลุกจากเก้าอี้!

อาการปวดหลังส่วนล่างนี่ตัวร้ายเลย เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความพิการของผู้ป่วยทั่วโลก มันคือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นระหว่างซี่โครงส่วนล่างกับก้นกบ ใครๆ ก็เป็นได้ แต่คนที่น้ำหนักเกิน สูบบุหรี่ หรือมีประวัติคนในครอบครัวปวดหลัง ก็จะเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ๆ หน่อย

รศ.ดร.คริส แม็กคาร์ที ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์เมโทรโพลิตัน (MMU) บอกว่า “บริเวณที่คนส่วนใหญ่มีปัญหาปวดหลังเรื้อรังมากที่สุดคือ หมอนรองกระดูกสองชิ้นล่างสุดของกระดูกสันหลัง”

กระดูกสันหลังของเรามีกระดูกชิ้นย่อย ๆ ถึง 33 ชิ้น แต่ละชิ้นถูกคั่นด้วย “หมอนรองกระดูก” ที่ทำหน้าที่เหมือนเบาะรองรับแรงกระแทกจากการเดิน วิ่ง หรือกระโดด

หมอนรองกระดูกสองชิ้นล่างสุดนี่แหละ ที่มักเป็นต้นเหตุของอาการปวดหลังส่วนล่าง เพราะมันค่อนข้างแข็งทื่อและเคลื่อนไหวได้ยาก โดยเฉพาะเวลาที่กล้ามเนื้อบริเวณนั้นหดเกร็ง หรือไม่ค่อยได้ใช้งาน

ท่าบริหารที่ช่วยให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างได้ขยับก็คือ การหมุนสะโพกให้ด้านหนึ่งของกระดูกเชิงกรานเคลื่อนไปข้างหน้า สลับกับอีกด้านหนึ่งที่เคลื่อนไปข้างหลัง ทำสลับกันไปมาให้แผ่นหลังส่วนล่างแกว่งไกวอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า เต้นซัลซาในท่านั่ง นั่นเอง!

ถึงปกติเวลาเราเดินมันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง กล้ามเนื้อบริเวณนั้นมักจะหดเกร็งจนขยับไม่ได้ ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ ปวด > กล้ามเนื้อไม่ขยับ > แข็งเกร็ง > ปวดมากขึ้น! น่ากลัวมาก!

งานวิจัยบอกว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญในการบำบัดอาการปวดหลัง ซึ่งปกติแล้วผู้ป่วยจะต้องออกกำลังกาย ยืดเหยียดร่างกาย และทำกายภาพบำบัด แต่ท่าบริหารส่วนใหญ่ที่แนะนำ มักจะไม่ได้เน้นที่การขยับแผ่นหลังส่วนล่างโดยตรง

วิธีเต้นซัลซาในท่านั่ง ง่าย ๆ ใครก็ทำได้

ดังนั้น การเต้นซัลซาในท่านั่ง จึงเป็นตัวช่วย! วิธีการก็ง่ายแสนง่าย:

  • นั่งตัวตรง
  • วางฝ่าเท้าให้แนบสนิทกับพื้น
  • หุบขาเข้ามาให้สะโพกทั้งสองข้างขนานกัน
  • ผลักเข่าขวาไปข้างหน้า ดึงเข่าซ้ายไปข้างหลัง
  • สลับข้าง! ผลักเข่าซ้ายไปข้างหน้า ดึงเข่าขวามาข้างหลัง
  • พยายามให้ช่วงไหล่นิ่ง ๆ ไม่ขยับ

ทำท่านี้ประมาณ 1 นาที จะทำให้กระดูกเชิงกรานหมุนแกว่งไปมา เหมือนเวลาที่เรายืนเต้นซัลซาจริง ๆ เลยล่ะ!

ทีมวิจัยของ ดร.แม็กคาร์ที ได้ทำการทดลองกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง โดยให้ เต้นซัลซาในท่านั่ง แล้วใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าในกล้ามเนื้อและเส้นประสาท (EMG) ผลปรากฏว่า การเต้นซัลซาในท่านั่งแค่ 1 นาที ทุกครึ่งชั่วโมง ก็ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวดหลังได้แล้ว!

ข้อดีคือ ทำได้ง่าย ๆ แม้ในเวลางาน ไม่ต้องลุกจากโต๊ะเลยด้วยซ้ำ!

พนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งนาน ๆ เสี่ยงต่ออาการปวดหลังส่วนล่างมาก การลุกขึ้นเดิน หรือดื่มน้ำบ่อย ๆ ก็ช่วยได้ แต่ถ้าไม่สะดวก การเต้นซัลซาในท่านั่ง นี่แหละ! คือทางออก

นอกจากนี้ การเต้นซัลซาในท่านั่ง ยังมีประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงพักฟื้นที่ไม่สะดวกจะลุกขึ้นยืน เพราะการเคลื่อนไหวออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีอายุยืนและสุขภาพแข็งแรง

พญ.จักรทีป เทศี แนะนำว่า ถ้ายังขยับร่างกายได้ดีอยู่ อาจจะลองยืนขาเดียวขณะแปรงฟัน หรือย่อตัวในท่าสควอตขณะต้มน้ำก็ได้ พยายามทำให้เป็นนิสัย!

การ เต้นซัลซาในท่านั่ง ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่เป็นทางเลือกง่าย ๆ ที่ช่วยให้เราดูแลสุขภาพหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูนะคะ! สุขภาพที่ดี เริ่มต้นได้ง่าย ๆ แค่ขยับ!

ที่มา – “เต้นซัลซาในท่านั่ง” วิธีขยับแก้ปวดหลังง่าย ๆ แต่ได้ผลน่าอัศจรรย์

ป่วน! ข้อจำกัดเที่ยวบินเจ็ตส่วนตัวช่วงรัฐบาลหยุดงาน

ขณะที่สมาชิกวุฒิสภาเดโมแครต ข้ามฟากไปเปิดรัฐบาลอีกครั้งเมื่อคืนวันจันทร์ ช่วยผ่านร่างงบประมาณที่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่า “เป็นการลดหย่อน Medicaid ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา เพื่อจ่ายค่าลดหย่อนภาษีครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับมหาเศรษฐี” รูปแบบการเดินทางที่มหาเศรษฐีเหล่านั้นชื่นชอบกลับต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวง: มีรายงานว่าพวกเขาถูกแบนจากสนามบินหลัก 12 แห่ง

เมื่อวันอาทิตย์ เอด โบเลน ประธานและซีอีโอของสมาคมการบินธุรกิจแห่งชาติ (NBAA) ซึ่งเป็นล็อบบี้สำหรับธุรกิจเจ็ตส่วนตัว กล่าวในข่าวประชาสัมพันธ์ขององค์กร ว่า นอกจากข้อจำกัดด้านเที่ยวบินที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ที่สนามบิน 40 แห่งในสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีข้อจำกัดเพิ่มเติมที่ “จะมีผลห้ามการดำเนินงานการบินธุรกิจในสนามบิน 12 แห่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบินทั่วไปอย่างไม่สมส่วน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงานมากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ 340 พันล้านดอลลาร์ และสนับสนุนเที่ยวบินเพื่อมนุษยธรรมทุกวัน” สถานการณ์ข้อจำกัดเที่ยวบินเจ็ตส่วนตัวช่วงรัฐบาลหยุดงานนี้ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน

นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส โทมัส พิเก็ตตี มองการใช้เจ็ตส่วนตัวในมุมที่ต่างออกไป โดยอ้างว่าควรมีการแบน ในฐานะที่เป็นบทลงโทษที่มองเห็นได้สำหรับคนรวยที่สร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไม่สมส่วน และการแบนดังกล่าวจะช่วยให้คนจนรู้สึกมีส่วนร่วม “เราต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อโน้มน้าวให้กลุ่มคนเหล่านี้เชื่อว่าคนที่อยู่สูงสุดกำลังจ่ายส่วนแบ่งที่ยุติธรรมของพวกเขา คุณต้องเริ่มต้นที่ด้านบนสุด [ด้วย] คนที่จะขึ้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว”

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้โพสต์บน Truth Social เพื่อโจมตีเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ ที่อยู่บ้านหรือหางานอื่นทำในขณะที่งานของพวกเขาไม่ได้รับค่าจ้างท่ามกลางการปิดตัวของรัฐบาล เขากล่าวว่าค่าจ้างของพวกเขาสามารถ “ถูกหัก” ได้ และใครก็ตามที่ต้องการลาพักในอนาคตควรลาออกและ “ถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยผู้รักชาติที่แท้จริง ซึ่งจะทำงานได้ดีกว่าด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดในโลกที่เรากำลังสั่งซื้อ”

ภัยคุกคามของการปราบปรามการเดินทางด้วยเจ็ตส่วนตัวชั่วคราวยังคงมีอยู่จนถึงคืนวันจันทร์ ในขณะที่การผ่านร่างกฎหมายของวุฒิสภา ส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้อยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทั้งหมดในขณะนั้น และไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวในช่วงเวลาที่ร่างกฎหมายของวุฒิสภาผ่านว่าพวกเขามีเวลา 36 ชั่วโมงในการกลับมา การพิจารณาข้อจำกัดเที่ยวบินเจ็ตส่วนตัวช่วงรัฐบาลหยุดงานจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน

ตามข้อมูลของ NBAA สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สามารถเข้าถึงเจ็ตส่วนตัวจะไม่สามารถลงจอดที่สนามบินแห่งชาติโรนัลด์ เรแกน วอชิงตันได้ เนื่องจากอยู่ในรายชื่อ 12 แห่งที่ระงับเจ็ตส่วนตัวในปัจจุบัน ที่เหลือคือ:

ข้อจำกัดเที่ยวบินเจ็ตส่วนตัวช่วงรัฐบาลหยุดงาน

ผลกระทบจากข้อจำกัดเที่ยวบินเจ็ตส่วนตัวช่วงรัฐบาลหยุดงาน

ข้อจำกัดเที่ยวบินเจ็ตส่วนตัวช่วงรัฐบาลหยุดงานนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของอุตสาหกรรมการบินธุรกิจและการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล การหยุดชะงักที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนฉุกเฉินและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

การที่นักเศรษฐศาสตร์อย่างโทมัส พิเก็ตตี สนับสนุนการแบนเจ็ตส่วนตัว สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การอภิปรายนี้กระตุ้นให้เกิดการพิจารณาว่าเราจะสร้างระบบที่ยั่งยืนและยุติธรรมมากขึ้นได้อย่างไร

ในฐานะผู้บริโภคและประชาชน เราควรตระหนักถึงผลกระทบของการตัดสินใจของเรา และสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความเท่าเทียมกันทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการขนส่งสาธารณะ การเรียกร้องให้มีการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการบริจาคให้กับองค์กรที่ทำงานเพื่อความยั่งยืน การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเราสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – At the Last Minute, Government Shutdown Flight Restrictions Came for the Private Jets

ตร.แจง! ไม่เลือกปฏิบัติ สุรเชษฐ์-ต่อศักดิ์ ดำเนินการตามกฎหมาย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตข่าวใหญ่ในวงการตำรวจกันหน่อยนะครับ เรื่องราวที่หลายคนจับตามอง นั่นก็คือประเด็นร้อนระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. กับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร. ที่มีการกล่าวหาว่ามีการเลือกปฏิบัติในการดำเนินการทางวินัย งานนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยสำนักงานกฎหมายและคดี (กมค.) เลยต้องออกมาชี้แจงให้เคลียร์กันไปเลยครับ

ใจความสำคัญที่ กมค. สรุปออกมาก็คือ การดำเนินการในทั้งสองกรณีนั้น เป็นไปตามหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่มีการเลือกปฏิบัติอย่างที่หลายคนกังวลแน่นอน ซึ่งรายละเอียดเป็นยังไง มาดูกันครับ

ตร. ยัน! ไม่เลือกปฏิบัติ สุรเชษฐ์-ต่อศักดิ์

ประเด็นที่ 1: ผู้มีอำนาจสั่งการทางวินัยต่างกัน

ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 105 บอกไว้ชัดเจนว่า กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ (ตำแหน่งรอง ผบ.ตร.) ผู้มีอำนาจสั่งการทางวินัยคือ ผบ.ตร. แต่สำหรับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ (ตำแหน่ง ผบ.ตร.) คนที่มีอำนาจคือ นายกรัฐมนตรี นั่นเองครับ ดังนั้น การที่มีผู้มีอำนาจต่างกัน ก็เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติแน่นอน

ประเด็นที่ 2: ความชัดเจนของพยานหลักฐาน

  • กรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์: มีพยานหลักฐานที่ชัดเจน และรุนแรงถึงขั้นมีคดีอาญาที่ สน.เตาปูน แถมยังมีหมายจับจากศาลอาญาอีก ทำให้ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
  • กรณี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์: ยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 378/2568 ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกก่อนที่จะพิจารณาว่าจะดำเนินการทางวินัยหรือไม่

เห็นไหมครับว่าความหนักเบาของหลักฐานนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ประเด็นที่ 3: หลักเกณฑ์การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน

การจะสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ มาตรา 131 ต้องเข้าเงื่อนไข 2 ข้อ คือ

  1. ต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือต้องหาคดีอาญา
  2. คดีมีความซับซ้อนจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว

ซึ่งกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ดันเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อเป๊ะๆ เลยถูกสั่งให้ออกไว้ก่อน แต่สำหรับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ยังไม่เข้าเงื่อนไข เพราะยังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้นเอง

กมค. ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2567 ซึ่งเป็นวันที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ในขณะที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ พ้นจากราชการเนื่องจากเกษียณอายุราชการตามปกติ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ครับ

สรุปประเด็น: ตร.แจง! ไม่เลือกปฏิบัติ สุรเชษฐ์-ต่อศักดิ์

สรุปง่ายๆ เลยก็คือ การดำเนินการทางวินัยทั้งสองกรณี เป็นไปตามหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน โดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาจากพยานหลักฐานและความร้ายแรงของการกระทำในแต่ละกรณี ทาง ตร. ยืนยันว่าไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด และพร้อมที่จะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย หากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมในภายหลัง

แล้วเราได้อะไรจากเรื่องนี้?

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และที่สำคัญคือ หลักฐานต้องชัดเจนและหนักแน่นพอที่จะนำไปสู่การตัดสินที่ถูกต้องและเป็นธรรม

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง สิ่งที่เราทำได้คือติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน และตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้สังคมของเราเป็นสังคมที่ยุติธรรมและโปร่งใสมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – ตร. แจงปม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์-พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ยันไม่ได้เลือกปฏิบัติ การดำเนินการทางวินัยเป็นไปตามกฎหมายและพยานหลักฐานที่ต่างกัน

ระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ กำลังล่มสลาย

เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2489 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ใกล้กับหมู่เกาะอะลูเชียน รัฐอะแลสกา ทำให้เกิดสึนามิที่ถาโถมไปทั่วมหาสมุทรแปซิฟิกและคร่าชีวิตผู้คนไป 159 คนบนเกาะฮาวาย จากเหตุการณ์หายนะครั้งนี้ ระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ จึงถือกำเนิดขึ้น

เกือบ 80 ปีต่อมา เครือข่ายสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวและระดับน้ำทะเลที่ช่วยชีวิตนี้กำลังล่มสลาย สถานีเหล่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของ NOAA และอาศัยเงินทุนจากรัฐบาลกลางที่รัฐบาลทรัมป์ตัดลดในปีนี้ ส่งผลให้สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว 9 แห่งที่ดำเนินการโดย Alaska Earthquake Center จะปิดตัวลงในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ตามที่ Alaska’s News Source รายงาน

สถานีเหล่านี้รวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรูปร่างและขนาดของแผ่นดินไหวตามแนวภูมิภาคที่มีการเคลื่อนไหวทางแผ่นดินไหวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก: เขตมุดตัวอะแลสกา-อะลูเชียน ขอบเขตกว้าง 2,485 ไมล์ (4,000 กิโลเมตร) แห่งนี้ ซึ่งแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิกเลื่อนตัวอยู่ใต้แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ สามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิรุนแรง เช่น ภัยพิบัติในปี 1946

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการปิดสถานีที่ตรวจสอบเขตมุดตัวนี้อาจขัดขวางความสามารถของประเทศในการตรวจจับสึนามิและออกคำสั่งอพยพก่อนที่จะสายเกินไป

Elisabeth Nadin ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารของ Alaska Earthquake Center กล่าวกับ Gizmodo ในอีเมลว่า “Alaska Earthquake Center รู้สึกเสียใจที่ต้องยุติการได้รับทุนสนับสนุนจาก NOAA ของเรา” “เรารู้สึกเสียใจที่ความสามารถของศูนย์เตือนภัยสึนามิแห่งชาติในการออกและปรับปรุงการแจ้งเตือนสึนามิถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการสูญเสียเงินทุนนี้”

ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยสภาพภูมิอากาศ NOAA ได้รับผลกระทบอย่างหนัก การเลิกจ้างครั้งใหญ่และการตัดลดเงินทุนที่เสนอเข้ามาคุกคามที่จะบั่นทอนหรือทำลายหน่วยงานวิจัยหลายแห่งของหน่วยงาน รวมถึงสำนักงานวิจัยบรรยากาศและมหาสมุทร กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ และศูนย์วิทยาศาสตร์ของ NOAA Fisheries

ระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯก็ไม่มีข้อยกเว้น แต่โครงการนี้กำลังเผชิญกับปัญหาการลดเงินทุนและจำนวนเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว ศูนย์เตือนภัยสึนามิสองแห่งของ NOAA ซึ่งตั้งอยู่ในโฮโนลูลู ฮาวาย และพาลเมอร์ อะแลสกา ทั้งสองแห่งมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอก่อนการเลิกจ้างในปีนี้ จากตำแหน่งเต็มเวลา 20 ตำแหน่งของสถานีอะแลสกา มีเพียง 11 ตำแหน่งเท่านั้นที่ได้รับการบรรจุในปัจจุบัน ตามรายงานของ NBC News รายงาน

ในปีงบประมาณ 2024 และ 2025 NOAA ยังได้ ลด เงินทุนให้แก่โครงการบรรเทาภัยสึนามิแห่งชาติ ซึ่งสนับสนุนความพยายามในการลดความเสี่ยงจากสึนามิของรัฐต่างๆ

สถานีตรวจวัดทั้งเก้าแห่งที่กำลังจะยุติการดำเนินงานในเดือนนี้ได้รับการสนับสนุนจากเงินช่วยเหลือของ NOAA จำนวน 300,000 ดอลลาร์ต่อปี Kim Doster โฆษกของ NOAA บอกกับ Gizmodo ในอีเมลว่า NOAA หยุดให้ทุนสนับสนุนโครงการนี้ในรูปของเงินช่วยเหลือในปีงบประมาณ 2024

Alaska Earthquake Center ยื่นขอเงินทุนสนับสนุนใหม่จนถึงปี 2028 แต่ถูกปฏิเสธ อ้างอิงจากอีเมลระหว่างผู้อำนวยการ Michael West และเจ้าหน้าที่ NOAA ข้อมูลดังกล่าวได้จาก NBC News มหาวิทยาลัย Alaska Fairbanks ก้าวเข้ามาให้ทุนสนับสนุนโครงการนี้เป็นเวลาอีกหนึ่งปี โดยหวังว่าเงินทุนจากรัฐบาลกลางจะมาถึงในที่สุด แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้น ตามรายงานของ NBC

สถานีทั้งเก้าแห่งนั้นตั้งอยู่ในหมู่เกาะอะลูเชียนตะวันตกและทะเลเบริง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นสถานีเดียวในระยะทางหลายร้อยไมล์ในบางส่วนของเขตมุดตัวอะแลสกา-อะลูเชียน ตามข้อมูลของ Nadin ภูมิภาคนี้สร้าง “สึนามิในอเมริกาเหนือเกือบทั้งหมดที่ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เกิดความเสียหายในอลาสก้า ฮาวาย วอชิงตัน โอเรกอน และแคลิฟอร์เนีย” เธอกล่าว

“การสูญเสียเงินทุนยังหมายความว่าเครือข่ายตรวจวัดแผ่นดินไหวทั้งหมดของ Alaska Earthquake Center จะไม่ถูกส่งตรงไปยังศูนย์เตือนภัยสึนามิแห่งชาติอีกต่อไป ซึ่งจนถึงขณะนี้ได้เข้าถึงเครือข่ายนี้เพื่อกำหนดความเสี่ยงจากสึนามิจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในรัฐอะแลสกาด้วยตนเอง” Nadin กล่าวเสริม

Doster กล่าวว่า Alaska Earthquake Center “เป็นหนึ่งในพันธมิตรจำนวนมากที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านสึนามิของ National Weather Service และ NWS ยังคงใช้กลไกหลายอย่างเพื่อให้แน่ใจว่ามีการเก็บรวบรวมข้อมูลแผ่นดินไหวทั่วทั้งรัฐอะแลสกา”

ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญแย้งว่าการสูญเสียสถานีตรวจวัดทั้งเก้าแห่งนี้ และการล่มสลายโดยทั่วไปของระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ กำลังสร้างช่องว่างที่เป็นอันตรายในการเตรียมพร้อม

West กล่าวกับ Alaska’s News Source ว่า “ผู้คนควรจะกังวลเกี่ยวกับสิ่งใดก็ตามที่ลดทอนความสามารถในการรับมือกับแผ่นดินไหวและสึนามิของเรา” “สิ่งที่ทำลายงานหนักที่ได้ทุ่มเทไปตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่อพยายามทำให้เราปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้”

ระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ กำลังล่มสลาย

ทำไมระบบเตือนภัยสึนามิจึงมีความสำคัญ?

ระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนตามแนวชายฝั่ง การล่มสลายของระบบนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง การลงทุนในระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพและการบำรุงรักษาระบบที่มีอยู่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – The U.S. Tsunami Warning System Is Crumbling