ดาวเทียมเผย 15 แหล่งปล่อยมีเทนสูงสุดในอเมริกา

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานกำลังเกิดขึ้นทั้งบนพื้นดินและบนท้องฟ้า ขณะที่สหรัฐอเมริกาเพิ่มบทบาทการเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวไปยังยุโรป ดาวเทียมรุ่นใหม่ก็ช่วยเปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า มีเทนกำลังรั่วไหลออกมาจากจุดใด และแหล่งปล่อยเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการรายใดบ้าง รายงานฉบับใหม่จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียจึงได้รับความสนใจ เพราะนำเสนอภาพที่ละเอียดขึ้นของปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคน้ำมันและก๊าซ

ดาวเทียมเผย 15 แหล่งปล่อยมีเทนสูงสุดในอเมริกา โดยศึกษาพื้นที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ แอ่งเพอร์เมียน แอ่งแอปพาเลเชียน และแอ่งเฮย์เนสวิลล์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติหลักของสหรัฐฯ และมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มปริมาณก๊าซที่ส่งออกไปยังตลาดยุโรป ข้อมูลดังกล่าวทำให้สังคมมองเห็นปัญหาที่ก่อนหน้านี้ตรวจสอบได้ยาก เพราะก๊าซมีเทนไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และสามารถเล็ดลอดจากอุปกรณ์หลายประเภทโดยไม่เป็นที่สังเกต

ดาวเทียมเผย 15 แหล่งปล่อยมีเทนสูงสุดในอเมริกา

รายงานใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Tanager-1 เพื่อตรวจจับกลุ่มก๊าซมีเทน หรือ methane plume จากแหล่งน้ำมันและก๊าซใน 3 แอ่งดังกล่าว ระหว่างเดือนมกราคม 2025 ถึงเดือนมิถุนายน 2026 ดาวเทียมตรวจพบกลุ่มก๊าซทั้งหมด 1,097 จุด จากนั้นทีมวิจัยจึงเปรียบเทียบข้อมูลกับฐานข้อมูลสาธารณะของ Carbon Mapper ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อระบุผู้ดำเนินการที่อาจรับผิดชอบต่อแหล่งปล่อยแต่ละแห่ง

นักวิจัยสามารถระบุผู้ประกอบการได้ประมาณหนึ่งในสามของจุดที่ตรวจพบ แม้จะไม่สามารถเชื่อมโยงทุกจุดเข้ากับบริษัทได้อย่างชัดเจน แต่ข้อมูลนี้ก็มีประโยชน์อย่างมากต่อหน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน ชุมชนท้องถิ่น และผู้บริโภค เพราะช่วยให้การติดตามความรับผิดชอบมีหลักฐานเชิงพื้นที่ที่ละเอียดกว่าการใช้ข้อมูลจากภาคพื้นดินเพียงอย่างเดียว

ดาวเทียมเผย 15 แหล่งปล่อยมีเทนสูงสุดในอเมริกา และผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ

มีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนได้มีประสิทธิภาพสูง และเป็นส่วนประกอบหลักของก๊าซธรรมชาติ การปล่อยมีเทนเกิดขึ้นได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่บ่อผลิต อุปกรณ์แยกก๊าซ ท่อส่ง โรงงานแปรรูป ไปจนถึงคลังเก็บและสถานีขนส่ง ปัญหาไม่ได้เกิดจากการรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการระบายก๊าซโดยเจตนาในบางกระบวนการ และการเผาก๊าซที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ด้วย

เมื่อมีเทนถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงเวลาสั้น ๆ ดังนั้น การลดการรั่วไหลของมีเทนจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ทันที นอกจากนี้ การเก็บก๊าซที่รั่วไหลกลับมาใช้ยังช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของผู้ผลิตอีกด้วย

แหล่งปล่อยมีเทนที่โดดเด่นจากการจัดอันดับ

รายงานได้จัดอันดับแหล่งน้ำมันและก๊าซ 10 แห่งที่มีอัตราการปล่อยมีเทนสูงที่สุดใน 3 แอ่ง แม้หัวข้อข่าวจะกล่าวถึง 15 แหล่งปล่อยสำคัญ แต่ส่วนการจัดอันดับหลักเน้นกลุ่มสถานที่ที่มีข้อมูลและการตรวจวัดเพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบ จุดที่อยู่ลำดับสูงสุดคือโรงงาน Shreveport ในเขต Red River รัฐลุยเซียนา ซึ่งดำเนินการโดย Energy Transfer

โรงงานแห่งนี้มีอัตราการปล่อยเฉลี่ยประมาณ 1.72 ตัน หรือ 1.56 เมตริกตันของมีเทนต่อชั่วโมง หากปล่อยในอัตราเฉลี่ยดังกล่าวต่อเนื่องตลอดหนึ่งปี ปริมาณผลกระทบด้านก๊าซเรือนกระจกจะเทียบเท่ากับการขับรถยนต์ใช้น้ำมันเป็นระยะทางประมาณ 974 ล้านไมล์ หรือเทียบเท่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานของบ้าน 51,000 หลังเป็นเวลาหนึ่งปี

สำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ หรือ EPA กำหนดเกณฑ์แหล่งปล่อยระดับ super-emitter ไว้ที่อย่างน้อย 0.11 ตัน หรือ 0.1 เมตริกตันของมีเทนต่อชั่วโมง ทว่าโรงงาน Shreveport ปล่อยก๊าซในอัตราเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าวประมาณ 15 เท่า ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแหล่งปล่อยขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งอาจมีส่วนต่อปัญหามลพิษมากกว่าจุดรั่วไหลขนาดเล็กจำนวนมากรวมกัน

ทำไมข้อมูลจากดาวเทียมจึงมีความสำคัญ

การตรวจสอบการปล่อยมีเทนแบบดั้งเดิมมักอาศัยการตรวจภาคสนาม รายงานจากผู้ประกอบการ หรือการสุ่มตรวจอุปกรณ์ วิธีเหล่านี้ยังมีความจำเป็น แต่ไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง ดาวเทียมจึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างด้วยการมองเห็นกลุ่มก๊าซจากระยะไกล และสามารถช่วยระบุสถานที่ที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม

  • ครอบคลุมพื้นที่กว้าง: ดาวเทียมสามารถสำรวจแอ่งผลิตขนาดใหญ่และเปรียบเทียบหลายสถานที่ได้ในระบบเดียว
  • ช่วยค้นหาจุดผิดปกติ: ข้อมูลจากภาพถ่ายช่วยระบุแหล่งปล่อยที่มีอัตราสูงผิดปกติ ซึ่งอาจตกหล่นจากการตรวจตามรอบปกติ
  • เพิ่มความโปร่งใส: หน่วยงานและชุมชนสามารถใช้ข้อมูลสาธารณะเพื่อติดตามแนวโน้มการปล่อยของอุตสาหกรรม
  • สนับสนุนการแก้ปัญหา: ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปวางแผนซ่อมบำรุงและลดการสูญเสียก๊าซได้ตรงจุด

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดาวเทียมไม่ควรถูกมองว่าเป็นคำตัดสินขั้นสุดท้ายในทุกกรณี เพราะสภาพอากาศ ลม ความละเอียดของเซนเซอร์ และช่วงเวลาที่ดาวเทียมผ่านพื้นที่อาจส่งผลต่อการตรวจวัด การยืนยันผลด้วยการตรวจภาคพื้นดินจึงยังเป็นขั้นตอนสำคัญ โดยเฉพาะก่อนนำข้อมูลไปใช้ดำเนินการทางกฎหมายหรือกำหนดบทลงโทษ

ทิศทางการควบคุมมีเทนในสหรัฐฯ

รายงานนี้เผยแพร่ในช่วงเวลาที่นโยบายด้านมีเทนของสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนแปลง ฝ่ายบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ได้เดินหน้าทบทวนหรือยกเลิกมาตรการบางส่วนจากยุคโจ ไบเดน ซึ่งมีเป้าหมายลดการปล่อยมีเทนจากภาคน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการยกเลิกค่าธรรมเนียมมีเทนของรัฐบาลกลางและการปรับแก้ข้อกำหนดด้านการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ

ในเวลาเดียวกัน การผลิตก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ คาดว่าปริมาณการผลิตเฉลี่ยในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 122.5 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สูงกว่าสถิติเดิมที่ 118.5 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในปี 2025 แอ่งเพอร์เมียนและแอ่งเฮย์เนสวิลล์รวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของการเพิ่มขึ้นที่คาดการณ์ไว้

เมื่อการผลิตและการส่งออกเพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการก็ยิ่งมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับการรั่วไหล การซ่อมแซมวาล์วและท่อ การลดการระบายก๊าซโดยไม่จำเป็น หรือการรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใส ภาครัฐเองก็ควรใช้ข้อมูลจากดาวเทียมร่วมกับการตรวจภาคพื้นดิน เพื่อออกแบบกฎเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้และบังคับใช้อย่างเป็นธรรม

สำหรับผู้บริโภคและนักลงทุน ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าก๊าซธรรมชาติไม่ได้มีผลกระทบเฉพาะตอนที่ถูกเผาไหม้เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นทางของการผลิตจนถึงปลายทาง การเลือกสนับสนุนบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลและมีแผนลดมีเทนอย่างจริงจังอาจช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมยกระดับมาตรฐานได้

ท้ายที่สุด ดาวเทียมกำลังทำให้ปัญหาที่เคยมองไม่เห็นกลายเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ความเห็นของผู้เขียนคือ การขยายการผลิตก๊าซควรเดินคู่กับระบบติดตามและลดการปล่อยมีเทนที่เข้มงวด หากคุณสนใจเรื่องพลังงานสะอาดและสภาพภูมิอากาศ ควรติดตามข้อมูลจากดาวเทียมและเรียกร้องให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบต่อแหล่งปล่อยของตนเองอย่างโปร่งใส

ที่มา – Satellites Reveal America’s Top 15 Methane Super-Emitters

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *