ผู้เขียน: lalika69_admin

Game of Thrones ภาคใหม่ถึงปี 2028!

ปี 2025 เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเงียบเหงาสำหรับแฟนๆ Game of Thrones (ถึงแม้ว่าจะมีข่าวคราวเกี่ยวกับ Winds of Winter ที่ยังไม่มีความคืบหน้า) นอกจากนี้ House of the Dragon ก็ยังไม่มีซีซั่นใหม่ให้ชม และต้องรอกันถึงต้นปี 2026 กว่าจะได้ดู Knight of the Seven Kingdoms ภาคแยก

แต่ด้วยแผนการใหม่ของ HBO ทำให้แฟนๆ มีความหวังว่าอีกสามปีข้างหน้าจะมีอะไรให้ติดตามกันมากขึ้นอย่างแน่นอน โดย HBO ได้ยืนยันการต่อสัญญา Knight of the Seven Kingdoms และ House of the Dragon สำหรับซีซั่นใหม่แล้ว พร้อมกำหนดตารางการออกอากาศแบบสลับกันไปมาระหว่างปี 2026, 2027 และ 2028

ฟรานเชสกา ออร์ซี หัวหน้าฝ่ายซีรีส์ดราม่าและภาพยนตร์ของ HBO กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะนำเสนอซีซั่นใหม่ของทั้งสองซีรีส์นี้ให้กับแฟนๆ จำนวนมากของจักรวาล Game of Thrones ในอีกสามปีข้างหน้า” เธอกล่าวต่อไปว่า “House of the Dragon และ A Knight of the Seven Kingdoms แสดงให้เห็นถึงความกว้างใหญ่และจินตนาการอันลึกซึ้งของจักรวาลที่จอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ตินสร้างขึ้นได้อย่างไร ในเดือนมกราคม ผมคิดว่าผู้ชมจะรู้สึกยินดีกับเรื่องราวของคนนอกที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างดังก์และเอ้กที่จอร์จและไอรา ปาร์คเกอร์จับภาพได้อย่างสวยงาม และในฤดูร้อนนี้ House of the Dragon ก็พร้อมที่จะลุกเป็นไฟอีกครั้งด้วยฉากการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางส่วน”

เพื่อเป็นการฉลองการประกาศ HBO ยังได้ปล่อยภาพใหม่จากทั้งสองซีรีส์ออกมาให้ชมกันอีกด้วย

Knight of the Seven Kingdoms มีกำหนดฉายรอบปฐมทัศน์ในวันที่ 18 มกราคมปีหน้า และ ซีซั่นที่สาม ของ House of the Dragon มีกำหนดฉายในช่วงฤดูร้อนปี 2026 หลังจากนั้น Knight ซีซั่นที่สองจะออกอากาศในปี 2027 และ House ซีซั่นที่สี่ในปี 2028 เรียกได้ว่าเราจะได้ดู Game of Thrones ภาคใหม่ถึงปี 2028 อย่างแน่นอน

แม้ว่า HBO จะไม่ได้ยืนยันในการประกาศต่อสัญญาในวันนี้ แต่ไรอัน คอนดัล ผู้จัดแสดง ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ หลังจากจบซีซั่นที่สองของ House of the Dragon ว่าแผนสำหรับภาคแยกที่เน้นเรื่องราวของตระกูลทาร์แกเรียนนี้จะยังคงเป็นการเล่าเรื่องราวของการเต้นรำของมังกรตลอดสี่ซีซั่น ซึ่งจะทำให้ซีรีส์จบลงในปี 2028 นั่นเอง

สิ่งที่ HBO วางแผนไว้สำหรับ อนาคตของ Game of Thrones หลังจากปี 2028 ยังคงต้องรอดูกันต่อไป หาก House จบลงในปีนั้นจริง ก็อาจถึงเวลาที่ภาคแยกเรื่องราวในเวสเทอรอสเรื่องอื่นจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าการที่ไม่มีซีรีส์เรื่องอื่นเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ Game of Thrones จบลงอย่างเป็นที่ถกเถียงกันนั้น ไม่ได้มาจากการขาดไอเดียก็ตาม

และถ้าไม่มีจริงๆ ล่ะ? อย่างน้อยเราก็ยังมี Winds ในสักวันหนึ่ง

อยากได้ข่าว io9 เพิ่มเติมไหม? ลองดูว่าเมื่อไหร่ที่คุณจะได้ชม Marvel, Star Wars และ Star Trek ภาคล่าสุด อะไรคือสิ่งต่อไปสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี, และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

Game of Thrones ภาคใหม่ถึงปี 2028!

ข่าวดี! Game of Thrones ภาคใหม่ถึงปี 2028 แน่นอน

การที่ HBO วางแผนจะสร้างซีรีส์ในจักรวาล Game of Thrones ต่อไปจนถึงปี 2028 แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความนิยมและความสำเร็จของแฟรนไชส์นี้ แฟนๆ สามารถตั้งตารอชมเรื่องราวที่เข้มข้นและน่าติดตามจากเวสเทอรอสได้อีกหลายปี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อาจจะมีเซอร์ไพรส์อื่นๆ ที่จะมาสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ มากกว่าเดิมก็ได้ ใครจะรู้ว่าเราอาจจะได้เห็น Game of Thrones ภาคใหม่ถึงปี 2028 จริงๆ ก็ได้!

ที่มา – We’re Getting New ‘Game of Thrones’ Until at Least 2028

ผลวิจัยชี้ บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ทำเงินจาก AI

สหรัฐฯ และพันธมิตรทั่วโลกได้ทุ่มเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ไปกับการแข่งขันด้าน AI โดยผู้ขับเคลื่อนหลักใน Silicon Valley สาบานว่าเทคโนโลยีนี้มีจุดหมายที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้น ตอนนี้ ผลการศึกษาใหม่ได้เข้าร่วมกับกลุ่มเสียงที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งพยายามเน้นย้ำถึงความจริงที่น่ากระอักกระอ่วนใจ: จนถึงขณะนี้ บริษัทส่วนใหญ่ที่นำ AI มาใช้ไม่ได้ทำเงินจากมันเลย

การศึกษาใหม่นี้มาจาก KPMG ซึ่งเป็นบริษัทบัญชีและบริการระดับมืออาชีพของอังกฤษ การศึกษา ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ ได้ตรวจสอบธุรกิจในแคนาดา โดยสำรวจพวกเขาเพื่อหาหลักฐานว่า AI ให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) หรือไม่ น่าเศร้าที่การศึกษาพบว่า ไม่ แทบจะไม่มีใครที่ใช้ AI สามารถค้นพบข้อดีทางการเงินของมันได้เลย อันที่จริง การสำรวจพบว่าในขณะที่ธุรกิจจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังใช้ AI มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียงประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อ้างว่าพวกเขาเห็น “ผลตอบแทนจากการลงทุน AI เชิงสร้างสรรค์”

การสำรวจซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้นำธุรกิจ 753 คนจากทั่วประเทศ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนน้อยนิดที่รายงานผลลัพธ์เชิงบวกจาก AI มาจากบริษัทขนาดใหญ่มากที่รายงานรายได้ต่อปีอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์ รายงานเสริมว่าบริษัทจำนวนมากยังไม่ได้รวม AI เข้ากับขั้นตอนการทำงานอย่างเต็มที่ และหลายแห่งยังคงทดลองใช้เทคโนโลยีนี้อยู่

การนำ AI ไปใช้ในอัตราที่สูงที่สุดเห็นได้ชัดในด้าน IT และฝ่ายขายและการตลาด การศึกษาระบุ พื้นที่อื่นๆ ที่มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวาง ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา การเงินและการบัญชี และวิศวกรรม

Stephanie Terrill หุ้นส่วนผู้จัดการของ Digital and Transformation ของ KPMG Canada กล่าวถึงแนวโน้มทั่วไปดังนี้:

Terrill กล่าวว่า “มีเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของธุรกิจแคนาดาเท่านั้นที่สร้างการเติบโตจากการลงทุนใน AI ในปัจจุบัน และนั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องใช้เวลาในการนำไปใช้และแสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนจากการลงทุนที่สามารถระบุได้” “อย่างไรก็ตาม แคนาดากำลังเผชิญกับภัยคุกคามระยะใกล้ต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และกำลังต่อสู้กับผลิตภาพและความเจริญรุ่งเรืองที่ลดลง ดังนั้นการรอคอยหลายปีเพื่อให้การลงทุนใน AI สร้างมูลค่าจึงไม่สมจริงในสภาพแวดล้อมนี้ อันที่จริง มันค่อนข้างเสี่ยงด้วยซ้ำ”

แม้ว่าจะมีแนวโน้มที่เป็นลบ แต่บทสรุปของ Terrill ไม่ใช่สิ่งที่คุณอาจคิด นั่นคือ AI ไม่ค่อยมีประโยชน์และบริษัทต่างๆ ควรละทิ้งมันไปเลย แต่เธอกล่าวว่าบริษัทแคนาดาควรเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนใน AI เพื่อเพิ่ม “ความสามารถในการแข่งขัน” ของประเทศและดู ROI ที่เข้าใจยากซึ่งกำลังหลีกเลี่ยงพวกเขาในปัจจุบัน:

เธอกล่าวเสริมว่าองค์กรแคนาดาจำเป็นต้องเร่งการนำ AI ไปใช้ในการดำเนินงานหลักเพื่อเริ่มบรรลุผลกำไรด้านผลิตภาพในระยะใกล้ถึงปานกลาง หากเราหวังที่จะมีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจมากขึ้นในฐานะประเทศ”

บริษัทต่างๆ ต้องรอนานแค่ไหนจนกว่า AI จะเริ่มทำในสิ่งที่ควรทำ การศึกษาพบว่าผู้นำธุรกิจจำนวนมากคาดว่าจะต้องรออีกหลายปีก่อนที่ AI จะมีผลตามที่ตั้งใจไว้ แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีประโยชน์ แต่บริษัทบางส่วน (3 ใน 10) คาดว่าจะเริ่มเห็นผลตอบแทนจากการลงทุน AI ภายในหนึ่งปี อีกส่วนหนึ่ง (6 ใน 10) กล่าวว่าพวกเขาคาดว่าจะเห็น ROI นั้นในหนึ่งถึงห้าปี ฉันเดาว่าความหวังยังคงอยู่ตลอดไป

บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ทำเงินจาก AI จริงหรือ?

ผลวิจัยชี้ชัด: บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ทำเงินจาก AI

การที่บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ทำเงินจาก AI นั้นเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะเทคโนโลยี AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาและการนำไปใช้ในธุรกิจต่างๆ หลายบริษัทอาจยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง หรือยังไม่ได้บูรณาการ AI เข้ากับกระบวนการทำงานหลักอย่างเต็มที่ ทำให้ยังไม่สามารถเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การลงทุนใน AI ยังต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เหมาะสมกับ AI ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การสร้างผลกำไรจาก AI เป็นไปได้ช้าลง

อย่างไรก็ตาม Stephanie Terrill จาก KPMG Canada แนะนำว่าบริษัทแคนาดาควรเร่งการลงทุนใน AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพื่อให้เห็นผลตอบแทนจากการลงทุนที่น่าพอใจในระยะยาว แม้ว่าปัจจุบันผลตอบแทนอาจยังไม่ชัดเจน แต่ศักยภาพของ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ยังคงเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง และบริษัทต่างๆ ควรเตรียมพร้อมที่จะลงทุนและปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มที่ในอนาคต อุตสาหกรรม IT และการตลาดและการขายเป็นผู้นำในการนำ AI ไปใช้จริง

การปรับตัวและการเรียนรู้ที่จะใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการแข่งขันในโลกธุรกิจยุคใหม่ การมองข้ามศักยภาพของ AI อาจทำให้บริษัทพลาดโอกาสในการเติบโตและพัฒนาในอนาคตได้ บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ทำเงินจาก AI ในวันนี้ แต่ด้วยการลงทุนและการปรับตัวที่เหมาะสม พวกเขาสามารถเปลี่ยนบริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ทำเงินจาก AI ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน

ต้องยอมรับว่าผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการนำ AI ไปใช้จริง แต่ก็เป็นโอกาสให้ธุรกิจต่างๆ ทบทวนกลยุทธ์การลงทุนและพัฒนาศักยภาพในการใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ทำเงินจาก AI เปลี่ยนมาสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – Yet Another Study Shows That Most Companies Aren’t Making Any Money Off AI

Song Wat Week 2025: ปลุกชีพย่านเก่า วาดเฉดสีใหม่ให้ประวัติศาสตร์

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้ผมจะพาไปส่องเทศกาลสุดสร้างสรรค์ที่กำลังจะมาแรง นั่นก็คือ Song Wat Week 2025: ปลุกชีพย่านเก่า วาดเฉดสีใหม่ให้ประวัติศาสตร์ อีเวนต์ที่จะเปลี่ยนย่านการค้าเก่าแก่ทรงวาดให้กลายเป็นสวรรค์ของคนรักศิลปะและไลฟ์สไตล์สุดเก๋ งานนี้จัดเต็ม 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 – 23 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้แนวคิดสุดเท่ WHERE HERITAGE MEETS CREATIVITY

สำหรับปีนี้ เขาเน้นการผสมผสานเรื่องเล่าดั้งเดิมและมรดกทางวัฒนธรรมของย่านทรงวาด เข้ากับมุมมองของคนรุ่นใหม่ บอกเลยว่าเป็นการ Collaboration ที่ลงตัวสุดๆ สร้างประสบการณ์ที่ยังคงเสน่ห์ความคลาสสิกของอดีต แต่เพิ่มความสนุกและความร่วมสมัยเข้าไปอีก ใครที่อยากสำรวจย่านทรงวาดในมุมมองใหม่ๆ ห้ามพลาดเลยครับ

Song Wat Week 2025: ปลุกชีพย่านเก่า วาดเฉดสีใหม่ให้ประวัติศาสตร์

ไฮไลท์เด็ดที่ไม่อยากให้พลาดคือ Made in Song Wat : The Longtable กิจกรรมสุด Exclusive ที่จะพาคุณไปสัมผัสจิตวิญญาณของย่านผ่านรสชาติอาหาร บอกเลยว่าเมนูพิเศษกว่า 24 เมนูที่รังสรรค์โดยเชฟระดับแนวหน้าอย่าง เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ และ เชฟปิ๊ก-สรมย์เวท ธีระพจน์ จะทำให้คุณ impressed แน่นอน ทั้งสองเชฟได้ร่วมมือกับร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดังในย่านกว่า 21 ร้าน เพื่อนำเสนอวัตถุดิบและเอกลักษณ์ของชาวทรงวาดอย่างแท้จริง

ตลอด 4 วันของการจัดงาน เตรียมตัวพบกับปรากฏการณ์ที่ประตูอาคารเก่าแก่ทั่วทั้งย่านจะเปิดต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกแห่งศิลปะ จะมีนิทรรศการกระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ให้คุณได้เดินชมกันอย่างจุใจ อาทิ:

  • Yenyen Herb Store
  • Shade of Artisan
  • Song Wat Tales
  • Remind 1953
  • Beat and Brew
  • The Song Wat Darkroom
  • Tra Baihor The Secret Garden
  • The Moon Guide House

เรียกได้ว่า Song Wat Week 2025: ปลุกชีพย่านเก่า วาดเฉดสีใหม่ให้ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่งานอีเวนต์ แต่เป็นการ transform ย่านเก่าแก่ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผสมผสานความเป็น Heritage เข้ากับ Creativity ได้อย่างลงตัว สมชื่อคอนเซ็ปต์ WHERE HERITAGE MEETS CREATIVITY อย่างแท้จริงครับ

ทำไม Song Wat Week 2025 ถึงน่าสนใจ?

สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ทำให้ Song Wat Week น่าสนใจมากๆ คือการที่งานนี้ไม่ได้มองข้ามคุณค่าของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แต่กลับนำมาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ทำให้เกิดเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และน่าสนใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่งานกระจายตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทั้งย่าน ยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนได้เดินสำรวจและทำความรู้จักกับย่านทรงวาดอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ผมมองว่าเทรนด์การจัดงานอีเวนต์ในลักษณะนี้กำลังมาแรงเลยครับ เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มมองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าและมีความหมายมากกว่าแค่ความสนุกสนาน การที่งานสามารถนำเสนอเรื่องราวของท้องถิ่นและวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้ผู้คนอยากเข้าร่วมงานมากขึ้นเรื่อยๆ

ใครที่กำลังมองหางานอีเวนต์ที่สร้างแรงบันดาลใจและเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ผมแนะนำ Song Wat Week 2025: ปลุกชีพย่านเก่า วาดเฉดสีใหม่ให้ประวัติศาสตร์ เลยครับ รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน!

แล้วเจอกันที่งานนะครับ!

ที่มา – ปลุกชีพย่านเก่า Song Wat Week 2025 วาดเฉดสีใหม่ให้ประวัติศาสตร์ ผสานมรดกวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. พัฒนานวัตกรรมวัคซีน ASF และนาโนส่งยา คว้ารางวัลจาก L’Oréal

วงการวิทยาศาสตร์ไทยน่าชื่นชมจริงๆ ค่ะ! เมื่อสองนักวิจัยหญิงจาก สวทช. ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจาก L’Oréal ในโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2568 จากผลงานวิจัยที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน นั่นคือ ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ จากไบโอเทค สวทช. กับผลงาน “ต้นแบบวัคซีนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” และ ดร.มัตถกา คงขาว จากนาโนเทค สวทช. กับผลงาน “การพัฒนาอนุภาคนาโนไขมันดัดแปลงพื้นผิวเพื่อนำส่งยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

ความสำเร็จครั้งนี้ ตอกย้ำพันธกิจของ สวทช. ในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. พัฒนานวัตกรรมวัคซีน ASF และนาโนส่งยา

วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (ASF) ถือเป็นความหวังในการควบคุมโรคระบาดร้ายแรงนี้ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับอุตสาหกรรมสุกรของไทย ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา เล่าว่า การพัฒนาวัคซีน ASF สายพันธุ์ไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะช่วงแรกๆ หลายคนไม่เชื่อมั่นว่างานวิจัยจะสำเร็จ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและทีมงานที่แข็งแกร่ง ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาวัคซีนต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ได้สำเร็จ

โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เป็นโรคอุบัติใหม่ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เกษตรกรจำนวนมากต้องปิดฟาร์ม ทำให้ราคาเนื้อหมูพุ่งสูงขึ้น การมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้

วัคซีน ASF ต้นแบบที่พัฒนาขึ้น มีผลการศึกษาเบื้องต้นในระดับห้องปฏิบัติการที่น่าพอใจ โดยสามารถป้องกันโรคได้ถึง 70-100% และมีความปลอดภัยสูง ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการหารือกับกรมปศุสัตว์และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมทดสอบในระดับฟาร์มจริง

ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา กล่าวว่า แรงบันดาลใจสำคัญในการทำวิจัยของเธอคือ เกษตรกรไทยที่สูญเสียทุกอย่างจากโรค ASF แต่ยังคงมีความหวังที่จะกลับมาเลี้ยงสุกรได้อีกครั้ง หากวัคซีนนี้ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ก็จะเป็นความภูมิใจอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การพัฒนาวัคซีน ASF ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร และลดการพึ่งพาวัคซีนจากต่างประเทศได้อีกด้วย

สำหรับอีกหนึ่งนักวิจัย ดร.มัตถกา คงขาว มุ่งมั่นพัฒนา “อนุภาคนาโนไขมันดัดแปลงพื้นผิว” เพื่อนำส่งยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของคนไทย

โรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย การรักษาแบบเดิมยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ยาดูดซึมได้ไม่ดี เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ดร.มัตถกาจึงทุ่มเทให้กับการพัฒนาอนุภาคนาโนไขมันที่สามารถนำส่งยาไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ลดผลข้างเคียง และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

เทคโนโลยีนาโนนี้ถูกออกแบบให้รองรับโรคหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง ภาวะอักเสบเรื้อรัง เบาหวาน โรคหัวใจ และยังมีการทดสอบในระดับพรีคลินิกแล้ว เตรียมก้าวสู่การทดสอบทางคลินิกในอนาคตอันใกล้นี้

อนาคตที่สดใสด้วยนวัตกรรมวัคซีน ASF และนาโนส่งยา

ดร.มัตถกายังมีแผนที่จะนำอนุภาคนาโนไขมันไปใช้ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกัน เพื่อชะลอและป้องกันการเกิดโรค NCDs รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางและอาหารเสริมชะลอวัยอีกด้วย

เธอหวังว่า นวัตกรรมนี้จะไม่เพียงช่วยดูแลสุขภาพของคนไทย แต่ยังช่วยวางรากฐานให้อุตสาหกรรมยา สมุนไพร และเวชสำอางของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การได้รับรางวัลจาก L’Oréal เป็นการยืนยันว่า งานวิจัยของพวกเธอมาถูกทางแล้ว และสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้จริง

รางวัลที่สองนักวิจัยหญิงได้รับ ไม่เพียงเติมเต็มความหวังในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนไทย ความปลอดภัยทางอาหาร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กับประเทศไทย แต่ยังเป็นแรงบันดาลให้นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยเดินหน้าสร้างสรรค์งานเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง

ความสำเร็จของ ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา และ ดร.มัตถกา เป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับสังคมได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทของสตรีในวงการวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก L’Oréal [Advertorial]

เมื่อ ‘เงิน’ ใหญ่กว่างาน: วิกฤตตำรวจไทยและการซื้อขายตำแหน่ง

การเปิดโปงของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล และ อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เรื่องราวการทุจริตเมื่อ ‘เงิน’ ใหญ่กว่างาน การซื้อขายตำแหน่งที่ถูกขุดคุ้ยออกมา ทำให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการบุคลากร และสงครามอำนาจภายในองค์กรที่กัดกินศรัทธาของประชาชนอย่างรุนแรง

เมื่อ ‘เงิน’ ใหญ่กว่างาน: เจาะลึกวิกฤตตำรวจไทย

การออกมาแฉถึงการซื้อขายตำแหน่ง ชี้ให้เห็นว่าหลักเกณฑ์ที่ควรใช้ในการเลื่อนตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นอาวุโส ความรู้ความสามารถ หรือผลงาน อาจถูกบิดเบือนด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว

ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยแสดงให้เห็นถึงเม็ดเงินที่ใช้ในการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งมีมูลค่าที่สูงมาก ตัวอย่างเช่น การเลื่อนตำแหน่งนายตำรวจ 4 นายในภาคอีสาน ต้องใช้เงินรวมกันถึง 24 ล้านบาท หรือการขยับจากรองผู้กำกับการเป็นผู้กำกับการ ต้องจ่าย 5-7 ล้านบาท เพื่อให้ได้เลือกพื้นที่ที่ต้องการ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับการจ่ายเงินเพื่อแลกตำแหน่งตั้งแต่หลักแสนถึง 2.5 ล้านบาท ในวาระประจำปี 2560

ขบวนการซื้อขายตำแหน่งที่ถูกกล่าวหา มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพลตำรวจเอก พลตำรวจโท กรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไปจนถึงบุคคลภายนอกที่มีอิทธิพล

แม้จะมี พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายตามระบบคุณธรรม แต่สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า โครงสร้างเดิมยังมีปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมอยู่

สงครามตัวแทนและการแบ่งขั้วอำนาจ

การกล่าวหาเรื่องทุจริต ได้เผยให้เห็นถึงความขัดแย้งทางอำนาจที่รุนแรง ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

ความขัดแย้งระหว่าง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล (อดีต ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (อดีตรอง ผบ.ตร.) เป็นที่ทราบกันดีว่ามีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทั้งในด้านการบริหารงาน และกระบวนการยุติธรรม

ความขัดแย้งนี้ลุกลามจนถึงขั้นมีการกล่าวหากันในเรื่องส่วนตัว และดำเนินคดีอาญาซึ่งกันและกัน จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา

ความขัดแย้งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

เมื่อกลไกภายในล้มเหลว ต้องพึ่งพากลไกภายนอก

การออกมาแฉข้อมูลผ่านสื่อ แสดงให้เห็นถึงการขาดกลไกภายในที่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา การที่ อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ต้องนำหลักฐานไปยื่นต่อ DSI และเปิดเผยต่อกรรมาธิการตำรวจ แสดงให้เห็นว่าช่องทางการตรวจสอบภายในองค์กรอาจไม่เพียงพอ

พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) เพื่อเป็นกลไกในการร้องเรียน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าโครงสร้างเดิมมีช่องโหว่

วิกฤตนี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนรอยร้าวในองค์กรตำรวจ ซึ่งไม่ใช่แค่การกระทำผิดส่วนบุคคล แต่เป็นความบกพร่องของระบบที่ทำให้เมื่อ ‘เงิน’ ใหญ่กว่างาน การเติบโตในสายอาชีพ และทำให้เกิดความขัดแย้งจนส่งผลเสียต่อการปฏิบัติหน้าที่และความเชื่อมั่นของประชาชน

เราเห็นได้ชัดเจนว่าความโปร่งใสและการตรวจสอบที่เข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา การปฏิรูปองค์กรตำรวจอย่างจริงจังและการสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับการทุจริตเท่านั้นที่จะสามารถแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกนี้ได้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง วิกฤตนี้จะยังคงอยู่และกัดกินศรัทธาของประชาชนไปเรื่อยๆ

ที่มา – ‘เมื่อเงิน ใหญ่กว่างาน’ เจาะลึกวิกฤต ตำรวจไทย ภายใต้เงาการซื้อขายตำแหน่งและสงครามขั้วอำนาจ

ผู้ก่อตั้ง Telehealth ถูกตัดสินคดีค้ายา Adderall

คณะลูกขุนรัฐบาลกลางในซานฟรานซิสโกตัดสินว่าผู้บริหารสองคนของบริษัท Telehealth ในแคลิฟอร์เนียชื่อ Done มีความผิดในข้อหามีส่วนร่วมในการจัดจำหน่าย Adderall และยากระตุ้นอื่น ๆ ทางออนไลน์ให้กับผู้ป่วยอย่างผิดกฎหมาย ตามรายงานของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

Ruthia He ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Done Global และ David Brody ประธานฝ่ายคลินิกของ Done Health ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาสมคบคิดเพื่อจัดจำหน่ายสารควบคุม 4 กระทง ข้อหาจัดจำหน่ายสารควบคุม และข้อหาสมคบคิดเพื่อกระทำการฉ้อโกงด้านการดูแลสุขภาพ ตาม ข่าวประชาสัมพันธ์จาก DOJ นอกจากนี้ He ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาสมคบคิดเพื่อขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

บริษัทซื้อโฆษณาที่ DOJ เรียกว่า “โฆษณาหลอกลวง” มูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์บนโซเชียลมีเดียเพื่อส่งเสริมการขายยา ADHD ในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของ Covid-19 เริ่มต้นในปี 2020 He ผู้ก่อตั้งบริษัทไม่มีการฝึกอบรมทางการแพทย์ แต่รับผิดชอบในการอนุมัติแนวทางการปฏิบัติทางคลินิก He และ Brody ยังซื้อโฆษณาที่กำหนดเป้าหมายไปยังผู้ที่ต้องการได้รับยา ADHD โดยไม่มีใบสั่งยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย

บริษัทจ่ายเงินให้ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลสูงถึง 60,000 ดอลลาร์ต่อเดือนเพื่อเติมใบสั่งยาและตั้งค่าเทคโนโลยี “เติมอัตโนมัติ” ที่อนุญาตให้เติมยาอัตโนมัติโดยไม่ต้องติดตามผลจากคลินิก ตามรายงานของ DOJ He, Brody และคนอื่น ๆ ยังสมคบคิดเพื่อฉ้อโกงผู้ประกันตน โดยอนุญาตให้ผู้คนได้รับการชำระเงินคืนสำหรับใบสั่งยา Adderall ที่ร้านขายยา

DOJ ยังกล่าวหาว่า He และ Brody บอกพยาบาลให้สั่งจ่าย Adderall ต่อไปให้กับผู้ที่ใช้ยาอื่นในทางที่ผิด Done ยังคงให้ Adderall แก่ผู้ป่วยแม้หลังจากที่สมาชิกในครอบครัวติดต่อบริษัทเนื่องจากคนที่พวกเขารักกำลังประสบกับภาวะอารมณ์สองขั้ว โรคจิตที่เกิดจาก Adderall หรือภาวะสุขภาพจิตอื่น ๆ ขณะใช้ยา

Christian J. Schrank จาก HHS Office of Inspector General กล่าวว่า “คดีนี้แสดงถึงการละเมิด telehealth ที่ร้ายแรงที่สุดที่เราเคยเห็นมา”

Schrank กล่าวต่อว่า “จำเลยสร้างรูปแบบธุรกิจที่ไร้ยางอายโดยอิงจากยาเสพติด การหลอกลวง และการไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยการท่วมตลาดด้วยสารควบคุมในขณะที่ฉ้อโกงโครงการด้านการดูแลสุขภาพของรัฐบาลกลาง การไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยและกฎหมายโดยเจตนาของพวกเขาทำให้ชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยงและบ่อนทำลายความไว้วางใจของสาธารณชนในเวชศาสตร์ดิจิทัล”

ตามที่ รอยเตอร์ ระบุว่าเป็นคดีอาญายาเสพติดครั้งแรกของบริษัท telehealth Done ปฏิเสธว่าผู้บริหารของตนทำอะไรผิดในแถลงการณ์ต่อ Gizmodo หลังจากที่ He และ Brody ถูกจับกุมใน กรกฎาคม 2024

“Done Global ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อหาทางอาญาที่ยื่นฟ้องเมื่อสัปดาห์ที่แล้วต่อ Ruthia He ผู้ก่อตั้งของเรา และ Dr. David Brody ซึ่งอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลักระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ถึงมกราคม 2023” บริษัทกล่าวในขณะนั้น

“นับตั้งแต่ก่อตั้ง Done Global ได้ทำงานเพื่อให้การดูแลสุขภาพจิตเข้าถึงได้สำหรับชาวอเมริกันหลายหมื่นคนที่ติดอยู่ในวิกฤตระดับชาติที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น Done Global จะยังคงดำเนินการต่อไป และจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่าชาวอเมริกันหลายหมื่นคนที่พึ่งพาเราจะไม่สูญเสียการเข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตของพวกเขา ในขณะเดียวกัน เราจะยังคงสนับสนุนแพทย์ของเราในการใช้ดุลยพินิจทางคลินิกที่เป็นอิสระ การปฏิบัติตามเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ และการให้การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด”

Gizmodo ติดต่อเข้าไปเพื่อขอความคิดเห็นในวันพุธ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับทันที Brody และ He ทั้งคู่ต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี การตัดสินมีกำหนดในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026

Harry T. Chavis จาก IRS Criminal Investigation New York กล่าวในแถลงการณ์ที่โพสต์ทางออนไลน์ว่า “การกระทำที่เป็นการฉ้อโกงของ He และ Brody นำไปสู่การใช้สารเสพติด การเสพติด และในบางกรณี การใช้ยาเกินขนาดของลูกค้า”

“แทนที่จะให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าเป็นอันดับแรก พวกเขากลับให้ความสำคัญกับความโลภของตนเองโดยการสั่งจ่าย Adderall และยากระตุ้นอื่น ๆ อย่างฉ้อฉลเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ นี่เป็นการกระทำที่น่าละอาย และคณะลูกขุนของเพื่อนร่วมงานของพวกเขาก็เห็นด้วย ทั้ง He และ Brody จะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาของการฉ้อโกงที่ร้ายแรงนี้”

ผู้ก่อตั้ง Telehealth ถูกตัดสินคดีค้ายา Adderall

ทำไมคดีผู้ก่อตั้ง Telehealth ถูกตัดสินคดีค้ายา Adderall ถึงสำคัญ?

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายต่อการประกอบธุรกิจ telehealth ที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการสั่งจ่ายยาควบคุมอย่างไม่ถูกต้อง การตัดสินครั้งนี้ส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบการ telehealth รายอื่น ๆ ว่าการแสวงหากำไรโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยจะไม่ได้รับการยอมรับ

ผู้ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือในการจัดการ ADHD ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่มีใบอนุญาต การใช้ยา Adderall หรือยาอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

การตัดสินคดี ผู้ก่อตั้ง Telehealth ถูกตัดสินคดีค้ายา Adderall ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในการบริการ telehealth เพื่อป้องกันการละเมิดและการปฏิบัติทางการแพทย์ที่ผิดจริยธรรม หน่วยงานกำกับดูแลและผู้ให้บริการ telehealth ต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างและบังคับใช้มาตรฐานที่เข้มงวดเพื่อให้มั่นใจถึงคุณภาพและความปลอดภัยของการดูแล

การเข้าถึงการรักษา ADHD ที่ถูกต้องตามกฎหมายมีความสำคัญสูงสุด อย่าหันไปหาแหล่งที่น่าสงสัยหรือผิดกฎหมายเพื่อรับยา ผู้ก่อตั้ง Telehealth ถูกตัดสินคดีค้ายา Adderall ควรเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

ผู้ก่อตั้ง Telehealth ถูกตัดสินคดีค้ายา Adderall สรุปแล้ว การตัดสินคดีนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรม telehealth และตอกย้ำความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและจริยธรรมในการดูแลผู้ป่วย

ที่มา – Telehealth Founder Convicted of Running Adderall Pill Mill

อัยการขอขยายเวลาอุทธรณ์คดี ‘ทักษิณ’ ม.112 ครั้งที่ 3: เกิดอะไรขึ้น?

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตข่าวคราวที่น่าสนใจในวงการกฎหมายกันหน่อยนะครับ เรื่องราวเกี่ยวกับคดีที่หลายคนจับตามอง อย่างคดีของท่านทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกฟ้องในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีการให้สัมภาษณ์ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558

เรื่องของเรื่องคือ คดีนี้ ศาลอาญาได้ตัดสินยกฟ้องท่านทักษิณไปแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ด้วยเหตุผลว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอ แต่ทางอัยการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์มาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดเนี่ย กำลังจะหมดเขตในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้แล้ว

แต่ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจครับ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก่อนวันหมดเขตเพียง 2 วัน พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาอีกครั้ง เพื่อขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คดี ‘ทักษิณ’ ม.112 ครั้งที่ 3! ตอนนี้ก็ต้องรอลุ้นกันว่าศาลท่านจะเมตตาอนุมัติหรือไม่

ทำไมอัยการถึงขอขยายเวลาอุทธรณ์คดี ‘ทักษิณ’ ม.112 ครั้งที่ 3?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมอัยการถึงต้องขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 3 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ขอมาแล้วถึงสองครั้ง? มีรายงานข่าวแจ้งว่า อัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลแล้ว และได้ส่งคำสั่งดังกล่าวมายังสำนักงานอัยการคดีอาญา 8 เจ้าของสำนวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สาเหตุที่ต้องยื่นขอขยายเวลาครั้งที่ 3 ก็คือ กระบวนการร่างคำฟ้องอุทธรณ์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์

การร่างคำฟ้องอุทธรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความละเอียดรอบคอบ และต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้คำอุทธรณ์มีความสมบูรณ์และน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด การที่อัยการขอขยายเวลา ก็เพื่อรักษาสิทธิ์และป้องกันความผิดพลาดทางเทคนิค หากร่างคำอุทธรณ์เสร็จไม่ทันกำหนดเส้นตายในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้

ความสำคัญของการอุทธรณ์คดี ม.112

คดีความผิดตามมาตรา 112 เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และมีความสำคัญต่อความรู้สึกของประชาชน การที่อัยการตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ ก็แสดงให้เห็นว่าทางอัยการยังคงให้ความสำคัญกับคดีนี้ และต้องการที่จะพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏต่อศาล

การอุทธรณ์คดีไม่ได้หมายความว่าอัยการมีความมั่นใจว่าจะชนะคดี แต่อย่างน้อยก็เป็นการเปิดโอกาสให้ศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอีกครั้งอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

การขอขยายเวลาอุทธรณ์คดี ‘ทักษิณ’ ม.112 ครั้งที่ 3 นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของคดี และความระมัดระวังในการดำเนินการทางกฎหมายของอัยการ การร่างคำอุทธรณ์ที่แข็งแรงและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างยุติธรรมและรอบด้าน

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นต้องใช้เวลา และต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การด่วนตัดสินหรือรีบร้อนตัดสินใจ อาจนำไปสู่ความผิดพลาดที่ร้ายแรงได้

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด ก็คงจะทราบดีว่าคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนในวงกว้าง การตัดสินใจของศาลในเรื่องการขยายเวลาอุทธรณ์ และผลการพิจารณาคดีในอนาคต จะส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองและสังคมของประเทศอย่างแน่นอน

ในฐานะประชาชน เราก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลข่าวสาร เพื่อที่จะสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? มาร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – อัยการยื่นขอขยายเวลาอุทธรณ์คดี ‘ทักษิณ’ ม.112 ครั้งที่ 3 หลังคำสั่งอัยการสูงสุดถึงมือ แต่ร่างอุทธรณ์ยังไม่เสร็จ

อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ. เซ็น MOU เสริมแกร่งเซมิคอนดักเตอร์ไทย

วงการเทคโนโลยีไทยกำลังก้าวไปอีกขั้น! กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เดินหน้ายุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์อย่างเข้มข้น ด้วยการ อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ. เซ็น MOU เสริมแกร่งเซมิคอนดักเตอร์ไทย และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ 19 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ งานนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.- เซ็น MOU 19 มหาวิทยาลัย เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน *Explanation of application of the rule:* 1. **อว.**: A proper noun, but its at the beginning of the sentence and does not follow a verb. 2. **วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.**: วาง is a verb. ศิลาฤกษ์ is a common noun. ศูนย์ is a common noun. มจพ. is a proper noun, but it follows the common noun ศูนย์, not a verb. Therefore, no space is added before มจพ. based on the specified rule. 3. **เซ็น MOU**: เซ็น is a verb. MOU is a proper noun (an acronym). MOU follows a verb. In the original headline, there is already a space between เซ็น and MOU, so no new space is added as it already conforms to the rule. 4. **เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน**: เสริมทัพ is a verb. แผนพัฒนา is a common noun. Therefore, no space is added. Based strictly on the rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), the headline already conforms, or no new spaces are required according to this specific instruction. 2

พิธีวางศิลาฤกษ์ศูนย์เซมิคอนดักเตอร์ มจพ.

อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.- เซ็น MOU 19 มหาวิทยาลัย เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน *Explanation of application of the rule:* 1. **อว.**: A proper noun, but its at the beginning of the sentence and does not follow a verb. 2. **วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.**: วาง is a verb. ศิลาฤกษ์ is a common noun. ศูนย์ is a common noun. มจพ. is a proper noun, but it follows the common noun ศูนย์, not a verb. Therefore, no space is added before มจพ. based on the specified rule. 3. **เซ็น MOU**: เซ็น is a verb. MOU is a proper noun (an acronym). MOU follows a verb. In the original headline, there is already a space between เซ็น and MOU, so no new space is added as it already conforms to the rule. 4. **เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน**: เสริมทัพ is a verb. แผนพัฒนา is a common noun. Therefore, no space is added. Based strictly on the rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), the headline already conforms, or no new spaces are required according to this specific instruction. 3

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU)

อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ. เซ็น MOU เสริมแกร่งเซมิคอนดักเตอร์ไทย สร้างบุคลากรป้อนตลาด

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ ณ มจพ. โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงและมหาวิทยาลัยเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.- เซ็น MOU 19 มหาวิทยาลัย เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน *Explanation of application of the rule:* 1. **อว.**: A proper noun, but its at the beginning of the sentence and does not follow a verb. 2. **วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.**: วาง is a verb. ศิลาฤกษ์ is a common noun. ศูนย์ is a common noun. มจพ. is a proper noun, but it follows the common noun ศูนย์, not a verb. Therefore, no space is added before มจพ. based on the specified rule. 3. **เซ็น MOU**: เซ็น is a verb. MOU is a proper noun (an acronym). MOU follows a verb. In the original headline, there is already a space between เซ็น and MOU, so no new space is added as it already conforms to the rule. 4. **เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน**: เสริมทัพ is a verb. แผนพัฒนา is a common noun. Therefore, no space is added. Based strictly on the rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), the headline already conforms, or no new spaces are required according to this specific instruction. 4

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวถึงความสำคัญของศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่นี้ว่า จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทยอย่างครบวงจร

อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.- เซ็น MOU 19 มหาวิทยาลัย เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน *Explanation of application of the rule:* 1. **อว.**: A proper noun, but its at the beginning of the sentence and does not follow a verb. 2. **วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.**: วาง is a verb. ศิลาฤกษ์ is a common noun. ศูนย์ is a common noun. มจพ. is a proper noun, but it follows the common noun ศูนย์, not a verb. Therefore, no space is added before มจพ. based on the specified rule. 3. **เซ็น MOU**: เซ็น is a verb. MOU is a proper noun (an acronym). MOU follows a verb. In the original headline, there is already a space between เซ็น and MOU, so no new space is added as it already conforms to the rule. 4. **เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน**: เสริมทัพ is a verb. แผนพัฒนา is a common noun. Therefore, no space is added. Based strictly on the rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), the headline already conforms, or no new spaces are required according to this specific instruction. 5

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.

นอกจากนี้ รัฐมนตรีและคณะผู้บริหารยังได้เยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ของ มจพ. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีชั้นสูงของประเทศ

อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.- เซ็น MOU 19 มหาวิทยาลัย เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน *Explanation of application of the rule:* 1. **อว.**: A proper noun, but its at the beginning of the sentence and does not follow a verb. 2. **วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.**: วาง is a verb. ศิลาฤกษ์ is a common noun. ศูนย์ is a common noun. มจพ. is a proper noun, but it follows the common noun ศูนย์, not a verb. Therefore, no space is added before มจพ. based on the specified rule. 3. **เซ็น MOU**: เซ็น is a verb. MOU is a proper noun (an acronym). MOU follows a verb. In the original headline, there is already a space between เซ็น and MOU, so no new space is added as it already conforms to the rule. 4. **เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน**: เสริมทัพ is a verb. แผนพัฒนา is a common noun. Therefore, no space is added. Based strictly on the rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), the headline already conforms, or no new spaces are required according to this specific instruction. 6

ลงนาม MOU ร่วมกับ THSIA-วช.-19 มหาวิทยาลัย ปูทางสู่ฮับเซมิคอนดักเตอร์

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกระทรวง อว., สมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ (THSIA), สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัย 19 แห่งทั่วประเทศ เหล่านี้คือ:

  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • มหาวิทยาลัยบูรพา
  • มหาวิทยาลัยมหิดล
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  • มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  • สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
  • สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น
  • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบวงจรไปจนถึงการทดสอบทางไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย

อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.- เซ็น MOU 19 มหาวิทยาลัย เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน *Explanation of application of the rule:* 1. **อว.**: A proper noun, but its at the beginning of the sentence and does not follow a verb. 2. **วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.**: วาง is a verb. ศิลาฤกษ์ is a common noun. ศูนย์ is a common noun. มจพ. is a proper noun, but it follows the common noun ศูนย์, not a verb. Therefore, no space is added before มจพ. based on the specified rule. 3. **เซ็น MOU**: เซ็น is a verb. MOU is a proper noun (an acronym). MOU follows a verb. In the original headline, there is already a space between เซ็น and MOU, so no new space is added as it already conforms to the rule. 4. **เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน**: เสริมทัพ is a verb. แผนพัฒนา is a common noun. Therefore, no space is added. Based strictly on the rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), the headline already conforms, or no new spaces are required according to this specific instruction. 7

ศ.ดร.ศุภชัยกล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงผ่านทั้งหลักสูตรปริญญาและหลักสูตรระยะสั้น

อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.- เซ็น MOU 19 มหาวิทยาลัย เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคน *Explanation of application of the rule:* 1. **อว.**: A proper noun, but its at the beginning of the sentence and does not follow a verb. 2. **วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.**: วาง is a verb. ศิลาฤกษ์ is a common noun. ศูนย์ is a common noun. มจพ. is a proper noun, but it follows the common noun ศูนย์, not a verb. Therefore, no space is added before มจพ. based on the specified rule. 3. **เซ็น MOU**: เซ็น is a verb. MOU is a proper noun (an acronym). MOU follows a verb. In the original headline, there is already a space between เซ็น and MOU, so no new space is added. Based strictly on the rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), the headline already conforms, or no new spaces are required according to this specific instruction. 8

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.

การ อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ. เซ็น MOU เสริมแกร่งเซมิคอนดักเตอร์ไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง อว. ในการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ ตั้งแต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่สนใจในเทคโนโลยี การติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะนี่คืออนาคตของเศรษฐกิจไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป!

ที่มา – อว. วางศิลาฤกษ์ศูนย์ มจพ.- เซ็น MOU 19 มหาวิทยาลัย เสริมทัพแผนพัฒนากำลังคนเซมิคอนดักเตอร์ไทย [ADVERTORIAL]

กองทัพเรือไทยตั้งเป้าปี 69: ปีแห่งความพร้อม เสริมโดรน ป้องกันโดรน ต่อเรือฟริเกตในประเทศ

ข่าวใหญ่มาแล้ว! กองทัพเรือไทยประกาศลั่นกลองรบ ตั้งเป้าปี 2569 เป็น ปีแห่งความพร้อมของกองทัพเรือ อย่างเต็มรูปแบบ งานนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะมีการจัดเต็มทั้งเสริมโดรน ป้องกันโดรน และย้ำชัดเรื่องการต่อเรือฟริเกตในประเทศเท่านั้น

พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีทำบุญเนื่องในวันกองทัพเรือประจำปี 2568 ว่า ตลอด 119 ปีที่ผ่านมา กองทัพเรือมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และปี 2569 นี้ จะเป็น ปีแห่งความพร้อมของกองทัพเรือ อย่างแท้จริง

อะไรคือองค์ประกอบที่จะทำให้กองทัพเรือพร้อมรบเต็มสูบ? ผบ.ทร. แจงว่ามี 4 ส่วนสำคัญ คือ บุคลากรที่ต้องฝึกฝนให้พร้อมรับมือภัยคุกคาม, วัตถุที่ต้องพัฒนาให้ทันเทคโนโลยี, ยุทธวิธีที่ต้องปรับปรุง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

“เรือรบยังจำเป็นอยู่ เพราะเป็นฐานในการดำเนินการเข้าสู่พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรือผิวน้ำหรือดำน้ำ แต่ก็จะเสริมขีดความสามารถของเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับเข้าไป” ผบ.ทร. กล่าวถึงความสำคัญของเรือรบและการใช้เทคโนโลยีโดรนเสริมกำลัง นอกจากนี้ ยังมีการวางโครงสร้างหน่วยกำลังรบทางบกในระดับหมวด โดยจะมีทั้ง UAV โดรน และ Anti Drone เพื่อความปลอดภัยในการลาดตระเวน

ปีแห่งความพร้อมของกองทัพเรือ: โดรน ปืนใหญ่ จัดเต็มชายแดน

สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผบ.ทร. ยืนยันว่า กองกำลังจันทบุรีและตราดมีความพร้อมเต็มที่ โดรนสนับสนุนการลาดตระเวนเข้าพื้นที่เรียบร้อยแล้ว และปืนใหญ่ก็จัดเต็มกำลัง คือจังหวัดละ 1 กองร้อยปืนใหญ่ มีทั้งกองร้อยปืน 155 มม. และกองร้อยปืน 105 มม. เพื่อป้องกันอธิปไตยไทย

เรื่องเรือฟริเกตที่หลายคนจับตามอง ผบ.ทร. เผยว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมโครงการ โดยย้ำว่าโครงการนี้จะต้องมี offset policy หรือการต่อเรือในประเทศ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน

ทำไมต้องต่อเรือฟริเกตในประเทศ?

“ผมขอยืนยันว่าการต่อเรือฟริเกตนั้น ต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกองทัพเรือ โดยกองทัพมีหน้าที่บำรุงรักษา และในการที่จะได้มาซึ่งเรือ ผมได้ดำเนินการและสั่งการแล้วว่า ผลประโยชน์ต้องกลับไปสู่ประชาชนมากที่สุด โดยต่อเรือภายในประเทศให้ได้สัดส่วนมากที่สุดด้วย” ผบ.ทร. กล่าวอย่างหนักแน่น

นอกจากเรื่องความพร้อมรบและการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดน โดยเฉพาะกรณีบ้าน 3 หลังที่ล้ำเขตแดนในจังหวัดตราด ผบ.ทร. กล่าวว่า หากมีการปฏิบัติการก็จะดำเนินการเพิ่มเติม และในส่วนของอาคารคาสิโนที่ฝ่ายกัมพูชาสร้างล้ำเข้ามา ก็ต้องเรียกร้องค่าใช้จ่ายหากเขาไม่รื้อถอน

ด้าน พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพเรือยังคงห่วงใยและกังวลเรื่องชายแดน ภายหลังรื้อบ้าน 3 หลัง พบการวางกำลังเพิ่มเติม มีการขุดคูเลตเพิ่ม ซึ่ง กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ร่วมมือกับประชาชนจังหวัดตราด ทำถนนเข้าไปประชิดเพื่อปฏิบัติการทางยุทธวิธี และจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน

ในส่วนของการผลักดันฝ่ายตรงข้าม ยังคงใช้การเจรจา โดยยื่นข้อเสนอหลายเรื่อง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งบานปลาย

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองและการสร้างผลประโยชน์คืนสู่ประชาชน การต่อเรือฟริเกตในประเทศไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพ แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับคนไทย ถ้า ปีแห่งความพร้อมของกองทัพเรือ นี้สำเร็จจริง จะเป็นผลดีต่อความมั่นคงของชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแน่นอน

ที่มา – ​ผบ.ทร. ตั้งเป้าปี 69 เป็นปีแห่งความพร้อมของ กองทัพเรือ เร่งเสริมโดรน-Anti Drone ย้ำเรือฟริเกตต้องต่อในประเทศ