ผู้เขียน: lalika69_admin

สถานีใหม่ ‘เจาะลึกทั่วไทย’ ย้ายไปออกอากาศช่องเนชั่นทีวี ประเดิมคืนจอ 15 ก.ค.

แฟนรายการข่าวตัวยงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นแล้วสำหรับรายการข่าวชื่อดังอย่าง ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ หลังจากที่มีข่าวออกมาพักใหญ่ว่าจะมีการยุติการออกอากาศทางช่อง 9 MCOT HD ล่าสุดทางทีมงานได้ออกมาคอนเฟิร์มข่าวดีให้แฟนคลับใจชื้นกันแล้วว่า สถานีใหม่ ‘เจาะลึกทั่วไทย’ ย้ายไปออกอากาศช่องเนชั่นทีวี ประเดิมคืนจอ 15 ก.ค. นี้แน่นอนครับ

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ คุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์ และคุณอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่การยุติบทบาทการเป็นสื่อมวลชนแต่อย่างใด แต่เป็นการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มเพื่อให้แฟนๆ เข้าถึงได้สะดวกและหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยช่วงรอยต่อระหว่างวันที่ 1-14 กรกฎาคม แฟนรายการยังคงสามารถติดตามรับชมได้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียหลัก ไม่ว่าจะเป็น Facebook Live, YouTube และฟังผ่านทางวิทยุ FM 102 ได้ตามปกติครับ

สถานีใหม่ ‘เจาะลึกทั่วไทย’ ย้ายไปออกอากาศช่องเนชั่นทีวี ประเดิมคืนจอ 15 ก.ค.

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมรายการถึงมีการขยับขยายเกิดขึ้น ในมุมมองของนักวิเคราะห์สื่อ การย้ายบ้านมาอยู่ที่เนชั่นทีวีช่อง 22 ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจมาก เพราะเนชั่นทีวีเป็นช่องที่มีฐานผู้ชมที่ชื่นชอบรายการข่าวการเมืองและข่าวเข้มข้นตรงกลุ่มเป้าหมายของ ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ อยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับรายการ และทำให้การนำเสนอข่าวสารเจาะลึกไปถึงกลุ่มผู้ชมจำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

ตารางการออกอากาศที่แฟนรายการต้องจำ

  • จนถึง 30 มิถุนายน: ออกอากาศทางช่อง 9 MCOT HD (วันสุดท้าย)
  • 1-14 กรกฎาคม: รับชมสดทาง Facebook, YouTube และวิทยุ FM 102
  • 15 กรกฎาคม เป็นต้นไป: ประเดิมจอเนชั่นทีวี ช่อง 22 เวลา 08.00-09.30 น.

การปรับตัวของสื่อในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่นแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่า ‘คอนเทนต์ที่ดี’ คือหัวใจสำคัญ ไม่ว่ารายการจะย้ายไปอยู่ที่สถานีใด แต่หากเนื้อหายังคงความเข้มข้นและคุณภาพไว้ได้ แฟนคลับก็จะตามไปให้กำลังใจเสมอ การที่ สถานีใหม่ ‘เจาะลึกทั่วไทย’ ย้ายไปออกอากาศช่องเนชั่นทีวี ประเดิมคืนจอ 15 ก.ค. จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้รายการกลับมาตีตลาดโทรทัศน์ได้อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ผมเชื่อว่าแฟนๆ ที่เคยติดตามผ่านช่อง 9 ไม่ต้องกังวลเลย เพราะรูปแบบรายการที่คุณคุ้นเคยยังคงอยู่แน่นอนครับ

ในยุคที่คนดูมีทางเลือกเยอะขึ้น การทำรายการข่าวระดับคุณภาพแบบนี้ต้องอาศัยทั้งอินไซต์ที่แน่นและความน่าเชื่อถือ ซึ่งทีมงาน ‘เจาะลึกทั่วไทย’ พิสูจน์ให้เราเห็นมาตลอดหลายปีว่าพวกเขาคือตัวจริง หากเพื่อนๆ ไม่อยากพลาดประเด็นเด็ดช่วงเช้า อย่าลืมกดติดตามเนชั่นทีวีไว้รอชมกันนะครับ ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของรายการที่น่าจับตามองมากจริงๆ ครับ

ที่มา – สถานีใหม่ ‘เจาะลึกทั่วไทย’ ย้ายไปออกอากาศช่องเนชั่นทีวี ประเดิมคืนจอ 15 ก.ค.

คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นจี้รัฐบาลไทยประเด็นอะไรบ้าง กรณีสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก-โขง-รวก-สาย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นระดับประเทศที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของพวกเราอย่างรุนแรง นั่นคือประเด็นที่คนกำลังจับตามองว่า คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นจี้รัฐบาลไทยประเด็นอะไรบ้าง กรณีสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก-โขง-รวก-สาย โดยเฉพาะเรื่องมลพิษจากเหมืองแร่หายากในประเทศเมียนมาที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำของไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าความจริงแล้วมันส่งผลกระทบใกล้ตัวกว่าที่คิดครับ

คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นจี้รัฐบาลไทยประเด็นอะไรบ้าง กรณีสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก-โขง-รวก-สาย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญอิสระจากสหประชาชาติ (UN) ได้ส่งหนังสือจี้ไปยังรัฐบาลไทย จีน และเมียนมา รวมถึงบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง กรณีมีการพบโลหะหนักทั้งสารหนู ตะกั่ว และปรอท ปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งต้นตอสำคัญมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา ความคืบหน้าล่าสุดคือ ประชาชนกำลังรอความชัดเจนว่ารัฐบาลไทยจะมีมาตรการรับมืออย่างไร ทั้งในแง่การเจรจาระดับระหว่างประเทศและการฟื้นฟูระบบนิเวศครับ

ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่รอการแก้ไข

ประเด็นที่ทางสหประชาชาติให้ความสนใจในเรื่องนี้ ได้แก่

  • ผลกระทบต่อสุขภาพ: สารพิษในน้ำส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนริมน้ำ เกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง
  • ความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ: การตรวจสอบว่าบริษัทเอกชนของจีนที่เข้ามาทำเหมืองแร่หายากมีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมเพียงพอหรือไม่
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นจี้รัฐบาลไทยประเด็นอะไรบ้าง กรณีสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก-โขง-รวก-สาย ถือเป็นการกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งทำแผนปฏิบัติการร่วมกับเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง

หากวิเคราะห์ในมุมมองของนักวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เรื่องน้ำปนเปื้อน แต่มันคือเรื่องของ ‘ห่วงโซ่อุปทาน’ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพราะแร่หายากที่สกัดได้จากเหมืองเหล่านี้ถูกนำไปผลิตเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม ซึ่งเป็นเทรนด์พลังงานสะอาดที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไป ดังนั้น การกดดันให้เกิดความรับผิดชอบต่อนโยบายห่วงโซ่อุปทานสีเขียว จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฐานะภาคประชาชน สิ่งที่เราทำได้คือการตื่นตัวและติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านครับ การกดดันจากองค์กรระหว่างประเทศอย่าง UN เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ความสำเร็จที่ยั่งยืนคือการที่ภาครัฐต้องยอมรับความจริงและดึงภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมวางแผนอย่างโปร่งใส ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาปลายเหตุด้วยการวัดค่าคุณภาพน้ำรายวันเพียงเท่านั้น

เราหวังว่าในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลจะสามารถนำเสนอแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนและจับต้องได้ เพื่อปกป้องคุณภาพชีวิตของคนไทยและรักษาแม่น้ำสายสำคัญไว้ให้ลูกหลานเราสืบไปครับ

ที่มา – คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นจี้รัฐบาลไทยประเด็นอะไรบ้าง กรณีสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก-โขง-รวก-สาย

กกล. สุรนารี จัดกำลังใหม่รับมือกัมพูชา ปรับหน่วยคุมพื้นที่ชายแดน ด้านกลาโหมตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ-คุมเข้มการใช้โซเชียลของกำลังพล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนแรงและน่าสนใจเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติมาฝากกันครับ ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสขณะนี้คือการที่ กกล. สุรนารี จัดกำลังใหม่รับมือกัมพูชา ปรับหน่วยคุมพื้นที่ชายแดน ด้านกลาโหมตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ-คุมเข้มการใช้โซเชียลของกำลังพล เพื่อให้การป้องกันประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันยุคสมัยมากขึ้นครับ

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญในการปรับปรุงศักยภาพกองทัพ โดยการนำแนวคิด Joint All Domain Operation เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นการปฏิบัติการร่วมทั้งทางบก เรือ อากาศ และไซเบอร์ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างเฉียบขาด งานนี้ไม่ได้มีดีแค่เรื่องอาวุธ แต่ยังเน้นไปที่การทูตเชิงรุกและความร่วมมือในหลายมิติอีกด้วยครับ

กกล. สุรนารี จัดกำลังใหม่รับมือกัมพูชา ปรับหน่วยคุมพื้นที่ชายแดน ด้านกลาโหมตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ-คุมเข้มการใช้โซเชียลของกำลังพล

ไฮไลต์ที่น่าสนใจที่สุดคือการปรับโครงสร้างของกองกำลังสุรนารีครับ จากเดิมที่มี 3 หน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) ตอนนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนใหม่เป็น 4 หน่วยเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยแบ่งตามยุทธศาสตร์พื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี เพื่อให้การควบคุมดูแลพื้นที่ชายแดนมีความเข้มแข็งและแม่นยำ รวมถึงการดำเนินนโยบาย ‘น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์’ ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ชายแดนไปพร้อมกับการดูความปลอดภัยครับ

การสื่อสารยุทธศาสตร์และศูนย์แถลงข่าวร่วม

ไม่เพียงแค่เรื่องกำลังทหารเท่านั้นครับ ในยุคดิจิทัลแบบนี้ กลาโหมยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่โปร่งใส การจัดตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นจากการแชร์ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ยังมีความเข้มงวดในการใช้สื่อโซเชียลของกำลังพล เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นไปตามระเบียบวินัยทหาร

การปรับตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากองทัพไทยกำลังก้าวสู่โมเดิร์นวิลเลจที่พึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น การที่ กกล. สุรนารี จัดกำลังใหม่รับมือกัมพูชา ปรับหน่วยคุมพื้นที่ชายแดน ด้านกลาโหมตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ-คุมเข้มการใช้โซเชียลของกำลังพล ถือเป็นสัญญาณบวกในการพัฒนาความมั่นคงในยุคไซเบอร์ที่ความเร็วของข่าวสารสำคัญพอๆ กับความพร้อมของกำลังพลครับ

มุมมองทิ้งท้าย: ผมมองว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้องครับ ยิ่งในโลกยุคข้อมูลข่าวสารแบบนี้ การที่หน่วยงานความมั่นคงปรับตัวให้เข้าถึงง่ายและตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนได้มากครับ และที่สำคัญที่สุดคือการใช้เทคโนโลยีมาเชื่อมต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวชายแดน เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่งครับ ใครที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงทางการเสมอเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องนะครับ

ที่มา – กกล. สุรนารี จัดกำลังใหม่รับมือกัมพูชา ปรับหน่วยคุมพื้นที่ชายแดน ด้านกลาโหมตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ-คุมเข้มการใช้โซเชียลของกำลังพล

ตร. เตือนโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ย้ำห้ามซื้อเสียง-ถ่ายรูปบัตร-ฉีกบัตร พร้อมสั่งงดขายสุราเด็ดขาดเริ่ม 18.00 น. 27 มิ.ย.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ใกล้เข้ามาแล้วนะครับกับวันสำคัญของชาวกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา นั่นก็คือวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ และนายกเมืองพัทยาในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ เพื่อให้การไปใช้สิทธิ์ของทุกคนเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เผลอผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว วันนี้ผมมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ ตร. เตือนโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ย้ำห้ามซื้อเสียง-ถ่ายรูปบัตร-ฉีกบัตร พร้อมสั่งงดขายสุราเด็ดขาดเริ่ม 18.00 น. 27 มิ.ย. มาฝากกันครับ

ตร. เตือนโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ย้ำห้ามซื้อเสียง-ถ่ายรูปบัตร-ฉีกบัตร พร้อมสั่งงดขายสุราเด็ดขาดเริ่ม 18.00 น. 27 มิ.ย.

ทางด้าน พล.ต.ต. ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเน้นย้ำตามเจตนารมณ์ของ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายเลือกตั้งที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป ซึ่งหากพลาดพลั้งไปอาจมีโทษหนักถึงขั้นติดคุกหรือถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งได้เลยทีเดียวครับ

ข้อควรระวังและกฎเหล็กที่ต้องรู้ก่อนเข้าคูหา

เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งนี้ มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องห้ามทำเด็ดขาดตามที่ ตร. เตือนโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ย้ำห้ามซื้อเสียง-ถ่ายรูปบัตร-ฉีกบัตร พร้อมสั่งงดขายสุราเด็ดขาดเริ่ม 18.00 น. 27 มิ.ย. ได้ประกาศไว้ครับ:

  • ห้ามซื้อสิทธิขายเสียง: การให้หรือรับเงินเพื่อจูงใจในการลงคะแนนถือเป็นความผิดร้ายแรง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับหนัก รวมถึงถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้งถึง 20 ปี
  • ห้ามฉีกบัตรเลือกตั้ง: ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หากบัตรชำรุดเสียหายมีโทษปรับแน่นอนครับ
  • ห้ามถ่ายรูปบัตรเลือกตั้ง: อันนี้สำคัญมากสำหรับสายโซเชียล การถ่ายภาพบัตรที่มีการลงคะแนนแล้วถือเป็นความผิด ห้ามทำเด็ดขาดครับ!
  • ห้ามนำบัตรออกจากคูหา: บัตรเลือกตั้งเป็นเอกสารทางราชการ จะนำออกไปข้างนอกไม่ได้เด็ดขาดครับ
  • งดจำหน่ายสุรา: เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน ไปจนถึง 18.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน ร้านค้าและร้านอาหารต้องงดขายและงดจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่พบเห็นการกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตเลือกตั้งหรือการลักลอบขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาห้าม อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจนะครับ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้การเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใสและยุติธรรมที่สุด

ในมุมมองของผม การเลือกตั้งคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่นครับ การที่เรามีส่วนร่วมด้วยความเข้าใจกฎหมายที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับสังคมไทยด้วยครับ หวังว่าทุกคนจะออกไปใช้สิทธิ์กันอย่างมีความสุขและถูกต้องตามกติกา อย่าลืมตรวจสอบหน้าคูหาให้ดีก่อนหย่อนบัตรนะครับ ขอให้การเลือกตั้งครั้งนี้ราบรื่นและได้คนเก่งมาพัฒนาบ้านเมืองเราครับ! สู้ๆ นะครับทุกคน

ที่มา – ตร. เตือนโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ย้ำห้ามซื้อเสียง-ถ่ายรูปบัตร-ฉีกบัตร พร้อมสั่งงดขายสุราเด็ดขาดเริ่ม 18.00 น. 27 มิ.ย.

สีหศักดิ์เยือนคาซัคสถาน ดันความร่วมมือแร่หายาก พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาอัปเดตเรื่องราวน่าสนใจในแวดวงการต่างประเทศกันสักหน่อย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปเยือนประเทศคาซัคสถานอย่างเป็นทางการ ซึ่งไฮไลต์สำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการกระชับความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่บอกเลยว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

สีหศักดิ์เยือนคาซัคสถาน ดันความร่วมมือแร่หายาก พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร

การที่ สีหศักดิ์เยือนคาซัคสถาน ดันความร่วมมือแร่หายาก พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการพบปะทางการทูตทั่วไปครับ แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อความมั่นคงในระยะยาวของประเทศไทย คาซัคสถานเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ทั้งในด้านพลังงานและแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตรถยนต์ EV หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ การที่เราเข้าไปสร้างความร่วมมือตั้งแต่ตอนนี้ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดมากครับ

นอกเหนือจากเรื่องแร่และพลังงานแล้ว ทั้งสองประเทศยังได้หารือถึงเรื่อง:

  • การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับกลุ่ม EAEU เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก
  • ความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญและพร้อมสนับสนุนคาซัคสถาน
  • การเชื่อมโยงวิถีชีวิตผู้คนและการท่องเที่ยวที่กำลังเปิดโอกาสใหม่ๆ

เปิดโลกนวัตกรรมใหม่กับศูนย์ Alem.AI

จุดที่ผมประทับใจมากคือการที่คุณสีหศักดิ์ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์ปัญญาประดิษฐ์นานาชาติอย่าง Alem.AI ครับ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาก คาซัคสถานกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฮับด้าน AI ในเอเชียกลาง ซึ่งการร่วมมือในด้านนี้จะช่วยให้ไทยสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการพัฒนานวัตกรรมและสตาร์ทอัพของไทยให้เติบโตได้ไกลกว่าเดิม

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและคาซัคสถานได้ดำเนินความสัมพันธ์กันมาอย่างราบรื่น และการที่ สีหศักดิ์เยือนคาซัคสถาน ดันความร่วมมือแร่หายาก พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร ในโอกาสที่ใกล้เข้าสู่วาระครบรอบ 35 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 นี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของความร่วมมือระหว่างประเทศที่เน้นผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมครับ

มุมมองส่วนตัวและบทสรุป: ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทยครับ การจับมือกับตลาดเกิดใหม่ที่มีความแข็งแกร่งด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยีอย่างคาซัคสถาน จะทำให้ไทยไม่ตกขบวนในเวทีโลก ผมแนะนำให้เหล่าคนทำธุรกิจและผู้สนใจในเทคโนโลยีลองจับตาดูดีลความร่วมมือต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนี้ให้ดี เพราะความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคแบบนี้แหละครับที่จะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับพวกเราทุกคนในอนาคต

ที่มา – สีหศักดิ์เยือนคาซัคสถาน ดันความร่วมมือแร่หายาก พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร

สธ. เตรียมจัด ‘มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23’ ดันสมุนไพรไทยสู่เศรษฐกิจโลก คาดเงินสะพัดกว่า 200 ล้านบาท

สวัสดีครับแฟนๆ สายสุขภาพและผู้ที่สนใจในเทรนด์เศรษฐกิจยุคใหม่ วันนี้ผมมีข่าวดีที่น่าตื่นเต้นมาฝากกันครับ สำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของสมุนไพรไทย เตรียมตัวให้พร้อมได้เลย เพราะกระทรวงสาธารณสุขกำลังจะจัดงานใหญ่แห่งปีอย่าง ‘มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23’ ที่จะมาเปลี่ยนมุมมองเรื่องภูมิปัญญาพื้นบ้านให้ก้าวไกลไปสู่ระดับสากล ไม่ใช่แค่เรื่องของยาไทยแบบเดิมๆ แต่เป็นการยกระดับสู่เศรษฐกิจสุขภาพที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง

สธ. เตรียมจัด ‘มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23’ ดันสมุนไพรไทยสู่เศรษฐกิจโลก คาดเงินสะพัดกว่า 200 ล้านบาท

งานนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่า สมุนไพรไทยไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่คือเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ฮอลล์ 11-12 เมืองทองธานี ซึ่งทางกระทรวงฯ คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 200 ล้านบาท จากทั้งการจับจ่ายใช้สอยและการเจรจาธุรกิจที่มีมากกว่า 200 คู่ค้าเลยทีเดียว

ทำไมงานนี้ถึงน่าสนใจและไม่ควรพลาด?

ปัจจุบันอุตสาหกรรม Wellness ของโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด และประเทศไทยเราก็มีดีไม่แพ้ชาติใดในโลกครับ ด้วยมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่สูงถึงกว่า 45,882 ล้านบาท งาน ‘มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23’ จึงถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘เชิดชูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ ก้าวไกลสู่สากล’ ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับนวัตกรรมและไฮไลต์ที่น่าสนใจมากมาย แบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ดังนี้ครับ:

  • นวัตกรรมสมุนไพรและงานวิจัย: พบกับการนำเทคโนโลยีมาผสานกับภูมิปัญญาไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าตัวยาให้มีมาตรฐานระดับสากล
  • โซนห่วงโซ่การผลิต: เจาะลึกตั้งแต่ต้นน้ำจากฟาร์ม สู่โรงงานแปรรูป และการตลาดปลายน้ำ
  • ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม: รวบรวมสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์คนรุ่นใหม่ไว้อย่างครบครัน
  • โซนใหม่ล่าสุด: ครั้งแรกกับโซนสมุนไพรสำหรับสัตว์เลี้ยง ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มคนรักสัตว์

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมวิชาการและการอบรมระยะสั้นให้ความรู้ฟรีตลอดทั้ง 4 วัน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ได้มาอัปเดตเทรนด์ หรือใครที่สนใจอยากเริ่มธุรกิจสายสุขภาพก็ห้ามพลาดเด็ดขาดครับ เพราะงานนี้คือนัดพบที่รวบรวมเหล่ากูรูและผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 ท่านมาไว้ในที่เดียว

มุมมองส่วนตัวและโอกาสทางธุรกิจ: ผมมองว่าเทรนด์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness) คือโอกาสทองของไทย การที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้สมุนไพร เช่น ขมิ้น ไพล และกระชายดำ เป็นสินค้ามูลค่าสูง จะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ใครที่กำลังมองหาช่องทางต่อยอดธุรกิจหรืออยากเข้าใจวิธีการนำสมุนไพรไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธีและทันสมัย ลองแวะไปชมงานนี้ดูครับ รับรองว่าจะได้รับทั้งความรู้และแรงบันดังใจกลับมาเพียบแน่นอน

แล้วเจอกันที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 2-5 กรกฎาคมนี้ รับรองว่าคุ้มค่ากับการไปเยือนแน่นอนครับ

ที่มา – สธ. เตรียมจัด ‘มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23’ ดันสมุนไพรไทยสู่เศรษฐกิจโลก คาดเงินสะพัดกว่า 200 ล้านบาท

เปิดข้อจำกัดปัญหาที่คนกรุงเจอ แต่ กทม. ไม่มีอำนาจจัดการ

เชื่อว่าหลายคนเวลาที่ต้องเผชิญกับสารพัดปัญหาในเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นการรอรถเมล์ที่มาช้าจนสาย รถไฟฟ้าก็ราคาสูงลิ่ว หรือต้องเดินหลบสายไฟฟ้ารุงรังไปจนถึงพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งบนทางเท้า มักจะมีคำถามตัวโตๆ ในใจว่า “ทำไม กทม. ถึงไม่เข้ามาจัดการสักที?” ซึ่งความจริงแล้ว การบริหารจัดการกรุงเทพมหานครนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าที่เราเห็นภายนอก วันนี้เราจะมาเจาะลึกที่มาที่ไปของ เปิดข้อจำกัดปัญหาที่คนกรุงเจอ แต่ กทม. ไม่มีอำนาจจัดการ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาทและขอบเขตหน้าที่ที่แท้จริงของหน่วยงานให้มากขึ้นครับ

เหตุผลแท้จริงของ เปิดข้อจำกัดปัญหาที่คนกรุงเจอ แต่ กทม. ไม่มีอำนาจจัดการ

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเมื่อเป็นปัญหาในกรุงเทพฯ แล้ว กทม. ต้องรับผิดชอบทั้งหมด แต่ความจริงคือโครงสร้างการบริหารจัดการเมืองกระจายอำนาจไปอยู่กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและกระทรวงต่างๆ มากมาย เช่น ขนส่งมวลชน, การไฟฟ้านครหลวง, หรือตำรวจจราจร ทำให้เมื่อเกิดปัญหาขึ้น กทม. ไม่สามารถสั่งการได้โดยตรงในทุกเรื่อง นอกจากนี้ยังมีเรื่องของงบประมาณและกฎหมายที่ผูกมัดบทบาท ทำให้ทาง กทม. เป็นได้เพียงผู้ประสานงานในบางกรณีเท่านั้น

ปัญหาชีวิตประจำวันที่คนกรุงต้องเจอ

  • ระบบขนส่งมวลชน: เรื่องของจำนวนรถเมล์และการกำหนดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า เป็นอำนาจตัดสินใจของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นหลัก
  • สายไฟฟ้ารุงรัง: แม้ กทม. จะต้องการจัดระเบียบ แต่ก็ต้องทำงานประสานกับทาง กฟน. ซึ่งเป็นเจ้าของสินทรัพย์และสายไฟเหล่านั้น
  • วินัยจราจรบนทางเท้า: การบังคับใช้กฎหมายจราจรบนทางเท้าส่วนใหญ่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจจราจร ซึ่ง กทม. ทำได้เพียงจัดเจ้าหน้าที่เทศกิจช่วยสอดส่องเท่านั้น

หากเรามองในมุมมองของการพัฒนาเมืองยุคใหม่ เราจะพบว่า เปิดข้อจำกัดปัญหาที่คนกรุงเจอ แต่ กทม. ไม่มีอำนาจจัดการ เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำให้กรุงเทพฯ เป็น Smart City ที่สมบูรณ์แบบ เพราะการประสานงานข้ามหน่วยงานมักล่าช้าและขาดความเป็นเอกภาพ กลายเป็น ‘คอขวด’ ทางการบริหารที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้

บทสรุปที่เราเห็นได้ชัดจากเรื่องนี้คือ การผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้คนพื้นที่สามารถตัดสินใจและแก้ไขปัญหาได้โดยตรง คือทางออกที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ ในอนาคตครับ หากเรายังยึดติดอยู่กับการบริหารแบบรวมศูนย์ พัฒนาการของเมืองคงเป็นไปได้ยากและไม่ทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของคนในยุคดิจิทัล ความท้าทายนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งภาครัฐและประชาชนต้องช่วยกันจับตาและเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นต่อไป

ที่มา – เปิดข้อจำกัดปัญหาที่คนกรุงเจอ แต่ กทม. ไม่มีอำนาจจัดการ

แคปซูลกาลเวลาปี 2276 กับคำทำนายโลกอนาคตจาก AI Claude

คุณเคยสงสัยไหมว่าโลกของเราจะเป็นอย่างไรในอีก 250 ปีข้างหน้า? การมองอนาคตที่ไกลขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าโลกในช่วง 250 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนไปมากแค่ไหน ยุคปี 1776 กับยุค 2020s นั้นแทบจะเป็นคนละโลกกันเลยทีเดียว และในขณะที่พวกเราเข้าสู่ปี 2026 เราก็เริ่มฝากความหวังในการสร้างไอเดียใหม่ๆ ไว้ให้กับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งรวมถึง แคปซูลกาลเวลาปี 2276 กับคำทำนายโลกอนาคตจาก AI Claude ที่ทางรัฐแคลิฟอร์เนียได้ฝากไว้เพื่ออนาคต

เจาะลึก แคปซูลกาลเวลาปี 2276 กับคำทำนายโลกอนาคตจาก AI Claude

รัฐแคลิฟอร์เนียได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกในการรวบรวมสิ่งของลงในแคปซูลกาลเวลาเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของสหรัฐอเมริกา โดยพวกเขาได้นำคำทำนายจาก Claude AI มาบรรจุไว้ด้วย โดย Claude ได้ฉายภาพรัฐแคลิฟอร์เนียในปี 2276 ว่าอาจมีการแยกตัวกึ่งอิสระจากรัฐบาลกลางกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘Pacific Federation’ ร่วมกับโอเรกอนและวอชิงตัน เพื่อจัดการปัญหาทรัพยากรน้ำและสภาพภูมิอากาศด้วยตนเอง

อนาคตของแคลิฟอร์เนียตามมุมมองของ AI

นอกจากการเมืองแล้ว Claude ยังทำนายถึงการปรับตัวทางกายภาพของเมืองใหญ่ เช่น:

  • Los Angeles: กลายเป็นเมืองแนวตั้งที่หนาแน่น โดยพื้นที่ชายฝั่งอย่างซานตาโมนิกาถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อรับมือกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
  • Central Valley: พื้นที่เกษตรกรรมเดิมถูกเปลี่ยนให้กลับคืนสู่ธรรมชาติและเกษตรกรรมแบบอัตโนมัติ
  • San Francisco: เมืองที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เหนือระดับน้ำทะเล โดยพื้นที่เชิงเขาถูกปรับให้เป็นเมืองที่ล้ำสมัยและเต็มไปด้วยงานสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงภาษาใหม่ที่ชื่อว่า ‘Pacifican’ และการแบ่งแยกสังคมระหว่างกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีเสริมสมรรถภาพทางประสาทกับกลุ่มที่ไม่เลือกใช้ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งใน แคปซูลกาลเวลาปี 2276 กับคำทำนายโลกอนาคตจาก AI Claude ฉบับนี้

แม้ว่าคำทำนายเหล่านี้อาจฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มันก็ช่วยกระตุ้นให้เรากลับมามองย้อนดูการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน การที่ AI สามารถวิเคราะห์แนวโน้มจากประวัติศาสตร์และสร้างภาพจำลองที่ซับซ้อนได้ แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดจินตนาการของมนุษย์ไปอีกขั้น สิ่งที่น่าตลกคือ Claude ไม่ได้ทำนายถึงการล่มสลายจากหุ่นยนต์ ซึ่งหวังว่านั่นจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับมวลมนุษยชาติในอนาคตอันไกลโพ้นครับ

ที่มา – America’s Time Capsule for 2276 Includes Futuristic Predictions From Claude

แฮกเกอร์ขโมยเงินผู้ใช้ Polymarket สูงถึงหลายล้านดอลลาร์

เชื่อว่าเหล่านักลงทุนในตลาดคริปโตคงต้องตื่นตัวกันอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่แฮกเกอร์ขโมยเงินผู้ใช้ Polymarket สูงถึงหลายล้านดอลลาร์ หลังจากที่ระบบของผู้ให้บริการบุคคลที่สามถูกโจมตี ส่งผลให้เว็บไซต์แพลตฟอร์มการพนันชื่อดังแห่งนี้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ โดยมีรายงานว่าผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งสูญเสียทรัพย์สินไปจากการถูกฝังโค้ดมุ่งร้ายบนหน้าเว็บไซต์ฝั่งผู้ใช้งาน (Frontend)

สาเหตุของเหตุการณ์ แฮกเกอร์ขโมยเงินผู้ใช้ Polymarket สูงถึงหลายล้านดอลลาร์

ทางทีมงานของ Polymarket ได้ออกมาให้ข้อมูลผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากตัวแพลตฟอร์มโดยตรง แต่เป็นผลกระทบจากการที่ผู้ให้บริการภายนอก (Third-party vendor) ถูกแฮก ทำให้คนร้ายสามารถแทรกสคริปต์อันตรายเข้าสู่ระบบได้ ถึงแม้บริษัทจะยังไม่ได้ระบุตัวเลขความเสียหายที่แน่ชัด แต่จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญบน blockchain พบว่ามีการระบายเงิน PUSD ออกจากวอลเล็ตของผู้ใช้ไม่ต่ำกว่า 11 ราย แล้วนำไปแลกเป็น Ethereum เพื่อฟอกเงิน โดยมีการประเมินกันว่ามูลค่าความเสียหายรวมอาจสูงถึงเกือบ 3 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

มาตรการเยียวยาจาก Polymarket หลังจาก แฮกเกอร์ขโมยเงินผู้ใช้ Polymarket สูงถึงหลายล้านดอลลาร์

ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้ใช้งาน ทางด้าน William LeGate ผู้บริหารฝ่ายประสบการณ์ผู้ใช้ของ Polymarket ได้ออกมาประกาศความรับผิดชอบอย่างชัดเจนว่า ทางบริษัทได้ตรวจพบและปิดช่องโหว่ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเยียวยาผู้ใช้งานโดยจะทำการคืนเงินเต็มจำนวนให้กับทุกคนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อไป

  • ตรวจสอบการเข้าถึงกระเป๋าดิจิทัลของคุณสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมผ่านลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • ติดตามข่าวสารผ่านช่องทางทางการเท่านั้น

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญสำหรับแพลตฟอร์มในโลกการเงินดิจิทัล แม้ว่าบริษัทจะรับปากว่าจะรับผิดชอบ แต่สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เราคงต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น เพราะความมั่นคงทางไซเบอร์ไม่ได้มีแค่เรื่องของแพลตฟอร์มหลักเท่านั้น แต่รวมถึงความปลอดภัยของระบบสนับสนุนภายนอกทั้งหมดด้วย หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้ อย่าลืมหมั่นตรวจสอบความผิดปกติและเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้นอยู่เสมอเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณให้ปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – Hackers Steal Funds From Polymarket Users, Potentially Millions