ผู้เขียน: lalika69_admin

ผบ.ตร. เรียกประชุมด่วนติดตามเหตุชายแดนใต้ คุมตัวแล้ว 2 คนมือเผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด พร้อมสั่งยกระดับมาตรการข่าวกรอง-ส่งชุดเคลื่อนที่เร็วคุมพื้นที่

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เป็นประธานในการประชุมติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงและตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

ที่ประชุมนี้มีเป้าหมายเพื่อดำเนินการอย่างเร่งด่วนหลังเกิดเหตุลอบวางเพลิงและวางระเบิดปั๊มน้ำมันรวม 11 จุดในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน ซึ่งเป็นการกระทำที่สร้างความหวาดเสียวและความไม่ปลอดภัยให้กับประชาชน พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้รายงานความคืบหน้าของการสืบสวนและยืนยันว่าขณะนี้ได้ควบคุมตัวผู้ร่วมก่อเหตุแล้ว 2 คน

ผบ.ตร. เรียกประชุมด่วนติดตามเหตุชายแดนใต้ เร่งสืบสวนและรัดแนวทาง

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมคือ การเตรียมความพร้อมด้านกลยุทธ์และมาตรการعطุด่วนเพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันและการสืบสวน โดยมีข้อสั่งการที่ชัดเจน ดังนี้:

  • การใช้เทคโนโลยี: นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการเฝ้าระวังพื้นที่ร้อน เช่น พื้นที่เสี่ยงและจุดอ่อน
  • ชุดเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Response): จัดตั้งทีมปฏิบัติการพิเศษที่มีความเชี่ยวชาญสูงเพื่อตอบสนองต่อเหตุฉับพลันได้ทันที
  • คุมเข้มชายแดน: ปรับแผนการทำงานร่วมกับทหารเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนของผู้ก่อการร้าย อาวุธ และวัตถุระเบิด

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสถานการณ์ตั้งแต่เกิดเหตุ โดยมองเห็นถึงความจำเป็นในการใช้ข่าวกรองอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอยและออกตัวบุกข่าวกรองเข้าถึงกลุ่มผู้ก่อการร้ายก่อนที่จะเกิดเหตุร้าย

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: การใช้เทคโนโลยีร่วมกับพลังงานมนุษย์

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกล การใช้กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ โดรนเฝ้าระวัง หรือระบบ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้คน ถือเป็นแนวทางที่ไม่ควรมองข้าม อย่างไรก็ตาม การให้มนุษย์เป็นแกนสำคัญในการวิเคราะห์และตัดสินใจถือว่ายังคงมีความสำคัญยิ่งในภูมิภาคที่มีปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่ซับซ้อนเช่นนี้

น่าสังเกตว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเริ่มเปลี่ยนการตั้งรับเป็นการป้องกันเชิงรุกด้วยการผสมผสานทั้งเทคโนโลยีและข่าวกรองท้องถิ่น ซึ่งหากดำเนินการอย่างต่อเนื่องกับการสร้างความเชื่อมั่นในชุมชน มั่นใจได้ว่าสันติสุขในพื้นที่ชายแดนจะกลับมาได้อย่างยั่งยืน

ข้อคิดสรุป สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของหน่วยงานกฎหมายในการรับมือวิกฤต และยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การทำงาน ทั้งด้านเทคโนโลยีและการจัดการข่าวกรอง

ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือผู้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง ขอให้เรามองการณ์ไกลเข้าไปถึงภาพรวมว่าทุกความเดือดร้อนในพื้นที่คือบททดสอบสำคัญในการขับเคลื่อนปัญหาให้สู่ทางออกโดยไม่มีความรุนแรง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ติดตามข่าวอย่างมีสติ ระมัดระวังข้อมูล และอย่าลืมมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัย

ที่มา – ผบ.ตร. เรียกประชุมด่วนติดตามเหตุชายแดนใต้ คุมตัวแล้ว 2 คนมือเผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด พร้อมสั่งยกระดับมาตรการข่าวกรอง-ส่งชุดเคลื่อนที่เร็วคุมพื้นที่

รฟท. แจ้งงดเดินและปรับเปลี่ยนเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ 14 ขบวน เหตุเครนก่อสร้างล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษ ช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น – สีคิ้ว

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เหตุการณ์อุบัติเหตุเครนก่อสร้างของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 ระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น – สีคิ้ว ในจังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นเหตุการณ์ที่กระเทือนวงการขนส่งทางรางอย่างมาก โดย รฟท. ได้ประกาศงดเดินและปรับเปลี่ยนเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด 14 ขบวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารจำนวนมาก

รฟท. แจ้งงดเดินและปรับเปลี่ยนเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ 14 ขบวน

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเครนก่อสร้างในโครงการสัญญาที่ 3-4 (งานโยธาช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และกุดจิก – โคกกรวด) ล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี) ขณะผ่านช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น – สีคิ้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จึงตัดสินใจประกาศงดเดินและปรับเปลี่ยนเส้นทางในสายตะวันออกเฉียงเหนือเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยและความสามารถในการบริหารจัดการการเดินรถอย่างมีประสิทธิภาพ

ขบวนที่ได้รับผลกระทบ

โดยมีขบวนรถไฟที่ได้รับผลกระทบแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้:

  • ขบวนรถที่งดเดิน: จำนวน 2 ขบวน ได้แก่ ขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 21 และ 22
  • ขบวนรถที่ปรับเปลี่ยนเส้นทาง: จำนวน 12 ขบวน ได้แก่ ขบวนที่ 23/24, 71/72, 135/136, 139/140, 141/142 และ 233/234

สำหรับเส้นทางใหม่ที่ผู้โดยสารต้องใช้ในช่วงดังกล่าวจะเลี่ยงผ่านช่วง ชุมทางแก่งคอย – ชุมทางบัวใหญ่ – นครราชสีมา แทน ซึ่งเป็นการจัดการแบบชั่วคราวจนกว่าจะมีความเคลียร์เกี่ยวกับสถานการณ์บนพื้นที่

คำแนะนำสำหรับผู้โดยสาร

รฟท. ขอแสดงความ抱歉ในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ โดยหากคุณเป็นผู้ถือตั๋วในขบวนที่ได้รับผลกระทบและไม่ประสงค์จะเดินทาง สามารถติดต่อขอคืนเงินค่าตั๋วได้เต็มราคา ณ สถานีรถไฟทุกแห่งในประเทศ

นอกจากนี้ ผู้โดยสารควรตรวจสอบข้อมูลสถานะขบวนรถก่อนออกเดินทางอย่างละเอียด มีระบบติดตามข้อมูลเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ https://ttsview.railway.co.th/v3/incident/Accident21 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

พฤติกรรมที่ไม่คาดคิดเช่นครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบการจัดการความเสี่ยงในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การประสานงานที่เข้มงวดระหว่างหน่วยงานก่อสร้างกับผู้ให้บริการขนส่งจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้บริการในทุกๆ วัน

กรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนการเดินทางเสมอ เพื่อรับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

ที่มา – รฟท. แจ้งงดเดินและปรับเปลี่ยนเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ 14 ขบวน เหตุเครนก่อสร้างล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษ ช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น – สีคิ้ว

นักวิทย์ฯ พบสิ่งไม่คาดคิดในอึสัตว์เลี้ยง – ไม่ดีแน่!

หมัดและเห็บเป็นฝันร้ายที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องเผชิญ แต่การรักษาปรสิตภายนอกเหล่านี้ อาจมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่คิด นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบเรื่องนี้

นักวิจัยในฝรั่งเศสศึกษาอุจจาระของแมวและสุนัขที่ได้รับยาถ่ายพยาธิบางชนิดที่เรียกว่า isoxazolines พวกเขาพบยาบางส่วนในอึของสัตว์เลี้ยง แม้หลังจากสิ้นสุดการรักษาแล้ว พวกเขายังสรุปได้ว่า แมลงที่กินอึในธรรมชาติ อาจได้รับสารประกอบเหล่านี้ในระดับที่เป็นอันตราย ผ่านทางสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการรักษาด้วยยาฆ่าแมลง

“ผลการวิจัยเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวิจัยเพิ่มเติม เกี่ยวกับการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และผลกระทบของยาฆ่าพยาธิในสัตว์ ต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย” นักวิจัยเขียนไว้ในรายงานที่ตีพิมพ์ใน Environmental Toxicology and Chemistry

Isoxazolines เป็นยาถ่ายพยาธิชนิดใหม่ โดยยาตัวแรกได้รับการอนุมัติในปี 2013

ยาเหล่านี้กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่สัตวแพทย์และเจ้าของสัตว์เลี้ยงอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลหลายประการ สามารถรักษาทั้งเห็บและหมัด มักมีในรูปแบบยาเม็ดที่กินง่าย และให้ผลยาวนาน (อย่างน้อยหนึ่งเดือน) ซึ่งสามารถป้องกันการระบาดเพิ่มเติมได้ หนึ่งในยาที่ได้รับการอนุมัติใหม่ล่าสุดในตลาด Bravecto Quantum สามารถใช้งานได้นานถึงหนึ่งปี แม้ว่าจะต้องฉีดก็ตาม

แม้ว่า isoxazolines จะน่าประทับใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานด้านสุขภาพบางแห่ง กังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแมลงและสัตว์ขาปล้องอื่นๆ ที่ไม่ตั้งใจ เนื่องจากยาเหล่านี้สามารถซึมเข้าสู่สิ่งแวดล้อมได้ ผ่านทางอุจจาระ ปัสสาวะ และแม้แต่ขนของสัตว์เลี้ยง หน่วยงานยาแห่งยุโรป (EMA) ได้เรียกร้องให้มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ยาเห็บและหมัดอาจมี ตัวอย่างเช่น พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์เลี้ยง และการใช้ยาเหล่านี้ที่เพิ่มขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม

นักวิจัยได้คัดเลือกสุนัขและแมว 20 ตัวที่เป็นของนักศึกษาสัตวแพทย์สำหรับการศึกษาของพวกเขา สัตว์เลี้ยงได้รับยา isoxazoline ที่ใช้กันทั่วไป 4 ชนิด ตามคำแนะนำเป็นเวลาสามเดือน (fluralaner, (es)afoxolaner, lotilaner และ sarolaner) และนักวิจัยได้ทดสอบอุจจาระของพวกเขาเป็นระยะๆ เพื่อหาร่องรอยของยาแต่ละชนิด

พวกเขพบว่ายาทั้งหมดมีค่าครึ่งชีวิตเฉลี่ยตั้งแต่ 15 ถึง 25 วัน แม้ว่าจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์และยาโดยเฉพาะ และยา 2 ชนิด (fluralaner และ lotilaner) ยังคงตรวจพบในอึของสัตว์เลี้ยง หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการรักษาที่แนะนำ

นักวิจัยยังได้ทำการจำลองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จากยาเหล่านี้ที่หลงเหลืออยู่ในอึของสัตว์เลี้ยง ต่อแมลงที่กินมูลสัตว์ในธรรมชาติ โดยอิงจากผลลัพธ์ของพวกเขา พวกเขาได้ข้อสรุปว่า ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ มีความเสี่ยงจริง ที่จะได้รับยาเหล่านี้ในปริมาณสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง fluralaner และ lotilaner

ผลการวิจัยเหล่านี้ยังไม่ได้ยืนยันว่า isoxazolines กำลังสร้างความเสียหายให้กับแมลงในป่าทุกแห่ง แต่เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วน ในการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อหาว่ายาเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อแมลงในสวนสาธารณะ และสถานที่อื่นๆ ที่สัตว์เลี้ยงของเราทำธุระเป็นประจำ ได้มากเพียงใด

“การประเมินเบื้องต้นของเราชี้ให้เห็นว่า ยาฆ่าปรสิตภายนอกในสัตว์เลี้ยง อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนข้อสรุปจากความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์ของ EMA” นักวิจัยเขียนไว้

การทำความเข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้ให้ดีขึ้น อาจช่วยเราลดความเสี่ยงได้ ตัวอย่างเช่น ในประเทศและภูมิภาคที่ขยะถูกเผาเป็นประจำ อาจเป็นประโยชน์ในการแนะนำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยง ทิ้งอึของสัตว์เลี้ยงลงในถังขยะเสมอ ในระหว่างการรักษาเห็บและหมัด นักวิจัยเสนอแนวคิดที่เป็นไปได้

นักวิทย์ฯ พบสิ่งไม่คาดคิดในอึสัตว์เลี้ยง – ไม่ดีแน่!

ยาฆ่าหมัดและเห็บอาจส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม! นักวิจัยพบสารตกค้างในอึของน้องหมาน้องแมวหลังการรักษา มาดูกันว่า นักวิทย์ฯ พบสิ่งไม่คาดคิดในอึสัตว์เลี้ยง – ไม่ดีแน่! และเราควรรับมืออย่างไร

ผลกระทบจาก นักวิทย์ฯ พบสิ่งไม่คาดคิดในอึสัตว์เลี้ยง – ไม่ดีแน่!

  • ยาฆ่าหมัดและเห็บตกค้างในอึสัตว์เลี้ยง
  • แมลงกินมูลสัตว์เสี่ยงได้รับสารเคมีอันตราย
  • อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

ผลการวิจัยนี้เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากการใช้ยาฆ่าหมัดและเห็บในสัตว์เลี้ยง การจัดการอึของสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม เช่น การทิ้งในถังขยะที่มิดชิด อาจเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมได้ มาร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อสัตว์เลี้ยงและโลกของเรา

ยาที่สัตว์เลี้ยงกินเพื่อกำจัดเห็บหมัด อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศมากกว่าที่เราคิด การทิ้งอึของพวกเค้าให้ถูกวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญ นักวิทย์ฯ พบสิ่งไม่คาดคิดในอึสัตว์เลี้ยง – ไม่ดีแน่! รีบแชร์ให้เพื่อนๆ ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้รู้กัน!

ที่มา – Scientists Found Something Unexpected in Pet Poop—and It’s Not Good

ปปง. แถลงผลยึด-อายัดทรัพย์สินกว่า 1,148 ล้านบาท พบอดีตเจ้าอาวาสวัดดังและเครือข่ายตี่ลี่ ฮวงจุ้ย พัวพันคดีฟอกเงิน

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพิ่งเปิดเผยรายงานผลการดำเนินงานจากการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมีการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหลายประเภท ทั้งยาเสพติด, ทุจริตต่อหน้าที่, ฉ้อโกงประชาชน และพนันออนไลน์ โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกยึดและอายัดทั้งหมดกว่า 1,148 ล้านบาท

ปปง. แถลงผลยึด-อายัดทรัพย์สินกว่า 1,148 ล้านบาท พบอดีตเจ้าอาวาสวัดดังและเครือข่ายตี่ลี่ ฮวงจุ้ย พัวพันคดีฟอกเงิน

ในการประชุมดังกล่าว คณะกรรมการฯ มีประกาศมติสำคัญใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การยึดทรัพย์สินเพิ่มเติม, การส่งเรื่องไปศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และการฟื้นฟูผลประโยชน์ให้แก่ผู้เสียหาย

ยึดและอายัดเพิ่มเติมจากคดีเด่น

คณะกรรมการฯ มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินใหม่จาก 16 รายคดี มูลค่ารวมกว่า 252 ล้านบาท โดยเฉพาะเรื่องดังที่ได้รับความสนใจจากสาธารณะ เช่น

  • คดีอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และ หมอบี โดยใช้อำนาจเบียดเบือนเงินบริจาคของวัด พบความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และฟอกเงิน ถูกยึดทรัพย์สิน 20 รายการ มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท รวมถึงรถยนต์ ทรัพย์สินแบรนด์เนม และที่ดิน
  • คดีเครือข่ายตี่ลี่ ฮวงจุ้ย เชื่อมโยงกับคนในวงการธุรกิจ พบมีพฤติกรรมปลอมแปลงข้อมูลสาธารณะและฉ้อโกงลูกค้า เครือข่ายนี้มีทรัพย์สินที่ถูกยึดรวม 369 รายการ มูลค่าประมาณ 124 ล้านบาท
  • คดีพนันออนไลน์ผ่านแอปฯ ไลน์ ซึ่งมีการจัดให้มีการไลฟ์สดเพื่อจัดการพนัน ถูกยึดทรัพย์สินมากถึง 396 รายการ มูลค่าประมาณ 47 ล้านบาท

ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

ปปง. ยังมีมติส่งเรื่องไปยังอัยการเพื่อขอให้ศาลตัดสินให้ทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน รวมมูลค่า 769 ล้านบาท จาก 17 รายคดี ซึ่งรวมถึงกรณีที่ผู้กระทำไม่สามารถอธิบายที่มาของทรัพย์สินได้อย่างครบถ้วน เช่น

  • คดีอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พบมีการเบี่ยงเบนการใช้จ่ายเงินบริจาคไปใช้เป็นส่วนตัว ถูกยึดทรัพย์สิน 205 รายการ มูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท
  • แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ซึ่งเชื่อมโยงกับทุนจีนในกัมพูชาและเครือข่ายพัด สุภาภา ถูกยึดมูลค่าประมาณ 350 ล้านบาท
  • กลุ่มเว็บพนันออนไลน์ เช่น 888point.com และ หวยแบงค์.com ซึ่งรวมรวมทรัพย์สินที่ส่งศาลควบคุมแล้วมีมูลค่ากว่า 347 ล้านบาท

คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย

ในการดำเนินการครั้งนี้ ปปง. ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการคืนกำไรให้แก่ผู้เสียหาย และมีมติอนุญาตให้ส่งเรื่องไปศาลเพื่อให้มีการชดใช้หรือคืนทรัพย์สินที่เป็นของบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะในกรณีที่ปรากฏว่าเป็นอาชญากรรมรูปแบบปกติธุระ คดีเหมือนกันที่เคยได้รับการติดตาม เช่น

  • เครือข่ายไฮบริดสแกมข้ามชาติ โดยบุคคลชื่อ วาสนา และพวก ซึ่งมีคดีการหลอกลวงข้ามชาติ มูลค่าประมาณ 80 ล้านบาท
  • คดีลักทรัพย์และฉ้อโกงทั่วไป อย่างคดีของ รายยงยุทธ และ สุรเชษฐ์ ซึ่งรวมมูลค่าของทรัพย์สินที่สามารถกู้คืนได้ประมาณ 41 ล้านบาท

สิ่งสำคัญที่ผู้คนควรรับรู้คือ ปปง. ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อตัดวงจรของอาชญากรรม และสร้างช่องทางการเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ตกเป็นเหยื่อ เช่น การคืนเงิน หรือคืนสิ่งของที่เคยถูกลักไป

สำหรับคุณผู้อ่านหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงสื่อมวลชน หรือประชาชนทั่วไป หากพบพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่ามีผลเชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ควรส่งข้อมูลมายัง ปปง. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อให้ประเทศไทยได้รับความเป็นธรรมจริงและปลอดภัยจากมิจฉาชีพ

หากคุณเป็นผู้เสียหายจากพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางการเงินหรือฟอกเงิน อย่าลังเลที่จะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลหรือแจ้งเบาะแส หากข้อมูลของคุณถูกต้อง จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถทำตามหน้าที่ได้ดีขึ้น

ที่มา – ปปง. แถลงผลยึด-อายัดทรัพย์สินกว่า 1,148 ล้านบาท พบอดีตเจ้าอาวาสวัดดังและเครือข่ายตี่ลี่ ฮวงจุ้ย พัวพันคดีฟอกเงิน

ผบ.ตร. สั่งการด่วน ตำรวจโคราช-พฐ. เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือเหตุเครนทับรถไฟ ตรวจสอบสาเหตุหาผู้รับผิดชอบ

เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. วันที่ 14 มกราคม 2569 ได้เกิดเหตุอุบัติเหตุที่น่าสะพรึงใจในพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อเครนก่อสร้างในโครงการรถไฟความเร็วสูงร่วงตกทับขบวนรถไฟที่ 21 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี) ขณะที่รถไฟกำลังวิ่งผ่านเขตร้อนแรงกระแทกจากเครนขนาดใหญ่ทำให้ขบวนรถไฟตกรางอย่างรุนแรง มีผู้ประสบภัยบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน ซึ่งทันทีหลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการด่วนให้ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เร่งเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการช่วยเหลือและสอบสวน

ผบ.ตร. สั่งการด่วน ตำรวจโคราช-พฐ. เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือเหตุเครนทับรถไฟ ตรวจสอบสาเหตุหาผู้รับผิดชอบ

พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กำหนดแนวทางในการรับมือเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้อย่างชัดเจน โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ด้านหลักดังนี้

  • ด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย: ตำรวจในพื้นที่ถูกสั่งให้ประสานงานกับหน่วยกู้ภัย โรงพยาบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการอพยกระหว่างผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลอย่างด่วน และรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเต็มที่
  • ด้านการสอบสวน: เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานถูกสั่งการให้เข้าพื้นที่เก็บรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสอบปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ เช่น สาเหตุทางเทคนิค การควบคุมความปลอดภัย หรือความผิดพลาดทางมนุษย์
  • ด้านกฎหมาย: การดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบจะถูกดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายโดยไม่มีการปกป้องหรือระงับให้ใครเป็นพิเศษ ทั้งในแง่ของหน่วยงานรับเหมาและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโครงการ

สถานการณ์ขณะนี้

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ชีพยังคงอยู่ในสถานที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินการด้านการช่วยเหลือ ตรวจสอบ และเก็บกู้ซากผู้เสียชีวิต ขณะเดียวกันทีมสอบสวนก็เริ่มต้นเก็บพยานหลักฐานและสัมภาษณ์พยานในพื้นที่ เพื่อช่วยให้ภาพรวมของเหตุการณ์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการเตือนความสำคัญของการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในโครงการโครงข่ายขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงที่มีความซับซ้อนทั้งด้านเทคนิคและความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมมือและร่ำรวจทุกขั้นตอนของโครงการอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งในและต่างประเทศ การป้องกันเหตุเช่นนี้ต้องเริ่มจากการวางแผนที่แม่นยำ การฝึกอบรมที่เพียงพอ และการกำกับดูแลที่เข้มข้น ทุกภาคส่วนมีบทบาทสำคัญในการรับประกันความปลอดภัยของประชาชน

ในท้ายที่สุด เราคงต้องร่วมอวยพรให้กับผู้ประสบภัยทุกท่าน ขอให้ได้รับการรักษาจนหายดี และขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการสอบสวนให้ถึงความจริง เพื่อให้ถ้อยคำเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลงเอยด้วยคำเสียใจเท่านั้น

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งการด่วน ตำรวจโคราช-พฐ. เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือเหตุเครนทับรถไฟ ตรวจสอบสาเหตุหาผู้รับผิดชอบ

เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษ กรุงเทพฯ–อุบลฯ ช่วงอ.สีคิ้ว เจ็บกว่า 20 ราย การเดินรถล่าช้า

เมื่อเวลาประมาณ 09.13 น. วันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุที่น่าตกใจบริเวณสถานีระหว่างนครราชสีมา–สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษขบวนที่ 21 เส้นทางกรุงเทพฯ–อุบลราชธานี ทำให้มีผู้โดยสารบาดเจ็บหลายราย และตู้รถไฟบางคันเกิดเพลิงไหม้ ส่งผลกระทบต่อการเดินรถในเส้นทางนี้อย่างมาก

เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษ

จากข้อมูลเบื้องต้น เครนหนักขนาดใหญ่ที่ใช้งานในโครงการรถไฟความเร็วสูง ได้ล้มลงมาทับตู้โดยสารคันที่ 2 (หมายเลข กซข.ป.2521) จนเกิดเพลิงไหม้ทันที จากนั้นตู้อีกคันหนึ่ง (หมายเลข กซข.ป.2515) ก็ตกรางออกมา ส่งผลให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บกว่า 20 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัย แพทย์ฉุกเฉิน และทีมงานเฉพาะด้านต่างเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง

สถานที่เกิดเหตุและผลกระทบ

ที่เกิดเหตุบริเวณบ้านถนนคด ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จุดดังกล่าวเป็นจุดที่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเดินหน้าก่อสร้างอย่างเข้มข้น ซึ่งอุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้บริการรถไฟในเส้นทางกรุงเทพฯ–อุบลราชธานี หลายขบวนไม่สามารถเดินทางได้ตามเวลาที่กำหนด วงจรเชื่อมต่อการเดินทางในภูมิภาคต้องเปลี่ยนแปลงชั่วคราว

ขณะนี้ทีมผู้เชี่ยวชาญอยู่ระหว่างการสืบสวนสาเหตุที่แน่นอนว่าทำไมเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษ ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางเทคนิคของเครื่องจักรหรือสภาวะภูมิประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • ผู้โดยสารกว่า 20 รายได้รับบาดเจ็บ
  • มีตู้รถไฟถูกไฟไหม้และตกราง
  • การเดินรถในเส้นทางล่าช้าอย่างมาก
  • ต้องติดตามประกาศอย่างใกล้ชิดจาก รฟมธ.

คำแนะนำสำหรับผู้โดยสาร

ในช่วงเวลานี้ ผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางในเส้นทางกรุงเทพฯ–อุบลราชธานีควรเตรียมแผนสำรองไว้ และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจากเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษนี้อย่างสม่ำเสมอผ่านช่องทางทางการของ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เพื่อความพร้อมในการปรับแผนการเดินทาง

อุบัติเหตุแบบนี้บ่งบอกถึงความจำเป็นในการทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยด้านเครื่องจักรหนักในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การประกันความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะควรเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารอัปเดตล่าสุด และอย่าลืมแชร์ข้อมูลเพื่อเตือนเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งความตื่นตัวและเตรียมความพร้อมอื่น ๆ คือสิ่งที่เราสามารถทำได้ในช่วงเวลาแบบนี้

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมผ่านช่องทางข่าวอย่างเป็นทางการและรอความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยทุกการรายงานจะถูกตรวจสอบให้ถูกต้องครบถ้วนเพื่อความโปร่งใส

ที่มา – เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษ กรุงเทพฯ–อุบลฯ ช่วงอ.สีคิ้ว เจ็บกว่า 20 ราย การเดินรถล่าช้า

ฝุ่นPM 2.5 กทม. เช้านี้เกินมาตรฐานทุกพื้นที่ ‘บางรัก-ปทุมวัน-สาทร’ อยู่ระดับสีแดง เข้าเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ

เช้านี้ (14 มกราคม 2026) ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่ระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ตามรายงานจากศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพ ที่ระบุว่าค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในเวลานี้อยู่ที่ 58.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ฝุ่นPM 2.5 กทม. เช้านี้เกินมาตรฐานทุกพื้นที่ ‘บางรัก-ปทุมวัน-สาทร’ อยู่ระดับสีแดง เข้าเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเขตบางรัก ซึ่งมีค่าฝุ่นสูงถึง 86.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือเขตปทุมวันที่ 83.4 และเขตสาทรที่ 78.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรตามลำดับ ทั้งหมดนี้เข้าเกณฑ์สีแดง ซึ่งถือว่าเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น เขตจตุจักร ราชเทวี ลาดกระบัง บางซื่อ และประเวศ ซึ่งมีค่าฝุ่นอยู่ในช่วง 63-64 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะบางพื้นที่แต่เป็นปัญหาครอบคลุมในเกือบทุกเขตของกรุงเทพ

สุขภาพควรเป็นอันดับหนึ่ง

สิ่งสำคัญที่ควรให้ความสำคัญคือสุขภาพของตัวเอง ศูนย์ข้อมูลฯ แนะนำให้ประชาชนทั่วไปเพิ่มความระมัดระวัง อย่าอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีกิจกรรมต้องใช้แรง ควรสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากป้องกันฝุ่น PM2.5 ตลอดเวลา นอกจากนี้ควรระวังอาการที่อาจเกิดขึ้น เช่น ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองบริเวณตา

สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว (โรคหอบหืด โรคหัวใจ ฯลฯ) ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งอย่างเด็ดขาด ตลอดจนปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์อย่างเคร่งครัด เพราะกลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงต่อสารละลายในอากาศที่มีความเข้มข้นสูง

มองหาความยั่งยืนในระยะยาว

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่ปรากฏชัดเจนทุกปี ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝุ่นเพิ่มขึ้นได้แก่ รถยนต์ การก่อสร้าง และการเผาไหม้ของภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น การรักษาระยะห่างจากแหล่งกำเนิดฝุ่นและการปกป้องสุขภาพของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ใจ

  • สวมหน้ากากอนามัยหรือป้องกันฝุ่น PM2.5 เมื่อออกนอกบ้าน
  • จำกัดเวลากิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะช่วงเช้า
  • เฝ้าระวังสัญญาณเตือนจากร่างกาย เช่น ไอ เจ็บหน้าอก หรือทางเดินหายใจ
  • ปิดหน้าต่างห้องพักเพื่อลดการนำเอาฝุ่นเข้าสู่บ้าน

ทั้งนี้ สภาพอากาศในวันนี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลและประชาชนร่วมมือกันตั้งเป้าหมายในการจัดการปัญหามลพิษในระยะยาว เพื่อรองรับคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต

มาช่วยกันดูแลสุขภาพและลดปริมาณฝุ่นในเมืองด้วยกันเถอะค่ะ

ที่มา – ฝุ่นPM 2.5 กทม. เช้านี้เกินมาตรฐานทุกพื้นที่ ‘บางรัก-ปทุมวัน-สาทร’ อยู่ระดับสีแดง เข้าเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ

DSI ส่งฟ้อง ‘อดีตกำนันนก’ พร้อมพวกรวม 21 ราย คดีฮั้วประมูลพันล้าน เล็งขยายผลกวาดล้างเครือข่ายต่อเนื่อง

เมื่อวานนี้ (13 มกราคม 2569) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญในคดีพิเศษที่ 82/2566 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายของ “กำนันนก” หรือชื่อจริงคือ “ประวีณ จันทร์คล้าย” ชายที่เคยมีอิทธิพลอย่างมากในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมผิดกฎหมายในรูปแบบ คดีฮั้วประมูลพันล้าน ที่กระทบวงเงินหลายร้อยล้านบาทของงบประมาณแผ่นดิน

DSI ส่งฟ้อง ‘อดีตกำนันนก’ พร้อมพวกรวม 21 ราย

จากการสืบสวนอย่างละเอียด พบว่าเครือข่ายของ “กำนันนก” ได้ใช้ช่องโหว่ในระบบราชการอย่างฉ้อฉล ให้บริษัทของตนเองอย่าง “บริษัท ป.พัฒนารุ่งโรจน์ก่อสร้าง จำกัด” และ “บริษัท ป.รวีกนก ก่อสร้าง จำกัด” เข้าทำสัญญากับหน่วยงานราชการต่างๆ ไปมากกว่า 1,500 โครงการ ในช่วงระยะเวลา 12 ปี (ระหว่างปี 2555 – 2566) โดยคิดเป็นมูลค่ารวมหลายพันล้านบาท

พฤติกรรมผิดกฎหมายที่ถูกจับได้

  • การสมยอมราคา คือ การจัดทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างบริษัทต่างๆ เพื่อยื่นราคาประมูลให้ชนะแบบจงใจ เลี่ยงการแข่งขันตามหลักธรรมาภิบาล
  • การติดสินบนกับเจ้าหน้าที่ เพื่อจูงใจให้ผลักดันให้บริษัทในเครือได้รับสัญญาโครงการขนาดใหญ่

ด้วยพฤติกรรมดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงเสริมข้อกล่าวหาตาม พรบ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (มาตรา 4 และ 5) ร่วมกับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับความผิดเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

เร่งดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ได้ดำเนินการ ยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 21 ราย รวมถึงบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้ว โดยมี “บริษัท ป.รวีกนก ก่อสร้าง จำกัด” เป็นจำเลยหลักในข้อหาที่กล่าวมา

DSI เล็งขยายผลกวาดล้างเครือข่ายต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษยังระบุชัดว่า ทีมนักสืบวิเศษกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการขยายผลสอบสวนโครงการอื่นๆ ที่ยังอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มเครือข่ายเดิม โดยใช้แนวทางการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่าง DSI, สำนักงานอัยการสูงสุด และกองบัญชาการสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแกะรอยโครงข่ายทุจริตที่อาจกระจายไปยังหลายจังหวัด

พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า การดำเนินคดีในครั้งนี้มีพื้นฐานอยู่บนดัชนี Rule of Law Index หรือหลักนิติธรรม เช่นเดียวกับการบูรณาการทำงาน พันธมิตร (Strong Collaboration) กับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม เพื่อแสดงให้เห็นว่า การต่อสู้กับคดีฮั้วประมูลพันล้าน ไม่ใช่แค่การดำเนินการแบบผิวเผิน แต่เป็นระบบที่มีทั้งการสอบสวน ค้นคว้า และเชื่อมโยงข้อมูลอย่างลึกซึ้ง

พันธมิตรในการต่อสู้กับการทุจริต

  • ภาครัฐ: กรมบัญชีกลาง, กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • ภาคประชาชน: องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และเครือข่ายรณรงค์ต่อต้านการฮั้วประมูลในพื้นที่ต่างๆ

marshallstrategyчерез

สุดท้าย หากพิจารณาภาพรวม นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ความพยายามของหน่วยงานด้านนิติบัญญัติและนิติวิทยากรได้เริ่มให้ผลที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการ ต่อสู้กับคดีฮั้วประมูลพันล้าน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่อนุญาตให้มีการสมควรแล้วจบ แต่ดูเหมือนจะคลี่คลายเป็นระยะๆ จนสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบที่มีความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นผู้ติดตามข่าวการเมือง หรือข่าวสังคมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในภาครัฐ อย่าพลาดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมจากกรณีนี้ เนื่องจากเป็นคำถามที่สะท้อนภาพจริงของสังคมไทยที่อาจยังมีความซับซ้อนซ่อนเร้นอยู่อีกมาก

ที่มา – DSI ส่งฟ้อง ‘อดีตกำนันนก’ พร้อมพวกรวม 21 ราย คดีฮั้วประมูลพันล้าน เล็งขยายผลกวาดล้างเครือข่ายต่อเนื่อง

ผู้สร้างสารคดี Stranger Things กับ ChatGPT

สารคดี One Last Adventure: The Making of Stranger Things 5 เพิ่งจะฉายทาง Netflix ไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ และเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีตอนที่เก้าลับๆ ออกมา – อย่างที่ การคาดเดาอย่างเข้มข้นในอินเทอร์เน็ต ได้เสนอแนะไว้ – เหล่าแฟนๆ ที่ผิดหวัง ก็หันมาพิจารณาสารคดีอย่างละเอียดเพื่อหาคำตอบ ความกระจ่าง และเชื้อเพลิงสำหรับการคาดเดาเพิ่มเติม และแน่นอนว่า “Conformity Gate” หลีกทางไป เพราะ “ChatGPT Gate” กำลังเป็นประเด็นร้อนใหม่

ความขัดแย้งเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ชมตาเหยี่ยวสังเกตเห็นสิ่งที่ดูเหมือนแท็บ ChatGPT ปรากฏบนคอมพิวเตอร์ที่หนึ่งใน Duffer Brothers กำลังใช้งาน ในส่วนของการเข้าถึงเบื้องหลังของ One Last Adventure ผู้ชมจะได้เห็นว่าบรรยากาศในห้องเขียนบทของ Stranger Things เป็นอย่างไร ในขณะที่ทีมงาน รวมถึง Duffers พยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำให้สคริปต์ของตอนที่แปด “The Rightside Up” เสร็จสมบูรณ์ภายใต้แรงกดดันจาก Netflix และทีมงานสร้างของรายการ

Martina Radwan ผู้กำกับ One Last Adventure ได้ให้สัมภาษณ์กับ Hollywood Reporter และถูกถามตรงๆ ว่าเธอเคยเห็น AI เชิงสร้างสรรค์ถูกใช้โดยนักเขียนของรายการหรือไม่ คำตอบแรกของเธอคือ “ฉันหมายความว่า เราแน่ใจแล้วเหรอว่าพวกเขาเปิด ChatGPT ไว้จริงๆ?”

เธอเสริมว่า “ก็มีเสียงพูดคุยมากมายที่ [ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย] พูดกันว่า ‘เราไม่รู้จริงๆ หรอก แต่เราแค่สันนิษฐาน’ แต่สำหรับฉัน มันเหมือนกับว่าทุกคนไม่ได้เปิดมันไว้เพื่อค้นคว้าข้อมูลด่วนๆ หรอกเหรอ?”

(คำตอบคือ ไม่ แต่เราขอละไว้)

อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างระหว่าง “การวิจัย” กับ “การเขียนสคริปต์” ซึ่ง Radwan ชี้ให้เห็น “คุณจะเขียนโครงเรื่องที่มีตัวละคร 19 ตัวและใช้ ChatGPT ได้อย่างไร ฉันไม่เข้าใจเลย”

เธอพูดต่อ “อีกครั้ง อย่างแรกเลย ไม่มีใครพิสูจน์ได้จริงๆ ว่ามันเปิดอยู่ นั่นก็เหมือนกับการมี iPhone อยู่ข้างๆ คอมพิวเตอร์ของคุณขณะที่คุณกำลังเขียนเรื่อง เราแค่ใช้เครื่องมือเหล่านี้… ขณะทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ดังนั้นจึงมีหลายสิ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา ทุกครั้ง สิ่งที่ฉันรู้สึกเสียใจคือทุกคนรักรายการนี้ และจู่ๆ เราก็ต้องมาวิพากษ์วิจารณ์มัน”

Radwan ผู้ซึ่งใช้เวลาเต็มปีในการคลุกคลีกับ Stranger Things ยืนยันว่าเธอไม่เคยเห็น AI เชิงสร้างสรรค์ถูกใช้ในทางที่ผิดจริยธรรมโดยนักเขียนของรายการ

“ไม่ แน่นอนว่าไม่ ฉันเห็นการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ ฉันเห็นบทสนทนา ผู้คนคิดว่า ‘ห้องเขียนบท’ หมายถึงผู้คนนั่งเขียนอยู่ตรงนั้น ไม่เลย มันคือการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ มันคือการพัฒนาเรื่องราว” เธอกล่าว “และแน่นอนว่าคุณจะไปในสถานที่ต่างๆ ในความคิดสร้างสรรค์ของคุณแล้วคุณก็กลับมา [ที่สคริปต์] ฉันคิดว่าการได้อยู่ในห้องเขียนบทเป็นสิทธิพิเศษและเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่ได้เห็นสิ่งนั้น”

Radwan กล่าวถึงฉากอื่นๆ ที่น่าสงสัยที่ถูกบันทึกไว้ใน One Last Adventure และตอบสนองต่อ “Conformity Gate” ดังนั้นอย่าลืมไปที่ THR เพื่ออ่านฉบับเต็ม

io9 ได้ติดต่อ Netflix เพื่อขอความคิดเห็นหรือความกระจ่างว่าสิ่งที่ผู้ชมเห็นในสารคดีนั้นเป็น ChatGPT จริงหรือไม่ รวมถึงข้อกล่าวหาที่ว่า AI เชิงสร้างสรรค์ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเขียน Stranger Things เราจะอัปเดตโพสต์นี้หากเราได้รับการตอบกลับ

 

ต้องการข่าวสารเพิ่มเติมจาก io9 หรือไม่? ลองดูว่าเมื่อไหร่ที่จะได้ชม Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งต่อไปสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ผู้สร้างสารคดี Stranger Things กับ ChatGPT

ประเด็นเรื่อง ChatGPT ในวงการบันเทิงยังคงเป็นที่พูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง และกรณีของ Stranger Things ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI ในกระบวนการสร้างสรรค์ การที่ผู้กำกับสารคดีเองออกมาให้ความเห็นก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากขึ้น

มุมมองของผู้กำกับต่อประเด็น ChatGPT

Martina Radwan มองว่าการที่คนทั่วไปเปิด ChatGPT ทิ้งไว้เพื่อค้นคว้าข้อมูลเป็นเรื่องปกติ แต่การนำ AI มาใช้เขียนบทเลยนั้นเป็นสิ่งที่เธอไม่เข้าใจ และเธอยังยืนยันว่าไม่เคยเห็นการใช้ AI ในทางที่ผิดในห้องเขียนบทของ Stranger Things

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ได้มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ก็เป็นประเด็นที่น่าให้ขบคิดว่า AI จะเข้ามามีบทบาทในวงการบันเทิงมากน้อยแค่ไหน และเราควรจะตั้งรับกับมันอย่างไร

ที่มา – The ‘Stranger Things’ Documentary Maker Weighs in on That ChatGPT Controversy