ผู้เขียน: lalika69_admin

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ขอหยุดใช้ IO คุกคามฐปณีย์-บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีตั้งคำถามปมลอบยิง สส.กมลศักดิ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นสนามรบข้อมูลข่าวสารแบบเรียลไทม์ เรื่องดราม่าสื่อมวลชนกับอำนาจรัฐยิ่งน่าจับตาเป็นพิเศษ วันนี้ผมมีเรื่องร้อนมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเอง จากประสบการณ์ติดตามข่าวการเมืองและเทคโนโลยีมาหลายปี ต้องบอกเลยว่าปฏิบัติการ IO (Information Operation) กำลังกลายเป็นเครื่องมือสุดล้ำแต่ก่ออันตรายในโลกดิจิทัลของเรา

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ขอหยุดใช้ IO คุกคามฐปณีย์-บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีตั้งคำถามปมลอบยิง สส.กมลศักดิ์

เรื่องราวเริ่มต้นจากวันที่ 15 เมษายน ที่ สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ขอหยุดใช้ IO คุกคามฐปณีย์-บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีตั้งคำถามปมลอบยิง สส.กมลศักดิ์ โดยฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แสดงความกังวลหนักหน่วงต่อการใช้ IO คุกคามผู้สื่อข่าวชื่อดังอย่าง ฐปณีย์ เอียดศรีไชย จาก The Reporters

เหตุการณ์จุดชนวนคือตอนแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ฐปณีย์ตั้งคำถามถึงปมลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมสงสัยกันมาก แม่ทัพตอบกลับว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” คำพูดนี้ฟังดูน่าตกใจใช่มั้ยล่ะครับ โดยเฉพาะจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง มันสร้างความตระหนกให้สังคมชายแดนใต้ได้ไม่น้อย

แต่ที่หนักกว่านั้นคือ หลังคำถามนี้ออกไป เพจโซเชียลมีเดียหลายเพจพร้อมใจกันโพสต์ใส่ร้ายฐปณีย์แบบประสานงานเป๊ะๆ จนฟีดทั่วไปเต็มไปด้วยเนื้อหาเหล่านี้ พฤติกรรมรวดเร็วผิดมนุษย์แบบนี้ ชี้ชัดเลยว่าเป็น IO หรือปฏิบัติการข่าวสารจากเบื้องหลัง ไม่ใช่ความเห็นธรรมดาของชาวเน็ตแน่นอน จากที่ผมเคยวิเคราะห์แคมเปญออนไลน์มาหลายเคส มันคล้าย bot farm หรือ coordinated attack ใน tech world เป๊ะ

ทำไม IO ถึงอันตรายต่อเสรีภาพสื่อ?

สมาคมย้ำชัดว่าผู้สื่อข่าวมีสิทธิ์ตั้งคำถามเต็มที่ โดยเฉพาะในแถลงข่าว ซึ่งเป็นหัวใจของการตรวจสอบอำนาจรัฐ ปัญหาอยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจที่ถูกเอามาเป็นข้ออ้างโจมตีสื่อ สร้าง hate speech เพื่อคุกคามความปลอดภัย นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ IO ถูกใช้สร้าง ‘เรื่องเล่า’ ตีตราผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะนักการเมือง ประชาชน หรือสื่อ

  • IO สร้างกระแสเร็วผ่านเพจปลอมและบอท
  • บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อทำลาย credibility ของสื่อ
  • ละเมิดเสรีภาพสื่อ เปรียบเหมือน ‘ปิดปาก’ แบบดิจิทัล
  • ถูกวิจารณ์ในสภาและภาคประชาสังคมมานาน

จากมุมมอง expert อย่างผมที่ติดตามเทรนด์ disinformation ทั่วโลก เห็นได้ชัดว่า IO ในไทยกำลังอัปเกรดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ ใช้ AI และ algorithm โซเชียลช่วยกระจาย ทำให้ตรวจสอบยากแต่ damage สูง มันไม่ต่างจาก deepfake หรือ troll farm ใน entertainment scandals ที่เราเห็นบ่อย

สมาคมเรียกร้องอะไรบ้าง?

สมาคมประณามการใช้ IO นี้เต็มที่ และเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบยุติทันที เพื่อให้สื่อทำหน้าที่ได้อย่างเสรี ปลอดภัย ซึ่งจำเป็นต่อประชาธิปไตย ถ้าสื่อเงียบ สังคมก็ไร้เสียงตรวจสอบ

ขยายความจากเนื้อหาแถลงการณ์ พวกเขาชี้ว่าปัญหา IO ในพื้นที่ชายแดนใต้ถูกพูดถึงมานาน เป็นการปั่นกระแสเกลียดชังต่อผู้ตรวจสอบอำนาจ ในยุคที่ tech ทำให้ข้อมูลแพร่ไว เราต้องตื่นตัวมากขึ้น

จากประสบการณ์ผม เคสนี้เป็นตัวอย่างชัดว่าสื่อไทยกำลังเผชิญสงครามข้อมูลดุเดือด ถ้าปล่อยไว้ เสรีภาพจะยิ่งหดหาย

สรุปแล้ว สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ขอหยุดใช้ IO คุกคามฐปณีย์-บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีตั้งคำถามปมลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ ในเทรนด์โลกที่ disinformation กำลังบูม เราควรสนับสนุนสื่ออิสระ ตรวจสอบแหล่งข่าวก่อนแชร์ และเรียกร้องความโปร่งใสจากหน่วยงานรัฐ ลองคิดดูนะครับ ถ้าสื่อถูกปิดปาก เราเหลือแต่ข่าวปลอมเต็มฟีด! มาช่วยกันปกป้องเสรีภาพสื่อกันเถอะ แชร์บทความนี้เพื่อกระจายความจริง

ที่มา – สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ขอหยุดใช้ IO คุกคามฐปณีย์-บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีตั้งคำถามปมลอบยิง สส.กมลศักดิ์

สีหศักดิ์เยือนโอมาน หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขอช่วยเปิดทางเรือสินค้า น้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย ของไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวการทูตร้อนๆ มาอัปเดตกันแบบเป็นกันเอง จากคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ที่กำลังบินตรงไปโอมาน เพื่อจัดการเรื่องใหญ่เรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กำลังเดือดพล่าน โดยเฉพาะ สีหศักดิ์เยือนโอมาน หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขอช่วยเปิดทางเรือสินค้า น้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย ของไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นี่แหละครับ ที่เป็นหัวใจของข่าววันนี้ เหมือนกับฉากในหนังแอคชั่นการเมืองเลย รู้ไหมว่าช่องแคบฮอร์มุซนี่คือจุดยุทธศาสตร์ที่เรือสินค้าทั่วโลกต้องผ่าน 20% ของน้ำมันโลกเลยนะ!

สีหศักดิ์เยือนโอมาน หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขอช่วยเปิดทางเรือสินค้า น้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย ของไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เช้าวันนี้ (15 เม.ย.) เวลา 09.00 น. คุณสีหศักดิ์และคณะก็ออกเดินทางตามคำเชิญของรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี เพื่อคุยเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ตึงเครียด โดยเฉพาะการเปิดช่องทางติดต่อกับอิหร่าน และสำคัญสุดคือขอให้โอมานช่วยดูแลให้เรือบรรทุกน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย และสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ปลอดภัย ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจไทยเดือดร้อนแน่ เพราะไทยนำเข้าพลังงานกว่า 80% ผ่านเส้นทางนี้ จากประสบการณ์ที่ผมติดตามข่าวต่างประเทศมานาน ช่องแคบนี้ถ้าปิด ราคาน้ำมันพุ่งทะลุฟ้า กระทบตั้งแต่ปั๊มน้ำมันยันโรงงานเทคยักษ์ใหญ่ที่กินไฟมหาศาล!

กำหนดการสุดเข้มข้นของการเยือน

พอเครื่องลงที่โอมาน คุณสีหศักดิ์ก็รีบพบปะทันที เริ่มจาก ชีฮับ บิน ฏอริก อาล์ ซะอีด รองนายกฯ ฝ่ายกลาโหม แล้วก็ผู้บัญชาการกองทัพเรือโอมาน เพื่อขอบคุณที่ช่วยลูกเรือไทยจากเรือ ‘นารี มยุรี’ 20 คน ได้ปลอดภัย และยังช่วยค้นหายังร่างลูกเรืออีก 3 คนด้วย น่าประทับใจมาก! ต่อด้วยหารือพลังงานกับ ซาลิม บิน นาสเซอร์ บิน ซาอิด อัล-ออฟี รมว.พลังงานและแร่ธาตุ พรุ่งนี้เจอรมว.ต่างประเทศโอมาน แล้วยังแวะหาชุมชนไทยในโอมานด้วย ภารกิจแรกในฐานะรองนายกฯ เลยนะครับ สุดยอด!

  • หารือความมั่นคงช่องแคบฮอร์มุซ – จุดยุทธศาสตร์โลก
  • ขอบคุณช่วยเหลือลูกเรือไทยจากโอมาน
  • เจรจาพลังงานเพื่อไทยนำเข้าสินค้าอย่างราบรื่น
  • พบปะชุมชนไทย สร้างเครือข่าย

จากมุมมอง expert อย่างผมที่ตามสถานการณ์ตะวันออกกลางมานับสิบปี ตอนนี้ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอลกำลังร้อนระอุ ช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงโดนปิดได้ทุกเมื่อ ถ้าไทยไม่มีทางเลี่ยง ราคาก๊าซหุงต้ม น้ำมันรถ ปุ๋ยเกษตรพุ่ง กระทบเกษตรกรและอุตสาหกรรม tech ที่ใช้พลังงานสูง เช่น data center หรือโรงงานผลิตชิปที่กำลังบูมในไทย การทูตแบบนี้จึงสำคัญมาก เหมือนเกมหมากรุกที่ต้องเดินหน้าเปิดช่องทางใหม่ๆ

นึกภาพตามนะครับ ถ้าเรือสินค้าไทยติดขัด สินค้านำเข้าอย่างน้ำมัน ก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้า หรือปุ๋ยที่农民ไทยขาดไม่ได้ จะกระทบ supply chain ทั้งระบบ แม้แต่ entertainment อย่าง streaming service ที่ server กินไฟเยอะ ก็อาจราคาสูงขึ้นได้ ลองคิดดู!

สรุปแล้ว สีหศักดิ์เยือนโอมาน หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขอช่วยเปิดทางเรือสินค้า น้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย ของไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทูตธรรมดา แต่เป็นการป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจไทยในอนาคต จากเทรนด์ที่ผมเห็น ปีนี้พลังงานโลกกำลังผันผวนจาก geopolitics ไทยต้องเร่งกระจายแหล่งนำเข้า ลองมองหาพันธมิตรใหม่ในตะวันออกกลางให้มากขึ้น

คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับข่าวนี้? คิดว่าช่องแคบฮอร์มุซจะปลอดภัยไหม หรือไทยควรมีแผน B อะไร? Comment มาคุยกันด้านล่างเลยนะครับ ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – สีหศักดิ์เยือนโอมาน หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขอช่วยเปิดทางเรือสินค้า น้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย ของไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐบาลเผยสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ช่วงสงกรานต์ปีนี้คึกคักสุดๆ เลยนะครับ โดยเฉพาะข่าวดีจาก รัฐบาลเผยสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน ที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจในวัฒนธรรมไทยที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน ผมในฐานะคนที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจและเทรนด์ท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน ขอสรุปภาพรวมให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อม insight ลึกๆ ที่น่าสนใจสำหรับคนรักความบันเทิงและเทคโนโลยีด้วยนะครับ

รัฐบาลเผยสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน

วันนี้ (15 เมษายน 2569) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวสุดปังว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ทั่วไทยคึกคักไม่หยุด สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ กิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะในเมืองใหญ่หรือชุมชนเล็กๆ สร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท้องถิ่นแบบเห็นผลชัดเจนเลยครับ

กรุงเทพฯ และภาคกลาง: เมืองหลวงคึกคักสุดขีด

เริ่มจากกรุงเทพฯ ที่จัดงานกว่า 91 จุด! ข้อมูล ณ 12 เมษายน พบผู้เข้าร่วมใน 6 สถานที่หลักกว่า 558,561 คน โดย ‘สงกรานต์สยาม 2569’ ที่สยามสแควร์ฮิตที่สุด 183,544 คน รองลงมา ถนนสีลม และไอคอนสยาม ที่ผสมผสาน entertainment อย่างคอนเสิร์ตและน้ำสาดดิจิทัลได้ลงตัว จังหวัดใกล้เคียงอย่างสมุทรปราการและอยุธยา ก็สืบสานประเพณีควบคู่กิจกรรมสร้างสรรค์ กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ภาคตะวันออก: วันไหลยาวๆ สร้างเงินสะพัด

ชลบุรี พัทยา ขยาย ‘วันไหล’ จนปลายเมษายน กระตุ้นนักท่องเที่ยวเดินทางต่อเนื่อง ระยองเด่นด้วย ‘สงกรานต์ถนนทุเรียน’ ที่ใช้จุดขายท้องถิ่นสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ดึงดูดทั้งคนไทยและต่างชาติได้ดีมาก

ภาคเหนือ: ปี๋ใหม่เมืองแบบดั้งเดิมผสมโมเดิร์น

  • เชียงใหม่: จัดยาว 6-17 เมษายน นักท่องเที่ยวล้น!
  • เชียงรายและพะเยา: ผสมกิจกรรมร่วมสมัย รองรับทุกกลุ่ม กระจายรายได้พื้นที่รอบๆ

นี่คือเอกลักษณ์ที่ทำให้เหนือเป็นจุดหมายฮอตฮิต

อีสานคึกคัก ถนนข้าวเหนียวสุดฮิต

ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี จัดใหญ่ รองรับนักท่องเที่ยว สร้างการหมุนเวียนรายได้ชัดเจน วัฒนธรรมอีสานที่สนุกสนานแบบนี้ คือ soft power ที่ทรงพลัง

ภาคใต้และตะวันตก: ชายหาดและธรรมชาติสุดชิล

ภูเก็ตคาดนักท่องเที่ยว 149,690 คน สร้างรายได้ 4,083 ล้านบาท! สงขลา นครศรีธรรมราช คึกคักทั้งใน-ต่างชาติ กาญจนบุรีเน้นธรรมชาติ เรือยาว ประเพณี และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ

รัฐบาลเผยสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน แม้เศรษฐกิจโลกท้าทาย แต่ไทยใช้ ‘วัฒนธรรม’ เป็นเครื่องมือสร้างรายได้ได้ดีเยี่ยม “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้จริงให้คนไทยทุกพื้นที่” ลลิดากล่าว

ในมุม expert อย่างผมมองว่า เทรนด์นี้ชี้ให้เห็นการผสานเทคโนโลยี เช่น แอปเช็คอินดิจิทัล AR สาดน้ำเสมือนจริงใน event บางแห่ง ที่ทำให้ entertainment สงกรานต์โมเดิร์นขึ้น ดึงคนรุ่นใหม่และ tech-savvy เข้ามา ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน ปีหน้าคงยิ่งปัง ถ้าวัฒนธรรมไทยผสาน tech มากขึ้น

CTA: เพื่อนๆ ลองแชร์ประสบการณ์สงกรานต์ของคุณในคอมเมนต์สิครับ แล้วเตรียมตัวไปเที่ยวปีหน้าให้สนุกและช่วยกระจายรายได้ชุมชนกัน!

ที่มา – รัฐบาลเผยสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน

เมนผ่านร่างห้ามศูนย์ข้อมูลทั่วรัฐแห่งแรก

วันอังคารที่ผ่านมา เมนผ่านร่างห้ามศูนย์ข้อมูลทั่วรัฐแห่งแรก โดยรัฐสภาที่ควบคุมโดยพรรคเดโมแครตของรัฐเมนได้อนุมัติร่างกฎหมายห้ามสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่แล้ว ไม่ใช่การโหวตที่สูสีเลยนะ House ผ่าน 79-62 เสียง และ Senate 21-13 เสียง ตามแนวพรรคเป็นหลัก มีข้อยกเว้นบ้างตามที่ Wall Street Journal รายงานไว้ Governor Janet Mills ยังต้องเซ็นชื่อก่อนเป็นกฎหมาย และมีสัญญาณว่าเธอสนใจเซ็นถ้าถูกต้องตามเงื่อนไข

เมนผ่านร่างห้ามศูนย์ข้อมูลทั่วรัฐแห่งแรก

แม้รัฐเมนจะมีกิจกรรมศูนย์ข้อมูลค่อนข้างต่ำ แต่ร่างกฎหมายนี้ก็ผ่านไปได้ Business Insider แมพตำแหน่งศูนย์ข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นโดยดูจากใบอนุญาตเครื่องกำเนิดไฟฟ้า พบว่าเมนมีแค่ 2 โครงการเท่านั้น แต่ความต้องการศูนย์ข้อมูล โดยเฉพาะจาก AI กำลังทำให้ค่าไฟฟ้าบ้านแพงขึ้น Gizmodo ชี้ว่าค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงมี AI เป็นตัวการหลัก และ Electric Choice จัดอันดับเมนเป็นรัฐที่มีค่าไฟแพงอันดับ 4 ในสหรัฐฯ

เหตุผลหลักที่เมนเลือกห้ามศูนย์ข้อมูล

ร่างกฎหมายนี้มักถูกเรียกว่าห้าม “ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่” แต่เกณฑ์จริงๆ คือ 20 เมกะวัตต์ ซึ่งต่ำมาก และบล็อกการสร้างศูนย์ข้อมูล AI แบบทั่วไปได้ Regional Plan Association บอกว่าศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่ใช้ไฟเฉลี่ย 40 เมกะวัตต์ ต่างจากสมัยแรกๆ ที่แค่ 2 เมกะวัตต์ ร่างนี้กำหนด moratorium ห้ามก่อสร้างจนถึงพฤศจิกายน 2027 และตั้งคณะกรรมการเพื่อประเมินผลกระทบต่อประชาชนเมน

ที่น่าสนใจคือ ร่างกฎหมายคล้ายๆ กันในรัฐอื่นๆ ล้มเหลวไปแล้ว เช่น Georgia, Maryland, Michigan, New Hampshire, New York, Oklahoma, South Carolina, South Dakota, Vermont, Virginia และ Wisconsin Business Insider รายงานว่า พวกนี้พยายามหยุดชะลอหรือห้ามตรงๆ แต่ไม่สำเร็จ แต่หลายเมืองและรัฐยังกำลังพิจารณาอยู่

ผลกระทบจากบูม AI และศูนย์ข้อมูล

ยุค AI บูมทำให้ความต้องการศูนย์ข้อมูลพุ่งปรี๊ด โดยเฉพาะที่ใช้พลังงานมหาศาล ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ดูดไฟฟ้าจำนวนมาก ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าของรัฐต่างๆ ตึงตัว ค่าไฟแพงขึ้นสำหรับครัวเรือนธรรมดา ในเมนที่ค่าไฟแพงอยู่แล้ว การห้ามนี้เหมือนเป็นการป้องกันล่วงหน้า แม้จะมีโครงการน้อย แต่ถ้าปล่อยไว้ อนาคตอาจแย่กว่านี้

เรามาดูตัวเลขกันชัดๆ ศูนย์ข้อมูล 1 แห่งขนาดกลางใช้ไฟเท่าบ้าน 1,000 หลัง และ AI training ต้องการพลังงานเพิ่มอีกมหาศาล นักวิเคราะห์คาดว่าภายใน 2030 ความต้องการไฟฟ้าจาก data centers จะเพิ่ม 8 เท่า สหรัฐฯ ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพียบเพื่อรองรับ แต่ในเมน พวกเขาตัดสินใจไม่เสี่ยง

  • เกณฑ์ 20 MW: ต่ำกว่าศูนย์ข้อมูลทั่วไป
  • Moratorium ถึง 2027: เวลาให้ศึกษาผลกระทบ
  • คณะกรรมการใหม่: ประเมินค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

การตัดสินใจของเมนอาจเป็นต้นแบบให้รัฐอื่นๆ ที่กังวลเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะที่ไฟฟ้ามาจากฟอสซิลเชื้อเพลิงเยอะ การห้ามนี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตプリ้นท์ และรักษาค่าไฟให้ต่ำ

ในมุมมองผม นี่เป็นก้าวสำคัญในการ balance ระหว่างเทคโนโลยีกับชีวิตประชาชน AI สำคัญจริง แต่ไม่ควรมาบีบคอคนธรรมดา คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อย แล้วติดตามข่าวเทคโนโลยีพลังงานจากเราต่อไปนะ!

ที่มา – First Statewide Data Center Ban Passed by Maine Legislature

ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5%

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องเศรษฐกิจโลกที่กำลังร้อนระอุแบบนี้กันเถอะ โดยเฉพาะข่าวใหญ่จากไอเอ็มเอฟที่เตือนมาว่า ถ้าสงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อต่อไป เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ง่ายๆ เลยนะ แถมสำหรับบ้านเรา จีดีพีไทยปีนี้ก็อาจโตได้แค่ 1.5% เท่านั้นเอง ฟังแล้วใจหายเลยใช่มั้ยล่ะ? แต่ไม่ต้องกังวล ผมจะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อม insight จากมุมมองนักเศรษฐกิจรุ่นเก๋า ที่เคยเห็นวิกฤติมาแล้วหลายรอบ

ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5%

ไอเอ็มเอฟ หรือ IMF ออก World Economic Outlook มาเตือนชัดๆ ว่าถ้าสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่านยังไม่จบ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิด ราคาน้ำมันพุ่งปรี๊ด แถมก๊าซและอาหารแพงตาม ในกรณีเลวร้ายสุด เศรษฐกิจโลกปี 2026 อาจหดตัวต่ำกว่า 2% ซึ่งใกล้เคียง recession แบบที่เคยเกิดแค่ 4 ครั้งตั้งแต่ปี 1980 ล่าสุดคือโควิดนั่นแหละ ราคาน้ำมันอาจทะยานไป 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลปีนี้ และ 125 ในปีหน้า ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่ง 6% ธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยหนัก สุดท้ายว่างงานเพิ่ม ความมั่นคงอาหารสั่นคลอน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศต่างๆ

ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF บอก BBC ว่าถ้าสงครามยืดเยื้อ เงินเฟ้อจะหยุดไม่อยู่ แม้ยุติวันนี้ ผลกระทบก็ยังหนักเท่าวิกฤตน้ำมัน 1970s แต่ดีกว่าตอนนี้เพราะโลกพึ่งพาน้ำมันน้อยลงแล้ว รัฐบาลอย่าปล่อยมาตรการช่วยเหลือแบบไม่ตรงจุดนะ เพราะคลังแทบไม่มีที่ว่าง ไม่งั้นยิ่งเฟ้อหนักกว่าเดิม

  • สหราชอาณาจักร: โดนหนักสุดจากพลังงานแพง
  • อิหร่าน: GDP หด 6.1% ปีนี้
  • กาตาร์: หด 8.6% จากโรง LNG โดนถล่ม
  • ซาอุดีฯ: ยังโต 3.1% ด้วยท่อส่งน้ำมันสำรอง
  • จีน: โตช้าลงเหลือ 4.4%
  • รัสเซีย: ได้ประโยชน์ โต 1.1% จากน้ำมันแพง

ถ้าสงครามคลี่คลายเร็ว เศรษฐกิจโลกรักษาโต 3.1% ปี 2026 แต่ถ้ายืดเกิน 2 ปี เสี่ยงถดถอยชัดเจน

ไทยโดนหนักแค่ไหน? จีดีพีโตแค่ 1.5%

สำหรับไทย IMF คาด GDP ปี 2026 โตแค่ 1.5% แล้วขยับเป็น 2.1% ปีหน้า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน (3.2%) สงครามกระทบตรงๆ ผ่านราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่ง การผลิตหยุดชะงัก ส่งออกช้า และท่องเที่ยวร่วง โดยเฉพาะจากยุโรป-ตะวันออกกลาง ศูนย์วิจัยกรุงศรีและ KKP Research เตือนเหมือนกัน ถ้าน้ำมันค้าง 85-90 ดอลลาร์นาน GDP ไทยเหลือ 1.4% ถ้าเลวร้ายสุดต่ำกว่า 0.7%!

จากมุมผมที่ติดตามมานาน สถานการณ์นี้คล้าย disruption ในวงการ tech เลยนะ เพื่อนๆ ที่ชอบลงทุนหุ้นเทคต้องระวัง Stock tech อาจร่วงจากต้นทุนพลังงานสูง ส่วน entertainment อย่างท่องเที่ยว-ภาพยนตร์ก็กระทบนักท่องเที่ยวลด ธุรกิจ streaming อาจโตชดเชยได้บ้าง แต่รวมๆ แล้วต้อง watch oil price ให้ดี

สรุปคือ ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5% จริงๆ นะ Trend ที่เห็นคือโลกกำลัง diversify พลังงานหมุนเวียนเร็วขึ้น ไทยเราก็ควรเร่ง green energy และกระจายตลาดส่งออก ลองคิดดู ถ้าสงครามจบเร็ว GDP ไทยอาจเด้งกลับมาได้! แนะนำติดตามข่าวใกล้ชิด และ diversify พอร์ตลงทุน อย่าพึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว CTA: แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และคอมเมนต์ว่าคุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้?

ที่มา – ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5%

ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! ใครที่เพิ่งกลับจากเล่นน้ำสงกรานต์มาหรือกำลังไล่ดูรูปเก่าๆ อยู่ บอกเลยว่าปีนี้ ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า สุดมันส์จริงๆ นะ วันนี้ (14 เมษายน 2569) ทีมช่างภาพข่าวจาก THE STANDARD ลงพื้นที่ถนนสีลมตั้งแต่บ่ายๆ พบว่าบรรยากาศยังคึกคักสุดๆ ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาร่วมสาดน้ำกันเนืองแน่น แม้จะเป็นวันสุดท้าย แต่ความสนุกไม่เคยลดลงเลย!

ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า ด้วยคลื่นมหาชน 160,000 คน

จากสถิติเมื่อวาน (13 เมษายน) ยอดผู้เข้า-ออกพื้นที่พุ่งทะลุ 160,000 ครั้ง! ทุบสถิติปีก่อนที่ 100,000 คนแบบไม่ใกล้เคียง ระบบกล้อง AI ที่ กทม. ใช้ตรวจจับนี่แหละตัวช่วยหลัก ทำให้รู้ตัวว่าคนแน่นเกินคาด ส่งผลให้ช่วงบ่ายเกิดปัญหาคนล้นทะลักเข้าไปในช่องทางฉุกเฉิน แต่เจ้าหน้าที่ก็เร่งจัดการทันที มาตรการจัดระเบียบพื้นที่ปีนี้ยกระดับขึ้นมาก ทั้งเพิ่มกำลังพลและเทคโนโลยีช่วยควบคุมความแออัด

ส่วนวันนี้ กิจกรรมสาดน้ำบนถนนสีลมเปิดจนถึง 20.00 น. พอถึงเวลา เจ้าหน้าที่ กทม. ระดมกำลังเคลียร์พื้นที่ ทำความสะอาดถนนให้แห้งกริบ เป้าหมายเปิดรถสัญจรปกติ 21.00 น. เรียกได้ว่า ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า อย่างสมบูรณ์แบบ ภาพผู้คนยิ้มแย้ม สาดน้ำกันอย่างเมามันส์ ถ่ายทอดความเป็นไทยได้อย่างลงตัว

เทคโนโลยี AI สูงส่งงานสงกรานต์ปีนี้

ในฐานะคนที่ติดตามอีเวนต์และเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน บอกเลยว่าระบบกล้อง AI ที่ใช้ตรวจนับคนนี่เจ๋งมาก! ไม่ใช่แค่นับตัวเลข แต่ช่วยวิเคราะห์ความหนาแน่นแบบเรียลไทม์ ป้องกันเหตุร้ายได้ดี ปีหน้าคงเห็นการอัปเกรดเพิ่ม เช่น drone สแกนหรือ app เช็คคน đông ล่วงหน้า สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถนนสีลมกลายเป็นจุดเช็คอินสงกรานต์อันดับต้นๆ ของโลกแล้วนะ

  • ยอดคนเข้า-ออก: 160,000 ครั้ง (วัน 13 เม.ย.)
  • เวลาปิดกิจกรรม: 20.00 น.
  • เปิดรถสัญจร: 21.00 น.
  • มาตรการเด่น: AI + กำลังพล กทม.

ความทรงจำสุดประทับใจจากถนนสีลม

ภาพถ่ายจากเหตุการณ์ช่างน่าจดจำ ผู้คนหลากหลายวัย มาร่วมสาดน้ำ หัวเราะร่า ยิ่งถ้าเทียบกับปีก่อนๆ ที่เคยแออัดจนวุ่นวาย ปีนี้ดีขึ้นเยอะเพราะการวางแผนที่ดี ในมุมมองของผม อีเวนต์อย่างนี้ไม่ใช่แค่เล่นน้ำ แต่เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยกับโลกดิจิทัล ผ่านโซเชียลมีเดียที่แชร์คลิปกันรัวๆ

สำหรับปีหน้า ผมแนะนำให้เตรียมตัวล่วงหน้าเลยนะ ดาวน์โหลดแอปเช็คเส้นทาง ใส่รองเท้ากันลื่น และอย่าลืมถ่ายรูปอัป IG! ถ้าคุณมีเรื่องสนุกจากสงกรานต์สีลม แชร์มาในคอมเมนต์ได้เลย จะได้ช่วยกันรอคอยปีหน้า

ท้ายสุด ปีนี้ปิดฉากไปด้วยความสุขเต็มเปี่ยม ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า แน่นอน! Trend อนาคตคือ smart event ที่ใช้ tech ช่วยให้ปลอดภัยและสนุกยิ่งขึ้น

ที่มา – ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า

FCC ยกเว้น Netgear จากห้ามเราเตอร์ต่างชาติ

ข่าวใหญ่ในวงการเทคโนโลยีเกิดขึ้นเมื่อ FCC ยกเว้น Netgear จากห้ามเราเตอร์ต่างชาติ จนถึงเดือนตุลาคม 2027 ทำให้ Netgear ซึ่งเป็นผู้ผลิตเราเตอร์รายใหญ่ สามารถขายผลิตภัณฑ์ต่อไปได้โดยไม่ต้องเร่งย้ายโรงงานมาผลิตในสหรัฐฯ ทันที นี่เป็นการตัดสินใจที่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน เพราะก่อนหน้านี้ FCC ได้ออกคำสั่งห้ามขายเราเตอร์ใหม่ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ เพื่อป้องกันช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

FCC ยกเว้น Netgear จากห้ามเราเตอร์ต่างชาติ

Netgear มีส่วนแบ่งตลาดเราเตอร์สูงเป็นอันดับสามตามการประเมินจาก Ookla ทำให้การยกเว้นนี้มีน้ำหนักมาก FCC อ้างว่าการห้ามนี้เพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น Salt Typhoon ในปี 2024 ที่ใช้ช่องโหว่ในเราเตอร์เป็นทางเข้า แต่ Netgear ไม่ต้องปฏิบัติตามทันที แม้จะยังผลิตในอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ

ตามรายงานจาก The Verge ไม่มีหลักฐานว่า Netgear ยื่นขอ ‘conditional approval’ หรือแผนย้ายโรงงานมาสหรัฐฯ แต่ FCC ยังให้การยกเว้นกว้างขวาง ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลายซีรีส์ เช่น:

  • Nighthawk (R, RAX, RAXE, RS, MK, MR, M และ MH series)
  • Orbi (RBK, RBE, RBR, RBRE, LBR, LBK และ CBK series)
  • Cable gateways (CAX series)
  • Cable modems (CM series)

นี่อาจเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่ช่วยให้ Netgear ต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ โดยติดป้ายซีรีส์เหล่านี้

เหตุผลเบื้องหลังการยกเว้นของ FCC

FCC ยืนยันว่าบริษัทอื่นอย่าง Adtran Inc. ได้รับยกเว้นบางส่วนเช่นกัน แต่ Netgear กว้างกว่ามาก Netgear เน้นย้ำว่าเป็นบริษัทที่ก่อตั้งและมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ แต่เว็บไซต์ของพวกเขายังระบุการผลิตในต่างประเทศชัดเจน ไม่มีแผน reshoring ที่ประกาศ นอกจากนี้ FCC ยังมีนโยบายแปลกอีก เช่น กำหนดวันหมดอายุอัปเดตความปลอดภัยเราเตอร์เก่าในปี 2027 ซึ่ง think tank Technology Policy Institute วิจารณ์ว่าสร้างช่องโหว่เพิ่มแทนที่จะแก้ปัญหา

การตัดสินใจนี้ทำให้เกิดคำถามมากมาย ผู้บริโภคชาวอเมริกันอาจได้เราเตอร์คุณภาพจาก Netgear ต่อไป แต่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยจริงหรือ? Netgear ครองตลาดด้วยเราเตอร์ mesh Wi-Fi ที่เสถียรและเร็ว ทำให้การยกเว้นนี้ส่งผลต่อคู่แข่งอย่าง TP-Link หรือ Asus ที่อาจต้องปรับตัวหนัก

ผลกระทบต่อตลาดเราเตอร์ในสหรัฐฯ

FCC ยกเว้น Netgear จากห้ามเราเตอร์ต่างชาติ อาจทำให้ตลาดไม่สมดุล ผู้ผลิตอื่นต้องเร่งหาโรงงานในสหรัฐฯ ซึ่งต้นทุนสูง ส่งผลให้ราคาเราเตอร์แพงขึ้นสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ในขณะที่ Netgear สามารถแข่งขันได้ปกติ นอกจากนี้ นโยบาย FCC ยังกระทบเราเตอร์เก่าที่จะหมดการอัปเดต ทำให้ผู้ใช้ต้องอัปเกรดบ่อยขึ้น

จากประสบการณ์ Netgear Nighthawk และ Orbi เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับบ้านขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดเล็ก ด้วยความเร็ว Wi-Fi 6/7 และระบบ mesh ที่ครอบคลุม การยกเว้นนี้อาจช่วยรักษาคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผลไว้ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการพึ่งพาโรงงานต่างประเทศยังเสี่ยงต่อ supply chain attack หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการความมั่นคงจริง ควรเร่งสนับสนุนการผลิตในประเทศมากกว่านี้

ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีและคำแนะนำเลือกซื้อเราเตอร์จากเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด และปกป้องเครือข่ายของคุณให้ปลอดภัยที่สุด

ที่มา – FCC Exempts Netgear from Foreign-Made Router Ban for Some Reason

เจมี่ ดอร์แนน Aragorn ใหม่ใน The Hunt for Gollum

แฟนๆ Viggo Mortensen คงรู้อยู่แล้วว่ามันต้องมาถึง! เจมี่ ดอร์แนน Aragorn ใหม่ใน The Hunt for Gollum ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the Rings: The Hunt for Gollum ที่ Andy Serkis กำกับและแสดงเป็น Gollum ด้วยตัวเอง

เจมี่ ดอร์แนน คือ Aragorn ใหม่ใน ‘The Hunt for Gollum’

ข่าวนี้ถูกยืนยันที่ CinemaCon คืนนี้ พร้อมทีเซอร์ที่เผยรายชื่อนักแสดงหลักทั้งหมด แฟน Lord of the Rings ตื่นเต้นกันหนักมาก เพราะ Aragorn ที่เราคุ้นเคยจาก Viggo Mortensen จะถูกแทนที่ด้วย เจมี่ ดอร์แนน จากเรื่อง Belfast ที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ เขาจะมาสวมบท Strider หรือ Aragorn ผู้กล้าหาญ สวมรองเท้าบู๊ตขี่ม้า และแววตาที่ทำให้หัวใจละลาย!

นอกจากนี้ Andy Serkis ยังรับบทคู่ Gollum และ Sméagol, Ian McKellen กลับมารับบท Gandalf, Elijah Wood เป็น Frodo Baggins และ Lee Pace เป็น Thranduil ส่วนนักแสดงใหม่ๆ อย่าง Kate Winslet รับบท Marigol และ Leo Woodall เป็น Halvard ที่เรายังไม่คุ้นเคยนัก แต่รับรองว่าน่าจะน่าติดตาม

เจมี่ ดอร์แนน เหมาะสมกับบท Aragorn อย่างไร

เจมี่ ดอร์แนน ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ เขาเคยแสดงใน Fifty Shades และ Belfast ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านดราม่าและเสน่ห์แบบผู้ชายแมนๆ ซึ่งตรงกับ Aragorn สุดๆ ลองนึกภาพเขายืนเคียงข้าง Gollum ในป่ามืด หรือต่อสู้กับศัตรูใน Middle-earth ดูสิ ต้องเร่าร้อนแน่ๆ!

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 17 ธันวาคม 2027 ซึ่งยังอีกนาน แต่แค่รายชื่อนักแสดงก็ทำให้เราตื่นเต้นแล้ว Warner Bros. โพสต์ทีเซอร์ใน Twitter ว่า “We’ve been waiting for you, precious.” พร้อมภาพโปรโมตสุดเท่

  • Andy Serkis: ผู้กำกับและ Gollum/Sméagol
  • Ian McKellen: Gandalf
  • Elijah Wood: Frodo
  • Lee Pace: Thranduil
  • เจมี่ ดอร์แนน: Aragorn
  • Kate Winslet: Marigol
  • Leo Woodall: Halvard

เรื่องนี้ดัดแปลงจากนิยาย J.R.R. Tolkien โดยตรง เน้นการไล่ล่า Gollum ก่อนเหตุการณ์ใน Lord of the Rings หลักๆ คงมีฉากแอคชั่นผจญภัยแบบเต็มสูบ แฟนๆ ถกกันว่าทำไมถึง recast Aragorn บ้าง แต่เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นเวอร์ชั่นใหม่!

คุณคิดว่าเจมี่ ดอร์แนนจะทำได้ดีแค่ไหนในบทนี้? เขาจะมีเคมีเข้ากับ Ian McKellen และ Elijah Wood มั้ย? เราเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ของจักรวาล Middle-earth หลังจาก The Rings of Power

อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหนัง Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe หรือ Doctor Who? คลิกดูได้เลย!

คุณตื่นเต้นกับ เจมี่ ดอร์แนน Aragorn ใหม่ใน The Hunt for Gollum มั้ย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดตหนังดังๆ กับเรา!

ที่มา – Jamie Dornan Is Your New Aragorn in ‘The Hunt for Gollum’

ตัวอย่างแรก Godzilla Minus Zero สยองสหรัฐฯ

โกจิร่าอาจจะจมลงสู่ก้นมหาสมุทรหลังจากพ่ายแพ้ในตอนจบของ Godzilla Minus One แต่คุณไม่สามารถกักตุนมอนสเตอร์ตัวนี้ไว้ได้นานนัก—โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Minus One ประสบความสำเร็จระดับโลกและคว้ารางวัล ทำลายสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศ และ ออสการ์ ไปครอง ตอนนี้สามปีผ่านไป เราพร้อมแล้วสำหรับผู้เขียนและผู้กำกับ ทาคาชิ ยamazaki ที่จะพาเรากลับสู่โลกของโกจิร่า… และคราวนี้โลกกว้างใหญ่กว่าเดิมแน่นอน

ตัวอย่างแรก Godzilla Minus Zero

หลังจากฉายให้ผู้ชมชมที่ CinemaCon ในลาสเวกัสเมื่อเช้านี้ Toho และ GKids ได้ปล่อยทีเซอร์ตัวอย่างแรกอย่างเป็นทางการของ Godzilla Minus Zero ภาคต่อโดยตรงจากภาพยนตร์คลาสสิกทันทีปี 2023 เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1949 สองปีหลังเหตุการณ์ใน Minus One โดย Godzilla Minus Zero นำแสดงโดย Ryunosuke Kamiki และ Minami Hamabe กลับมารับบท Koichi Shikishima และ Noriko Oishi ที่ยังคงต่อสู้กับบาดแผลจากโกจิร่าทีแรกในโตเกียว

ทั้งคู่คงไม่ยินดีที่โกจิร่ากลับมาอีกครั้งพร้อมความโหดร้ายที่รุนแรงกว่าเดิม จากภาพตัวอย่างสั้นๆ ที่เห็นความพินาศชัดเจนว่า Minus Zero จะยกระดับฉากแอ็กชันให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม (และเป็นโปรดักชันญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ถ่ายทำสำหรับ IMAX) แม้ส่วนใหญ่จะเกิดในญี่ปุ่น แต่ช็อตสุดท้ายที่โกจิร่ายืนข้างรูปปั้น Liberty ทำให้ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะต้องเผชิญความสยองจากมอนสเตอร์ครั้งนี้ด้วย

ตัวอย่างแรก Godzilla Minus Zero สร้างความตื่นเต้น

“ผมดีใจมากที่ได้ร่วมงานภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นสองปีหลัง Godzilla Minus One ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดในชีวิตการแสดงของผม ผมภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับทาคาชิ ยamazaki และทีมงานอีกครั้ง” Kamiki กล่าวในแถลงการณ์ “แรงกดดันจากการแสดงในเรื่องโกจิร่าที่แฟนๆ รักทั่วโลกยังคงเท่าเดิม แต่ผมทุ่มสุดตัวเพื่อให้ทุกคนที่ดูและรักโกจิร่าเพลิดเพลิน”

“หลังจากภาคที่แล้ว ผมขอบคุณที่ได้อยู่ในโลกของ Godzilla Minus One ในฐานะ Noriko” Hamabe เสริม “หัวใจผมเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นที่จะแบ่งปันช่วงเวลายิ่งใหญ่นี้กับทุกคนในโรงภาพยนตร์เร็วๆ นี้ เนื่องจากเรื่องนี้จะฉายในญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เกือบพร้อมกัน ผมดีใจที่จะแบ่งปันการกลับมาอย่างน่าตกใจของโกจิร่าไม่ใช่แค่คนญี่ปุ่นแต่รวมถึงชาวอเมริกันด้วย ผมหวังว่านี่จะเป็นผลงานที่ทุกคนรักและสนุก”

Godzilla Minus Zero เข้าฉายในญี่ปุ่นวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันฉายเรื่อง Godzilla ดั้งเดิมปี 1954 และในสหรัฐฯ วันที่ 6 พฤศจิกายน ตามหลังไม่นาน

นอกจากนี้ ตัวอย่างแรก Godzilla Minus Zero ยังเผยให้เห็นการอัปเกรดกราฟิกและเอฟเฟกต์ที่สมจริงยิ่งขึ้น ทำให้แฟนๆ ตื่นเต้นกับฉากทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการบุกสหรัฐฯ ซึ่งเป็นก้าวใหม่ของแฟรนไชส์โกจิร่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงต่อยอดความสำเร็จจากภาคก่อน แต่ยังขยายขอบเขตสู่เวทีโลก

  • เรื่องย่อ: เกิดขึ้นปี 1949 หลังโกจิร่าทำลายโตเกียว
  • นักแสดงหลัก: Ryunosuke Kamiki และ Minami Hamabe กลับมา
  • จุดเด่น: ถ่ายทำ IMAX, ฉากบุกสหรัฐฯ
  • วันที่ฉาย: ญี่ปุ่น 3 พ.ย., สหรัฐฯ 6 พ.ย.

สำหรับแฟนภาพยนตร์ไซไฟแอ็กชัน ตัวอย่างแรก Godzilla Minus Zero คือสิ่งที่ต้องไม่พลาด มันสัญญาว่าจะเป็นภาคต่อที่ยิ่งใหญ่และน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม หากคุณชื่นชอบมอนสเตอร์ภาพยนตร์ อย่าลืมจองตั๋วล่วงหน้าและติดตามอัปเดตเพิ่มเติม คุณคิดว่าสหรัฐฯ จะรับมือโกจิร่าได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เลย!

ที่มา – The First Trailer for ‘Godzilla Minus Zero’ Takes Terror Stateside