สมช. สั่งระงับ Joint Declaration: ไทยยุติส่งเชลยศึก ตอบโต้ปมทุ่นระเบิด
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังเกิดเหตุทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนศรีสะเกษ ประเด็นนี้ร้อนแรงถึงขั้นที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องออกมาตรการตอบโต้! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น และผลกระทบที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงมาตรการหลังการประชุม สมช. หลังเกิดเหตุทหารไทย 4 นาย บาดเจ็บจากทุ่นระเบิดขณะลาดตระเวนบริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด แต่นายกฯ อนุทินยืนยันว่าจะมีการระงับถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา (Joint Declaration) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย งานนี้บอกเลยว่าเป็นการตอบโต้ที่ชัดเจน และส่งสัญญาณไปยังกัมพูชาอย่างแน่นอน
สมช. สั่งระงับ Joint Declaration ตอบโต้กัมพูชา
พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมพิจารณา 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ความสูญเสียของกำลังพลไทย, การมีทุ่นระเบิดในพื้นที่อธิปไตยของไทย และการที่รัฐบาลจะปกป้องอธิปไตยและทหารไทยอย่างเต็มที่
มาตรการที่ออกมาคือ การระงับการปฏิบัติตามถ้อยแถลงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา (Joint Declaration) ทุกประการ และยุติการส่ง 18 เชลยศึกให้กับกัมพูชา นี่คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมรับการกระทำที่กระทบต่ออธิปไตยและความปลอดภัยของทหาร
ไทยไม่คาดหวัง แต่จะทำในส่วนของตัวเอง
พล.อ. ณัฐพลกล่าวว่า กองทัพไม่ได้คาดหวังความจริงใจจากกัมพูชา แต่จะดำเนินการในส่วนที่ทำได้ในเขตอธิปไตยของไทยต่อไป เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่ 5 ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรการทางทหารแล้ว นอกจากนี้ การเจรจา GBC และการพูดคุยระหว่างกระทรวงกลาโหมจะไม่มีอีกต่อไป จะเหลือเพียงการพูดคุยระหว่างประเทศตามหลักสากลเท่านั้น
สีหศักดิ์เสริมว่า ไทยจะประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังกัมพูชา รวมถึงประท้วงในกรอบอนุสัญญาออตตาวา และจะชี้แจงท่าทีของไทยต่อประชาคมโลก สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการระงับการปฏิบัติตามถ้อยแถลง
เงื่อนไขที่จะทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติคือ กัมพูชาต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมีการแสดงความเสียใจ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย “สิ่งที่เขา (กัมพูชา) ชี้แจงสําหรับประเทศไทยมองว่าไม่เพียงพอ และไม่ได้ทําให้ไทยสบายใจ ซึ่งการระงับเป็นท่าทีของไทย เราจะต้องรอท่าทีของฝ่ายกัมพูชาต่อการแสดงท่าทีของเราในครั้งนี้” สีหศักดิ์กล่าว
มุมมองและแนวโน้ม:
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างไทยและกัมพูชา แม้จะมีความพยายามในการเจรจาและสร้างความร่วมมือ แต่เหตุการณ์ทุ่นระเบิดครั้งนี้ได้สร้างรอยร้าวขึ้นอีกครั้ง การตอบโต้ของไทยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะเป็นการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความจริงใจและการเจรจาอย่างเปิดอกของทั้งสองฝ่าย
สิ่งที่น่าจับตาคือท่าทีของกัมพูชาหลังจากนี้ หากกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง ก็มีโอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่หากกัมพูชายังคงนิ่งเฉย หรือตอบโต้กลับ สถานการณ์อาจบานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาวได้
สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่ทำได้คือติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรักษาความสงบสุขในภูมิภาค
การระงับ Joint Declaration ครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากไทยไปยังกัมพูชา หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว