ผู้เขียน: lalika69_admin

ภาพ AI ไฟไหม้ปลอม ทำคนแตกตื่นที่เท็กซัส

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัสได้ทำการอพยพเนื่องจากสัญญาณเตือนไฟไหม้ ซึ่งนักเรียนหลายคนในตอนแรกคิดว่าเป็นการฝึกซ้อมตามปกติ ตามรายงานของสถานีข่าวท้องถิ่น ABC13 Houston แต่หลังจากที่มีภาพที่สร้างโดย AI แพร่กระจายออกไป ซึ่งดูเหมือนจะแสดงให้เห็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนกำลังเกิดไฟไหม้ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนและความตื่นตระหนกในหมู่นักเรียนและผู้ปกครอง

สัญญาณเตือนไฟไหม้ที่โรงเรียน Bellaire High School ดังขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 9:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตามรายงานของ ABC13 และเด็กๆ ก็ทำในสิ่งที่พวกเขามักจะทำในสถานการณ์เช่นนั้น พวกเขาเดินไปที่ Starbucks และร้านค้าในท้องถิ่นเพื่อฆ่าเวลา แต่แล้ว ผู้อำนวยการก็ส่งข้อความถึงผู้ปกครองว่ามีควันในปีกกีฬา

หลังจากนั้น ภาพ AI ที่แสดงให้เห็นโรงเรียนกำลังเกิดไฟไหม้ก็แพร่กระจายไปทั่ว “โซเชียลมีเดีย” ตามรายงานของ ABC13 แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าเป็นแพลตฟอร์มใด Gizmodo ไม่พบภาพดังกล่าวบน TikTok, X หรือ Instagram ซึ่งเป็นสถานที่ที่สิ่งเหล่านี้มักจะแพร่กระจายมากที่สุด ภาพดังกล่าวยังถูกแชร์ใน “แอปส่งข้อความ”

จากนั้น ผู้ปกครองโทรศัพท์ไปที่ตำรวจและเขตการศึกษาเพื่อขอคำตอบ กรมตำรวจ Bellaire ได้เขียนข้อความบน Facebook เพื่ออธิบายว่าภาพดังกล่าวเป็นของปลอม

“เราต้องการชี้แจงว่าไม่มีเหตุภาพ AI ไฟไหม้ปลอมที่โรงเรียน Bellaire High School โพสต์โซเชียลมีเดียปลอมพร้อมภาพ AI ไฟไหม้ปลอมที่แสดงให้เห็นโรงเรียนกำลังเกิดไฟไหม้กำลังแพร่กระจายทางออนไลน์” ตำรวจ Bellaire เขียนเมื่อเวลา 9:49 น. ตามเวลาท้องถิ่น

“โปรดทราบว่านักเรียนและเจ้าหน้าที่ทุกคนปลอดภัย เราขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความห่วงใยและขอให้ท่านช่วยหยุดการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิดพลาดโดยการแชร์การอัปเดตอย่างเป็นทางการนี้” โพสต์บน Facebook กล่าวต่อ

กรมดับเพลิง Bellaire ตอบสนองต่อที่เกิดเหตุและเขียนข้อความของตนเองไปยัง Facebook อธิบายว่ามีควันบางส่วนถูกค้นพบในโรงเรียน แต่มาจากระบบ HVAC ไม่มีเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ ดังที่ปรากฏในภาพ AI ไฟไหม้ปลอมที่แพร่กระจายในหมู่นักเรียนและผู้ปกครอง

“เมื่อมาถึง ลูกเรือไม่พบกลุ่มควันที่มองเห็นได้หรือไฟไหม้จากภายนอก Engine 33 เริ่มตรวจสอบแหล่งที่มาของสัญญาณเตือนในส่วนด้านหลังของโรงเรียน ภายใน ลูกเรือพบกลุ่มควันจำนวนเล็กน้อยใกล้บริเวณล็อกเกอร์และระบุว่าแหล่งที่มาคือกล่องรวมสารทำความเย็นที่เชื่อมต่อกับระบบ HVAC” กรมดับเพลิงเขียน

“ช่างเทคนิค HVAC ของ HISD ยืนยันว่าปัญหาคือการรั่วไหลของสารทำความเย็น เพื่อความระมัดระวังอย่างยิ่ง ทีม Hazmat ของกรมดับเพลิงฮุสตันได้รับการร้องขอให้ช่วยเหลือ หน่วยจาก Hazmat 22, District 22 และ District 28 มาถึงและพิจารณาว่าระดับที่อยู่ในปัจจุบันไม่เป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่ในอาคาร แต่แนะนำว่าพื้นที่นั้นควรว่างเปล่าจนกว่าจะสามารถซ่อมแซม HVAC ได้”

ยังไม่ชัดเจนว่าภาพ AI ไฟไหม้ปลอมของไฟไหม้มาจากที่ใด กฎหมายของรัฐใหม่ในเท็กซัสซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน ห้ามไม่ให้นักเรียนใช้โทรศัพท์ในเวลาเรียน ซึ่งหมายความว่าผู้ปกครองจำนวนมากที่กังวลเกี่ยวกับภาพ AI ไฟไหม้ปลอมไม่สามารถติดต่อลูกๆ ได้ทันที

Michael Niggli ผู้อำนวยการโรงเรียน Bellaire High School ได้อ้างอิงคำถามไปยังสำนักงานสื่อของเขตการศึกษา แต่ Gizmodo ไม่ได้รับการตอบกลับเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรมดับเพลิง Bellaire ก็ไม่ได้ตอบคำถามในวันอังคารเช่นกัน Gizmodo จะอัปเดตบทความนี้หากเราได้รับการติดต่อกลับ

ภาพ AI ไฟไหม้ปลอม ทำคนแตกตื่นที่เท็กซัส

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องที่สร้างโดย AI และความเร็วที่ข้อมูลดังกล่าวสามารถแพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังเน้นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อควรระวังเมื่อแชร์ข้อมูลออนไลน์

ผลกระทบของ ภาพ AI ไฟไหม้ปลอม ต่อสังคม

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยี AI สามารถถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้อย่างไร การสร้างภาพที่เหมือนจริงแต่เป็นเท็จสามารถสร้างความตื่นตระหนกและความสับสนวุ่นวายได้ง่าย สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการตระหนักรู้ถึงความสามารถของ AI และการพัฒนาเครื่องมือและกลไกในการตรวจสอบและต่อต้านข้อมูลที่ไม่ถูกต้องที่สร้างโดย AI

ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน ควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการระบุข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและวิธีตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนที่จะเชื่อและแชร์ต่อ การรู้เท่าทันสื่อและการคิดวิเคราะห์เป็นทักษะที่สำคัญในยุคดิจิทัลปัจจุบัน

เราต้องตระหนักถึงบทบาทของเราในการหยุดยั้งการแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะแชร์ และการรายงานเนื้อหาที่น่าสงสัยบนแพลตฟอร์มต่างๆ การร่วมมือกันเป็นชุมชนที่ตระหนักถึงข้อมูลที่ถูกต้องสามารถช่วยลดผลกระทบจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและสร้างสังคมออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ที่มา – AI Photo of Fake Fire Causes Panic at Texas High School

ตำรวจไทยส่ง เฉอ จื้อเจียง กลับจีน: ปิดฉากเจ้าพ่อพนันออนไลน์?

วงการบันเทิงและเทคโนโลยีจับตา! เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ปฏิบัติการส่งตัว เฉอ จื้อเจียง เจ้าพ่อพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ชื่อดัง กลับประเทศจีนได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยมี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เป็นหัวเรือใหญ่ในการดำเนินการครั้งนี้ การส่งตัวครั้งนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของคดีที่ซับซ้อนและยาวนาน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงอาชญากรรมข้ามชาติ และการพนันออนไลน์ที่แพร่หลาย

จากรายงาน การส่งมอบตัว เฉอ จื้อเจียง ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเป็นทางการ โดยทางการจีนได้ส่งเครื่องบินส่วนตัวมารับตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน การตัดสินใจส่งตัวครั้งนี้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่ยืนตามศาลชั้นต้นให้ส่งตัว เฉอ จื้อเจียง กลับไปดำเนินคดีในข้อหาเปิดบ่อนกาสิโนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการสร้างและดำเนินกิจการเว็บพนันออนไลน์ถึง 239 แห่ง และการมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองใหม่ชเวโก๊กโก่ในประเทศเมียนมา

เรื่องราวของ เฉอ จื้อเจียง เริ่มเป็นที่สนใจเมื่อทางการจีนส่งคำขอให้ไทยจับกุมตัวในเดือนสิงหาคม 2565 และถูกจับกุมได้ในเดือนเดียวกัน หลังจากนั้นมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การอนุมัติคำร้องขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนโดยอัยการสูงสุด ไปจนถึงการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินว่ากฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญไทย ทำให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้ส่งตัวในที่สุด

เฉอ จื้อเจียง ไม่ได้เป็นเพียงผู้ต้องหาธรรมดา แต่เป็นบุคคลที่ทางการจีนต้องการตัวในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการพนันออนไลน์ข้ามชาติ เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บริหารกลุ่ม Yatai International Holdings Group และมีความเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชเวโก๊กโก่ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นศูนย์กลางของอาชญากรรมไซเบอร์สแกม การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และการค้ามนุษย์

เฉอ จื้อเจียง: ปิดฉากเจ้าพ่อพนันออนไลน์

การส่งตัว เฉอ จื้อเจียง กลับประเทศจีนถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่เป็นที่หลบซ่อนของผู้กระทำผิดกฎหมาย การร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเป็นสิ่งจำเป็นในการต่อสู้กับอาชญากรรมที่ซับซ้อนและขยายตัวอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล

บทเรียนจากคดีเฉอ จื้อเจียง

  • ความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรม
  • ผลกระทบของอาชญากรรมออนไลน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม

คดี เฉอ จื้อเจียง เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารในวงการบันเทิงและเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพนันออนไลน์และการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต การตระหนักถึงภัยคุกคามเหล่านี้และการป้องกันตนเองจากอาชญากรรมไซเบอร์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น อาชญากรรมไซเบอร์ก็มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและการเรียนรู้เกี่ยวกับกลโกงใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เราสามารถป้องกันตนเองและคนรอบข้างจากภัยคุกคามเหล่านี้ได้

ดังนั้น เราควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ และสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิด เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ที่มา – ตำรวจไทยส่งเฉอ จื้อเจียง เจ้าพ่อพนัน-สแกมเมอร์ชเวโก๊กโก่ ขึ้นเครื่องกลับจีน

พบผึ้งพันธุ์ใหม่มีเขาคล้ายปีศาจในออสเตรเลีย ได้ชื่อเรียกว่า “ลูซิเฟอร์”

เรื่องราวสุดแปลกที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ในโลกวิทยาศาสตร์วันนี้คือการค้นพบอะไรใหม่ๆ ที่ไม่น่าเชื่อ! และครั้งนี้มาจากออสเตรเลีย ดินแดนที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่งและน่าประหลาดใจ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ ผึ้งพันธุ์ใหม่มีเขาคล้ายปีศาจในออสเตรเลีย ได้ชื่อเรียกว่า “ลูซิเฟอร์” ซึ่งเป็นชื่อที่ฟังดูน่าสนใจและชวนให้ติดตามมากๆ เลยใช่ไหมล่ะ?

ผึ้งพันธุ์ใหม่มีเขาคล้ายปีศาจในออสเตรเลีย ได้ชื่อเรียกว่า “ลูซิเฟอร์” หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “เมกาชิลี ลูซิเฟอร์” (Megachile Lucifer) ถูกค้นพบโดย ดร.คิท เพรนเดอร์กาสต์ ขณะที่เธอกำลังสำรวจดอกไม้ป่าหายากในแถบเทือกเขาเบนเมอร์ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ดร.คิทบอกว่าแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อนี้มาจากซีรีส์เรื่อง “ลูซิเฟอร์” ที่เธอกำลังดูอยู่บน Netflix ในขณะนั้น ชื่อนี้ช่างเข้ากันได้ดีกับลักษณะเด่นของผึ้งตัวเมียที่มี “เขา” เล็กๆ บนใบหน้า

ผึ้งลูซิเฟอร์: ผึ้งพันธุ์ใหม่มีเขาคล้ายปีศาจในออสเตรเลีย

ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของผึ้งลูซิเฟอร์คือ “เขา” ที่มีเฉพาะในผึ้งตัวเมียเท่านั้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันอาจมีหน้าที่ในการป้องกันตัว รวบรวมละอองเรณู หรือแม้แต่ใช้เก็บน้ำหวานและวัสดุอื่นๆ สำหรับสร้างรัง การค้นพบนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่มีการค้นพบผึ้งชนิดใหม่ในกลุ่มนี้ และยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ผึ้งพื้นเมืองและการทำความเข้าใจบทบาทของพวกมันในการผสมเกสรพืชที่ใกล้สูญพันธุ์

ทำไมการค้นพบนี้ถึงสำคัญ?

การค้นพบผึ้งลูซิเฟอร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องน่าสนใจในแวดวงวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย เพราะผึ้งเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการผสมเกสรพืช และการสูญเสียพวกมันไปอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศ ดร.คิทได้เรียกร้องให้มีการคุ้มครองพื้นที่ที่พบผึ้งลูซิเฟอร์และดอกไม้ป่าหายาก เพื่อปกป้องพวกมันจากการถูกคุกคาม

นอกจากนี้ เธอยังชี้ให้เห็นว่าบริษัทเหมืองแร่หลายแห่งมักจะไม่ได้คำนึงถึงผึ้งพื้นเมืองในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจทำให้เราสูญเสียสายพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการไปก่อนที่เราจะรู้ตัวด้วยซ้ำ

อนาคตของผึ้งลูซิเฟอร์และผึ้งพื้นเมืองอื่นๆ

การค้นพบผึ้งลูซิเฟอร์เป็นเครื่องเตือนใจว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่เรายังไม่รู้จัก และเราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสำรวจและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทำลายถิ่นที่อยู่เป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อผึ้งพื้นเมืองทั่วโลก การทำความเข้าใจบทบาทของพวกมันในระบบนิเวศและการปกป้องถิ่นที่อยู่ของพวกมันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภคและสมาชิกของสังคม เราสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ผึ้งพื้นเมืองได้โดยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลูกดอกไม้ที่ผึ้งชอบ และลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเราสามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

เรื่องราวของผึ้งลูซิเฟอร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าโลกของเราเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่งและน่าค้นหา การอนุรักษ์พวกมันไม่ได้เป็นเพียงแค่หน้าที่ แต่เป็นความรับผิดชอบที่เรามีต่อคนรุ่นหลัง และต่อโลกที่เราอาศัยอยู่

แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไรกับการค้นพบผึ้งลูซิเฟอร์? คุณคิดว่าเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อปกป้องผึ้งพื้นเมืองและระบบนิเวศที่พวกมันอาศัยอยู่? มาแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่าง!

ที่มา – พบผึ้งพันธุ์ใหม่มีเขาคล้ายปีศาจในออสเตรเลีย ได้ชื่อเรียกว่า “ลูซิเฟอร์”

ผบ.ทร. สั่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 58 ลำ: ช่วยกรุงเทพฯ พ้นวิกฤตน้ำท่วม!

สถานการณ์น้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้หลายคนกังวลใจใช่ไหมครับ? แต่ไม่ต้องห่วง! เพราะกองทัพเรือ (ทร.) ได้ออกมาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดย ผบ.ทร. สั่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 58 ลำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล ลดผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมให้ได้มากที่สุด

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้ออกมาเปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้แสดงความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนอย่างมาก จึงได้สั่งการให้ หน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำของกองทัพเรือ เร่งดำเนินการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่วิกฤตโดยด่วน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

หน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำของกองทัพเรือ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) เพื่อวางแผนการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในจุดสำคัญต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งสิ้น 10 จุด

ตอนนี้ กรมอู่ทหารเรือ ได้จัดส่งชุดสำรวจลงพื้นที่จริง และดำเนินการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำไปแล้วทั้งหมด 58 ลำ! เป้าหมายคือ เร่งระบายน้ำจากพื้นที่ชั้นใน ให้ไหลออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ความพิเศษของภารกิจครั้งนี้คือ เครื่องผลักดันน้ำที่นำมาใช้เป็นแบบ Water Jet ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยทีมวิศวกรของกองทัพเรือเอง! เครื่องนี้มีประสิทธิภาพในการผลักดันน้ำได้สูงสุดถึง 4,362 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เลยทีเดียว

กองทัพเรือคาดการณ์ว่า เมื่อนำ Water Jet ไปใช้งานในพื้นที่ที่เหมาะสม จะสามารถเพิ่มอัตราการระบายน้ำได้ประมาณ 25-30% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจมาก และจะช่วยให้สถานการณ์น้ำท่วมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ กองทัพเรือยังยืนยันความพร้อมอย่างเต็มที่ ในการสนับสนุนภารกิจบรรเทาสาธารณภัยทุกรูปแบบ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ได้รับความปลอดภัย และกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ถือเป็นข่าวดีที่น่าชื่นชมจริงๆ ครับ

ผบ.ทร. สั่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 58 ลำ ช่วยเร่งระบายน้ำท่วม

แต่หลายคนอาจสงสัยว่า เครื่องผลักดันน้ำเหล่านี้ทำงานอย่างไร? แล้วมันแตกต่างจากเครื่องสูบน้ำทั่วไปอย่างไร?

เครื่องผลักดันน้ำ Water Jet ที่กองทัพเรือพัฒนาขึ้น มีลักษณะเด่นคือ สามารถผลักดันน้ำในปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เหมาะกับการระบายน้ำในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมาก และต้องการเร่งระบายน้ำออกไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การที่กองทัพเรือออกแบบและพัฒนาเครื่องผลักดันน้ำเอง ทำให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาเครื่องให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการในการใช้งานจริงได้ดียิ่งขึ้น

ผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับจากการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 58 ลำ:

  • ลดระดับน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
  • บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
  • ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากน้ำท่วม
  • เพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในอนาคต

อนาคตของการแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยเทคโนโลยี

การที่กองทัพเรือนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการน้ำ และลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้

ในอนาคต เราอาจได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำมากขึ้น เช่น ระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าที่มีความแม่นยำสูง ระบบระบายน้ำอัจฉริยะที่สามารถปรับการทำงานได้ตามสถานการณ์ หรือแม้แต่การใช้ AI ในการวิเคราะห์และพยากรณ์สถานการณ์น้ำ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่เราทุกคนร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาท่อระบายน้ำ การไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง หรือการสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เพราะปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาของทุกคน และเราทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้

การที่ ผบ.ทร. สั่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 58 ลำ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการช่วยเหลือประชาชน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หวังว่าสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นนะครับ

ที่มา – ผบ.ทร. สั่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 58 ลำ ระบายน้ำออกทะเลในพื้นที่วิกฤต กทม. และปริมณฑล

กรมควบคุมมลพิษเตือน! ฝุ่น PM 2.5 กทม. ตะวันออกเกินมาตรฐาน: รับมืออย่างไร?

สวัสดีครับทุกคน! ใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่เป็นประจำช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง ฝุ่น PM 2.5 กทม. โซนตะวันออกเกินมาตรฐาน หลังมวลอากาศเย็นเริ่มแผ่ ใช่ไหมครับ? วันนี้ผมจะมาสรุปสถานการณ์ล่าสุด พร้อมแชร์วิธีรับมือแบบเข้าใจง่าย สไตล์คนไอที ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องเกมและ Gadget นะ 🙂

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) รายงานว่าคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเริ่มแย่ลง โดยเฉพาะโซนตะวันออกที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ งานเข้าเลยทีนี้!

จากการตรวจสอบค่าฝุ่น PM 2.5 พบว่าหลายสถานีอยู่ในระดับสีเหลือง (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) และมีถึง 3 สถานีที่เกินค่ามาตรฐาน (สีส้ม/มีผลกระทบต่อสุขภาพ) ซึ่งทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ตะวันออกของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่:

  • เขตบึงกุ่ม: 41.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.)
  • เขตลาดกระบัง: 40.2 มคก./ลบ.ม.
  • ริมถนนศรีนครินทร์ (พื้นที่ กทม.): 39.7 มคก./ลบ.ม.

ย้ำกันอีกที: ค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสำหรับ PM 2.5 คือ ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. เกินมานิดหน่อยก็เริ่มส่งผลเสียแล้วนะครับ

ทำไม ฝุ่น PM 2.5 กทม. โซนตะวันออกเกินมาตรฐาน หลังมวลอากาศเย็นเริ่มแผ่ ถึงน่ากังวล?

ศกพ. คาดการณ์ว่าตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายนเป็นต้นไป มวลอากาศเย็นจากจีนจะแผ่ลงมา ซึ่งจะทำให้การระบายอากาศแย่ลง พูดง่ายๆ คือ ฝุ่นมันลอยวนเวียนอยู่แถวๆ นั้น ไม่ไปไหน ทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก นี่แหละครับคือสาเหตุหลักที่ต้องระวัง

ตามการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง WRF-chem ช่วงวันที่ 15 – 17 พฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ แต่หลังจากนั้นสถานการณ์น่าจะดีขึ้นเพราะคาดว่าจะมีฝนตกลงมาช่วยชะล้างฝุ่นละออง

แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ ฝุ่น PM 2.5 กทม. โซนตะวันออกเกินมาตรฐาน หลังมวลอากาศเย็นเริ่มแผ่ ได้อย่างไร?

ในฐานะคนไอทีที่ชอบหาทางออกด้วยเทคโนโลยี ผมมีคำแนะนำง่ายๆ ครับ:

  1. โหลดแอป Air4Thai: แอปนี้จะช่วยให้เราติดตามสถานการณ์ฝุ่นแบบเรียลไทม์ รู้ว่าบริเวณไหนค่าฝุ่นสูง จะได้หลีกเลี่ยงหรือเตรียมตัวป้องกัน
  2. ลงทุนกับเครื่องฟอกอากาศ: ถ้าอยู่ในบ้านหรือคอนโด เครื่องฟอกอากาศดีๆ สักเครื่องช่วยได้เยอะมาก เลือกแบบที่มี HEPA filter นะครับ ดักจับฝุ่น PM 2.5 ได้แน่นอน
  3. ใส่หน้ากาก N95: เวลาออกนอกบ้าน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง หน้ากาก N95 ช่วยกรองฝุ่นได้ดีมาก แต่ต้องใส่ให้ถูกวิธีด้วยนะครับ
  4. ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หมั่นอัปเดตข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จะได้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง
  5. ดูแลสุขภาพ: พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

นอกจากนี้ ผมอยากชวนทุกคนให้ความสำคัญกับการลดมลพิษในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถโดยสารสาธารณะ การปั่นจักรยาน หรือการสนับสนุนนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะปัญหานี้ไม่ได้แก้ได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

สถานการณ์ ฝุ่น PM 2.5 กทม. โซนตะวันออกเกินมาตรฐาน หลังมวลอากาศเย็นเริ่มแผ่ เป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจ แต่ก็ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไปครับ เตรียมตัวให้พร้อม ป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี และร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ผมเชื่อว่าเราจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน! และอย่าลืมเข้าไปเช็คค่าฝุ่น PM2.5 ในแอปพลิเคชัน Air4Thai กันด้วยนะครับ

ที่มา – กรมควบคุมมลพิษเตือน ฝุ่น PM 2.5 กทม. โซนตะวันออกเกินมาตรฐาน หลังมวลอากาศเย็นเริ่มแผ่ ส่งผลการระบายอากาศช้าลง

ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน: โอกาสและความท้าทาย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทยและญี่ปุ่น ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนรายสำคัญที่มีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต และห่วงโซ่อุปทานของไทยจนกลายเป็น “Detroit of Asia” ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ แต่ยังเป็นแรงขับสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต

เวทีเสวนา “Japan–Thailand: Shaping ASEAN’s Next Frontier” ที่จัดโดย Nikkei Asia ร่วมกับ The Standard ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025: Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จึงกลายเป็นพื้นที่สะท้อนมุมมองและโอกาสของภาคธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น ตลอดจนอนาคตเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยมีผู้นำจากองค์กรภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของทั้งสองประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้น

  • วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จํากัด (มหาชน)
  • โคจิ อิวานามิ (Koji Iwanami) ประธานและ CEO บริษัท Honda Automobile (Thailand) จำกัด
  • บุนเซอิ โอคุโบะ (Bunsei Okubo) ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC Banking) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

ความท้าทายอันน่ากังวลที่ญี่ปุ่นและไทยกำลังเผชิญ ทั้งการแข่งขันระดับโลก การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เราจะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคต ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้อย่างไร?

ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน

วิกรมเปิดประเด็นในการสนทนาอย่างเฉียบคมว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ ‘ผู้นำและนโยบาย’ โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยกว่า 5-6% ต่อปี เขาเชื่อมั่นว่า “ถ้าไทยมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แบบนั้น เราสามารถโตได้มากกว่า 2% แน่นอน” เขาย้ำว่าจุดแข็งของไทยมีทั้งภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และความสัมพันธ์อันยาวนานกับชาติมหาอำนาจ

ในมุมมองของวิกรม ความสัมพันธ์นี้ไม่ควรใช้เพียงด้านการทูต แต่ต้อง “แปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ” โดยไทยควรใช้สถานะของตนเป็น ฐานความร่วมมือ ระหว่างญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่การเลือกข้าง แต่เป็นการใช้ทุกฝ่ายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย “เราควรให้ญี่ปุ่นกับจีนร่วมผลิตในไทย แล้วส่งออกสู่ตลาดตะวันตก นี่คืออนาคตที่ควรเป็น” เขากล่าว

โอคุโบะ ตัวแทนภาคธนาคาร ชี้ว่าไทยมี ‘ภารกิจสองด้าน’ คือเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น การผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่สำหรับอนาคต เขามองว่า “ไทยมีศักยภาพจะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค” หากสามารถผสานจุดแข็งของญี่ปุ่นด้านเทคโนโลยีเข้ากับทรัพยากรและตลาดของไทยได้ MUFG และกรุงศรีฯ พร้อมสนับสนุนทั้งภาคการเงินและเครือข่ายการลงทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

ไทยควรพัฒนา 3 ด้านหลักเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ได้แก่ พลังงานสะอาดและเสถียร, ทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง และนโยบายและสิทธิประโยชน์การลงทุนที่มั่นคง และนี่คือตัวอย่างของการสร้างนวัตกรรมข้ามพรมแดน ที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น

อิวานามิ ประธานและ CEO บริษัท Honda Automobile (Thailand) ยืนยันว่า “ประเทศไทยคือพันธมิตรที่ไว้ใจได้ที่สุดของ Honda ในเอเชีย” เพราะมีตลาดที่มั่นคง แรงงานฝีมือดี และซัพพลายเชนที่แข็งแรง เขาย้ำว่า “ความสำเร็จของ Honda มาจากคนไทย” Honda ไม่แข่งที่ความเร็ว แต่แข่งที่ความเชื่อมั่นและความทนทาน โดยบริษัทจะเดินบนสองเส้นทางคู่กัน ทั้งยานยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งลงทุนพัฒนาแบตเตอรีและระบบจัดการพลังงานที่ผลิตได้เอง

อนาคตความร่วมมือ ญี่ปุ่น-ไทย ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน

ช่วงท้ายของการเสวนา ฟูจิวาระได้ตั้งคำถามสำคัญถึงอนาคตของความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ว่าจะปรับตัวอย่างไรท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกและความไม่แน่นอนทางการเมืองของทั้งสองประเทศ วิกรมเสนอว่า ไทยควรเรียนรู้จากดูไบและสิงคโปร์ ในการเป็นประเทศที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) “นโยบายที่ดีไม่ต้องใช้เงิน แค่เปิดกว้างและทำให้นักลงทุนมั่นใจ” เขากล่าว

โอคุโบะเสริมว่า ความสม่ำเสมอของนโยบายเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการมากที่สุด “เมื่อไทยสร้างความเชื่อมั่นได้ การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต จะหลั่งไหลเข้ามา” อิวานามิกล่าวทิ้งท้ายว่า “หากไทยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและนโยบายได้ Honda และนักลงทุนญี่ปุ่นจะยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทต้องการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย”

ความสัมพันธ์ระหว่าง ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และภูมิภาคอาเซียน การปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ และการแสวงหาโอกาสในการเติบโตร่วมกันจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต

ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน ต้องจับมือกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและแข็งแกร่ง

ที่มา – ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน

Apple และ WhatsApp ปกป้องมือถือจากสปายแวร์

ในขณะที่บริษัทสปายแวร์เริ่มใกล้ชิดกับทำเนียบขาว Apple และ WhatsApp ประกาศว่าจะปกป้องโทรศัพท์ของคุณ การประกาศนี้แสดงให้เห็นว่า Apple และ Meta กำลังยืนหยัดเพื่อผู้ใช้งานแพลตฟอร์มที่กังวลเกี่ยวกับเครื่องมือสอดแนม

The Guardian รายงานว่าบริษัทสปายแวร์สองแห่งที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล กำลังพยายามที่จะ “สร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาล Trump” บริษัทเหล่านี้รวมถึง NSO Group ซึ่งเป็นผู้ขาย Pegasus สปายแวร์มือถือที่ทรงพลัง และบริษัท Paragon ที่เคยทำสัญญากับรัฐบาล

จากข้อโต้แย้งมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา NSO ประสบปัญหาทางการเงินมากมาย แต่บริษัทอิสราเอลแห่งนี้เพิ่งถูกซื้อโดยกลุ่มนักลงทุนในสหรัฐฯ David Friedman อดีตเอกอัครราชทูตของ Trump ประจำอิสราเอล ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารระดับสูงคนใหม่ของ NSO

เมื่อเร็วๆ นี้ Friedman ได้บอกกับ Wall Street Journal ว่าเขาต้องการที่จะใกล้ชิดกับทำเนียบขาวและขายบริการของ NSO ให้กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของอเมริกา “ถ้าฝ่ายบริหารเปิดรับโอกาสที่จะทำให้ชาวอเมริกันปลอดภัยขึ้น พวกเขาจะพิจารณาเรา” Friedman กล่าว

Paragon เป็นบริษัทสปายแวร์ของอิสราเอลอีกแห่งที่เพิ่งถูกซื้อโดยบริษัทอเมริกัน เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Paragon ผู้ผลิตสปายแวร์ Graphite ถูกซื้อโดย Red Lattice ซึ่งเป็นบริษัทการลงทุนของสหรัฐฯ The Guardian ระบุว่า Paragon เคยทำงานร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยได้ “ทำข้อตกลงกับ ICE ในปี 2024 ภายใต้การบริหารของ Biden”

หลายคนที่พูดโดยไม่เปิดเผยตัวตนกล่าวว่าสัญญาที่มีมูลค่าน้อยนี้หลุดรอดสายตาของทำเนียบขาวไป จนกระทั่งได้รับการรายงานโดย Wired สัญญาดังกล่าวถูกระงับไว้ชั่วคราว เพื่อตรวจสอบว่าสัญญาดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดของคำสั่งผู้บริหารที่ทะเยอทะยาน ซึ่งลงนามโดยทำเนียบขาวในเดือนพฤษภาคม 2023 และห้ามการใช้สปายแวร์ในเชิงปฏิบัติการที่ก่อให้เกิด “ความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ หรือถูกใช้ในทางที่ผิดโดยนักแสดงต่างชาติ เพื่อเปิดใช้งานการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก”

NSO ถูกกล่าวหาว่าปล่อยให้ผลิตภัณฑ์ของตนแฮ็กเข้าไปในเว็บเมสเซนเจอร์และแพลตฟอร์มที่โดดเด่นที่สุด รวมถึง WhatsApp ของ Meta และ iMessage ของ Apple Paragon ยังถูกกล่าวหาว่าอนุญาตให้เครื่องมือ Graphite กำหนดเป้าหมายผู้ใช้ WhatsApp ตอนนี้ The Guardian รายงานว่าทั้งสองบริษัทสัญญาว่าจะปกป้องผู้ใช้มือถือจากสปายแวร์ในอนาคต

โฆษกของ Apple บอกกับ The Guardian ว่า “การแจ้งเตือนภัยคุกคามได้รับการออกแบบมาเพื่อแจ้งและช่วยเหลือผู้ใช้ที่อาจตกเป็นเป้าหมายของสปายแวร์ และภูมิศาสตร์ไม่ใช่ปัจจัยในการส่งการแจ้งเตือน” Apple ไม่ตอบสนองต่อคำขอความคิดเห็นจาก Gizmodo

เมื่อ Gizmodo ติดต่อ Meta เพื่อขอความคิดเห็น โฆษกกล่าวว่า “สิ่งที่ WhatsApp ให้ความสำคัญคือการปกป้องผู้ใช้ของเรา โดยการขัดขวางความพยายามในการแฮ็กโดยสปายแวร์ สร้างชั้นการป้องกันใหม่ และแจ้งเตือนผู้ที่อุปกรณ์ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดในโลก”

Gizmodo พยายามติดต่อ NSO เพื่อขอความคิดเห็น ไม่ชัดเจนว่าจะติดต่อ Paragon Solutions ได้อย่างไร เนื่องจากเว็บไซต์ของพวกเขาดูเหมือนจะไม่มีช่องทางติดต่อ NSO อ้างว่าผลิตภัณฑ์ของตนไม่ได้กำหนดเป้าหมายพลเมืองสหรัฐฯ

หน่วยงานในสหรัฐฯ จับตาดูบริษัทสปายแวร์เหล่านี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว แม้ว่าจะมีเหตุผลที่แตกต่างกันและขัดแย้งกันก็ตาม ในด้านหนึ่ง ในปี 2021 รัฐบาล Biden ยอมรับว่าบริษัทอย่าง NSO มีผลเสีย และขึ้นบัญชีดำจากการลงทุนของสหรัฐฯ ในทางกลับกัน FBI ก็ใช้เวลาหลายปีในการพิจารณาว่าจะใช้สปายแวร์สำหรับการสืบสวนคดีในประเทศหรือไม่ ตอนนี้ ผู้จัดจำหน่ายอาวุธไซเบอร์ที่ทรงพลังทั้งสองรายดูเหมือนจะพยายามใกล้ชิดกับรัฐบาล Trump

Apple และ WhatsApp ปกป้องมือถือจากสปายแวร์

Apple และ WhatsApp ปกป้องมือถือจากสปายแวร์ได้อย่างไร?

บริษัททั้งสองกำลังเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการโจมตีจากสปายแวร์ เช่น Pegasus และ Graphite พวกเขากำลังแจ้งเตือนผู้ใช้ที่อาจตกเป็นเป้าหมาย และทำงานเพื่อขัดขวางความพยายามในการแฮ็ก

ทำไม Apple และ WhatsApp ถึงต้องออกมาปกป้องมือถือจากสปายแวร์

เนื่องจากบริษัทสปายแวร์เหล่านี้กำลังพยายามสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ และอาจใช้เครื่องมือของตนเพื่อกำหนดเป้าหมายผู้ใช้

การที่ Apple และ WhatsApp ออกมาปกป้องผู้ใช้งานจากสปายแวร์ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ตระหนักถึงภัยคุกคามที่สปายแวร์ก่อให้เกิด และกำลังดำเนินการเพื่อปกป้องผู้ใช้งานของตน

ที่มา – As Spyware Companies Get Chummy with White House, Apple and WhatsApp Say They’ll Protect Your Phone

Alien: Earth ซีซั่น 2 มาแน่!

เหล่าซีโนมอร์ฟกลับมาแล้ว! อาจจะรอนานกว่าที่คิด แต่ FX เพิ่งประกาศว่า Alien: Earth ของ Noah Hawley จะกลับมาในซีซั่น 2

แฟนๆ รอคอยการประกาศนี้ตั้งแต่ซีซั่นแรกจบลงเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ด้วยฉากจบที่ค้างคาใจสุดๆ เวนดี้ (Sydney Chandler) ได้ช่วยพี่น้องลูกผสมของเธอออกจากกรง และควบคุมผู้ใหญ่ทั้งหมดที่ Prodigy แถมเธอยังมีซีโนมอร์ฟสองตัวเป็นสัตว์เลี้ยงอีกด้วย

นอกจากข่าวนี้แล้ว FX ยังประกาศว่า Hawley ได้เซ็นสัญญาใหม่กับ FX และ Disney Television อีกด้วย John Landgraf ประธาน FX กล่าวว่า “เราได้รับสิทธิพิเศษอย่างมากในการทำงานร่วมกับ Noah มานานกว่าทศวรรษในรายการที่ดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดของ FX และเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะขยายความร่วมมือของเราไปสู่อนาคต” “Noah ไม่เคยหยุดทำให้เราประหลาดใจด้วยเรื่องราวที่เป็นต้นฉบับอย่างแท้จริง และความสามารถพิเศษของเขาในการนำพวกเขามาสู่ชีวิตชีวาในฐานะผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ รวมถึงนักเขียนทำให้เขาพิเศษ เราแทบรอไม่ไหวที่จะเริ่มทำงานในซีซั่นต่อไปของ Alien: Earth รวมถึงโครงการในอนาคตที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันในการพัฒนาขั้นสูง”

Hawley กล่าวเสริมว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ข้อตกลงที่ขยายออกไปนี้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ใน Disney Entertainment Television” “FX สนับสนุนการเล่าเรื่องที่กล้าหาญและขับเคลื่อนด้วยตัวละครมาโดยตลอด นับตั้งแต่เริ่มต้นด้วย Fargo พวกเขาให้กำลังใจผมให้กล้าเสี่ยงสร้างสรรค์และติดตามเรื่องราวไปทุกที่ที่มันนำไป ผมรู้สึกขอบคุณที่ได้สำรวจโลกของ Alien: Earth ต่อไปพร้อมกับพันธมิตร นักแสดง และทีมงานของเราในขณะที่เราเริ่มต้นบทต่อไป”

การถ่ายทำจะเริ่มในปีหน้าในลอนดอน ยังไม่มีข่าวว่าจะออกอากาศเมื่อใด แต่เราคิดว่าปี 2027 น่าจะเหมาะสม

Alien: Earth ซีซั่น 2 มาแน่!

คุณตื่นเต้นกับการกลับมาของรายการนี้หรือไม่? คุณคิดว่าสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหรือไม่? จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับตัวละครเหล่านี้? และสิ่งนี้จะตามทันเหตุการณ์ในภาพยนตร์ Alien ภาคแรกหรือไม่?

ทำไมคุณถึงควรรอดู Alien: Earth ซีซั่น 2

สำหรับใครที่ยังไม่เคยดูซีรีส์ Alien: Earth ซีซั่น 2 ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มต้น เพราะซีซั่นแรกปูเรื่องราวไว้อย่างน่าติดตาม ด้วยพล็อตเรื่องที่เข้มข้น ตัวละครที่มีมิติ และการนำเสนอภาพที่น่าสะพรึงกลัว ทำให้ Alien: Earth ซีซั่น 2 กลายเป็นซีรีส์ที่ไม่ควรพลาดสำหรับแฟนๆ ไซไฟและสยองขวัญ

นอกจากนี้ การที่ FX ตัดสินใจสร้าง Alien: Earth ซีซั่น 2 ยังเป็นการยืนยันถึงคุณภาพและความนิยมของซีรีส์นี้อีกด้วย ดังนั้น มั่นใจได้เลยว่าซีซั่นใหม่นี้จะยิ่งทวีความเข้มข้นและน่าติดตามมากยิ่งขึ้นแน่นอน

อยากทราบข่าว io9 เพิ่มเติมไหม? ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่จะได้ชม Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ DC Universe ในภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

Alien: Earth ซีซั่น 2 จะพาเราไปพบกับเรื่องราวที่เข้มข้นขึ้น ตัวละครที่พัฒนาไปอีกขั้น และความสยองขวัญที่ยากจะลืมเลือน เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งใหม่ในจักรวาล Alien!

ที่มา – ‘Alien: Earth’ Has Been Renewed for Season 2

เจนน่า ออร์เทก้า กังวล ตอนสลับตัว Wednesday จะแย่?

หนึ่งในสิ่งที่น่าตกใจที่สุดเกี่ยวกับ ซีซั่นสองของWednesday คือตอนสลับตัวกลางซีซั่น

หลังจากที่ Wednesday (เจนน่า ออร์เทก้า) พยายามที่จะเรียกพลังของเธอกลับคืนมาที่หลุมศพของ Rosaline Rotwood (Lady Gaga) สเปกเตอร์ผู้ทรงพลังก็ได้หลอกเธอ เอ็นนิด (เอ็มม่า ไมเยอร์ส) ตื่นขึ้นมาในร่างของ Wednesday และในทางกลับกัน ในตอนที่ย้อนอดีตไปเหมือน Freaky Friday ซึ่งทำให้ผู้ชมได้พบกับการผจญภัยสุดฮา การสลับตัวที่ Nevermore ถือเป็นการเสี่ยงครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้บทนี้สนุกและเจาะลึกถึง เหตุผลที่มิตรภาพสุดขั้วของ Enid และ Wednesday เป็นหัวใจสำคัญของรายการ

ในการถามตอบช่วงฤดูมอบรางวัล (แชร์โดย Rama’s Screen) ออร์เทก้าได้พูดถึงความกังวลที่เธอมีเกี่ยวกับตอนที่ท้าทาย ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาในซีซั่นสองของ Wednesday ในภายหลัง

“บทนั้นมาถึงสองสามสัปดาห์ก่อนที่เราจะถ่ายทำ ฉันจำได้ว่า [ผู้สร้างรายการ Alfred Gough และ Miles Millar] กำลังเขียนบทไปพร้อมๆ กับที่เราถ่ายทำ และมันไม่ใช่สิ่งที่เราเคยพูดถึงกันในการประชุม ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องราวใหม่เอี่ยม ฉันคิดว่ามันโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ การที่ถูกทำให้ประหลาดใจแบบนั้นมันน่าตื่นเต้น”

เธอดีใจที่มีนักแสดงร่วมที่แข็งแกร่งให้แสดงด้วย “ถ้าฉันต้องทำแบบนั้นกับใครสักคน ฉันรู้สึกขอบคุณอย่างมากที่ได้ทำกับเอ็มม่า ไมเยอร์ส ซึ่งเล่นเป็นเอ็นนิด”

ถึงกระนั้น เวลากระชั้นชิดก็เป็นสิ่งที่น่ากังวล “ในฐานะโปรดิวเซอร์ คุณต้องเข้าร่วมการประชุมและอะไรต่างๆ มากมาย ดังนั้นตารางงานของฉันจึงค่อนข้างแน่น เอ็มม่ากับฉันไม่มีเวลาซ้อมมากนัก แต่เธอมาและทำในสิ่งที่เธอต้องทำ”

ออร์เทการะลึกว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ “ต้องการที่จะทำเพื่อ [Enid] อย่างยุติธรรม และทำให้แน่ใจว่าเอ็มม่ามีความสุขกับทุกสิ่ง”

เธอยังคงชื่นชมเพื่อนนักแสดงร่วมของเธอสำหรับการกลายเป็น Wednesday “เธอเป็นส่วนสำคัญของลักษณะทางกายภาพของตัวละคร และต้องใช้สมาธิอย่างมากในการอยู่นิ่งขนาดนั้น ดังนั้นฉันรู้สึกภูมิใจมากเมื่อเห็นเธอจริงจังกับเรื่องนั้นมาก มันเป็นเรื่องที่น่ารักมากที่ได้เห็นใครบางคนทุ่มเทเวลาและความพยายามอย่างมากให้กับสิ่งที่คุณได้ทุ่มเทความพยายามไปมาก”

ออร์เทก้ายอมรับว่าการรับบทเป็นโปรดิวเซอร์ในซีซั่นสองของ Wednesday มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้นสำหรับ Addams ที่เป็นเอกลักษณ์ “มันเป็นตัวละครที่ยิ่งใหญ่และเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่ และเป็นตัวละครและรายการที่ต้องใช้ความอดทนมากที่สุด เสียเวลามากที่สุด และดูเหมือนเป็นสัตว์ประหลาดที่ฉันเคยทำมา ดังนั้นมันเหมือนกับว่าฉันลืมไปแล้วเมื่อเข้าสู่ซีซั่นนี้ว่ามันคือการทดสอบความอดทน และต้องอยู่ที่นั่นทุกวันก่อนคนอื่น ๆ และออกไปและยังทำงานที่บ้าน”

ความหวงแหนในบทบาทของเธอทำให้เธอลังเลในตอนแรกกับการเลือกสลับตัว: “ฉันจะไม่บอกว่าฉันภูมิใจกับตอนนั้นเป็นพิเศษ มันทำให้ฉันตกใจเล็กน้อย และสิ่งที่ชอบทำนองนั้นอาจจะออกมาแย่มาก”

ขอบคุณพระเจ้าที่ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีและกลายเป็นที่นิยม ซึ่งทำให้ดาราสาวโล่งใจ “ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผู้คนสนใจมากที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นตามท้องถนนและอะไรทำนองนั้น” เธอกล่าว พร้อมให้เครดิตไมเยอร์สอีกครั้ง “อีกครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเพราะเอ็มม่า แต่เป็นเวลานานแล้วที่ฉันมีพลังงานมากขนาดนี้ นับประสาอะไรกับชุดนั้น”

เจนน่า ออร์เทก้า กังวล ตอนสลับตัว Wednesday จะแย่ จริงหรือ?

แน่นอนว่ามีความกังวลเกิดขึ้นเสมอเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในซีรีส์ที่เป็นที่รัก แต่จากที่กล่าวมาข้างต้น ดูเหมือนว่าความกังวลหลักของ Jenna Ortega มาจากความรับผิดชอบในการทำให้แน่ใจว่าตัวละครของ Enid ได้รับการแสดงที่ถูกต้องและยุติธรรมในระหว่างการสลับตัวครั้งนี้

อะไรทำให้ เจนน่า ออร์เทก้า กังวล ตอนสลับตัว Wednesday จะแย่ ?

ความกังวลหลักของ Jenna Ortega เกี่ยวกับตอนสลับตัวใน Wednesday ไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของเนื้อเรื่องที่จะล้มเหลว แต่อยู่ที่การทุ่มเทให้กับบทบาทของ Enid อย่างยุติธรรม และทำให้แน่ใจว่า Emma Myers ผู้รับบท Enid มีความสุขกับการแสดงภาพลักษณ์ของ Wednesday

ทำไมตอนสลับตัวถึงทำให้ เจนน่า ออร์เทก้า กังวล ตอนสลับตัว Wednesday จะแย่?

เหตุผลที่ Jenna Ortega กังวลเกี่ยวกับตอนสลับตัวใน Wednesday เกิดจากปัจจัยหลายประการ: การมีสคริปต์ที่มาถึงล่าช้า, ตารางการถ่ายทำที่กระชั้นชิด, ความปรารถนาที่จะให้เกียรติตัวละคร Enid อย่างถูกต้อง, และความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเช่นนี้อาจส่งผลเสียต่อการรับรู้ของแฟนๆ

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่? ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่จะได้เห็น Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด, อนาคตของ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี, และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ที่มา – Jenna Ortega Worried That the ‘Wednesday’ Body Swap Episode Would Suck