ICONPHUKET ลงทุนหมื่นล้าน ภาคใต้จะได้อะไร? เปิดโอกาสใหม่ของ 14 จังหวัด

ICONPHUKET ลงทุนหมื่นล้าน ภาคใต้จะได้อะไร? เปิดโอกาสใหม่ของ 14 จังหวัด คือคำถามที่กำลังได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงธุรกิจ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี และคนรุ่นใหม่ในภาคใต้ เพราะการลงทุนครั้งใหญ่ของกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ไม่ได้หมายถึงการสร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางแพลตฟอร์มที่อาจเปลี่ยนวิธีเชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ และโอกาสทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะยาว

โครงการ ICONPHUKET มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2572 ด้วยมูลค่าการลงทุน 10,000 ล้านบาท และเป็นการขยายโครงการออกนอกกรุงเทพฯ ครั้งสำคัญของผู้พัฒนาเบื้องหลังย่านสยามและ ICONSIAM จุดน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดของเงินลงทุนเท่านั้น แต่อยู่ที่แนวคิดการสร้างจุดหมายปลายทางระดับโลก ซึ่งนำความบันเทิง เทคโนโลยี การค้าปลีก และประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวมารวมไว้ในพื้นที่เดียว

ICONPHUKET ลงทุนหมื่นล้าน ภาคใต้จะได้อะไร? เปิดโอกาสใหม่ของ 14 จังหวัด

หัวใจของโครงการคือการวางบทบาทให้ภูเก็ตเป็น “Gateway to the Southern Potential” หรือประตูเชื่อมศักยภาพของ 14 จังหวัดภาคใต้เข้ากับนักท่องเที่ยว นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก หากทำได้ตามเป้าหมาย ICONPHUKET จะไม่ได้ดึงคนให้เดินทางมาเฉพาะภูเก็ต แต่ยังช่วยนำเสนอเรื่องราว สินค้า และอัตลักษณ์ของจังหวัดต่าง ๆ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ทำเลภูเก็ตกับโอกาสเชื่อมเศรษฐกิจระดับโลก

ICONPHUKET ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ภายใต้โครงการ Synthesis Ark Phuket เมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูสมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ ทำเลดังกล่าวมีความได้เปรียบจากการเชื่อมต่อกับสนามบินนานาชาติภูเก็ตและท่าเรือยอชต์ จึงรองรับทั้งนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง ผู้พำนักระยะยาว ชาวต่างชาติ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนจากหลายประเทศ

ความสะดวกด้านการเดินทางเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของโครงการประเภท Destination เพราะผู้มาเยือนไม่ได้ต้องการเพียงสถานที่ซื้อสินค้า แต่ยังมองหาประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับเวลาและค่าใช้จ่าย การมีแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ศิลปะ ความบันเทิง และพื้นที่พักผ่อนอยู่ในระบบเดียวกัน อาจช่วยเพิ่มระยะเวลาการพำนักและทำให้ภูเก็ตกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปยังจังหวัดอื่นในภาคใต้

Hybrid Destination ผสานค้าปลีก ความบันเทิง และเทคโนโลยี

แนวคิดของ ICONPHUKET คือการพัฒนาเป็น Hybrid Retail, Attraction & Entertainment Destination ซึ่งผสานการค้าปลีก การท่องเที่ยว และความบันเทิงเข้าด้วยกัน จุดเด่นที่ถูกจับตามองคือการรวม 12 World-Class Attractions และจัดสรรพื้นที่จำนวนมากสำหรับกิจกรรมด้านความบันเทิงและการท่องเที่ยว ทำให้ผู้มาเยือนสามารถเข้ามาใช้เวลาได้ตลอดทั้งปี ไม่จำกัดเฉพาะช่วงเทศกาลหรือฤดูกาลท่องเที่ยว

สำหรับคนที่ติดตามเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมบันเทิง โมเดลนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะประสบการณ์ในอนาคตจะไม่ได้จบลงที่การซื้อสินค้า แต่จะเชื่อมโยงกับสื่อดิจิทัล ระบบอัจฉริยะ การออกแบบแบบมีส่วนร่วม และกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้ผู้ใช้แต่ละกลุ่ม เทคโนโลยีอาจช่วยวิเคราะห์ความสนใจของผู้มาเยือน ออกแบบเส้นทางการใช้งาน และสร้างกิจกรรมที่ผสมผสานโลกจริงกับโลกดิจิทัลได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวมากกว่า 40% รวมถึงการบริหารจัดการพลังงาน น้ำ และขยะ เทคโนโลยีสีเขียว และระบบจราจรอัจฉริยะ แนวทางดังกล่าวสะท้อนเทรนด์การพัฒนาเมืองยุคใหม่ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความสนุก ความสะดวก และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

โอกาสทางเศรษฐกิจของ 14 จังหวัดภาคใต้

ประโยชน์สำคัญของโครงการอาจเกิดขึ้นผ่านแนวคิด Cluster Economy ซึ่งทำให้จังหวัดต่าง ๆ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ไม่ใช่แข่งขันกันแบบแยกส่วน ภูเก็ตสามารถทำหน้าที่เป็นจุดดึงดูดผู้เดินทาง ขณะที่จังหวัดอื่นนำเสนอทรัพยากร อาหาร วัฒนธรรม ธรรมชาติ และบริการที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง

  • การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวอาจได้รับข้อมูลและแรงบันดาลใจให้เดินทางต่อไปยังพังงา กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และจังหวัดอื่น ๆ
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่น: SME และวิสาหกิจชุมชนมีโอกาสนำสินค้า อาหาร งานฝีมือ และบริการพรีเมียมเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูง
  • การสร้างงาน: โครงการมีเป้าหมายสร้างงานประมาณ 50,000–80,000 อัตรา ทั้งในสายบริการ การจัดการ เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยว
  • การพัฒนาทักษะ: คนรุ่นใหม่ในภูมิภาคมีโอกาสเรียนรู้มาตรฐานการทำงานระดับสากลและต่อยอดเป็นผู้ประกอบการในอนาคต

หากระบบเชื่อมโยงนี้เกิดขึ้นจริง รายได้จากนักท่องเที่ยวจะไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในพื้นที่โครงการ แต่มีโอกาสกระจายไปยังที่พัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว เกษตรกร ผู้ผลิตสินค้า และชุมชนในจังหวัดต้นทางด้วย

Co-creation ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่น

อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือการนำอัตลักษณ์ของภาคใต้มาสร้างประสบการณ์ร่วมสมัย ทั้งอาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี ภูมิปัญญา และเรื่องราวของผู้คนในแต่ละพื้นที่ การทำงานในลักษณะ Co-creation เปิดโอกาสให้เจ้าของวัฒนธรรมและผู้ประกอบการท้องถิ่นมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ ไปจนถึงการนำเสนอ ไม่ใช่เพียงนำสินค้าไปวางขายเท่านั้น

สยามพิวรรธน์ยังร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน หอการค้าไทย และกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่จากทั้ง 14 จังหวัด เพื่อจัดทำแผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งภาคใต้ไทย ความร่วมมือแบบนี้มีความสำคัญ เพราะการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่จะสร้างผลลัพธ์ได้มากที่สุดเมื่อเสียงของคนในพื้นที่ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง และเมื่อแต่ละจังหวัดสามารถเชื่อมจุดแข็งของตนเองเข้ากับระบบเศรษฐกิจใหม่

สิ่งที่ต้องจับตาก่อนเปิดให้บริการปี 2572

แม้ ICONPHUKET จะมีศักยภาพสูง แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงยังต้องวัดจากการดำเนินงานหลังเปิดให้บริการ ประเด็นสำคัญคือผู้ประกอบการท้องถิ่นจะเข้าถึงพื้นที่และโอกาสได้มากน้อยเพียงใด รายได้จะกระจายไปถึงชุมชนหรือไม่ และการเติบโตจะสร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อม การจราจร และค่าครองชีพในพื้นที่มากเพียงใด

การมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น จำนวนธุรกิจท้องถิ่นที่เข้าร่วม มูลค่าการซื้อขายของสินค้าใต้ จำนวนงานสำหรับคนในพื้นที่ ระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว และสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด จะช่วยให้ทุกฝ่ายประเมินได้ว่าโครงการสร้างคุณค่าให้ภูมิภาคอย่างยั่งยืนจริงหรือไม่

โดยสรุป ICONPHUKET ลงทุนหมื่นล้าน ภาคใต้จะได้อะไร? เปิดโอกาสใหม่ของ 14 จังหวัด ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงข่าวการลงทุนของโครงการค้าปลีก แต่ควรมองเป็นการทดลองสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความบันเทิงรูปแบบใหม่ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ICONPHUKET อาจกลายเป็นประตูสำคัญที่พาผู้คนทั่วโลกไปรู้จักเสน่ห์ของภาคใต้มากขึ้น เทรนด์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่การสร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และทำให้ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จอย่างแท้จริง

ที่มา – ICONPHUKET ลงทุนหมื่นล้าน ภาคใต้จะได้อะไร? เปิดโอกาสใหม่ของ 14 จังหวัด [ADVERTORIAL]

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *