ผู้เขียน: lalika69_admin

เหมืองแร่ของประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นฝันร้ายของชาวไทยริมแม่น้ำกก

เหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชาวไทยที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำกก ซึ่งเคยเป็นแหล่งน้ำสะอาดที่หลายคนพึ่งพาน ปัจจุบันน้ำในแม่น้ำกกมีสภาพขุ่นมัว และพบสารพิษอย่างสารหนูและโลหะหนักที่เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่เปลี่ยนไปอย่างมาก

เหมืองแร่ของประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นฝันร้ายของชาวไทยริมแม่น้ำกก

ในเดือนมีนาคม 2568 มีชาวบ้านกว่า 700 คนในตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวมตัวกันเพื่อร้องเรียนถึงปัญหานี้ โดยหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาแก้ไขโดยเร็ว แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชุมชนมานาน หากปัญหายังคงไม่ได้รับการจัดการ จะเกิดผลกระทบตามมาจำนวนมากทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรริมแม่น้ำ

จากการประเมินของ Rocket Media Lab ในพื้นที่ 19 ตำบล แม่น้ำกกมีพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 340,358.73 ไร่ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 3,239,061,808.4 บาท โดยเฉพาะข้าวที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

  • ข้าว – พื้นที่นาส่วนใหญ่อยู่ติดกับแม่น้ำ
  • ยางพารา – ได้รับผลเสียเนื่องจากต้องใช้น้ำในการเพาะปลูก
  • ข้าวโพด, สับปะรด, มันสำปะหลัง และผลไม้ชนิดอื่น ๆ ก็เริ่มให้ผลผลิตลดลงเช่นกัน

หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ความเสียหายรวมในพื้นที่เชียงรายอาจเกินกว่า 3 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่าความคาดหมาย

ผลกระทบต่อการประมงและการท่องเที่ยว

ไม่เพียงเกษตรกรรมเท่านั้น ผู้คนที่หากินกับแม่น้ำกกจากอาชีพประมงก็ได้รับผล เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย ที่ประกอบด้วยกิจกรรมล่องแพ ล่องเรือ และอุทยานแห่งชาติหลายแห่งที่ขึ้นกับคุณภาพของน้ำโดยตรง

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 พบว่าจังหวัดเชียงรายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของประเทศ มีผู้มาเยือนกว่า 3.38 ล้านคน และสร้างรายได้ถึง 25,958 ล้านบาท เมื่อแหล่งน้ำปนเปื้อน กิจกรรมเหล่านี้ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ความเสียหายที่อาจไม่สามารถย้อนกลับได้

แม่น้ำกกที่มีความยาวมากกว่า 306.05 กิโลเมตร และครอบคลุมชุมชน 182,931 คนกำลังเผชิญวิกฤตที่ก้าวข้ามความเสียหายทางเศรษฐกิจไปยังด้านสุขภาพ การใช้ชีวิตประจำวัน และสัมพันธภาพของชุมชน

รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในการควบคุมมลภาวะ ทั้งการหาแหล่งน้ำสำรอง การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอีก

ที่มา – เหมืองแร่ของประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นฝันร้ายของชาวไทยริมแม่น้ำกก

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ผลกระทบจากเหมืองแร่ในต่างประเทศไม่ใช่เพียงเรื่องของ ‘ข้าวของชาวบ้านริมแม่น้ำกก’ แต่ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ผลกระทบทั้งหมดจะกลายเป็นเงื่อนไขที่ลุกลามจนยากควบคุม

ที่มา – เหมืองแร่ของประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นฝันร้ายของชาวไทยริมแม่น้ำกก

เจ้าหน้าที่แนะแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ ประชาชนใน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อพบวัตถุระเบิดต้องสงสัยในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองให้สามารถรับมือได้อย่างถูกต้อง เมื่อพบวัตถุระเบิดต้องสงสัยในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

พื้นที่เสี่ยงและผลกระทบจากวัตถุระเบิดตกค้าง

อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต ทำให้มีโอกาสที่จะพบวัตถุระเบิดตกค้างอยู่ในบริเวณบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยเป็นแนวหน้า conflict zone

เจ้าหน้าที่จากหลายส่วนจึงมาให้ความรู้เกี่ยวกับการสังเกตและตอบสนองอย่างปลอดภัย เมื่อมีการพบวัตถุหรือหลุมระเบิดไม่ว่าจะเป็นในไร่นา ป่า หรือบริเวณที่ชุมชนตั้งอยู่ เพื่อให้ทุกคนมีความรู้และปฏิบัติถูกต้องในกรณีที่ประสบเหตุการณ์แบบนี้

3 แนวทางปฏิบัติเมื่อพบวัตถุระเบิดต้องสงสัย

สำหรับแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่เจ้าหน้าที่แนะนำในงานคือ ‘อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง’ ซึ่งสามารถสรุปเป็นขั้นตอนได้ดังนี้:

  • อย่าจับ – สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อพบวัตถุระเบิดต้องสงสัยคือ ห้ามสัมผัส ทดลองจับ หรือเคลื่อนย้ายเด็ดขาด ไม่ว่าวัตถุจะดูเก่า ไม่ใช้งาน หรือเน่า朽สลาย ผู้คนอาจไม่ทราบว่าภายในยังคงมี explosive ส่วนประกอบอยู่ การสัมผัสอาจทำให้วัตถุทำงานทันที
  • จดจำ – การจดจำลายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุที่พบ เช่น ตำแหน่ง ลักษณะ สี ขนาด และรูปลักษณ์ของหลุม หรือสภาพรอบข้าง จะเป็นข้อมูลสำคัญให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์เบื้องต้นและพิจารณาวิธีการจัดการได้อย่างรวดเร็ว
  • รีบแจ้ง – หากพบวัตถุที่น่าจะเป็นระเบิด ควร แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที เช่น แจ้งผู้ใหญ่บ้าน แจ้งตำรวจ หรือประสานหน่วย EOD (ทหารจู่โจมทำลายระเบิด) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตามขั้นตอนอย่างปลอดภัย

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งสามารถปฏิบัติตามแนวทางได้อย่างถูกต้อง

โดยยิ่งหากทุกคนมีความตระหนักด้านความปลอดภัย
และการร่วมมือกับภาครัฐก็จะช่วยให้ชุมชนสามารถอยู่ในพื้นที่เสี่ยงนี้ได้อย่างปลอดภัย ลดการบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุระเบิดโดยไม่ตั้งใจได้เป็นอย่างดี

ร่วมมือสร้างความปลอดภัย…ใครทำได้บ้าง

ความปลอดภัยจากวัตถุระเบิดต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หากพบวัตถุระเบิดต้องสงสัย หรือมีหลุมลักษณะผิดปกติในพื้นที่ชุมชน อย่าประมาท และต้องปฏิบัติตามแนวทาง ‘อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง’ เสมอ

คุณอาจคิดว่าสถานการณ์นี้ไกลตัว แต่ในอำเภอบ้านกรวด ก็ยังถือเป็นพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณใกล้เคียงชายแดนที่เคยมีปัญหา จากความร่วมมือที่ดีระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ จะช่วยให้สามารถจัดการกับอันตรายเหล่านี้ได้อีกทั้งยังเสริมสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนอีกต่อหนึ่ง

คำแนะนำสุดท้ายจากทีมผู้เชี่ยวชาญ

การกำจัดระเบิดหรือวัตถุระเบิดตกค้างนั้นเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ หากมีการเคลื่อนย้ายโดยไม่ถูกต้อง หรือมีการไปเล่นหรือทดลองถ่ายรูป อาจเกิดความเสี่ยงถึงชีวิตได้ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ เป็นสิ่งจำเป็นอย่าเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกฝนเป็นประจำจะช่วยให้ระลึกและปฏิบัติได้อย่างแม่นยำในยามฉุกเฉิน

สรุป: ‘อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง’ คือหลักปฏิบัติที่ช่วยชีวิตได้จริง

การมองข้ามวัตถุที่ดูคล้ายปกติในพื้นที่เสี่ยง อาจนำไปสู่ภาวะอันตรายครั้งสำคัญ ดังนั้นทุกคน ทุกวัย ควรมีความทราบและสามารถปฏิบัติตาม ‘อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง’ เมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ไม่ใช่แค่เพียงในวันให้ความรู้ แต่ตลอดซึ่งเวลา

หากคุณอยู่ในอำเภอบ้านกรวด หรือพื้นที่ใกล้เคียง อย่าลืมนำหลักทั้ง 3 ข้อนี้ไปใช้ฝากต่อผู้คนรอบตัว เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – เจ้าหน้าที่แนะแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ ประชาชนใน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อพบวัตถุระเบิดต้องสงสัยในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

KBTG กับการก้าวสู่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกด้วยการทรานส์ฟอร์มเป็นองค์กร AI Excellent

KBTG กับเป้าหมายการเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกใน 5 ปี

ในยุคที่ AI กลายเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรมและการเติบโตทางธุรกิจ KBTG (ธนาคารกรุงไทย-เทเลคอม) ได้วางแผนชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงองค์กร โดยตั้งเป้าหมายให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกภายในอีก 5 ปีข้างหน้า หลังจากที่ได้ผ่านการทรานส์ฟอร์มเป็นองค์กร AI Excellent มาอย่างรอบคอบ

จากการเปิดเผยของ เรืองโรจน์ พูนผล, Group Chairman ของ KBTG กล่าวว่า “ปัจจุบันมีถึง 92% ของบริษัททั่วโลกที่มีแผนจะลงทุนเพิ่มเติมใน AI แต่มีเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่ได้รับ Value จริงจากการนำ AI มาใช้งาน สาเหตุสำคัญคือการนำ AI เข้ามาแบบไม่เข้าใจองค์ประกอบทั้งหมดของการใช้งานและทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างแท้จริง”

Agentic AI หรือ AI ที่สามารถทำงานอิสระเพื่อบรรลุเป้าหมายที่มนุษย์กำหนด ถือเป็นก้าวต่อไปของยุค Artificial Intelligence โดยเรืองโรจน์ มองว่าภายในปี 2028 ประมาณ 15% ของงานประจำวันจะใช้ Agentic AI ช่วยทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องกำกับดูแลอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเพิ่งอยู่บนยอดของ Hype Cycle จากการคาดการณ์ของ Gartner

กลยุทธ์หลักของ KBTG เพื่อก้าวสู่องค์กรเทคระดับโลก

  • AI for Banking Business – ใช้ AI เพื่อสนับสนุนงานธุรกิจและบริการทางการเงินให้มีความแม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  • AI for IT Delivery and Operation – การนำ AI มาช่วยพัฒนาและบริหารระบบ IT อย่างเป็นระบบ
  • AI and Data Platform – สร้างระบบที่รองรับการสร้าง AI Agent และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบครบวงจร
  • Compliance และการกำกับดูแล AI – สร้างกรอบการทำงานที่มั่นใจได้ว่า AI จะตัดสินใจอย่างน่าเชื่อถือและปลอดภัย
  • AI for Business Outside – ขยายบทบาท KBTG ไปสู่ผู้ใช้งานภายนอกองค์กร และร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก

ภายในปี 2025 นี้ KBTG ตั้งเป้าหมายให้มี AI ช่วยเขียนโค้ดได้ถึง 20% เพิ่มขึ้นจาก 10% ในปัจจุบัน สิ่งนี้จะช่วยเพิ่ม Productivity ให้ KBTG สามารถทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น 2 เท่า โดยใชับุคลากรในจำนวนเท่าเดิม และการจะไปถึงเป้าหมายนี้ ต้องมาพร้อมกับการปรับองค์กรให้รองรับการเติบโตในระยะยาวภายใต้แผน KBTG 3.0

KBTG สู่การเป็น AI Excellent ในเวทีโลก

เรืองโรจน์ มองว่ามีตัวอย่างองค์กรเทคโนโลยีจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น Grab จากมาเลเซีย, VNG และ FPT จากเวียดนาม หรือ Sea Group จากสิงคโปร์ ที่สามารถสร้างการเติบโตระดับนานาชาติได้ ดังนั้น KBTG จึงเชื่อมั่นว่าองค์กรจากประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อมีระบบที่แข็งแกร่งและพนักงานที่มีทักษะด้าน AI อย่างแท้จริง

KBTG ไม่ได้ต้องการแทนที่คนด้วย AI แต่ต้องการ ยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร ให้มาทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแนวคิด ‘Human First, AI First‘ ที่เน้นให้คนยังเป็นศูนย์กลาง แต่รองรับด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสุขและความสมบูรณ์ในการทำงานของพนักงาน

ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการทรานส์ฟอร์ม

กลยุทธ์สำคัญของการทำ KBTG AI Excellent คือการทำความเข้าใจและใช้ Data เป็นอย่างดี เพราะ Data คือ ‘อาหาร’ ของ AI บริษัทใดที่มีข้อมูลปริมาณมากและมีคุณภาพ จะสามารถสร้าง AI Agent ได้อย่างแม่นยำ และสามารถผลักดันนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

สิ่งดีที่กำลังเกิดขึ้นคือ AI and Data Playground แพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้พนักงานทดลองสร้างไอเดียต่างๆ ด้วย AI ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานกว่า 1,000 คน ที่มีส่วนร่วม และมี AI Agent กว่า 10 ตัว ที่ทำงานอยู่จริง

อีกทั้งยังมีการพัฒนา AI สองตัวเพื่อช่วยด้าน Software Quality Testing ได้แก่ Chai LAI และ Sai JAI ซึ่งทีมสามารถลดเวลาการทดสอบซอฟต์แวร์ได้ถึง 10 เท่า และลดต้นทุนโดยรวมออกไปแล้วกว่า 32 ล้านบาทในเวลาเพียงครึ่งปี

ข้อควรระวังและเป้าหมายถัดไปหลังการทรานส์ฟอร์ม

แม้อนาคตของ AI จะสดใส แต่ต้องระวังการคาดการณ์ที่สูงเกินจริง เพราะแม้แต่เทคโนโลยีที่ทรงพลังอย่าง Agentic AI ก็ยังต้องทำงานร่วมกับคน โดยเฉพาะในงานที่มีความสำคัญหรือมีความเสี่ยงสูง ไม่ใช่หวังพึ่ง AI ล้วน

นอกจากนี้ KBTG ยังเป้าหมายที่จะ สร้างพนักงานทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญ AI ภายในปี 2025 ผ่านการฝึกอบรมและการใช้งานจริง พร้อมทั้งใช้กระบวนการทำงานแบบ Agentic เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ AI จะกลายเป็นเพื่อนร่วมงาน และเป็นส่วนหนึ่งของ Workflow แบบ natural มากที่สุด

ไม่เพียงแค่ภายในประเทศไทย KBTG เริ่มสร้าง Ecosystem ระดับโลก ผ่านการเข้าร่วมกับ AI Governance Alliance ของ World Economic Forum, AI Alliance ที่ Meta และ IBM ริเริ่ม เป็นต้นว่า AI ที่สร้างบนฐาน open source ต้องมีความ trusted และสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย

สิ่งที่นมาเกือบทุกองค์กรสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้ คือการทำ AI Transformation ต้องเริ่มจากทฤษฎี ‘AI Plus’ ไม่ใช่ ‘Plus AI’ ซึ่งต้องเปลี่ยนวิธีคิด กระบวนการ และระบบทั้งภายใน

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า AI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงานหรือในชีวิตประจำวัน ทั้งในอุตสาหกรรมการเงิน การแพทย์ ไปจนถึงการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่

AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น หัวใจของการเติบโตยั่งยืนในโลกดิจิทัล และถ้าคุณยังไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองให้พร้อมรับ AI ในตอนนี้ คุณอาจจะตามไม่ทันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ที่สำคัญคือ เรืองโรจน์ ย้ำว่าเพื่อให้ AI สร้าง Business Value ได้จริง ความร่วมมือระหว่างทีม IT, ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนเป็นหัวใจสำคัญในการทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างแท้จริง

KBTG ยังท้าทายอุตสาหกรรมไทยให้ตื่นตัวและเปลี่ยนความคิดจาก ‘Plus AI’ มาสู่ ‘AI Plus’ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ, การออกแบบกระบวนการ รวมถึงการวางโครงสร้าง พัฒนาคน และระบบเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อม ‘นำหน้า’ เทคโนโลยีไม่ใช่ ‘ตามหลัง’ มัน

ที่มา – KBTG ตั้งธงก้าวสู่บริษัทเทคระดับโลกใน 5 ปี หลังทรานส์ฟอร์มสู่องค์กร AI Excellent

แรงงานกัมพูชา กลับประเทศแล้ว 1.9 หมื่นคน กระทบอุตสาหกรรมและก่อสร้าง กระทรวงแรงงานเตรียมประชุมด่วนจัดหาแรงงานทดแทนให้ทันเวลา

แรงงานกัมพูชา กลับประเทศแล้วกว่า 1.9 หมื่นคน ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปรับตัว

จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับแจ้งจากทางกรมการจัดหางาน ระบุว่าแรงงานชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนแรงงานต่างด้าวจำนวนมากในประเทศไทย ได้ทยอยเดินทางกลับประเทศแล้วประมาณ 19,000 คน นับเป็นเรื่องที่นายจ้างในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาค อุตสาหกรรมและก่อสร้าง เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่กลับแบบชั่วคราว เพื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัว

สมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เผยว่า การกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาครั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการเดินทางกลับแบบชั่วคราว ไม่ใช่ว่าแรงงานทั้งหมดจะยุติการทำงานถาวรในประเทศไทย โดยแรงงานข้างต้นบางส่วนยืนยันว่าจะเดินทางกลับมาทำงานต่อตามปกติ

ภาคธุรกิจไหนบ้างได้รับผลกระทบจากแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับ

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดภายใต้การสำรวจคือ นครราชสีมา และสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการจ้างงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในสายงานก่อสร้าง, โรงงานอุตสาหกรรม, และธุรกิจที่อาศัยแรงงานส่วนบุคคล

ด้วยลักษณะงานที่เป็นแรงงานขั้นพื้นฐาน แต่ขาดแคลนอย่างหนักในสายงานของคนไทย จึงจำเป็นต้องพึ่งแรงงานจากเพื่อนบ้าน โดยการกลับประเทศของแรงงานส่วนหนึ่งจึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนในระบบดำเนินธุรกิจ รวมถึงการชะลอตัวในห่วงโซ่อุปทานหลายส่วน

รัฐมนตรีแรงงานเตรียมหารือแนวทางรับมือปัญหาอย่างเร่งด่วน

ส่วนของ พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้จัดประชุมเรื่องแนวทางการรับมือ โดยจะมีการพูดคุยกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในช่วงบ่ายวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาวิธีจัดหาแรงงานทดแทนให้ทันเวลา

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม

การประชุมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวกับการนำเข้าแรงงานทดแทนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสำรวจสภาพการจ้างงานของผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยรัฐบาลจะสรุปความต้องการแรงงานให้ตรงจุดที่สุด เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างความต้องการของอุตสาหกรรมและความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมแรงงานต่างด้าว

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย อาจต้องเตรียมปรับตัวและสำรวจออปชั่นสำรอง เช่น การลงทุนในระบบอัตโนมัติมากขึ้น หรือการเข้าร่วมโครงการจัดหางานที่ทางรัฐบาลเตรียมไว้ เพื่อลดความเสี่ยงและให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแรงงานกัมพูชาเป็นกลุ่มหลัก

ข้อมูลเรื่องแรงงานกัมพูชา ที่กลับประเทศและกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมนั้น นับเป็นเรื่องที่ทุกธุรกิจควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถตัดสินใจจัดเตรียมทรัพยากรให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะออกมาและให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างไม่สะดุด

รายงานล่าสุดแสดงให้เห็นแนวโน้มอนาคตแรงงานในไทยเปลี่ยนไป

แบบแผนการทำงานในไทยอาจต้องปรับตัวไปในระยะยาว โดยมีทั้งนโนบายจากภาครัฐและแรงงานต่างด้าวที่อาจไม่กลับมาครบถ้วนเท่ากับเดิม การเร่งหาแนวทางรองรับ รวมถึงการสร้างสิ่งจูงใจให้แรงงานใหม่เข้ามา อาจส่งผลต่อประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ที่เน้นแรงงานกัมพูชาเป็นหลัก สดุก่อนตัดสินใจจัดหา เป็นสิ่งที่จะจำเป็นมากขึ้นในช่วงนี้

ข้อสรุปสำหรับผู้ประกอบการ:

  • ติดตามข่าวสารจากกระทรวงแรงงานอย่างใกล้ชิด
  • สื่อสารกับแรงงานและจัดเตรียมแผนสำรองในกรณีที่แรงงานไม่กลับมาทำงาน
  • ใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาระบบภายในเพื่อลดการพึ่งพางาน manual
  • ปรึกษาหน่วยงานรัฐหรือผู้ให้บริการด้านแรงงานหากติดขัดหรือมีข้อสงสัย

ท่าทีของภาครัฐถือเป็นสัญญาณเตือนและโอกาสสำคัญให้ผู้ว่าจ้างเริ่มปรับตัวเสียแต่วันนี้ แทนการรอให้ปัญหาท่วมหน้า ไม่ว่าจะเป็น การจัดหาแรงงานทดแทนหรือการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ด้วยเทคโนโลยี การวางแผนรอบด้านจึงสำคัญมากกว่าที่เคย

ภูมิธรรมสั่งผู้ว่าฯ เร่งแก้ปัญหาศูนย์อพยพขอคืนพื้นที่โรงเรียน-เงินไม่ถึงมือประชาชน

ภูมิธรรมสั่งผู้ว่าฯ เร่งแก้ปัญหาศูนย์อพยพขอคืนพื้นที่โรงเรียน-เงินไม่ถึงมือประชาชน

วันที่ 6 สิงหาคม โดยมีประเด็นสำคัญจากคำสั่งของ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับปัญหาการบริหารจัดการศูนย์อพยพหลายพื้นที่ที่ยังคงมีความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องการขอคืนพื้นที่ของโรงเรียนเพื่อเตรียมเปิดการเรียนการสอน รวมถึงปัญหาเงินเยียวยาที่ไม่ถึงมือประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โดยภูมิธรรมย้ำว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น กองทัพและหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย 

จากกรณีที่มีอดีต ส.ส. และประชาชนหลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ความช่วยเหลือบางส่วนยังไม่ไปถึงผู้ประสบภัย ภูมิธรรมได้แสดงความกังวลเรื่องนี้อย่างชัดเจน เนื่องจากประชาชนได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส โดยมีการสั่งกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งดำเนินการดูแลให้เกิดความเป็นธรรมและประสิทธิภาพ

ความรับผิดชอบของผู้ว่าฯ และการตรวจสอบปัญหา

ในการให้สัมภาษณ์ ภูมิธรรมได้อธิบายว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ หากพบว่าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถทำหน้าที่ในการแทนรัฐบาลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องพิจารณาความบกพร่องที่เกิดขึ้น รวมถึงอาจมีการเปลี่ยนตัวบุคคลให้ผู้ที่มีศักยภาพมากกว่าเข้ามาทำหน้าที่แทน เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตามที่ควรจะเป็น 
ทั้งนี้ยังเร่งให้ตรวจสอบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่มาจากส่วนไหนกันแน่ ทั้งในระดับผู้ว่าฯ หรือระดับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสามารถตัดสินใจใจเยียวยาได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหายืดเยื้อ

ความเคลื่อนไหวในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ ในวันเดียวกันยังมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ร่วมกับทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมถึงประชุมคณะรัฐมนตรีชุดเล็ก เพื่อพิจารณารายงานจากคณะเลขานุการที่ได้ร่วมประชุม GBC เมื่อช่วงเช้า โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรอรายงานเพิ่มเติมจากหน่วยงาน เพื่อรับแนวทางแก้ไขโดยรวม

ปัญหาสายลับและโดรนจากฝั่งกัมพูชา

อีกประเด็นที่น่าจับตามองคือกรณีที่เจ้าหน้าที่ สภ.ลำดวน จังหวัดบุรีรัมย์ สามารถจับสายลับกัมพูชาที่เป็นทหารหน่วย BHQ ประจำการคุ้มครองนายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้​ ภูมิธรรมยืนยันว่าต้องให้การให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมาย และได้มีการกำชับการรักษาความปลอดภัยและตรวจจับโดรนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด

ปัจจุบันมีการยึดโดรนมากกว่า 200 ลำในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ แต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนว่าเป็นโดรนของบุคคลใดหรือหน่วยงานใด เช่นเดียวกับการควบคุมตัวสายลับที่ยังต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง แต่ทางราชการยืนยันว่าเตรียมแนวทางความเข้มงวดไว้แล้ว โดยเฉพาะการตรวจจับโดรนซึ่งมีความจำเป็นต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงที่กระแสข่าวความเคลื่อนไหวระหว่างสองประเทศยังคงเปราะบาง

ที่มาภูมิธรรมสั่งผู้ว่าฯ เร่งแก้ปัญหาศูนย์อพยพขอคืนพื้นที่โรงเรียน-เงินไม่ถึงมือประชาชน ชี้หากดูแลไม่ได้ให้คนอื่นมาทำแทน

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ แจงงบประมาณห้องเรียนอนุบาล ไม่ได้เกินจริง แต่เปิดเพิ่มเพื่อรับเด็กเล็กนอกระบบ

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงกายภาพห้องเรียนอนุบาลต้นแบบภายใต้การดูแลของสำนักการศึกษา ที่มีประเด็นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการของบประมาณไปเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะในห้องเรียนอนุบาลที่ยังไม่มีอยู่ในปัจจุบัน

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ชี้ว่า การที่มีการให้ข้อมูลว่า มีการของบประมาณในจำนวนห้องเรียนที่เกินกว่าที่มีอยู่จริงนั้น ไม่ได้เกิดจากการบิดเบือนงบประมาณ แต่เป็นการขยายโอกาสรับเด็กวัยเล็กที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษาให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน เด็กอายุ 3-5 ปี ที่อยู่นอกระบบการศึกษายังมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้บริการจากศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนที่อยู่นอกเหนือการดูแลของกรุงเทพมหานคร ทำให้การจัดสรรงบประมาณมีความยากลำบาก

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ แจงปมงบฯ ห้องเรียนอนุบาล ยันไม่ได้เกินจริง

การเปิดเพิ่มห้องเรียนอนุบาลระดับอายุ 3 ปี หรือ ห้องเรียนอนุบาล 3 ครอบคลุมทั้งระดับอนุบาล 1-3 เป็นการทำเพื่อรับเด็กในวัยดังกล่าวเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด โดยระบุว่า กรุงเทพฯ ได้มีแผนในการเพิ่มห้องเรียนอนุบาลทุกปี

สำหรับปีงบประมาณ 2567 มีการเปิดห้องเรียนเพิ่ม 191 โรงเรียน ต่อด้วยปี 2568 ที่เพิ่มเป็น 312 โรงเรียน และตั้งเป้าปี 2569 ขยายเพิ่มเป็น 400 โรง ทั้งนี้ โรงเรียนสามเสนนอก ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่าง ได้เพิ่มจำนวนห้องเรียนจากเดิม 19 ห้อง เป็น 21 ห้อง ในปีนี้ เพื่อรองรับเด็กมากขึ้น

เด็กเล็กกว่าครึ่งยังอยู่นอกระบบการศึกษา

รองผู้ว่าฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า มีเด็กวัยเตรียมอนุบาลที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบทั้งจากครอบครัวและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของ กทม. ทำให้จำเป็นต้องเร่งผลักดันการเปิดสอนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีการจัดงบประมาณชัดเจนมากขึ้น

งบนั้นควรเปิดให้ตรวจสอบได้จากประชาชน

นอกจากประเด็นการขยายห้องเรียน จะชี้แจงตามข้อกังวล รองผู้ว่าฯ ยังได้เสนอแนวทางใหม่ในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนเข้ามาตรวจสอบงบประมาณได้ โดยจัดกิจกรรม Hack งบกรุงเทพฯ 69 และเปิดข้อมูลผ่านเว็บไซต์ data.bangkok.go.th/dataset/69

ศานนท์ ยืนยันว่า การทำงานของราชการยุคใหม่นั้น ไม่ควรให้การตรวจสอบจำกัดอยู่แค่ในสภา แต่ควรให้ประชาชนเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม ร่วมกันชี้พาร์ทของงบประมาณที่อาจไม่สอดคล้อง เพื่อปรับปรุงก่อนที่งบจะถูกปิดเล่มในเดือนกันยายนนี้

ทิศทางการพัฒนาการศึกษาอนุบาลในกรุงเทพฯ

การขยายตัวของห้องเรียนอนุบาลในกรุงเทพฯ สะท้อนภาพของการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กเล็กในพื้นที่ โดยมุ่งให้เด็กได้รับการพัฒนาในช่วงวัยสำคัญที่สุด และเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับ

  • ปี 2567 – เปิดเพิ่ม 191 โรงเรียน
  • ปี 2568 – เพิ่มเป็น 312 โรงเรียน
  • ปี 2569 – ตั้งเป้ายกเป็น 400 โรงเรียน

สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเขตท้องถิ่นที่เด็กยังไม่มีพื้นที่พัฒนาความรู้ แต่ยังเป็นการเตรียมพื้นฐานให้กับสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเริ่มต้นจากห้องเรียนอนุบาลที่มีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ของเด็กเล็กหรือผู้สนใจในนโยบายสาธารณะ ควรติดตามและร่วมเสนอแนะผ่านช่องทางที่กรุงเทพมหานครเปิดกว้างไว้ ทั้งการอภิปราย สภา หรือผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้โครงการนี้สามารถตอบโจทย์ได้จริง โดยช่วยให้เด็กเล็กจำนวนมากเข้าถึงการเรียนรู้ได้มากขึ้น

รัฐบาลเปิดทำเนียบต้อนรับ 31 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ดึงลงทุนสร้างศูนย์วิจัย-เสริมทักษะบุคลากรไทย

รัฐบาลเปิดทำเนียบต้อนรับ 31 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก

เมื่อวานนี้ (6 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการจัดงานสำคัญภายใต้ชื่อ ‘Prime Minister Meets Investors: Confidence in Thailand’s Future-Prime Minister’s Dialogue with Global Investors’ โดยมี พล.อ. ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งเป็นเวทีที่รัฐบาลไทยได้ต้อนรับนักลงทุนจากบริษัทชั้นนำระดับโลก รวม 31 บริษัท เพื่อหารือแนวทางการลงทุนและร่วมกันพัฒนาประเทศให้กลายเป็น Hub ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค

บริษัทใหญ่จาก 4 อุตสาหกรรมหลักเข้าร่วมหารือ

บริษัทที่เข้าร่วมกว่า 30 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่, ดิจิทัล และ อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ ที่โดดเด่นมาพร้อมกับชื่อแบรนด์ระดับโลก อย่าง Sony, Samsung, Unimicron, BYD, Hyundai, Google, TikTok และ Nestlé เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ลงทุนและขยายกิจการในประเทศไทยรวมมูลค่ามากกว่า 550,000 ล้านบาท และสร้างโอกาสในการจ้างงานมากกว่า 53,000 อัตรา ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

มุ่งสร้างความเชื่อมั่นรองรับการลงทุนในระยะยาว

ภูมิธรรม เวชยชัย ได้ย้ำว่ารัฐบาลไทยมีความตั้งใจชัดเจนในการส่งเสริมการลงทุนและช่วยให้นักลงทุนสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงกลไกให้ครอบคลุมกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุน พร้อมกับยกระดับศักยภาพของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ประเทศไทยต้องการให้มั่นใจว่าบริษัทเหล่านี้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

เตรียมพัฒนาโครงสร้างพลังงานสะอาดตามแนวทาง ESG

หนึ่งในความมุ่งมั่นของรัฐ คือการค่อยๆ เปลี่ยนผ่านพลังงานสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการเปิดตัว Utility Green Tariff หรือ UGT1 เพื่อรองรับภาคธุรกิจที่ต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีเอกสารรับรองชัดเจน ซึ่งมีบริษัทสนใจลงทะเบียนมากกว่า 40 ราย

ลงทุนบุคลากรไทยสอดรับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล

นอกจากการพัฒนากลไกด้านพลังงานแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญต่อการเตรียมคนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย มหาวิทยาลัย 15 แห่งได้ร่วมกับภาคเอกชนอีก 8 ราย ในการเปิดหลักสูตรใหม่ 5 หลักสูตร และจัดตั้งศูนย์พัฒนากำลังคนเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติเพิ่มอีก 3 แห่ง พร้อมเป้าหมายผลิตบุคลากรให้ได้มากกว่า 80,000 คน ภายใน 5 ปี สิ่งนี้จะสร้างความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและด้านดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลและ BOI มีแผนเร่งรัดสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า นโยบายทั้งด้านภาษีและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศกำลังถูกปรับปรุงให้เอื้อต่อการขยายตัวของธุรกิจ ไม่จำกัดเพียงการตั้งโรงงาน แต่ยังรวมถึงศูนย์วิจัย พัฒนาบุคลากรและแปลงประเทศไทยเป็นสำนักงานใหญ่ในระดับภูมิภาค (Regional Headquarter)

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการหารือ สิ่งสำคัญที่โจชัดเจนคือข้อตกลง (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษา และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับ 6 บริษัทผู้ผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ชั้นนำระดับโลก ที่ลงทุนรวมกว่า 51,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาและการสร้างโอกาสจ้างงานใหม่มากกว่า 1,880 อัตราทันที และไม่น้อยกว่า 3,000 ในอีก 5 ปีข้างหน้า

การมาเยือนของบริษัทแนวหน้าเหล่านี้ เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยพร้อมเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในสายการลงทุนและนวัตกรรม เรื่องสำคัญคือการเตรียมความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการสร้าง人才 (บุคลากร) ที่ไม่เพียงแต่รับนักลงทุน แต่ยังพัฒนาตนเองจากภายในเพื่อยกระดับประเทศให้เติบโตควบคู่ไปกับเทรนด์โลก

ที่มา – รัฐบาลเปิดทำเนียบต้อนรับ 31 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ดึงลงทุนสร้างศูนย์วิจัย-เสริมทักษะบุคลากรไทย

ตำรวจเผยผลการปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จับพระสงฆ์ 153 รูป คดียาเสพติด-เมาแล้วขับ

วันที่ 6 สิงหาคม เป็นวันที่หลายคนจับตามองหลังจากที่ ตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาทั่วประเทศเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการติดตามจับกุมพระสงฆ์ที่มีหมายจับในคดีต่าง ๆ เช่น คดีเมาแล้วขับ และคดียาเสพติด ซึ่งจากการรายงานล่าสุดของ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่า ผลการปฏิบัติการนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 163 ราย เป็นพระสงฆ์ถึง 153 รูป และยังเหลือผู้ต้องหาอีก 18 คนที่อยู่ระหว่างการตามล่า

ปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา<\/h2>

ตำรวจภายใต้การบัญชาของตำรวจสอบสวนกลาง ได้กระจายกำลังกันจัดการกับคดีของพระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งแต่ละคดีล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา การจับกุมครั้งนี้จึงถือว่ามีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงจังของเจ้าหน้าที่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม

ปฏิบัติการบุกค้นและจับกุมพระสงฆ์อย่างจริงจัง<\/h3>

สำหรับกรณีที่มีพระสงฆ์ 4 รูปไม่ยอมลาสิกขาเมื่อวันก่อน ล่าสุดสามารถเข้าไปเจรจาจนเกิดการยอมรับและลาสิกขาได้ก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน ผู้ต้องหาประมาณ 20-30 รายที่ถูกควบคุมตัวที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็ถูกรับไปดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่พื้นที่ต่างจังหวัดแล้ว เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาที่หลบหนีหมายจับจากต่างถิ่น<\/span><\/p>\n

ที่ กองบังคับการปราบปราม รายงานผลการจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยตำรวจภูธรภาค 8 คุมตัวผู้ต้องหา 4 รายซึ่งมีหมายจับใน จังหวัดนครศรีธรรมราช และ ชุมพร ออกจากห้องควบคุม ซึ่งใน 4 รายนี้ มีรูปหนึ่งเคยถูกดำเนินคดีจากความผิดในข้อหา เมาแล้วขับ มาแล้วเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ส่วนอีก 3 รูป ความผิดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดทั้งเสพและค้า<\/span><\/p>\n

  • พระสงฆ์จับได้ 153 รูป
  • ผู้ต้องหาคดียาเสพติดจำนวนมาก
  • บางรูปยังไม่ยอมลาสิกขาตอนแรก

อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจ คือเมื่อเวลา 9:00 น. วันนี้ ตำรวจภาค 2 ก็ควบคุมตัวผู้ต้องหาจากจังหวัดชุมพรและปราจีนบุรี โดยหนึ่งในนั้นระบุว่าบวชตลอดเวลาหลังถูกดำเนินคดีในปี 2567 โดยไม่มารายงานตัวแต่อย่างใด การให้สัมภาษณ์หนึ่งในผู้ต้องหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าจะพูดไม่ออกเมื่อถูกถามถึงคำขอโทษสังคม แต่เขาก็ยอมรับว่าต้องการ กลับไปบวชเป็นพระ ครั้งใหม่และเข้าถึงการเป็นพระที่ดีในอนาคต

การปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่ผ่านมาไม่ใช่แค่เพียงการจับกุมหรือปราบปราม แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้กลับตัวกลับใจเป็นอย่างดี เหตุการณ์เช่นนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตของ กระบวนการฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิ์ของพระสงฆ์ ให้กลับมามีวินัยและความน่าเชื่อถืออีกครั้ง<\/span><\/p>

ที่มา – ตำรวจรายงานผลปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บุกค้นทั่วประเทศ จับกุมพระสงฆ์ 153 รูป มีหมายจับคดีเก่าทั้งเมาแล้วขับ และยาเสพติด<\/p>

ตำรวจกองปราบร่วมกับ กสทช. บุกค้นบริษัทสมุทรปราการ ยึดโดรน-อุปกรณ์ตัดสัญญาณกว่า 200 ชิ้น

ตำรวจกองปราบร่วมกับ กสทช. บุกค้นบริษัทในสมุทรปราการ ยึดโดรนและอุปกรณ์ตัดสัญญาณกว่า 200 ชิ้น ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงพนักงานสืบสวนจังหวัดสมุทรปราการ ที่ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นบริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา

เหตุผลในการบุกค้นบริษัท

ภายหลังจากการสืบสวนอย่างละเอียด ตำรวจกองปราบร่วมกับ กสทช. ได้รับเบาะแสว่าบริษัทดังกล่าวมีการผลิตและครอบครองอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน รวมถึงอุปกรณ์ตัดสัญญาณในจำนวนมาก โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

กิจกรรมลักษณะนี้มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศและอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ ดังนั้นการตรวจค้นในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบที่มาที่ไปของอุปกรณ์ทั้งหมด และป้องกันไม่ให้มีการใช้งานอย่างไม่เหมาะสม

ของกลางที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ

ในการตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แสดง หมายค้น ให้กฤษนันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทคนหนึ่ง และได้นำการตรวจค้นจนพบของกลางจำนวนมาก โดยสามารถจดบันทึกและยึดของไว้ตรวจสอบได้ดังนี้

  • โดรน 29 เครื่อง
  • กระเป๋าตรวจจับสัญญาณ 38 ใบ
  • ปืนรบกวนสัญญาณ 129 กระบอก
  • เครื่องรบกวนสัญญาณ 16 เครื่อง
  • รถตู้สำหรับตรวจจับและรบกวนสัญญาณ 1 คัน
  • อุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 50 รายการ

ของกลางทั้งหมดจะถูกนำไปยังกองบังคับการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อตรวจสอบความถี่ และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ละเอียดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใช้งานอุปกรณ์ตัดสัญญาณที่มีผลกระทบต่อระบบการสื่อสารสาธารณะอย่างรุนแรง

ความสำคัญของมาตรฐานทางเทคโนโลยี

ในปัจจุบัน ตำรวจกองปราบร่วมกับ กสทช. บุกค้นบริษัทในสมุทรปราการ ยึดโดรนและอุปกรณ์ตัดสัญญาณกว่า 200 ชิ้น เพื่อตรวจสอบว่าเทคโนโลยีที่ถูกผลิตและใช้งานในประเทศนั้นเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

โดยเฉพาะโดรน อุปกรณ์ที่มีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในภาคธุรกิจและงานส่วนตัว การที่บริษัทแห่งนี้มีการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ตัดสัญญาณเพิ่มเติม จึงสร้างความกังวลเป็นอย่างมาก เพราะอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิข้อมูล การรบกวนการบินส่วนตัว หรือรบกวนระบบสาธารณะได้

บริษัทผู้ผลิตเป็นชาวสิงคโปร์ เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมเป็นคนไทย

จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ระบุว่า บริษัทดังกล่าวมี เจ้าของโรงงานเป็นชาวสิงคโปร์ และมีกรรมการผู้บริหารเป็นคนไทยร่วมด้วย โดยดำเนินธุรกิจด้านการผลิตเทคโนโลยีทั้งโดรนและอุปกรณ์ตัดสัญญาณ โดยไม่ได้มีการแจ้งลักษณะธุรกิจแบบชัดเจนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งในทางกฎหมาย การผลิตและขายอุปกรณ์ตัดหรือรบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เป็นเรื่องต้องห้ามอย่างเด็ดขาด เพราะจะกระทบต่อความมั่นคง การแพทย์ หรือการจราจรทางอากาศ ได้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้จึงต้องทำการสืบสวนเพิ่มเติมว่ามีการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการกระทำความผิดหรือไม่

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีหรือเป็นผู้ใช้งานโดรนส่วนตัว เราแนะนำให้ศึกษากฎระเบียบการใช้งานอย่างละเอียด และเลือกอุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองจากรัฐ ข้อกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้มาเพื่อจำกัดการใช้งาน แต่เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับทุกคนในสังคม

ที่มา – ตำรวจกองปราบร่วมกับ กสทช. บุกค้นบริษัทในสมุทรปราการ ยึดโดรนและอุปกรณ์ตัดสัญญาณกว่า 200 ชิ้น