ผู้เขียน: lalika69_admin

จากไทยสู่สเปน: ย้อนรอยกษัตริย์ทั่วโลกเยือนจีน

สวัสดีครับทุกคน! ช่วงนี้กระแสข่าวการเสด็จเยือนประเทศจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทำให้หลายคนหันมาสนใจเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกันมากขึ้น วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวที่น่าสนใจนี้กันครับ

Global Times ได้ตีพิมพ์บทบรรณาธิการที่ชื่อว่า ‘บทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ เพื่อยกย่องการเสด็จเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งสองพระองค์ ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตามคำทูลเชิญของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งถือเป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างสองประเทศ

การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตอกย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 50 ปี แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการทูตเชิงมิตรภาพที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรม สังคม และประชาชนของทั้งสองชาติ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดและความผูกพันที่มีมายาวนาน

วันนี้ THE STANDARD ชวนทุกคนมาย้อนพินิจเหตุการณ์สำคัญในอดีต เมื่อเหล่าพระมหากษัตริย์ทั่วโลกได้เสด็จเยือนประเทศจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตในแดนมังกรแห่งนี้ ไปดูกันว่ามีเหตุการณ์อะไรที่น่าสนใจบ้าง

จาก ‘ไทย’ ถึง ‘สเปน’ ย้อนพินิจเหตุการณ์ ‘กษัตริย์ทั่วโลก’ เสด็จเยือน ประเทศจีน 1

ภาพประกอบ: สุภาวิดา สุขวัฒน์

**จากไทยสู่สเปน**: ย้อนรอยการเสด็จเยือนจีนของกษัตริย์ทั่วโลก

การเสด็จเยือนประเทศจีนของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์จากทั่วโลกถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเปิดกว้างและความสำคัญของจีนในเวทีโลก แต่ละครั้งของการเสด็จเยือนมักจะมีความหมายและนัยยะทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป

การเสด็จเยือนของผู้นำระดับสูงเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน และการส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน หรือแม้แต่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

ทำไมการเสด็จเยือนจีนของกษัตริย์ทั่วโลกจึงมีความสำคัญ?

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต: การพบปะพูดคุยระหว่างผู้นำระดับสูงช่วยกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ
  • ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ: การเสด็จเยือนมักนำมาซึ่งข้อตกลงทางการค้าร่วมกันและการลงทุนระหว่างประเทศ
  • แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม: การเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมช่วยสร้างความเข้าใจและความชื่นชมในวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ
  • สร้างภาพลักษณ์ที่ดี: การเสด็จเยือนช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับทั้งสองประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยว

เราเห็นได้ว่าการเสด็จเยือนประเทศจีนของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ทั่วโลกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอีกด้วย และในยุคปัจจุบันที่โลกเชื่อมต่อกันมากขึ้น การทูตและการสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นการเสด็จเยือนจีนของผู้นำระดับสูงจากทั่วโลกมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับประเทศไทย การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับจีนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญและมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่สนใจเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนะครับ อย่าลืมติดตามข่าวสารและอัปเดตต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้กันต่อไปนะครับ

ที่มา – จาก ‘ไทย’ ถึง ‘สเปน’ ย้อนพินิจเหตุการณ์ ‘กษัตริย์ทั่วโลก’ เสด็จเยือนประเทศจีน

อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 หนุนระงับปฏิญญากัวลาลัมเปอร์: วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดน

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามาเจาะลึกสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ดูเหมือนจะกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง โดยอ้างอิงจากความเห็นของ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ อย่างน่าสนใจ

อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 หนุนระงับปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ประเด็นหลักที่ พล.ท. บุญสิน ให้ความเห็นคือเรื่องการระงับปฏิญญา 4 ข้อที่เซ็นร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ หลังเกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บ โดยท่านมองว่าเป็นการตอบโต้ที่เหมาะสมแล้ว เพราะเราสูญเสียกำลังพลไป และต้องแสดงความไม่พอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 กับมุมมองต่อสถานการณ์ชายแดน

นอกจากนี้ พล.ท. บุญสิน ยังกล่าวถึงกรณีที่ทหารไทยถูกควบคุมตัว 18 นาย ว่าเป็นการตอบโต้ในขั้นต้นที่ชัดเจนแล้ว และฝ่ายความมั่นคงกำลังดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี

การตอบโต้และการตัดสินใจของผู้บัญชาการ

สำหรับกรณีที่อาจมีการยิงตอบโต้ไปยังฐานที่รับผิดชอบหากมีทหารเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเพิ่ม พล.ท. บุญสิน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการตัดสินใจของแม่ทัพ โดยผู้บัญชาการทหารบกน่าจะมอบแนวทางไปแล้ว ซึ่งต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งสถานที่เกิดเหตุ ชนิดของทุ่นระเบิด และความสมควรแก่เหตุ

ในส่วนของการประเมินสถานการณ์โดยรวม พล.ท. บุญสิน มองว่าน่าจะมีความตึงเครียดพอสมควร เนื่องจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชา และต้องรอดูว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางใด

นัยยะแอบแฝงและเกมการเมือง

พล.ท. บุญสิน ยังตั้งข้อสังเกตถึงเหตุการณ์ที่จังหวัดสระแก้ว ที่มีการอ้างว่าทหารไทยเป็นฝ่ายยิงพลเรือน ว่าอาจเป็นเกมอย่างหนึ่งเพื่อสร้างสถานการณ์ และอาจมีนัยยะแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว

ท่านยังเชื่อมโยงสถานการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยมองว่าหลายคนอาจจะมองพื้นที่ปราสาทตาควาย ซึ่งอาจมีส่วนหนึ่งที่ดึงความสนใจ และการที่รัฐบาลออกมาตอบโต้ ทั้งเรื่องการงดปล่อยตัวเชลยศึกและการประณามต่างๆ นั้นถูกต้องแล้ว

สำหรับท่าทีของไทยต่อการที่ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พยายามรื้อฟื้นขอให้มีการเจรจา พล.ท. บุญสิน กล่าวว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยรัฐบาลไทยต้องมีความเข้มแข็ง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

ประเด็นการไม่ปล่อยตัวเชลยศึกนั้น พล.ท. บุญสิน มองว่าเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจของรัฐบาลไทยต่อการกระทำที่ทำให้ทหารไทยต้องเสียขา ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผล และอาจกระทบต่อการเจรจาในลำดับต่อไป แต่ก็ยังมีหนทางที่จะคลี่คลายได้ ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และความต้องการของผู้นำทั้งสองฝ่าย

ปิดท้ายด้วยการบรรยายของ พล.ท. บุญสิน ในงานปฐมนิเทศ นายทหารชั้นนายพลของกองทัพไทย รุ่น 50 ในหัวข้อ ‘การบัญชาการการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ กรณีศึกษา จากประสบการณ์ป้องกันชายแดนของกองทัพภาคที่ 2’ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่ท่านได้ถ่ายทอดให้กับนายทหารรุ่นใหม่

โดยสรุปแล้ว ความเห็นของ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และความจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องดำเนินนโยบายที่เข้มแข็งและรอบคอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

ที่มา – อดีตแม่ทัพภาคที่2 เห็นด้วยระงับปฏิญญากัวลาลัมเปอร์-ไม่ปล่อยตัว 18 เชลยศึก เชื่อเหตุยิงบ้านหนองหญ้าแก้ว เบี่ยงความสนใจ

ตำรวจรวบแก๊งหลอกทำ Work Permit แรงงานต่างชาติ เงินหมุนเวียน 50 ล้าน

วงการแรงงานต่างชาติสั่นสะเทือน! เมื่อตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) บุกทลายเครือข่ายสุดแสบ ที่หากินบนความเดือดร้อนของแรงงานต่างชาติ โดยการหลอกลวงทำ Work Permit แรงงานต่างชาติ ปลอม แถมเงินหมุนเวียนในขบวนการนี้สูงถึง 50 ล้านบาท! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวอาชญากรรม แต่มันสะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบการจัดการแรงงานต่างด้าวในบ้านเรา

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รวบตัว สหรัฐ อายุ 28 ปี และ ณัฐพล อายุ 29 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันโฆษณาชวนเชื่อให้คนต่างชาติมาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต, ฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ งานนี้เล่นใหญ่ถึงขั้นสร้างเว็บไซต์ปลอม โฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย อ้างว่าสามารถต่ออายุใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ให้กับแรงงานต่างชาติได้สบายๆ

เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการและแรงงานชาวเมียนมา ที่ต้องการทำ Work Permit แรงงานต่างชาติ อย่างถูกต้อง แต่กลับต้องมาเจอแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ ทำให้เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา แถมยังผิดกฎหมายอีกด้วย

ขบวนการนี้ทำงานกันเป็นทีม มีทั้งกลุ่มหน้าม้าคอยติดต่อเหยื่อ รับเงิน และกลุ่มบัญชีม้าคอยรับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง ตำรวจได้รวบรวมหลักฐาน ขอหมายจับผู้ต้องหารวม 11 ราย และบุกค้นบ้านพักในจังหวัดนครปฐม จนสามารถจับกุม สหรัฐ และ ณัฐพล ได้ในที่สุด

ตำรวจบุกทลายเครือข่ายหลอกทำ Work Permit แรงงานต่างชาติ

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าบริษัทและกลุ่มผู้ต้องหามีเงินหมุนเวียนในบัญชีมากกว่า 50 ล้านบาท! นี่มันระดับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติชัดๆ ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ผู้ต้องหายังนำข้อมูลหนังสือเดินทางของแรงงานต่างชาติที่ถูกหลอก ไปเปิดบัญชีม้า แล้วขายต่อให้กับเว็บพนันออนไลน์อีกด้วย ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง มูลค่าความเสียหายนับล้านบาท

Work Permit แรงงานต่างชาติ: จุดอ่อนที่มิจฉาชีพใช้หากิน

เรื่องนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาการจัดการ Work Permit แรงงานต่างชาติ ที่ยังคงมีความซับซ้อน และเปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ความไม่รู้กฎหมาย ความยากลำบากในการดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ทำให้แรงงานต่างชาติจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

เจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางที่เกี่ยวข้อง และนำตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองรายยังให้การปฏิเสธ แต่หลักฐานที่มีมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ คงยากที่จะหลุดพ้น

  • บทเรียนราคาแพง: เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ประกอบการและแรงงานต่างชาติ ให้ระมัดระวังในการติดต่อทำธุรกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเอกสารสำคัญ เช่น Work Permit
  • ตรวจสอบให้ดีก่อนจ่ายเงิน: อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อที่ดูดีเกินจริง ควรตรวจสอบข้อมูลของบริษัทหรือบุคคลที่ให้บริการอย่างละเอียด
  • ติดต่อหน่วยงานราชการโดยตรง: หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ ควรติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง

คดีนี้ยังไม่จบง่ายๆ เพราะตำรวจยังคงขยายผลเพื่อจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือในเครือข่าย และตามยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดทั้งหมด นี่คือบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันกลับมามองระบบการจัดการแรงงานต่างด้าวของเราอย่างจริงจัง อะไรคือช่องโหว่ที่ทำให้มิจฉาชีพเข้ามาหากินได้ง่ายดายขนาดนี้? และเราจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำรอยได้อย่างไร?

ที่มา – ตำรวจจับเครือข่ายหลอกทำ Work Permit แรงงานต่างชาติ พบเงินหมุนเวียนกว่า 50 ล้านบาท

“เป็นทุ่นระเบิดใหม่” Bernama แก้ข่าว: เกิดอะไรขึ้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีเรื่องราวร้อนๆ จากชายแดนไทย-กัมพูชามาเล่าให้ฟังกันครับ เรื่องของเรื่องคือ สำนักข่าว Bernama ของมาเลเซีย ดันรายงานข่าวผิดพลาดเกี่ยวกับทุ่นระเบิดที่ทหารไทยไปเหยียบเข้า จนกลายเป็นประเด็นให้ต้องแก้ไขกันวุ่นวายไปหมด มาดูกันดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

Bernama แก้ข่าววุ่น! สรุปแล้ว “เป็นทุ่นระเบิดใหม่” หรือเก่ากันแน่?

เรื่องมันเริ่มจากที่สำนักข่าว Bernama รายงานว่า รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียอ้างว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) บอกว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นระเบิดเก่า แต่แล้วไม่นาน Bernama ก็รีบแก้ข่าว บอกว่าจริงๆ แล้ว AOT รายงานว่าเป็น “เป็นทุ่นระเบิดใหม่” งานนี้ทำเอาสื่อหลายสำนักทั้งในมาเลเซีย ไทย และกัมพูชา งงไปตามๆ กัน

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ก็ออกมาชี้แจงว่า เป็นการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดของ Bernama จริงๆ และตอนนี้ได้แก้ไขให้ถูกต้องแล้ว ซึ่งทาง AOT ก็ยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่จริงๆ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องข่าวผิดพลาดธรรมดาๆ นะครับ มันเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนด้วย การรายงานข่าวที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

ยิ่งไปกว่านั้น นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ได้คุยกับนายกฯ ของทั้งไทยและกัมพูชา เพื่อหารือเรื่องการสร้างสันติภาพ และยืนยันว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

แล้วเราได้อะไรจากเรื่องนี้?

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ ถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การปล่อยข่าวปลอม หรือข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน อาจสร้างความเสียหายอย่างมากได้

  • ความสำคัญของสื่อ: สื่อมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลาง
  • การตรวจสอบข้อมูล: เราทุกคนต้องช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อและแชร์ต่อ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ

มุมมองส่วนตัวและแนวโน้มในอนาคต

ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นสัญญาณเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการมีสติในการรับข่าวสาร และการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อ การที่สำนักข่าวระดับชาติอย่าง Bernama ยังพลาดได้ แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งสำคัญคือการยอมรับความผิดพลาด และแก้ไขให้ถูกต้องอย่างรวดเร็ว

ในอนาคต เราอาจได้เห็นความร่วมมือระหว่างประเทศในการตรวจสอบข่าวสารมากขึ้น เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และสร้างความเข้าใจผิด

อย่าลืมนะครับทุกคน ก่อนที่จะเชื่ออะไร อย่าลืมตรวจสอบให้ดีก่อนเสมอ!

ที่มา – “เป็นทุ่นระเบิดใหม่” สำนักข่าว Bernama แก้ข่าว รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย หลังตอนแรกรายงานผิดพลาดว่าทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นทุ่นเก่า

กสทช. ตรวจแม่สาย พบสัญญาณล้ำแดน! เตรียมพักใช้สถานี หวั่นอาชญากรรม

เพื่อนๆ เคยสงสัยกันไหมว่าสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่เราใช้กันทุกวันนี้ มันครอบคลุมพื้นที่แค่ไหน? แล้วถ้าสัญญาณมันแรงเกินไป ล้ำไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน จะเกิดอะไรขึ้น? เรื่องนี้แหละครับที่ทำให้ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ต้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบกันถึงชายแดนแม่สายเลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้นำทีมร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 และ บก.ป. ลงพื้นที่ตรวจสอบเสาสัญญาณบริเวณชายแดนแม่สายและเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ นอกจากจะรักษาคุณภาพสัญญาณแล้ว ยังต้องป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

การตรวจสอบแบ่งออกเป็น 2 จุดหลักๆ จุดแรกคือบริเวณสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 เพื่อเช็คสัญญาณโทรศัพท์ฝั่งเมียนมา อีกจุดคือการบินโดรนตรวจวัดสัญญาณบริเวณฝั่งตรงข้ามคิงส์โรมัน อำเภอเชียงแสน ซึ่งเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ

คุณไตรรัตน์บอกว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามมาตรการของ กสทช. และข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงที่ระบุว่าพื้นที่นี้มีความเสี่ยงในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผลการตรวจสอบก็พบว่า กสทช. ตรวจแม่สาย พบสัญญาณล้ำแดน! เตรียมพักใช้สถานี หวั่นอาชญากรรม จริงๆ ครับ สัญญาณโทรศัพท์มือถือมันล้ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมันผิดเงื่อนไขที่กำหนดไว้ว่าความแรงสัญญาณต้องไม่ล้ำข้ามเขตแดน งานเข้าเลยทีนี้!

ทาง กสทช. เลยเตรียมเสนอเรื่องให้ที่ประชุม กสทช. พิจารณาพักใช้การตั้งสถานีวิทยุคมนาคม เพราะผู้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามที่กำหนด แถมยังสั่งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแก้ไขปัญหาด่วนๆ โดยให้ปรับเทคนิคเพื่อจำกัดรัศมีการให้บริการของเสาสัญญาณให้อยู่ในเขตชายแดนไทยอย่างเหมาะสม

กสทช. ตรวจแม่สาย พบสัญญาณล้ำแดน! เตรียมพักใช้สถานี หวั่นอาชญากรรม ทำไมต้องเข้มงวด?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม กสทช. ถึงต้องเข้มงวดเรื่องสัญญาณล้ำแดนขนาดนี้? คืออย่างนี้ครับ นอกจากเรื่องของกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศแล้ว การที่สัญญาณโทรศัพท์มันแรงเกินไปจนล้ำไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน มันอาจจะถูกนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมข้ามชาติได้ เช่น การหลอกลวงออนไลน์ การพนัน หรือแม้แต่การค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้

รองเลขาธิการ กสทช. ยังเน้นย้ำว่า การทำงานของ กสทช. พยายามสร้างความสมดุลระหว่างคุณภาพสัญญาณสำหรับประชาชนที่อาศัยและค้าขายบริเวณชายแดน กับการรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ควบคู่กันไป ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นอยู่ของทุกคน

กสทช. เข้าใจดีว่าคุณภาพสัญญาณอาจจะไม่ดีที่สุดในบางพื้นที่ แต่ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก นี่คือสิ่งที่ กสทช. ยึดมั่นเสมอมา

แล้วเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อพวกเรายังไง?

สำหรับคนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน หรือคนที่เดินทางไปท่องเที่ยวแถวนั้น อาจจะรู้สึกว่าสัญญาณโทรศัพท์มือถือมันไม่แรงเท่าที่ควร บางทีก็อาจจะมีปัญหาในการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้าง แต่ต้องเข้าใจว่ามันเป็นผลมาจากการที่ กสทช. พยายามควบคุมสัญญาณไม่ให้ล้ำแดน เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมต่างๆ

กสทช. ตรวจแม่สาย พบสัญญาณล้ำแดน! เตรียมพักใช้สถานี หวั่นอาชญากรรม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคหรือกฎหมาย แต่มันเป็นเรื่องของความปลอดภัยและความมั่นคงของชาติด้วย ดังนั้นเราทุกคนควรให้ความร่วมมือและเข้าใจถึงความจำเป็นในการควบคุมสัญญาณโทรศัพท์บริเวณชายแดน

สุดท้ายนี้ อยากจะฝากถึงเพื่อนๆ ทุกคนว่า การใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะเทคโนโลยีมันมีทั้งด้านดีและด้านร้าย เราต้องรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และระมัดระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ที่มา – กสทช. ลงพื้นที่ชายแดนแม่สาย ร่วมตำรวจบินโดรนตรวจสัญญาณ พบล้ำข้ามแดน เตรียมพักใช้สถานีฯ หวั่นถูกใช้ก่ออาชญากรรม

กทม. ค่าฝุ่น PM 2.5 ดีต่อเนื่อง ต่ำกว่ามาตรฐาน แนวโน้มลดลง

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ กันหน่อย บอกเลยว่ามีข่าวดี เพราะจากการรายงานล่าสุดของศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร (กทม.) สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี แถมยังมีแนวโน้มลดลงอีกด้วย!

เมื่อเวลา 07.00 น. ของวันนี้ (14 พฤศจิกายน) ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 20.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. อย่างเห็นได้ชัด นั่นหมายความว่าอากาศที่เราหายใจกันอยู่ทุกวันนี้น่ะ ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยนะ!

กทม. ค่าฝุ่น PM 2.5 ดีต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ ครับ ใครที่กังวลเรื่องสุขภาพปอดก็เบาใจไปได้เยอะ แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่าเพิ่งประมาทกันนะครับ

กทม. ค่าฝุ่น PM 2.5 ดีต่อเนื่อง แนวโน้มลดลง

ถึงแม้ว่าภาพรวมของกรุงเทพฯ จะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็ยังมีบางเขตที่ตรวจวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ได้ค่อนข้างสูงอยู่ โดย 12 เขตที่ค่าฝุ่นสูงสุดในวันนี้ (14 พฤศจิกายน) ได้แก่:

  • เขตปทุมวัน (32.6 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตบางรัก (32.6 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตบางนา (29.5 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตลาดกระบัง (29.1 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตสาทร (28.9 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตประเวศ (28.4 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตบึงกุ่ม (26.3 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตวังทองหลาง (26.1 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตหนองแขม (25 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตคลองเตย (24.9 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตคลองสาน (23.8 มคก./ลบ.ม.)
  • เขตบางพลัด (23.6 มคก./ลบ.ม.)

ถ้าใครที่อยู่ในเขตเหล่านี้ หรือต้องเดินทางผ่าน ก็อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นกันด้วยนะครับ ถึงแม้ค่าเฉลี่ยจะดี แต่การป้องกันไว้ก่อนก็ดีกว่าแน่นอน

แล้วแต่ละพื้นที่ในกรุงเทพฯ ล่ะ เป็นยังไงกันบ้าง? มาดูกันต่อเลย:

รายงานคุณภาพอากาศรายกลุ่มพื้นที่

  • กรุงเทพเหนือ: ช่วงค่าฝุ่นอยู่ที่ 17.6 – 21.7 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี
  • กรุงเทพตะวันออก: ช่วงค่าฝุ่นอยู่ที่ 16.2 – 29.1 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี
  • กรุงเทพกลาง: ช่วงค่าฝุ่นอยู่ที่ 16.5 – 26.1 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี
  • กรุงเทพใต้: ช่วงค่าฝุ่นอยู่ที่ 17 – 32.6 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี
  • กรุงธนเหนือ: ช่วงค่าฝุ่นอยู่ที่ 15.9 – 23.8 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี
  • กรุงธนใต้: ช่วงค่าฝุ่นอยู่ที่ 16.1 – 25 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี

จะเห็นได้ว่าภาพรวมของทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีทั้งหมด แต่ก็อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลคุณภาพอากาศในพื้นที่ของคุณอย่างสม่ำเสมอนะครับ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวป้องกันได้อย่างทันท่วงที

กทม. ค่าฝุ่น PM 2.5 ดีต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการที่หน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ การจัดการปัญหาการเผาในที่โล่ง และมาตรการอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันทำให้คุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ดีขึ้นครับ

ในอนาคต เราหวังว่าจะได้เห็นสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขอเป็นกำลังใจให้ทุกหน่วยงานที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหานี้ต่อไป

ถึงแม้สถานการณ์ฝุ่นจะดีขึ้น แต่เราทุกคนก็สามารถช่วยกันรักษาสภาพอากาศที่ดีนี้ไว้ได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์ให้น้อยลง การใช้ขนส่งสาธารณะ การปลูกต้นไม้ หรือการลดการใช้พลังงาน ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราทำได้เพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศ

สุดท้ายนี้ อยากเชิญชวนทุกคนให้ติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้รู้เท่าทันสถานการณ์และดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่คุณรักได้อย่างเหมาะสมครับ

ที่มา – กทม. ฝุ่นPM 2.5 ดีต่อเนื่อง ค่าเฉลี่ยต่ำกว่ามาตรฐานมาก แนวโน้มฝุ่นลดลง

ธรรมนัสลุยจีน! เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง เพิ่มมูลค่าพันล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีเกี่ยวกับการส่งออกของไทยมาฝากกันครับ! ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพิ่งเดินทางไปเจรจาที่ประเทศจีน และผลลัพธ์ที่ได้คือ… ประเทศจีนเปิดตลาดต้อนรับผลิตภัณฑ์จากผึ้งของไทยแล้วจ้า!

ธรรมนัสลุยจีน! เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง เพิ่มมูลค่าพันล้าน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ร.อ. ธรรมนัส ได้เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีและอธิบดีว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อาเซียน-จีน ครั้งที่ 9 ที่ประเทศจีน ซึ่งไฮไลท์สำคัญคือการลงนามพิธีสารด้านความปลอดภัยอาหาร เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งของไทยไปจีนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

การลงนามครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเกษตรระหว่างไทยกับจีนอย่างแท้จริง เกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯ ของไทย และสำนักงานศุลกากรจีน (GACC) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าปศุสัตว์ของเรามีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและตรงตามข้อกำหนดของจีน

อะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ?

ก่อนหน้านี้ เราส่งออกน้ำผึ้งไปจีนได้เท่านั้น แต่หลังจากนี้ไป…ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากผึ้ง เช่น นมผึ้ง และเกสรผึ้ง ก็สามารถส่งออกไปขายในตลาดจีนได้ด้วย! นี่คือข่าวดีของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งทั่วประเทศ เพราะตลาดส่งออกของเรากว้างขึ้น รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยแน่นอน

ตัวเลขการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งในปี 2567 อยู่ที่ 7,311.88 ตัน คิดเป็นมูลค่า 621.43 ล้านบาท โดยตลาดจีนมีสัดส่วน 542.43 ตัน คิดเป็นมูลค่า 78.36 ล้านบาท คาดการณ์ว่าหลังจากการลงนามครั้งนี้ มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งของไทยจะพุ่งสูงขึ้นแตะ 800-1,000 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว!

ร.อ. ธรรมนัส กล่าวว่า “การลงนามในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันระดับนานาชาติ ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร และขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน”

แล้วข่าวนี้สำคัญกับเรายังไง?

สำหรับเพื่อนๆ ที่เป็นผู้บริโภค การที่ตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งของไทยขยายตัว หมายความว่าเกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น เมื่อเกษตรกรเข้มแข็ง เศรษฐกิจของประเทศก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วย! และแน่นอนว่าเราจะมีผลิตภัณฑ์จากผึ้งคุณภาพดีให้เลือกซื้อหากันมากขึ้นด้วย

ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ไม่ได้มีดีแค่น้ำผึ้งที่ให้ความหวานชื่นใจเท่านั้นนะครับ นมผึ้งก็มีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความแก่ ส่วนเกสรผึ้งก็อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เรียกได้ว่าเป็น Superfood จากธรรมชาติอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผม ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่าการเจรจาทางการทูตและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างจริงจัง สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างมหาศาล การเปิดตลาดใหม่ๆ ให้กับสินค้าเกษตรไทย ถือเป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรไทยได้เติบโตและพัฒนาตัวเองอย่างยั่งยืน ผมเชื่อว่าเราจะเห็นโมเดลความสำเร็จแบบนี้เกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ ในอนาคต

ธรรมนัสลุยจีน! เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง เพิ่มมูลค่าพันล้าน ไม่ใช่แค่ข่าวดี แต่เป็นสัญญาณว่าเกษตรกรไทยกำลังจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และพวกเราในฐานะผู้บริโภคก็พร้อมที่จะสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากผึ้งไทยอย่างเต็มที่ครับ!

ที่มา – ธรรมนัสลุยจีน ลงนามเปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง คาดเพิ่มมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

เอ็ดการ์ ไรท์ ปฏิเสธกำกับหนัง X-Men จริงหรือ?

ผู้กำกับ เอ็ดการ์ ไรท์ มีประวัติที่น่าสนใจกับ Marvel Studios แม้จะไม่ยาวนัก ผู้กำกับจาก Shaun of the Dead ซึ่งภาพยนตร์ใหม่ของเขา The Running Man เพิ่งเปิดตัว เป็นที่รู้กันว่าเขาเคยจะสร้าง Ant-Man ในช่วงแรกๆ ของจักรวาลมาร์เวล แต่แล้วก็เกิดความเห็นไม่ตรงกัน และภาพยนตร์เรื่องนั้นก็ถูกสร้างโดยไม่มีเขา แต่แฟนๆ ก็พยายามจินตนาการเสมอว่า “จะเป็นอย่างไรถ้า…” ปรากฏว่ามีคำถาม “จะเป็นอย่างไรถ้า” ที่ยิ่งใหญ่กว่า Ant-Man สำหรับ เอ็ดการ์ ไรท์ อีก นั่นคือ X-Men

ระหว่างเดินพรมแดงสำหรับ The Running Man โปรดิวเซอร์ ไซมอน คินเบิร์ก เปิดเผยว่าความปรารถนาของเขาที่จะร่วมงานกับ ไรท์ มานานหลายปี ทำให้เกิดโปรเจกต์ต่างๆ มากมาย รวมถึงเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์สุดโปรดของทุกคน “ผมพยายามสร้างภาพยนตร์กับ เอ็ดการ์ ไรท์ มากว่า 25 ปีแล้ว” คินเบิร์ก กล่าวกับบัญชี X ของ Movies อย่างเป็นทางการ “เราพบกันตั้งแต่เรายังเป็นหนุ่มๆ ในฮอลลีวูด เพิ่งเริ่มต้นด้วยกัน และผมเป็นแฟนตัวยงของเขา ผมส่งสิ่งต่างๆ ให้เขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา มากมาย [หลายสิ่ง] ภาพยนตร์ X-Men ทุกประเภท และเขามักจะตอบว่าไม่เสมอ” จนกระทั่ง The Running Man นี่คือคำพูดเต็มๆ

It all started right here

Producer Simon Kinberg talks getting Edgar Wright involved with THE RUNNING MAN, in theaters TONIGHT pic.twitter.com/vNsL6O1X1L

— @Movies is ready for The Running Man (@Movies) November 13, 2025

คินเบิร์ก ซึ่งปัจจุบันกำลังเขียนไตรภาค Star Wars เป็นผู้เขียนบทหรืออำนวยการสร้างภาพยนตร์ X-Men ทุกเรื่องตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2020 โดยพื้นฐานแล้วคือช่วงเวลาส่วนใหญ่ของ Fox และเขาสามารถหาผู้กำกับที่ยอดเยี่ยมมาช่วยงานได้มากมาย ตั้งแต่ แมทธิว วอห์น และ เจมส์ แมนโกลด์ ไปจนถึง ทิม มิลเลอร์ และ เดวิด ลิตช์ แต่คุณลองจินตนาการถึง เอ็ดการ์ ไรท์ กำกับ X-Men: First Class ดูสิ หรือ Deadpool? หรือ New Mutants? อาจจะไม่ใช่เรื่องหลังสุด

เราไม่รู้ว่า คินเบิร์ก เสนอภาพยนตร์เรื่องไหนบ้าง แต่ดูเหมือนว่าจะมีมากกว่าหนึ่งเรื่อง และเราไม่รู้ว่าทำไม ไรท์ ถึงปฏิเสธ แต่ประสบการณ์ในอดีตของเขากับ Marvel อาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ในโลกของหนังสือการ์ตูนที่เต็มไปด้วยสิ่งที่เกือบจะเป็นจริง ภาพยนตร์ X-Men โดย เอ็ดการ์ ไรท์ เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

แน่นอนว่าในที่สุด คินเบิร์ก ก็ได้ร่วมงานกับ ไรท์ ใน The Running Man ซึ่งคุณสามารถชมได้ในโรงภาพยนตร์ อ่านบทสัมภาษณ์ของเรากับ ไรท์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่นี่ ซึ่งเขาพูดถึงการได้ยินจาก คินเบิร์ก

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่? ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่จะได้ชม Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ จักรวาล DC บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ทำไม เอ็ดการ์ ไรท์ ปฏิเสธกำกับหนัง X-Men?

การที่ เอ็ดการ์ ไรท์ ปฏิเสธกำกับหนัง X-Men ยังคงเป็นปริศนาสำหรับแฟนๆ หลายคน แม้ว่าเขาจะเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีนักกับ Marvel Studios ในอดีต แต่โอกาสที่จะได้กำกับภาพยนตร์แฟรนไชส์ใหญ่เช่น X-Men ก็เป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธสำหรับผู้กำกับหลายคน มีความเป็นไปได้ว่าวิสัยทัศน์ของเขาอาจไม่ตรงกับที่สตูดิโอต้องการ หรืออาจเป็นเพราะข้อจำกัดด้านเวลาและตารางการทำงานที่ไม่ลงตัว

จะเป็นอย่างไรถ้า เอ็ดการ์ ไรท์ กำกับหนัง X-Men จริงๆ?

ลองจินตนาการดูว่าถ้า เอ็ดการ์ ไรท์ ปฏิเสธกำกับหนัง X-Men ไม่เกิดขึ้น เราอาจได้เห็นภาพยนตร์ X-Men ที่มีสไตล์การกำกับที่เป็นเอกลักษณ์ของไรท์ ผสมผสานกับเรื่องราวที่เข้มข้นและตัวละครที่น่าจดจำ ภาพยนตร์อาจมีความตลกขบขัน การตัดต่อที่รวดเร็ว และการใช้เพลงประกอบที่สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนๆ คุ้นเคยจากผลงานก่อนหน้าของเขา อย่างไรก็ตาม การที่เขาไม่ได้กำกับหนัง X-Men ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะพลาดโอกาสที่จะได้เห็นภาพยนตร์ X-Men ที่ดี เพราะผู้กำกับคนอื่นๆ ก็ได้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมในแฟรนไชส์นี้เช่นกัน

การที่ เอ็ดการ์ ไรท์ ปฏิเสธกำกับหนัง X-Men อาจเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับแฟนๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เกิดสิ่งใหม่ๆ และสร้างความแตกต่างให้กับแฟรนไชส์นี้ การตัดสินใจของเขาอาจมาจากหลายเหตุผล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เขาได้เลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเองและสามารถสร้างผลงานที่เขาภาคภูมิใจได้

ที่มา – Apparently, Edgar Wright Turned Down Directing an ‘X-Men’ Movie

Oz ผู้ยิ่งใหญ่ฯ: ทำไมถึงเก่าแล้ว?

ในปี 2013 แซม ไรมี ผู้กำกับจาก Drag Me to Hell ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Oz the Great and Powerful ซึ่งเป็นภาคก่อนที่ไม่เป็นทางการของ The Wizard of Oz ปี 1939 เช่นเดียวกับ Return to Oz ปี 1985 ที่เป็นภาคต่อที่ไม่เป็นทางการ โดย Oz the Great and Powerful มุ่งเน้นไปที่ตัวละครหลัก และจินตนาการถึงเรื่องราวเบื้องหลังของผู้ปกครองลึกลับแห่งเมืองมรกต รวมถึงวิธีการที่เขาขึ้นสู่อำนาจหลังจากหลงทางมาที่นั่น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ต่างจาก Wicked และ Wicked: For Good ที่นำเสนอมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวที่คุ้นเคย โดยสำรวจชีวิตของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่โดโรธี ปัญหาที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการคัดเลือกนักแสดงอย่างเจมส์ ฟรังโก้ มารับบท ออสการ์ ดิกส์ นักต้มตุ๋นและนักมายากลในงานรื่นเริง ที่ถูกพัดพาไปยังออซเมื่อบอลลูนลมร้อนของเขาไปติดกับพายุทอร์นาโด

ไรมีไม่สามารถรู้ได้ว่าฟรังโก้จะเจอปัญหาเบื้องหลังในอีกไม่กี่ปีต่อมาหลังจากการเปิดตัว Oz ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ Spider-Man ของไรมี ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก 127 Hours และเป็นดาราในแฟรนไชส์รีบูต Rise of the Planet of the Apes แต่มีข้อกล่าวหาเรื่องประพฤติมิชอบทางเพศต่อนักแสดงรายนี้ คดีความที่ยื่นฟ้องในปี 2019 ได้รับการตัดสินในปี 2021 อ้างอิงจาก Variety เขาถอยห่างจากฮอลลีวูดท่ามกลางข้อโต้แย้ง และอาชีพการงานของเขาก็ไม่เคยกลับไปสูงเหมือนเดิมอีกเลย

วงการบันเทิงเต็มไปด้วยนักแสดงและผู้สร้างสรรค์ที่ตกต่ำลงด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องน่ารังเกียจไปจนถึงอาชญากรรม และวิธีการที่คุณมองงานของวูดดี้ อัลเลน หรือจอห์นนี เดปป์ (หรือจาเร็ด เลโต, เจ.เค. โรว์ลิง, เอซรา มิลเลอร์, อาร์มี่ แฮมเมอร์, โรมัน โปลันสกี้… รายชื่อยาวเป็นหางว่าว) เป็นเรื่องส่วนตัว บางทีคุณอาจจะไม่รู้สึกอะไรกับการกระทำของพวกเขา บางทีคุณอาจจะแยกงานศิลปะออกจากศิลปินได้ชั่วคราว หรือบางทีความรู้สึกของคุณอาจจะรุนแรงจนรบกวนความเพลิดเพลินในการรับชมของคุณ

Oz the Great and Powerful มีบทวิจารณ์ที่ไม่น่าพอใจ เนื่องจากออสการ์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Oz ถูกเขียนให้เป็นคนเจ้าชู้ที่ใช้เสน่ห์มากมายเพื่อเอาชนะใจผู้หญิงทุกคนที่เขาเจอ เขามีแผนการทั้งหมดที่ดูเหมือนจะต้านทานไม่ได้ เหตุผลที่เขาหนีออกจากแคนซัสก็เพราะหนึ่งในผู้หญิงที่เขาพิชิตได้ก็อยู่กับนักกล้ามในคณะละครสัตว์ด้วย ซึ่งพร้อมที่จะเตะก้นเขาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อเขาตกลงมาในออซหลังจากฉากพายุทอร์นาโดที่น่าตื่นเต้น ซึ่งเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ทำให้ตกใจจนคุณนึกขึ้นได้ว่าไรมี ผู้สร้าง Evil Dead กำลังกำกับอยู่ นักมายากลมือสมัครเล่นของเราได้พบกับธีโอดอร่า (มิลา คูนิส) แม่มดตาโตเชื่อว่าจากหลักฐานที่ปรากฏและความไร้เดียงสาของเธอเอง ออสการ์คือพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ที่ทุกคนรอคอย ซึ่งถูกกำหนดให้เข้ายึดครองบัลลังก์ที่ว่างเปล่าของออซ

เนื่องจากออสการ์ไม่มีเข็มทิศทางศีลธรรม จุดประสงค์ของ Oz the Great and Powerful คือเพื่อให้เขาสร้างมันขึ้นมา แม้ว่าเขาต้องการความช่วยเหลืออย่างมากในการทำเช่นนั้น และดูเหมือนจะเป็นผู้ชายที่น่าดึงดูดเพียงคนเดียวที่เคยเดินบนถนนอิฐเหลือง เขาจึงหลอกล่อธีโอดอร่าได้อย่างง่ายดาย

เรารู้ว่าเขากำลังจะทำให้เธอเสียใจ พิจารณาจากพฤติกรรมในอดีตของเขา และการบึ้งตึงและการกลอกตาที่เขาทำเมื่อเธอเริ่มพูดถึงการอยู่ด้วยกันตลอดไป เธอถูกทอดทิ้งอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขาเขี่ยเธอทิ้ง และความเสียใจของเธอก็น่าสยดสยองเมื่อพี่สาวที่เข้าใจโลกมากกว่าของเธอ (ราเชล ไวส์ ในบทอีวาโนรา) ใช้เวทมนตร์ที่ชั่วร้ายเพื่อเปลี่ยนธีโอดอร่าให้กลายเป็นสิ่งที่เราจำได้ทันทีว่าเป็นแม่มดร้ายแห่งตะวันตก

เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เรื่องราวต้นกำเนิดที่ทำให้ Wicked เป็นการปรับโครงสร้างที่ยกระดับและเป็นสตรีนิยมของวายร้ายที่โดดเด่นของแอล. แฟรงก์ บอม สิ่งต่าง ๆ เลวร้ายลงเมื่อแม่มดผิวสีเขียวคนใหม่สอดแนมออซที่กำลังพบกับกลินดา (มิเชล วิลเลียมส์) แม่มดใจดีแห่งทิศใต้ ผู้ซึ่งมีจิตใจดีงามอย่างน่าประหลาดใจและคล้ายกับเด็กสาวชาวไร่ผมสีทองที่เข้ามาในใจของออซในแคนซัส

สีเขียวคือสีแห่งความอิจฉา ท้ายที่สุดแล้ว แต่การเลือกของภาพยนตร์ที่จะเปลี่ยนธีโอดอร่าให้กลายเป็นผู้แสวงหาการแก้แค้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อขับเคลื่อนโครงเรื่องไปข้างหน้า อีวาโนราสามารถรักษารูปลักษณ์ที่งดงามของเธอไว้ได้จนกว่าความชั่วร้ายจะพ่ายแพ้ ซึ่งในเวลานั้นแม่มดร้ายในตัวเธอก็เข้าครอบงำเช่นกัน Oz the Great and Powerful ปล่อยให้พวกเขาทั้งคู่อยู่รอดได้ เพราะคน (ดี) ในออซไม่ได้รับอนุญาตให้ฆ่ากันเอง และเป็นเพราะเราต้องการแม่มดสองคนเมื่อ The Wizard of Oz ดำเนินเรื่องต่อในอีกไม่กี่ปีต่อมา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคุณจะสามารถลืมเจมส์ ฟรังโก้ไปได้และแกล้งทำเป็นว่ามีใบหน้าที่หล่อเหลาอีกแบบหนึ่งกำลังเล่นเป็นออสการ์แทน Oz the Great and Powerful ยังมีประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทั้งสำคัญต่อภาพยนตร์และน่าหงุดหงิดอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างที่แฟน ๆ Wizard of Oz รู้ดี พ่อมดไม่มีพลังอำนาจใด ๆ เขาใช้ศิลปะการแสดงและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อหลอกให้ผู้คนคิดว่าเขามีพลังอำนาจ จนกระทั่งโตโต้ดึงม่านกลับมาเปิดโปงเขาในการไคลแม็กซ์ของภาพยนตร์ปี 1939

และ Oz the Great and Powerful มีฉากที่ยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นถึงทักษะการเล่นกลของออซ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโธมัส เอดิสัน ซึ่งชาว Munchkins และผู้ชายดี ๆ คนอื่น ๆ ช่วยเขาสร้าง ซึ่งช่วยเขาสร้างภาพลวงตาและเอาชนะพี่น้องแม่มดในตอนจบ ความเฉลียวฉลาดเอาชนะเวทมนตร์! มันน่าตื่นเต้นจนกระทั่งคุณนึกถึงช่วงเวลาที่กลินดาใช้เวทมนตร์จริง เพื่อหยุดแม่มดคนอื่น ๆ ไม่ให้ทำสิ่งที่น่ากลัวด้วยเวทมนตร์ของพวกเขา และคุณสงสัยว่าทำไมออซ (โลก) ถึงลงทุนในออซ (ผู้ชาย) มากมายขนาดนี้

ว่ากันว่าพวกเขายังต้องการบารมีและแนวคิดของเขาเพื่อนำทางพวกเขาไปสู่ชัยชนะ ซึ่งสมเหตุสมผล แต่ทำไมผู้คนถึงไม่ไว้วางใจในกลินดา ด้วยหมอกและฟองสบู่ยักษ์ของเธอ

แน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่า Oz ผู้ยิ่งใหญ่และทรงพลัง ดังนั้นคุณต้องมีตัวละครนั้นเป็นจุดสนใจ แม้ว่าภาพยนตร์ที่ชื่อว่า The Wizard of Oz ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลย แต่มันก็ยังรู้สึกฟุ่มเฟือยและน่าผิดหวังเล็กน้อยที่จะตอกย้ำความคิดที่ว่าดินแดนที่ติดอยู่ในการแย่งชิงอำนาจระหว่างผู้หญิงสองคน กำลังรอคอยพ่อมดชายที่จะมาถึงและขึ้นครองบัลลังก์

จุดหักเหของเรื่องราวที่ลดทอน (หากจำเป็นสำหรับความต่อเนื่อง) นั้นเกือบจะทำให้ไขว้เขวพอ ๆ กับปัจจัยเจมส์ ฟรังโก้ และมันแย่มาก เพราะ Oz ผู้ยิ่งใหญ่และทรงพลัง เป็นภาพยนตร์ที่สนุกมากในเกือบทุกด้าน สร้างขึ้นด้วยความรักใคร่อย่างมากต่อ The Wizard of Oz พร้อมความสุขเพิ่มเติมในการพบไข่อีสเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของไรมี (ใช่ นั่นคือบรูซ แคมป์เบลในฐานะหนึ่งในทหารของอีวาโนรา) โรยอยู่ทั่ว

ในขณะที่เทคนิคพิเศษในยุค 2013 นั้นล้าสมัยไปอย่างเห็นได้ชัดในตอนนี้ แต่พวกเขายังคงให้ยืมตัวเองไปสู่ความแปลกประหลาดสีสันสดใสของ Oz ผู้ยิ่งใหญ่และทรงพลัง สร้างโลกแห่งออซที่เราเคยรู้จักจากภาพยนตร์ปี 1939 แต่ในแบบที่รู้สึกจริงใจต่อเนื้อหา ไม่ใช่ในแบบที่น่ากลัวเหมือนการปรับปรุงใหม่ที่ Funky ของ The Wizard of Oz สำหรับ Sphere นอกจากฉากหลังและการออกแบบการผลิตที่เขียวขจีอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ยังมีตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ฟื้นคืนชีพมามีชีวิตที่พากย์เสียงโดยโจอี คิง และลิงบินได้ใจดี (ตัดกับกองทัพบาบูนมีปีกที่ชั่วร้าย) พากย์เสียงโดยแซ็ค บราฟฟ์ ตัวละคร CG ที่รู้สึกเหมือนมีเนื้อมีหนังเกือบเท่ากลินดา ในขณะที่พวกเขาผลักดันให้ออซดำรงอยู่อย่างเป็นพิษน้อยลง

ในขณะที่ Wicked: For Good กำลังเตรียมที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และปรากฏการณ์ลาสเวกัสนั้นยังคงครองราชย์แห่งความสยองขวัญของ AI อย่างต่อเนื่อง The Wizard of Oz ได้ปักธงสำหรับผู้ชมรุ่นใหม่ Oz ผู้ยิ่งใหญ่และทรงพลัง มีอยู่จริง และมันก็ไม่ได้เป็นวิธีที่น่ารังเกียจในการใช้เวลาสองชั่วโมง แต่ถ้าความอยากที่จะแตกแขนงออกมาทางภาพยนตร์โจมตี เราขอแนะนำให้ Return to Oz เป็นการขยายตัวแทน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าตกใจและบิดเบี้ยวอย่างสุดซึ้งเกี่ยวกับดินแดนนั้นเหนือสายรุ้ง ในทุกวิถีทางที่ดีที่สุด

คุณสามารถสตรีมทั้ง Oz the Great and Powerful และ Return to Oz บน Disney+

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมไหม? ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่จะคาดหวัง Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด มีอะไรต่อไปสำหรับ DC Universe ทางภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ทำไม Oz ผู้ยิ่งใหญ่และทรงพลัง ถึงเก่าแล้ว?

โดยรวมแล้ว Oz the Great and Powerful ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่สนุกและน่าตื่นเต้นสำหรับแฟน ๆ ของโลกแห่ง Oz แต่ด้วยปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด รวมถึงการแสดงของเจมส์ ฟรังโก้และเรื่องราวที่ลดทอนความสำคัญของผู้หญิงในเรื่อง อาจทำให้ผู้ชมบางคนไม่สามารถเพลิดเพลินกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – ‘Oz the Great and Powerful’ Hasn’t Aged Well