ผู้เขียน: lalika69_admin

สภากทม. ตามติด ‘ถนนทรุด’ วชิรพยาบาล เร่ง กทม. แก้ไข

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตข่าวสารที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องสัญจรผ่านบริเวณหน้าคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช นั่นก็คือเรื่อง ถนนทรุดหน้าวชิรพยาบาล ที่กลายเป็นประเด็นร้อนให้ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคุณศิริพงษ์ ลิมปิชัย สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตดุสิต ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าของการซ่อมแซมถนนทรุดหน้าวชิรพยาบาล ซึ่งการทรุดตัวของถนนครั้งนี้ทำให้เกิดหลุมลึกขนาดใหญ่ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและผู้ป่วยที่ต้องใช้เส้นทางนี้อย่างมาก

ปัญหาถนนทรุดหน้าวชิรพยาบาล ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะคุณศิริพงษ์ ลิมปิชัย ส.ก.เขตดุสิต ได้เคยเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาต่อที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 เพื่อให้มีการหารือถึงประเด็นนี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการจราจรติดขัด และความยากลำบากในการเดินทางมารับการรักษาของประชาชนและผู้ป่วยของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดของกรุงเทพมหานครเอง

คุณวิพุธ ได้แสดงความห่วงใยต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ถนนทรุดหน้าวชิรพยาบาล โดยเน้นย้ำว่าการปรับปรุงและก่อสร้างมีความล่าช้ากว่ากำหนดการที่เคยแจ้งไว้ และเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครเร่งประเมินความเสียหายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณูปโภค การสนับสนุน และการก่อสร้าง เพื่อที่จะประสานไปยังผู้ที่ต้องรับผิดชอบให้เข้ามารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเร็ว

เร่งแก้ไขปัญหา ถนนทรุดหน้าวชิรพยาบาล

“วันนี้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน เพราะโรงพยาบาลวชิรพยาบาลมีผู้เข้ารับบริการหลายพันคนต่อวัน และต้องใช้ถนนในการสัญจรเข้า-ออกตลอดเวลา กรุงเทพมหานครจึงควรมีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการส่งคืนพื้นผิวจราจรและถนนที่ชัดเจน” คุณวิพุธกล่าว พร้อมเสริมว่าแม้จะติดตามเรื่องนี้กับสำนักการโยธามาเป็นระยะ แต่ผู้รับเหมาก็ยังไม่สามารถระบุวันที่แล้วเสร็จได้อย่างชัดเจน

ในส่วนของโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเอง ดร.อำพัน วิมลวัฒนา รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ได้ให้ข้อมูลว่า โรงพยาบาลยังคงเปิดให้บริการผู้ป่วยตามปกติ และได้จัดเตรียมรถสาธารณะเพื่อบริการรับส่งผู้เข้ารับบริการไปยังจุดต่าง ๆ นอกพื้นที่โรงพยาบาล เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปิดการจราจรบางเส้นทาง โดยให้บริการ 3 สาย ได้แก่:

  • สาย 1: วชิรพยาบาล – สถานีรถไฟฟ้าสิรินธร
  • สาย 2: วชิรพยาบาล – ศรีย่าน
  • สาย 3: วชิรพยาบาล – หน้า รร.เซนต์คาเบียล ม.สวนดุสิต และในซอยสามเสน 13

รถบริการดังกล่าวให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.30-15.00 น. บริเวณหน้าศูนย์อาหาร ข้างอาคารทีปังกรฯ

สภากรุงเทพมหานครย้ำว่าจะติดตามความคืบหน้าการซ่อมแซมถนนทรุดหน้าวชิรพยาบาลอย่างต่อเนื่อง และจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภาครั้งถัดไป เพื่อสะท้อนปัญหาจากเสียงร้องเรียนของประชาชนไปยังฝ่ายบริหาร เพื่อให้เร่งแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

อนาคตของการแก้ไขปัญหาถนนทรุดในกรุงเทพฯ

ปัญหาถนนทรุดในกรุงเทพฯ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณหน้าวชิรพยาบาลเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการจัดการโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสิ่งสำคัญ แต่การวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตก็สำคัญไม่แพ้กัน

การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการตรวจสอบสภาพถนน การวางท่อระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการบำรุงรักษาถนนอย่างสม่ำเสมอ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดถนนทรุดได้ในอนาคต นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับความผิดปกติของถนน ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ในฐานะที่เราเป็นประชาชนคนหนึ่ง เราก็สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ โดยการติดตามข่าวสาร แจ้งเบาะแส และสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างยั่งยืน เพื่อให้กรุงเทพฯ ของเราเป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – ประธานสภากทม. ลงพื้นที่ตามติด ‘ถนนทรุด’ หน้าวชิรพยาบาล วอน กทม. เร่งหาผู้รับผิดชอบและกำหนดวันคืนผิวจราจรที่ชัดเจน

เช็กด่วน! **เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กินน้ำตาลมากเกินไป และน้ำตาลแฝงคืออะไร?**

สวัสดีครับทุกคน! เคยสงสัยไหมว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงรู้สึกเหนื่อยง่าย อ้วนขึ้น หรือผิวไม่สดใส ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้กินอะไรเยอะแยะมากมาย นั่นอาจเป็นเพราะคุณกำลังกินน้ำตาลมากเกินไปโดยไม่รู้ตัวครับ! ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกเรื่อง เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กินน้ำตาลมากเกินไป และน้ำตาลแฝงคืออะไร? พร้อมวิธีรับมือแบบง่ายๆ ที่ทำตามได้แน่นอน

น้ำตาล

ที่มาของภาพ: BBC, Getty Images

เรื่องของน้ำตาลเป็นเรื่องใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้เลยนะครับ เพราะการกินน้ำตาลมากเกินไปนั้นเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ ทำร้ายสุขภาพของเรา ทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2 โรคหัวใจ หรือแม้แต่มะเร็ง! ปัจจุบันนี้ คนทั่วโลกบริโภคน้ำตาลกันเยอะขึ้นมาก โดยเฉพาะน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในอาหารต่างๆ ที่เรากินกันเป็นประจำ

สถิติจากวารสารการแพทย์ เดอะแลนเซ็ต (The Lancet) น่าตกใจมากครับ เพราะคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ผู้ใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่ง และ 1 ใน 3 ของเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวทั่วโลก จะมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน! สาเหตุหลักๆ ก็มาจากการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปนี่แหละครับ

**เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กินน้ำตาลมากเกินไป และน้ำตาลแฝงคืออะไร?**

ปัญหาใหญ่คือ น้ำตาลมักจะแอบซ่อนอยู่ในอาหารที่เรากินกันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ต ขนมปัง น้ำสลัด ซอสมะเขือเทศ หรือแม้แต่สมูทตี้ที่ใครหลายคนมองว่าเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หากไม่ระวัง มื้อเช้ามื้อเดียวก็อาจจะทำให้เราบริโภคน้ำตาลเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำสำหรับทั้งวันไปแล้วก็ได้! โดย WHO แนะนำว่าผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภคน้ำตาลอิสระเกิน 30 กรัมต่อวันนะครับ

น้ำตาลอิสระคืออะไร?

น้ำตาลอิสระ (free sugars) ก็คือน้ำตาลที่เติมลงในอาหารหรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน รวมถึงน้ำตาลที่พบตามธรรมชาติในน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม และน้ำหวานอากาเว่ รวมถึงน้ำผลไม้ด้วยครับ

ความเร็วในการดูดซึมน้ำตาลของร่างกายจะแตกต่างกันไปตามชนิดของอาหารครับ การกินผลไม้ทั้งผลที่มีใยอาหาร จะช่วยชะลอการย่อยอาหาร ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูง แต่การกินน้ำตาลอิสระ ร่างกายจะดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวครับ

น้ำตาลแฝงในอาหารแปรรูป

อาหารแปรรูปเป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญครับ เพราะมักจะมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมหลักในการผลิต เพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษา หรือเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้น ตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์และปลาที่ผ่านการถนอมอาหาร ก็มักจะใช้น้ำตาลควบคู่ไปกับเกลือครับ

อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed foods) ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษครับ เพราะผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่ซับซ้อน และมีส่วนผสมที่เราไม่คุ้นเคย เช่น น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง น้ำผลไม้เข้มข้น หรือน้ำหวานอากาเว่ ดังนั้น ก่อนซื้ออะไร ลองอ่านฉลากโภชนาการสักนิดนะครับ จะได้รู้ว่ามีน้ำตาลแฝงอยู่เท่าไหร่

น้ำผึ้ง

ที่มาของภาพ: Getty Images

สถานการณ์การบริโภคน้ำตาลทั่วโลก

ปัจจุบันนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่บริโภคน้ำตาลต่อคนมากที่สุดในโลก แต่อัตราการบริโภคน้ำตาลในประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย จีน ปากีสถาน และอินโดนีเซีย ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกันครับ หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป คาดว่าจำนวนผู้ที่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เราจะทำอะไรได้บ้าง?

  • ลดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง: หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม ชาเย็น น้ำผลไม้ รวมถึงเครื่องดื่มหวานๆ ต่างๆ
  • อ่านฉลากโภชนาการ: เช็คปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มก่อนซื้อทุกครั้ง
  • เลือกอาหารธรรมชาติ: เน้นกินผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนจากธรรมชาติ
  • จำกัดปริมาณน้ำตาลที่เติม: ลดปริมาณน้ำตาลที่เติมในเครื่องดื่ม หรือขนม
  • สังเกตดัชนีมวลกาย (BMI): ตรวจสอบว่าน้ำหนักของคุณอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่

การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจในทุกๆ วันนะครับ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมาก ลองเริ่มต้นจากการลดปริมาณน้ำตาลในอาหารที่เรากินกันทุกวัน แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ!

ที่สำคัญที่สุดคือ การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับน้ำตาลและผลกระทบต่อร่างกายของเรา เมื่อเราตระหนักถึงภัยเงียบที่แอบแฝงอยู่ในอาหารต่างๆ ก็จะทำให้เราเลือกกินได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น และมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาวครับ

ปิดท้ายข่าวด้วยคำว่า ที่มา – เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กินน้ำตาลมากเกินไป และน้ำตาลแฝงคืออะไร ?

กองทัพบกรับมอบ ‘จรวดหลายลำกล้อง-ปืนใหญ่-รถยิงจรวด’ พร้อมรบ ปกป้องอธิปไตย

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวคราวเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านความมั่นคงของชาติมาอัปเดตกันครับ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ได้จัดพิธีส่งมอบยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยให้แก่กองทัพบก เพื่อนำไปใช้งานจริงในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ยุทโธปกรณ์ที่ส่งมอบในครั้งนี้มีทั้งหมด 3 รายการหลัก ได้แก่:

  • ต้นแบบรถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A: สุดยอดเทคโนโลยีที่สามารถยิงจรวดได้หลากหลายรูปแบบและระยะทาง
  • ปืนใหญ่เบาขนาด 105 มิลลิเมตร แบบ CS/AH2: มอบให้แก่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ (ศป) เสริมความแข็งแกร่งด้านการยิงสนับสนุน
  • จรวดหลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G: ส่งมอบให้กับกองพลทหารปืนใหญ่ (พล.ป.) เพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายระยะไกลอย่างแม่นยำ

กองทัพบกรับมอบ ‘จรวดหลายลำกล้อง-ปืนใหญ่-รถยิงจรวด’ ปกป้องอธิปไตย

พล.อ. นภนต์ สร้างสมวงษ์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กล่าวถึงความร่วมมือกับกองทัพบกในการวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์เหล่านี้ โดยเฉพาะปืนใหญ่เบาขนาด 105 มิลลิเมตร ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศจีน และนำมาประกอบโดยฝีมือคนไทยเอง! รวมถึงจรวดหลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G ที่ผ่านการใช้งานจริงในสนามรบมาแล้ว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง

ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ รถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A ที่สามารถยิงจรวดได้ถึง 5 รูปแบบ! ตั้งแต่ขนาด 122 มม. ไปจนถึงขนาด 370 มม. ที่ยิงได้ไกลกว่า 450 กิโลเมตร! เทคโนโลยีนี้ได้รับการถ่ายทอดจากบริษัท Elbit Systems จากประเทศอิสราเอล นอกจากนี้ ยังมีความสามารถในการบินตรวจการณ์หาเป้าหมาย และแปรสภาพเป็นจรวดทำลายเป้าหมายได้อีกด้วย! ถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและอเนกประสงค์อย่างแท้จริง

ความแม่นยำและประสิทธิภาพของจรวดนำวิถี

ทั้งรถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A และจรวดหลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G เป็นจรวดนำวิถีที่มีความแม่นยำสูง เหมาะสำหรับการใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง พล.อ. นภนต์ ย้ำว่า การวิจัยและพัฒนาอาวุธเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและป้องปรามการรุกรานจากภายนอก โดยไม่มีเจตนาที่จะไปรุกรานใคร

การใช้งานยุทโธปกรณ์เหล่านี้จะอยู่ในกรอบที่จำเป็น และจะมีการประสานงานกับกองทัพบกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงความต้องการในการใช้งานจริง รวมถึงปืนใหญ่ 105 มม. ด้วย ซึ่งยุทโธปกรณ์เหล่านี้เคยถูกนำไปใช้ในสถานการณ์จริงมาแล้ว

สทป. มีนโยบายในการผลิตยุทโธปกรณ์ที่กองทัพบกต้องการเท่านั้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นงานต้นน้ำที่สำคัญ เมื่อมีการวิจัยแล้ว ก็จะนำเข้าสู่สายการผลิตต่อไป

สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การนำอาวุธเหล่านี้ไปสนับสนุนการปฏิบัติงานหรือไม่นั้น จะต้องสอบถามกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จะพิจารณา สทป. มีหน้าที่ทำในสิ่งที่กองทัพต้องการ โดยมองถึงอนาคตและมุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้า หากทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ก่อเกิดประโยชน์ต่อกองทัพและประเทศชาติ สทป. ก็จะไม่ดำเนินการ

นอกจากยุทโธปกรณ์ทั้ง 3 แบบแล้ว สทป. ยังมีผลงานวิจัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น หุ่นยนต์ทางยุทธวิธี ที่ได้ส่งมอบให้กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 นำไปใช้ ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ติดปืนและติดอาวุธ แทนกำลังพลที่ออกไปลาดตระเวนข้างหน้า และสามารถบรรทุกของได้ อีกทั้งยังมีกล้อง 360 องศาควบคุมอยู่ที่ฐานปฏิบัติการของรถ สามารถเดินหน้าได้ 3-5 กิโลเมตร

ในส่วนของอาวุธอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ก็กำลังอยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนา โดย สทป. มีการวิจัย 3 ระดับ คือ 1. ยุทโธปกรณ์ทั่วไป 2. ยุทโธปกรณ์พิเศษ เช่น แอนตี้โดรน 3. ยุทโธปกรณ์เหนือชั้น ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น ดาวเทียมบอลลูนเหนือชั้นบรรยากาศ ซึ่งอยู่ในแผนในอนาคต

โดยสรุปแล้ว การที่ กองทัพบกรับมอบ ‘จรวดหลายลำกล้อง-ปืนใหญ่-รถยิงจรวด’ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงของชาติ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ในฐานะประชาชนคนไทย เราคงต้องติดตามความคืบหน้าของการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้งานจริงอย่างใกล้ชิด และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของชาติสืบไปครับ

ที่มา – ​ทบ. รับมอบอาวุธ ‘จรวดหลายลำกล้อง-ปืนใหญ่-รถยิงจรวด’ เตรียมใช้งานจริง ปกป้องอธิปไตย

คณะสงฆ์ไทย 21 รูป ร่วมพิธีกาลจักร มนตราภิเษกเพื่อสันติภาพ ณ ภูฏาน

สวัสดีครับ! วันนี้เรามีข่าวดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาฝากกันครับ เรื่องราวของคณะสงฆ์ไทยที่เดินทางไปร่วมงานสำคัญระดับนานาชาติ ที่ได้สร้างความประทับใจและเป็นที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง นั่นคือเรื่องราวของ คณะสงฆ์ไทย 21 รูป ร่วมพิธีกาลจักร มนตราภิเษกเพื่อสันติภาพ ณ ภูฏาน

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้แทนพระองค์สมเด็จพระสังฆราช พร้อมด้วยคณะสงฆ์ไทย 21 รูป ได้เดินทางไปเข้าร่วมพิธีกาลจักร มนตราภิเษกเพื่อสันติภาพ ณ สนามกีฬาชังลิมิทัง (Changlimithang Stadium) สนามกีฬาแห่งชาติ กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน ตามคำอาราธนาของรัฐบาลภูฏานครับ

พิธีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีสมเด็จพระสังฆราชแห่งราชอาณาจักรภูฏานทรงเป็นประธาน พร้อมด้วยคณะสงฆ์นานาชาติ และพุทธศาสนิกชนชาวภูฏานกว่า 50,000 คนเข้าร่วมงาน ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความศรัทธาและความสงบ

สำหรับใครที่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า “กาลจักร” นะครับ กาลจักร หรือ กงล้อแห่งกาลเวลา ถือเป็นพระคัมภีร์สำคัญในพระพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยาน ซึ่งเป็นการแสดงภาพมณฑลที่แฝงหลักธรรมและวิถีปฏิบัติในพระพุทธศาสนาฝ่ายตันตระ โดยอธิบายถึงความเป็นวัฏฏะของทั้งโลกธาตุ ประกอบกับประสบการณ์ภายในของสัตว์โลก คล้ายกับการอธิบายสังสารวัฏ เพื่อให้เจริญภาวนาเข้าถึงการหลุดพ้นจากวัฏฏะนั่นเองครับ

ภายในงาน สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน และยังได้ทรงต้อนรับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ซึ่งมาร่วมพิธีเปิดโรงงานผลิตพลังงานจากน้ำที่เป็นความร่วมมือระหว่างอินเดียและภูฏานอีกด้วย เป็นภาพที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

มหาเถรสมาคมได้เห็นชอบและมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นำโดยอุดมพร เอกเอี่ยม ผู้อำนวยการ พศ. และรองศาสตราจารย์ ชัชพล ไชยพร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการพระพุทธศาสนา พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัด ปฏิบัติหน้าที่ประสานภารกิจและอำนวยความสะดวกแก่คณะสงฆ์ไทยตลอดการเข้าร่วมพิธี แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้การเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

คณะสงฆ์ไทย 21 รูป ร่วมพิธีกาลจักร มนตราภิเษกเพื่อสันติภาพ ณ ภูฏาน: ความสำคัญและนัยยะ

การที่คณะสงฆ์ไทย 21 รูป ได้รับอาราธนาให้ไปร่วมงานสำคัญอย่างพิธีกาลจักร มนตราภิเษกเพื่อสันติภาพ ณ ภูฏานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่นานาชาติมีต่อพระสงฆ์ไทยและความสำคัญของพระพุทธศาสนาในการสร้างสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาระหว่างไทยและภูฏานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

กาลจักร: มากกว่าพิธีกรรม

พิธีกาลจักรนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีกรรม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงและการหมุนเวียนของชีวิต เป็นการเตือนใจให้เราตระหนักถึงความไม่เที่ยงและความสำคัญของการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงความสงบภายใน การที่พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อสันติภาพ ยิ่งเป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทของศาสนาในการสร้างความสามัคคีและลดความขัดแย้งในสังคมโลก

ข่าวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังเป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยาน ความสำคัญของพิธีกรรม และบทบาทของศาสนาในการสร้างสันติภาพในโลกปัจจุบัน หวังว่าเรื่องราวของคณะสงฆ์ไทย 21 รูป ที่ได้ไปร่วมงานครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่านหันมาสนใจและศึกษาพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นนะครับ

และที่สำคัญที่สุดคือ การที่ประเทศไทยได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมระดับนานาชาติเช่นนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยในการส่งเสริมสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีและน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งครับ

ในยุคที่โลกของเราเผชิญกับความท้าทายมากมาย การหันกลับมาสู่หลักธรรมคำสอนของศาสนาอาจเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาและสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนให้กับสังคมโลกของเราได้นะครับ

ที่มา – คณะสงฆ์ไทย 21 รูป ร่วมพิธีกาลจักร มนตราภิเษกเพื่อสันติภาพ ณ ภูฏาน

ฝนถล่มกรุงกลางดึก! น้ำท่วม 57 จุด ชัชชาติสั่งแก้ด่วน

เมื่อคืนที่ผ่านมา (13 พฤศจิกายน) หลายคนคงสะดุ้งตื่นเพราะเสียงฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วงทั่วกรุงเทพฯ และแน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือปัญหาน้ำท่วมขังที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวเมืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ใจกลางเมืองและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา สถานการณ์ ฝนถล่มกรุงกลางดึกทำน้ำท่วม 57 จุด ชัชชาติสั่งแก้ด่วน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อฝนตกหนักในระยะเวลาสั้นๆ แบบนี้

ปริมาณฝนสูงสุดและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ข้อมูลจากรายงานระบุว่า เขตปทุมวันมีปริมาณน้ำฝนสูงสุดถึง 111 มิลลิเมตร รองลงมาคือ เขตราชเทวี 97 มม., ป้อมปราบศัตรูพ่าย 92 มม., ห้วยขวาง 82 มม., พญาไท 80 มม. และพระนคร 78 มม. ซึ่งผลจากฝนถล่มกรุงกลางดึกทำน้ำท่วม 57 จุด ชัชชาติสั่งแก้ด่วน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังถึง 57 จุดบนถนนสายหลักและย่านเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ เช่น ถนนพระราม 4, พระราม 3, คลองเตย และพื้นที่ย่านรัชดาภิเษก – ประชาสงเคราะห์ – ศาลาแดง – ราชดำริ

การแก้ไขสถานการณ์และการลงพื้นที่ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ

ทันทีที่ฝนเริ่มซาลง กรุงเทพมหานครก็ได้เร่งระบายน้ำโดยใช้สถานีสูบน้ำและเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ในจุดวิกฤต ทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีบางจุดที่การระบายน้ำเป็นไปได้ช้า เนื่องจากปัญหาขยะอุดตันท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่กรุงเทพฯ ต้องเผชิญอยู่เสมอ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงพื้นที่ถนนประชาสุข เขตดินแดง เพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติยังได้ลงพื้นที่ถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าศาลอาญารัชดา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขัง พบว่าระดับน้ำในพื้นที่รัชดา–ลาดพร้าวลดลงเกือบทั้งหมดแล้ว และอุโมงค์รัชโยธินสามารถเปิดให้รถสัญจรได้ตามปกติ

สาเหตุของน้ำท่วม: ฝนถล่มกรุงกลางดึกทำน้ำท่วม 57 จุด ชัชชาติสั่งแก้ด่วนได้อย่างไร

ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้กล่าวสรุปว่า สาเหตุหลักของน้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากฝนตกหนักในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำเหนือหรือระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมยืนยันว่าระบบสูบน้ำและสถานีระบายน้ำทุกแห่งทำงานเต็มกำลัง ทำให้น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว

มาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาว

เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่ชั้นใน กรุงเทพมหานครกำลังเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำบริเวณถนนรัชดาภิเษก เชื่อมต่อคลองลาดพร้าว โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว

เคล็ดลับรับมือ ฝนถล่มกรุงกลางดึกทำน้ำท่วม 57 จุด ชัชชาติสั่งแก้ด่วน

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เตรียมอาหารแห้ง น้ำดื่ม และยา
  • ช่วยกันรักษาความสะอาด ทิ้งขยะให้เป็นที่ เพื่อไม่ให้ขยะอุดตันท่อระบายน้ำ

บทสรุปและความคิดเห็น

ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสิ่งจำเป็น แต่การวางแผนและดำเนินการแก้ไขในระยะยาวเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาความสะอาดและการแจ้งเหตุเมื่อพบเห็นปัญหาก็เป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้เช่นกัน

ที่มา – ฝนถล่มกรุงกลางดึกทำน้ำท่วม 57 จุด ปทุมวันปริมาณน้ำฝนสูงสุด 111 มม. ผู้ว่าฯชัชชาติ สั่งแก้ด่วนขยะอุดตันท่อระบายน้ำ

รัฐบาลเปิดแล้ว แต่เที่ยวบินยังป่วน

การปิดหน่วยงานของรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว

ในที่สุดสภาคองเกรสก็อนุมัติร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณเมื่อคืนวันพุธ ซึ่งเป็นการยุติการปิดหน่วยงานของรัฐบาลในวันที่ 42

การปิดหน่วยงานส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เนื่องจากคนงานทุกคนในบัญชีเงินเดือนของรัฐบาลถูกพักงาน หรือต้องทำงานหนักโดยไม่มีเงินเดือนให้เห็น หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือการเดินทางทางอากาศ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศที่ทำงานหนักเกินไปและมีพนักงานไม่เพียงพอ ลาป่วยเพื่อหาแหล่งรายได้เพิ่มเติม

มีเที่ยวบินเกือบ 3,000 เที่ยวถูกยกเลิก และ 11,229 เที่ยวล่าช้าภายใน เข้า หรือออกจากสหรัฐอเมริกาในวันอาทิตย์ ข้อมูลจาก FlightAware ระบุ ตัวเลขดังกล่าวมีจำนวนเทียบเท่ากับผลกระทบจากพายุหิมะเล็กน้อย เจ้าหน้าที่กล่าว

การยกเลิกเที่ยวบิน สูงสุด เพื่อตอบสนองต่อการลดเที่ยวบินที่ FAA กำหนดทั่วสนามบินใหญ่ 40 แห่ง ซึ่งเริ่มที่ 4% ในวันศุกร์ และเพิ่มขึ้นเป็น 6% ในวันอังคาร การลดเที่ยวบินถูกออกเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามที่แท้จริงต่อความปลอดภัยที่เกิดจากการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศในน่านฟ้าที่พลุกพล่านที่สุดในประเทศ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ การยกเลิกเที่ยวบินจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% ในวันศุกร์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม Sean Duffy ได้เตือนถึงการลดเที่ยวบินในอนาคตมากถึง 20%

คุณคงคิดว่าเมื่อการปิดหน่วยงานสิ้นสุดลง การลดเที่ยวบินก็จะหายไปด้วย แต่นั่นไม่ใช่กรณี

กระทรวงคมนาคมจะยังคงลดเที่ยวบินต่อไป ตราบใดที่ภัยคุกคามต่อการเดินทางทางอากาศที่ปลอดภัยยังคงอยู่

“เราจะรอเพื่อดูข้อมูลในส่วนของเราก่อนที่เราจะยกเลิกข้อจำกัดในการเดินทาง” Duffy กล่าวในการ แถลงข่าว เมื่อวันอังคาร

การตัดสินใจที่จะคงการลดเที่ยวบินไว้ ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศที่ยังคงทำงานอยู่ จะกลับมารายงานตัวทำงานเร็วแค่ไหน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Bryan Bedford ผู้บริหาร FAA กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศมากถึง 20-40% ที่สนามบินใหญ่ 30 แห่ง ไม่ได้มาทำงาน

แต่สิ่งต่างๆ กำลังดีขึ้น “วันนี้เป็นสัญญาณที่ดี” Duffy กล่าวเมื่อวันอังคาร

เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศจะได้รับค่าจ้างย้อนหลัง 70% สำหรับค่าจ้างที่พวกเขาพลาดไปภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังการเปิดหน่วยงานของรัฐบาล ส่วนที่เหลืออีก 30% จะมาถึงในอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา Duffy กล่าว

นอกจากนี้ การช่วยเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ อาจเป็นโพสต์ Truth Social เมื่อคืนวันจันทร์จากประธานาธิบดี Donald Trump ที่โบกโอกาส โบนัส 10,000 ดอลลาร์ สำหรับเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศที่ทำงานตลอดการปิดหน่วยงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่แน่ใจว่าโบนัสในระดับนั้นจะได้รับจริงหรือไม่

แต่ถึงแม้การยกเลิกคำสั่งลดเที่ยวบินก็ไม่เพียงพอที่จะบรรเทาความเครียดในการเดินทางทางอากาศ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่านักเดินทางจะยังคงได้รับความเดือดร้อน แม้หลังจากการลดเที่ยวบินจะถูกยกเลิกอย่างสมบูรณ์ เหลือเวลาอีกเพียงสองสัปดาห์จนถึงวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งจะจุดประกายฤดูกาลเดินทางช่วงวันหยุดที่วุ่นวาย อุตสาหกรรมการเดินทางทางอากาศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด

“เรากำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางช่วงวันขอบคุณพระเจ้าเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่าจะมีการเดินทางของผู้โดยสารประมาณ 31 ล้านคน และฤดูกาลขนส่งสินค้าที่วุ่นวายกำลังจะมาถึง” กลุ่มอุตสาหกรรม Airlines for America กล่าวใน แถลงการณ์ เมื่อวันพุธ “อย่างไรก็ตาม สายการบินไม่สามารถพลิกสวิตช์และกลับมาดำเนินการตามปกติได้ทันทีหลังการลงคะแนนเสียง จะมีผลกระทบที่คงอยู่เป็นเวลาหลายวัน”

เที่ยวบินทำงานตามกำหนดการที่เข้มงวด ถักทออย่างระมัดระวังเพื่อคำนึงถึงไม่ใช่แค่การจราจรในอากาศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตำแหน่งที่ลูกเรือและเครื่องบินจะประจำการสำหรับเที่ยวบินถัดไปด้วย ดังนั้นการยกเลิกเที่ยวบินหนึ่งครั้งอาจส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้เกิดฝันร้ายในการจัดตารางเวลาที่อาจต้องใช้เวลาสองสามวันในการคลี่คลาย

สิ่งที่แย่กว่านั้นคือการปิดหน่วยงานอาจทำให้ปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศที่มีอยู่แล้วในประเทศรุนแรงขึ้น

การปิดหน่วยงานเกิดขึ้นใน ช่วงเวลาที่ไม่ดี ในขณะที่ FAA กำลังเผชิญกับการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศอย่างวิกฤต และการเดินทางทางอากาศของอเมริกันสั่นคลอนจากเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว เช่น อุบัติเหตุร้ายแรง ระหว่างเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk ของกองทัพสหรัฐฯ และเครื่องบินโดยสารของ American Airlines ในวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อต้นปีนี้

DOT กำลังทำงานเพื่อต่อสู้กับสิ่งนั้น โดยได้พยายามปรับปรุงระบบควบคุมการจราจรทางอากาศให้ทันสมัยและเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ แต่การปิดหน่วยงานน่าจะเป็นอุปสรรคสำหรับกระทรวงระหว่างทางไปสู่เป้าหมายนั้น

ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร Duffy กล่าวว่าในขณะที่เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศสี่คนเคยเกษียณอายุทุกวันก่อนการปิดหน่วยงาน ตอนนี้ตัวเลขนั้นเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 15 ถึง 20 คน

“นานหลังจากที่คุณทุกคนเลิกรายงานข่าวเรื่องการปิดหน่วยงาน เราจะต้องติดอยู่กับการจัดการกับปัญหานี้ เราขาดเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศประมาณ 2,000 คน พยายามที่จะชดเชยความแตกต่างนั้น” Duffy กล่าว

รัฐบาลเปิดแล้ว แต่เที่ยวบินยังป่วน

ทำไมถึงยังเกิดปัญหาเที่ยวบินป่วนหลังรัฐบาลเปิดแล้ว?

แม้ว่ารัฐบาลจะเปิดทำการแล้ว แต่ผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศยังคงอยู่เนื่องจากปัญหาที่สะสมมาจากการปิดหน่วยงาน การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ และความซับซ้อนในการจัดตารางเที่ยวบินใหม่ รัฐบาลเปิดแล้ว แต่เที่ยวบินยังป่วน ดังนั้นนักเดินทางควรตรวจสอบสถานะเที่ยวบินของตนเองอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมสำหรับความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ รัฐบาลเปิดแล้ว แต่เที่ยวบินยังป่วน แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของเรา และความสำคัญของการลงทุนในเจ้าหน้าที่และเทคโนโลยีเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต รัฐบาลเปิดแล้ว แต่เที่ยวบินยังป่วน อาจเป็นบทเรียนราคาแพงที่เราต้องเรียนรู้

ที่มา – The Government Shutdown Is Finally Over, But Flight Disruptions Will Continue

กองทัพบกโต้กัมพูชา! ยันตอบโต้เพื่อป้องกันตัว ไม่ให้โดนพลเรือน

สวัสดีครับทุกท่าน! ช่วงนี้ข่าวคราวชายแดนอาจจะทำให้หลายคนเป็นห่วง วันนี้เรามาเจาะลึกประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่จับตา นั่นก็คือ สถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีประเด็นเรื่องการยิงตอบโต้กันไปมา งานนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจและจำเป็นต้องทำความเข้าใจกันครับ

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าทหารไทยยิงใส่ประชาชนชาวกัมพูชาในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 5 ราย แถมยังบอกว่าไทยยั่วยุก่อนอีกด้วย งานนี้ทำเอากองทัพบกไทยต้องออกมาตอบโต้กันเลยทีเดียว

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาอธิบายว่า แถลงการณ์ของกัมพูชาเป็น “วิธีการเดิมๆ” คือสร้างเรื่องบิดเบือนแล้วค่อยปล่อยข่าวตามแผนที่วางไว้ ฟังดูเหมือนหนังสายลับเลยใช่ไหมล่ะครับ

ตามข้อเท็จจริงที่กองทัพบกชี้แจงคือ ทหารกัมพูชาเป็นฝ่ายใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในฝั่งไทยก่อน บริเวณชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว งานนี้ทหารไทยก็ต้องเข้าที่กำบังและยิงตอบโต้กลับไป เพื่อป้องกันอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของกำลังพล แต่ยืนยันว่าทำทุกอย่างตามหลักสากลและกฎการใช้กำลัง

ที่สำคัญคือ การยิงตอบโต้ของฝ่ายไทยทำด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด ยิงไปในทิศทางที่อาวุธยิงเข้ามาเท่านั้น เพื่อไม่ให้โดนพลเรือนหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งการใช้อาวุธตอบโต้เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ฝ่ายไทยก็หยุดยิงทันที

ข้อเท็จจริงกรณี กองทัพบกโต้กัมพูชา!

สรุปง่ายๆ คือ ข้อกล่าวหาที่ว่าไทยเปิดฉากยิง ยั่วยุ หรือละเมิดข้อตกลงหยุดยิงนั้นไม่เป็นความจริงเลย แถมการที่กัมพูชายิงโดยใช้พื้นที่ชุมชนเป็นที่กำบังยังเข้าข่ายการใช้โล่มนุษย์ ซึ่งผิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

ทางด้านกองทัพภาคที่ 1 ก็ได้รับรายงานจากกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ว่ามีการยิงปะทะกันจริง บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.10 น. โดยฝ่ายกัมพูชายิงด้วยอาวุธปืนเล็ก AK-47 ประมาณ 30 นัด กกล.บูรพาจึงยิงเตือนและตอบโต้ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที สถานการณ์จึงสงบลง โชคดีที่ไม่มีการสูญเสียในฝ่ายไทย

กกล.บูรพายืนยันว่า การเตือนและตอบโต้เป็นไปตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด โดยกำลังพลยิงตอบโต้ด้วยอาวุธปืนเล็กยาวไปยังทิศทางที่ฝ่ายตรงข้ามยิงเข้ามา และระมัดระวังอย่างเต็มที่ ไม่ให้ถูกเป้าหมายพลเรือน ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ต้องระวัง! ไม่ให้ถูกเป้าหมายพลเรือน

ประเด็นเรื่องพลเรือนถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ ครับ ในสถานการณ์ความขัดแย้ง การปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก การโจมตีโดยเจตนาต่อพลเรือนถือเป็นอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ การรักษาสัดส่วนในการใช้กำลังก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน คือการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยต้องคำนึงถึงความเสียหายต่อพลเรือนให้น้อยที่สุด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราเห็นได้ว่าการสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำมีความสำคัญมาก การบิดเบือนข้อมูลหรือการปล่อยข่าวลือ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจถึงเหตุผลและข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่าย จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน และมองหาทางออกที่สันติได้ในที่สุด กองทัพบกโต้กัมพูชาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา และความจำเป็นในการแก้ไขด้วยความระมัดระวัง

ในยุคดิจิทัล ข่าวสารเดินทางอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องมีสติในการรับข้อมูล และตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลนะครับ สังคมที่เข้มแข็งเริ่มต้นจากการมีประชาชนที่รู้เท่าทันและมีวิจารณญาณ

ที่มา – กองทัพบกชี้แถลงการณ์กัมพูชาบิดเบือน ย้ำฝ่ายไทยตอบโต้กลับเพื่อเตือนและป้องกันตนเอง ระวังเต็มที่ไม่ให้ถูกเป้าหมายพลเรือน

บริษัทเทคฯ ใหญ่ ประกาศเลย์ออฟพนักงาน

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่สดใสในซิลิคอนวัลเลย์ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อีกแห่งได้ประกาศเลย์ออฟพนักงานจำนวนมาก

Synopsys บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ให้บริการแก่ industry เซมิคอนดักเตอร์ ได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการเลย์ออฟพนักงานกว่า 2,000 คน อ้างอิงจากรายงานของ SFGate ซึ่งอ้างอิงเอกสารที่ยื่นต่อ SEC เมื่อเร็ว ๆ นี้ เอกสารระบุว่า:

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2025 คณะกรรมการบริหารของ Synopsys, Inc. (“Synopsys”) ได้อนุมัติแผนการปรับโครงสร้าง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้มีการเลิกจ้างพนักงานประมาณ 10% ของพนักงานทั้งหมดของ Synopsys ณ สิ้นปีงบประมาณ 2025 (“แผนการปรับโครงสร้าง”)

SFGate รายงานว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2024 Synopsys มีพนักงานประมาณ 20,000 คน (เว็บไซต์ของบริษัทอ้างว่ามี 28,000 คน) ดังนั้นจึงเป็นที่มาของตัวเลข 2,000 คน อย่างไรก็ตาม การเลย์ออฟไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป เมื่อเร็ว ๆ นี้ Synopsys ได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการบริษัทชื่อ Ansys ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ระบุไว้ในเอกสาร SEC:

การปรับโครงสร้างนี้จะช่วยให้ Synopsys สามารถลงทุนในโอกาสการเติบโตที่สำคัญและขับเคลื่อนประสิทธิภาพทางธุรกิจ หลังจากการเข้าซื้อกิจการ ANSYS, Inc. เสร็จสิ้น

การเข้าซื้อกิจการและการปรับโครงสร้าง บริษัทเทคฯ ใหญ่ มักจะมาพร้อมกับการเลย์ออฟ ดังนั้นในแง่นั้นการสูญเสียงานจึงไม่ใช่เรื่องที่คาดไม่ถึง การจัดซื้อ Ansys ซึ่งอธิบายตัวเองว่าเป็น “ผู้นำด้านโซลูชันทางวิศวกรรมตั้งแต่ซิลิคอนไปจนถึงระบบ” ได้รับการประกาศครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว การเข้าซื้อกิจการเสร็จสิ้นในฤดูร้อนนี้ Synopsys ประกาศก่อนหน้านี้

บริษัทยังกล่าวอีกว่าคาดว่าการเลย์ออฟส่วนใหญ่จะเกิดขึ้น “ในปีงบประมาณ 2026” และจะสามารถดำเนินการ “แผนการปรับโครงสร้างให้เสร็จสิ้นได้เกือบทั้งหมดภายในสิ้นปีงบประมาณ 2027 ภายใต้กฎหมายท้องถิ่นและข้อกำหนดการปรึกษาหารือ”

“เรากำลังดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดเป้าหมายจำนวนหนึ่งเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของเราเพื่อขยายธุรกิจ เร่งกลยุทธ์ของเรา และใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตสูงสุด” บริษัทกล่าวกับ Gizmodo เมื่อได้รับการติดต่อเพื่อขอความคิดเห็น “ความคิดริเริ่มเหล่านี้จะส่งผลให้จำนวนพนักงานทั่วโลกลดลงในช่วงปีงบประมาณ 2026 ของเรา เราไม่ได้ดำเนินการเหล่านี้อย่างเบามือ และมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติต่อพนักงานที่ได้รับผลกระทบด้วยความเคารพและให้การสนับสนุนตลอดช่วงการเปลี่ยนแปลง”

Gizmodo ได้ติดต่อ Synopsys เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การประกาศเลย์ออฟพนักงาน

นี่เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายเป็นพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวมจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีนัก รายงานที่เผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้แสดงให้เห็นว่าเดือนตุลาคมเป็นเดือนที่เลวร้ายที่สุดสำหรับการสูญเสียงานในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2546 และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นผู้นำในการเลิกจ้าง อีกรายงานหนึ่งซึ่งออกมาเมื่อต้นฤดูร้อนนี้ชี้ให้เห็นว่างานเทคโนโลยีระดับเริ่มต้นจำนวนมากกำลังถูกกลืนหายไปด้วย AI ฉันเดาว่าทุกอย่างต้องมีจุดจบในที่สุด

บริษัทเทคฯ ใหญ่ ประกาศเลย์ออฟพนักงาน จำนวนมาก

การประกาศเลย์ออฟพนักงาน ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความผันผวนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ผลกระทบจากการประกาศเลย์ออฟพนักงาน ต่อตลาดแรงงาน

การที่ บริษัทเทคฯ ใหญ่ ประกาศเลย์ออฟพนักงาน ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ที่ถูกเลิกจ้างจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในการหางานใหม่ และอาจต้องพิจารณาเปลี่ยนสายงาน

สำหรับผู้ที่ยังคงทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในงานอาจเพิ่มสูงขึ้น และอาจส่งผลต่อขวัญกำลังใจและความกระตือรือร้นในการทำงาน

อย่างไรก็ตาม การเลย์ออฟอาจเป็นโอกาสให้บริษัทต่าง ๆ ปรับโครงสร้างองค์กรและมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจหลัก ซึ่งอาจนำไปสู่การเติบโตในระยะยาวได้

ดังนั้น บริษัทเทคฯ ใหญ่ ประกาศเลย์ออฟพนักงาน เป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาทักษะของเราให้ทันต่อความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา – Another Major Tech Company Just Announced Thousands of Layoffs

หุ่นยนต์รัสเซียล้มคว่ำบนเวที! _yoast_wpseo_focuskw

ยุคนี้ โลกเทคโนโลยีคลั่งไคล้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และทุกบริษัทต่างเร่งพัฒนาหุ่นยนต์สองขาของตนเองเพื่อนำออกสู่ตลาด น่าเสียดายที่หุ่นยนต์เหล่านี้ดูเหมือนจะยังทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ตัวอย่างเช่น สัปดาห์นี้ บริษัทรัสเซียแห่งหนึ่งเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นต้นแบบที่ได้รับการโปรโมทอย่างมาก แต่เครื่องจักรกลับล้มคว่ำบนเวทีต่อหน้าผู้คนหลายร้อยคน

หุ่นยนต์ดังกล่าวคือ AIdol เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทรัสเซียชื่อ Idol ซึ่งนำเสนอในงาน New Technology Coalition ซึ่ง The Telegram อธิบายว่าเป็น “สมาคมบริษัทเพื่อการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” หุ่นยนต์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “หุ่นยนต์มานุษยวิทยาตัวแรกของรัสเซีย” โชคร้ายที่เสียการทรงตัว ล้มลง และพังบนเวที สำนักข่าวหลายแห่งตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเศร้าที่งานอีเว้นท์เปิดเพลงจากภาพยนตร์เรื่อง Rocky ขณะที่หุ่นยนต์ล้มลง

วิดีโอเหตุการณ์แสดงให้เห็นการเปิดตัวที่ไม่ค่อยน่าประทับใจของหุ่นยนต์อย่างชัดเจน:

Vladimir Vitukhin ซีอีโอของ Idol กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “นี่คือการเรียนรู้แบบเรียลไทม์ที่ความผิดพลาดที่ประสบความสำเร็จจะกลายเป็นความรู้ และความผิดพลาดที่ไม่ประสบความสำเร็จจะกลายเป็นประสบการณ์ ผมหวังว่าความผิดพลาดนี้จะกลายเป็นประสบการณ์”

แม้ว่าเหตุการณ์ล่าสุดจะน่าอับอายเล็กน้อย แต่ Idol ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ที่เปิดตัวต่อสาธารณชนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ประสบชะตากรรมคล้ายกัน จำได้ไหมว่าเมื่อ Elon Musk เปิดตัว “Tesla bot” ครั้งแรก และมันก็เป็นแค่คนใส่สูท? ตั้งแต่นั้นมา Musk ก็ได้แบ่งปันหลักฐานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นของ “Optimus” (ชื่อใหม่ของบอท) แต่ความอับอายจากเหตุการณ์ดั้งเดิมนั้นยังคงอยู่

กล่าวได้ว่า ยังมีบริษัทหุ่นยนต์อื่นๆ ที่กำลังทำสิ่งที่น่าทึ่ง (หากไม่น่ากังวลอย่างยิ่ง) ในพื้นที่เดียวกับที่บริษัทอื่นๆ ดูเหมือนจะล้มเหลว ตัวอย่างเช่น มี Boston Dynamics บริษัทที่นำหุ่นยนต์ “สุนัข” สี่ขาที่ขนานนามว่า “Spot” มาให้เรา บริษัทประสบความสำเร็จในการสร้างหุ่นยนต์สไตล์ฮิวแมนนอยด์เช่นกัน “Atlas” หุ่นยนต์สองขาที่ผลิตด้วยเงินทุนจาก DARPA มีความสามารถมากกว่าเพื่อนร่วมงานอย่างเห็นได้ชัด อีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์หรือไม่ แต่มันก็เป็นเช่นนั้น

หุ่นยนต์รัสเซียล้มคว่ำบนเวที!

ทำไม _หุ่นยนต์รัสเซียล้มคว่ำบนเวที!_ ถึงเป็นข่าว

เหตุการณ์ หุ่นยนต์รัสเซียล้มคว่ำบนเวที! กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วเนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หุ่นยนต์ที่ถูกโปรโมทว่าเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กลับล้มลงต่อหน้าสาธารณชน สร้างความขบขันและความสงสัยเกี่ยวกับความสามารถที่แท้จริงของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังจุดประกายให้เกิดการเปรียบเทียบกับความผิดพลาดอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในการเปิดตัวหุ่นยนต์ก่อนหน้านี้ เช่น Tesla bot ของ Elon Musk ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงคนใส่ชุดหุ่นยนต์ การเปรียบเทียบเหล่านี้ตอกย้ำถึงความท้าทายในการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่สามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในโลกแห่งความเป็นจริง

เหตุการณ์ หุ่นยนต์รัสเซียล้มคว่ำบนเวที! ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมายก่อนที่จะสามารถนำมาใช้งานได้อย่างแพร่หลาย

อนาคตของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แม้จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้าง แต่ความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ยังคงดำเนินต่อไป และเราอาจได้เห็นหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานได้อย่างน่าทึ่งในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – Russian Robot Faceplants on Stage During Moscow Showcase