ผู้เขียน: lalika69_admin

เตรียมโบกมือลาลูกค้าสุดที่รัก! โรงอาหารรัฐสภาเตรียมปิดตัวและขนย้ายภายใน 15 สิงหาคมนี้

เตรียมโบกมือลาลูกค้าสุดที่รัก โรงอาหารรัฐสภาใกล้ปิดให้บริการ

เหตุผลของการปิดโรงอาหารรัฐสภา

เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวใหญ่ออกมาจาก โรงอาหารฝั่งสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา เมื่อคณะกรรมการสวัสดิการร้านค้า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งยกเลิกการให้บริการร้านค้าทั้งหมด โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการขนย้ายสิ่งของออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ ส่งผลให้ร้านค้าทั้งหมดต้องเตรียมโบกมือลาลูกค้าสุดที่รักอย่างกะทันหัน

ความไม่แน่นอนหลังปิดร้าน

คณะกรรมการสวัสดิการร้านค้าไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้าให้ผู้ประกอบการทราบอย่างเพียงพอ ทำให้หลายคนตั้งตัวไม่ทัน โดยเฉพาะร้านที่เป็นข้าราชการระดับผู้น้อย ที่รายได้จาก โรงอาหารรัฐสภา ถือเป็นรายได้หลักในการเลี้ยงดูครอบครัว และการศึกษาของลูกหลาน ทั้งนี้ยังไม่มีการกำหนดวันประมูลหรือการจัดระบบใหม่แต่อย่างใด

เสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการ

กลุ่มผู้ประกอบการในโรงอาหารหลายรายเคยร้องเรียนผ่าน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม พร้อมระบุว่า เหตุการณ์นี้กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ค้าโดยตรง

ในอีกไม่ช้า ผู้ประกอบการทั้งหมดเตรียมรวบรวมรายชื่อยื่นเรื่องต่อ ประธานรัฐสภา เพื่อขอให้มีการพิจารณาสถานการณ์นี้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

บทสรุปที่น่าคิดและอนาคตที่อาจเปลี่ยนไป

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของผู้ประกอบการเล็กๆ ในพื้นที่ของรัฐ การปิดร้านแบบลับๆ อาจกระทบต่อเศรษฐกิจในรายย่อย และสร้างความไม่มั่นคงในชีวิตของกลุ่มที่เคยพึ่งพาโรงอาหารรัฐสภาให้เป็นแหล่งรายได้หลัก

  • ไม่มีการแจ้งล่วงหน้าเพียงพอ
  • ไม่มีแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ
  • ยังไม่มีกำหนดเวลาประมูลร้านใหม่

ลูกค้าร่วมส่งกำลังใจอย่างอบอุ่น

แม้จะเป็นคำบอกลาของร้านค้า ผู้คนที่เคยแวะเวียนมาใช้บริการก็ต่างเข้ามาให้กำลังใจกันอย่างอบอุ่น หลายคนบอกว่าโรงอาหารรัฐสภาไม่ใช่แค่สถานที่กินข้าวเพียงอย่างเดียว แต่กลับมีคุณค่ามากกว่านั้น เพราะเต็มไปด้วยความผูกพัน

“เตรียมโบกมือลาลูกค้าสุดที่รัก” คือประโยคที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ประกอบการที่ต้องจากลาทั้งความรู้สึกผูกพันของลูกค้า และความหวังทางการเงิน ในช่วงเวลาสำคัญที่ยังไม่มีนโยบายช่วยเหลือที่ชัดเจนออกมา เพื่อให้ทุกคนมองภาพรวมของนโยบายเศรษฐกิจในบริบทภาคธุรกิจขนาดเล็กมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “เตรียมโบกมือลาลูกค้าสุดที่รัก” นับถอยหลัง โรงอาหารรัฐสภา เตรียมยกเลิกและขนย้ายออกจากพื้นที่ 15 สิงหาคมนี้

เรียนรู้นอกกรอบ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะการแบ่งปัน

เรียนรู้นอกกรอบ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะการแบ่งปัน

การศึกษาไม่ได้มีเพียงแค่ในห้องเรียนหรือหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และสัมพันธ์กับชีวิตจริง ในปัจจุบัน คุณภาพการศึกษาของไทยถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของอาเซียน แม้จะมีงบประมาณจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถผลิตผู้เรียนที่มีความพร้อมใช้งานจริง หรือพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

รายงานจาก World Population Review ปี 2567 ชี้ให้เห็นว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลกด้านคุณภาพการศึกษา และเป็นอันดับที่ 8 ของอาเซียน ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว ซึ่งอยู่ในอันดับ 7 จากการศึกษาที่เน้นเนื้อหาเชิงทฤษฎีโดยไม่เชื่อมโยงกับทักษะชีวิต หรือประสบการณ์ของนักเรียนโดยตรง นี่จึงเป็นจุดที่เราต้องหันกลับมามองการศึกษาในรูปแบบใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ด้านอาชีพ ชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคมได้จริง

หนึ่งในแนวทางการศึกษาที่เรียกว่า เรียนรู้นอกกรอบ คือ โรงเรียนมีชัยพัฒนา หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ โรงเรียนไม้ไผ่ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยโรงเรียนนี้มุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการลงมือทำจริง โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ รวมไปถึงการมีจิตสำนึกในการแบ่งปัน

เกษตรกรรม: พื้นฐานเรียนรู้นอกกรอบ

  • นักเรียนสามารถทำการเกษตรได้ตั้งแต่ปลูกถั่วงอก จนถึงเพาะเห็ด ปลูกผักสลัดโดยไม่ใช้ดิน หรือกระทั่งปลูกข้าวในเข่ง
  • การปลูกพืชไม่ได้เป็นกิจกรรมเสริม แต่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ด้านการพึ่งพาตนเอง และการเข้าใจความสำคัญของอาหารเป็นอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นักเรียนยังมีบทบาทในการจัดซื้อ อุปกรณ์และวัตถุดิบทั้งหมด การเลือกผัก เนื้อสัตว์ พริกแกง และเครื่องปรุง เป็นหน้าที่ของนักเรียนโดยตรง ที่จัดเป็นทีมซื้อและทีมตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการเจรจาต่อรอง วางแผนใช้จ่าย และตรวจสอบคุณภาพและราคาของสินค้าอย่างรัดกุม

วินัยในตนเอง: การเรียนรู้ทักษะชีวิตอย่างเข้มข้น

ในยุคที่เมืองไทยกลายเป็นสังคม “ก้มหน้า” ด้วยความสนใจหน้าจอโทรศัพท์มือถือมากกว่ามนุษย์ โรงเรียนไม้ไผ่จึงออกมาตรการเรื่องวินัยต่างๆ เพื่อดึงเด็กกลับมาสนใจผู้คนรอบตัวและฝึกวินัย

  • วันธรรมดา ห้ามใช้มือถือ
  • วันเสาร์ตอนเย็น นักเรียนต้องเขียนจดหมายด้วยลายมือ 3 ฉบับ เพื่อสื่อสารกับคนที่มีพระคุณ ฝึกฝนภาษา ความคิดและจิตใจ
  • อดข้าวมื้อเย็นเพื่อเรียนรู้และรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คนที่ลำบาก แบบลงมือทำเองจริงๆ

หลังจากเขียนจดหมายและอดข้าวแล้ว จึงอนุญาตให้ใช้มือถือได้ 1 ชั่วโมง ในการติดต่อกับครอบครัว เป็นการฝึกการบริหารเวลาและความรับผิดชอบ

การแบ่งปัน: ทักษะที่สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิต

ทักษะการแบ่งปัน เป็นสิ่งที่มักไม่ได้รับความสนใจในระบบการศึกษามากนัก แต่ที่โรงเรียนไม้ไผ่ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ตั้งแต่การมี “ศาลแผ่เมตตา” ที่เป็นพื้นที่สำหรับนักเรียนและครูร่วมกันอธิษฐานเพื่อผู้คนที่ประสบภัย ไม่ว่าจะโควิด สงคราม หรือญาติผู้ลี้ภัย

รวมถึงการเชื่อมโยงกับหมู่บ้าน สร้างความสัมพันธ์ในการดูแลผู้สูงอายุ ร่วมกันปลูกพืช สร้างกลุ่มปันสุข และต่อยอดเป็นแหล่งผลิตอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับชุมชน เช่น ที่โรงพยาบาลลำปลายมาศ และวัดโนนสุวรรณ

ระบบที่เน้น เรียนรู้นอกกรอบ จึงเป็นระบบที่ทำให้เด็กรู้จักการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง รู้จักตนเอง รู้จักร่วมมือกับผู้อื่น และมีทักษะในการทำงานด้วยใจ ไม่ใช่เพียงเพื่อสอบหรือเป็นดารา แต่เพื่อเติบโตไปเป็นอนาคตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ที่น่าสนใจที่สุด คือ สิ่งที่โรงเรียนมีชัยพัฒนาทำสำเร็จ ได้กลายเป็นแบบอย่างที่เครือข่าย 240 โรงเรียนนำไปปรับใช้ ซึ่ง UNESCO และ UNFPA ได้ให้การยอมรับอย่างจริงจัง ถึงความสร้างสรรค์และพลังการเรียนรู้ที่อยู่เหนือกรอบเดิม

อีกการเรียนรู้นอกกรอบ

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือนักศึกษาษาแนวการเรียนรู้แบบร่วมสมัย ลองเปิดใจมาเยี่ยมชมโรงเรียนที่ไม่ได้สอนให้ดีเพราะความจำหรือคะแนน แต่หล่อหลอมคนด้วยการปฏิบัติจริง การเยียวยาตนเอง และการสร้างสังคมแห่งความร่วมมือนี้ ก้าวเข้าไปสัมผัส และคุณจะพบว่า การเรียนนอกกรอบ คือ จุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – เรียนรู้นอกกรอบ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะการแบ่งปัน

DSI ร่วมกระทรวงอุตสาหกรรม บุกค้นคลังสินค้า ยึดปลั๊กไฟไม่ได้มาตรฐาน มอก. กว่า 500,000 ชิ้น

สวัสดีทุกคน! วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ ที่ทุกคนควรรู้ โดยเฉพาะผู้ใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหลาย เพราะ DSI ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่งระดมกำลังบุกค้นคลังสินค้าในเขตบางขุนเทียน จับได้ปลั๊กไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านการรับรอง มอก. กว่า 5 แสนชิ้น! มาดูกันว่าเรื่องนี้ส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตเราอย่างไร

ยึดปลั๊กไฟไม่ได้มาตรฐาน มอก. กว่า 500,000 ชิ้น คดีความไม่ปลอดภัยระดับประเทศ

เมื่อวานนี้ (7 สิงหาคม 2568) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นำทีม DSI ร่วมกับ กระทรวงอุตสาหกรรม บุกค้นคลังสินค้าบริษัท ดีเอส ทูลส์ จำกัด โดยพบปลั๊กไฟและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ ไม่มีเครื่องหมาย มอก. รวมกว่า 500,000 ชิ้น เรียกว่าเป็นการ ยึดปลั๊กไฟไม่ได้มาตรฐาน มอก. กว่า 500,000 ชิ้น ที่ใหญ่ที่สุดในรอบปี!

ที่น่าตกใจคือ ก่อนหน้านี้เมื่อ 23 กรกฎาคม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตรวจพบสินค้าผิดมาตรฐานกว่า 600,000 ชิ้นในคลังเดียวกัน รวมถึงฝักบัวและก๊อกน้ำที่แสดงเลข มอก. ปลอมด้วย การทำงานร่วมกันครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ทีมตรวจสอบกำลังปูพรมล้างบางสินค้าอันตรายที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ทุกเมื่อ

ทำไมปลั๊กไฟไม่ได้มาตรฐานถึงอันตราย?

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค DSI อธิบายว่า ปลั๊กไฟที่ ไม่ผ่าน มอก. มีส่วนผสมของพลาสติกเกรดต่ำ ทนความร้อนไม่ได้ อาจละลายหรือลัดวงจรจนเกิดความร้อนจัด ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูงเช่น เครื่องปรับอากาศหรือหม้อหุงข้าว

ทีมงานเราขอ提醒ว่า การซื้อสินค้าราคาถูกไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องตรวจสอบ 3 อย่างก่อนใช้ทุกครั้ง:

  • มองหาเครื่องหมาย มอก. ชัดเจน บนตัวสินค้าและบรรจุภัณฑ์
  • สังเกตเลขที่ใบรับรอง ตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ สมอ.
  • หลีกเลี่ยงสินค้าราคาถูกผิดปกติ เช่น ปลั๊ก 3 ช่อง ขายเพียง 20 บาท

กรณีนี้ DSI ตัดสินใจรับเป็นคดีพิเศษเพราะยอดสินค้ามูลค่าเกิน 10 ล้านบาท และส่งผลต่อความปลอดภัยผู้บริโภคกว่า 50,000 ชิ้น ซึ่ง ปลั๊กไฟไม่ได้มาตรฐาน เป็นอาวุธเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยมาแล้วนับไม่ถ้วน ผ่านเรื่องราวเพลิงไหม้บ้านเรือน

ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุชัดว่า “เราจะไม่ยอมให้สินค้าอันตรายหลุดรอดเข้าสู่ตลาด” ทีมงานกำลังติดตามแหล่งผลิตผู้ผลิตและผู้นำเข้าเพื่อขยายผลถึงขบวนการใหญ่ โดยใน 3 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับ DSI ตรวจยึดสินค้าผิดมาตรฐานรวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาทแล้ว

สำหรับเพื่อนๆ ที่ใช้ปลั๊กไฟราคาถูกอยู่ ลองสังเกตดูว่ามีกลิ่นหืนเมื่อใช้งานหรือไม่ ตัวปลั๊กบวมหรือร้อนผิดปกติหรือเปล่า หากพบสัญญาณเตือน รีบเปลี่ยนทันที! อย่าให้เรื่องเล็กกลายเป็นโศกนาฏกรรม

ทุกวันนี้ เทรนด์ความปลอดภัยในอุปกรณ์เทคโนโลยี กำลังได้รับความสนใจสูง ผู้ผลิตสมาร์ทโฮมแบรนด์ดังเริ่มติดตั้งระบบตรวจสอบความร้อนอัตโนมัติในปลั๊กอัจฉริยะ แต่สำหรับใครที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยน วิธีป้องกันเบื้องต้นคือ เลือกซื้อแต่สินค้าที่มี มอก. ชัดเจน เท่านั้น

Call to Action: แชร์เรื่องนี้ต่อให้คนที่คุณรัก! ช่วยกันตรวจสอบปลั๊กไฟในบ้าน ปิดจุดเสี่ยงกับชีวิตคนที่คุณแคร์ กดไลค์เพจเราเพื่อรับเคล็ดลับความปลอดภัยอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบเจาะลึกทุกสัปดาห์

ที่มา – DSI – กระทรวงอุตสาหกรรม บุกค้นคลังสินค้าในเขตบางขุนเทียน ยึดปลั๊กไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. กว่า 500,000 ชิ้น

ณัฐวุฒิเชื่อแพทองธารคุยฮุน เซนไร้เจตนาขายชาติ แต่เชื่อกัมพูชาวางแผนให้เกิดเหตุรุนแรงแต่ต้น

ณัฐวุฒิย้ำ: แพทองธารคุยฮุน เซนไร้เจตนายกแผ่นดินไทย

วันนี้ (7 สิงหาคม) ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวถึงกรณีของ แพทองธาร ชินวัตร ที่มีการสนทนากับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ผ่านทางโทรศัพท์ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการถ่ายทอดเจตนาและการวางเงื่อนไขที่ส่งผลให้เกิดการบานปลายของความขัดแย้ง

กรณีนี้ถือเป็นข่าวใหญ่ที่ทั้งประชาชนและสื่อมวลชนต่างจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลต่อสถานะทางการเมืองของแพทองธารและรัฐบาลโดยรวม

คลิปสนทนาไร้ข้อหา ‘ขายชาติ’

ณัฐวุฒิได้ชี้แจงว่า ตัวบุคคลและรัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนว่าการสนทนาระหว่างแพทองธารกับฮุน เซน ไม่ได้มีจุดประสงค์เชิงร้ายแรง เช่น การทำลายเอกราชหรือการขายแผ่นดินแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า กัมพูชามีแนวโน้มปลุกปั่นให้เกิดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนตั้งแต่ต้นปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดสถานการณ์รุนแรงตามมา และยังชี้ให้เห็นว่านอกจากคำอธิบายของไทยจะมีความสมบูรณ์และเป็นเอกภาพแล้ว ยังมีนัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ยุทธศาสตร์ความเป็น ‘เอกภาพ’ ของทีมประเทศไทย

ณัฐวุฒิระบุว่า กุญแจสำคัญของสถานการณ์คือการรวมพลังและความเข้าใจของคนไทยทุกคน ในการเป็นหนึ่งเดียว ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสขยายความขัดแย้ง

เขาย้ำว่า รัฐบาลและกองทัพเป็นหนึ่งเดียวกันผ่านการทำงานในรูปแบบของ ศบ.ทก. ที่แต่ละฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ไม่มีรอยร้าวใดๆ ซึ่งจะช่วยให้ไทยรับมือกับเกมโกหกและการบิดเบือนได้อย่างมั่นคง

ข่าวลืออาจเป็นเครื่องมือของอีกฝ่าย

เขาชี้ว่า หากคนไทยขาดเอกภาพ หรือปล่อยให้เกิดกระแสข่าวลือหรือความเข้าใจผิด จะเป็นการเปิดช่องให้มีการโจมตีทางความเชื่อมั่นต่อประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน รวมถึงเป็นทีมเดียวกันในการยืนหยัดเพื่อปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศ

กรณีผิดจริยธรรมต้องรอศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

สำหรับการตั้งคำถามถึงประเด็นจริยธรรม ณัฐวุฒิแสดงความเห็นส่วนตัวว่า เนื่องจากความผิดเรื่องจริยธรรมมีขอบเขตกว้างไกลมาก จึงต้องเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย

แต่เขายังเสริมว่า แม้สถานการณ์จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ เจตนารมณ์ของ แพทองธารกับฮุน เซน ก็ยังไม่แสดงถึงการกระทำผิดอธิปไตยอย่างชัดเจน

สุดท้าย นักวิเคราะห์หลายฝ่ายชี้ว่า ประเด็นนี้สะท้อนการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อน และผู้เกี่ยวข้องควรยึดหลักข้อมูลที่โปร่งใส หลีกเลี่ยงการสร้างความอลหม่าน แล้วหันมาเป็นทีมเดียวกันเพื่อประเทศไทยในระยะยาว

ที่มา – ณัฐวุฒิเชื่อแพทองธารคุยฮุน เซนไร้เจตนาขายชาติ แต่เชื่อกัมพูชาวางแผนให้เกิดเหตุรุนแรงแต่ต้น

อัยการสั่งฟ้อง ‘เปรมชัย’ 23 คน คดีอาคาร สตง. ถล่ม หลังเกิดแผ่นดินไหว

อัยการสั่งฟ้อง ‘เปรมชัย’ 23 คน คดีอาคาร สตง. ถล่ม คดีสะเทือนวงการก่อสร้าง

วันนี้ (7 สิงหาคม 2568) ถือเป็นวันสำคัญที่หลายคนจับตามอง เมื่ออัยการสั่งฟ้อง ‘เปรมชัย’ 23 คน คดีอาคาร สตง. ถล่ม อย่างเป็นทางการ! ศักดิ์เกษม นิไทรโยค ผู้ตรวจการอัยการและโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ยืนยันว่าพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดต่อศาลอาญาวันนี้ หลังตรวจสอบสำนวนอย่างละเอียดจากตำรวจบางซื่อที่ส่งมาเมื่อ 22 กรกฎาคม

รายละเอียดคดีที่หลายคนอยากรู้

คดีนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างถล่มหลังเกิดแผ่นดินไหว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ความเสียหายทางทรัพย์สินมหาศาล และคำถามสำคัญว่าใครคือผู้รับผิดชอบ ผู้ต้องหารวมทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา 23 รายถูกชี้มูลความผิดในข้อหามาตรฐานการออกแบบและก่อสร้างไม่ตรงหลักวิชาชีพ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรม

น่าสนใจว่าคณะทำงานอัยการตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีนี้โดยเฉพาะ เพราะมีเอกสารจำนวนมาก และความละเอียดอ่อนทางกฎหมายหลายชั้น ผลสรุปคือสั่งฟ้องทั้ง 23 รายตามความเห็นตำรวจ พร้อมข้อหาเพิ่มเติมสำหรับผู้ต้องหารายที่ 9-15 ในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม สะท้อนความผิดที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ทำไมคดีนี้ถึงสำคัญ?

คดีนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน แต่ยังส่งสัญญาณถึงวงการก่อสร้างว่าต้องเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2522 และกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นหลักพิสูจน์ความผิด

คุณอาจสงสัยว่าทำไมการถล่มของอาคารหลังเกิดแผ่นดินไหวจึงกลายเป็นความรับผิดชอบของผู้ก่อสร้าง? คำตอบคือ กฎหมายกำหนดให้ผู้ออกแบบและควบคุมงานต้องคำนวณความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมได้ รวมถึงเหตุฉุกเฉินทางธรรมชาติ ดังนั้นหากไม่เตรียมรับมือ ถือเป็นความผิดอย่างชัดเจน

สำหรับผู้ต้องหารายสำคัญ ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) โดยมีเปรมชัย กรรณสูตร เป็นผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งถูกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำ อ 2201/2568 หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อนี้จากคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้างรัฐต้องไม่มีช่องโหว่

บทเรียนที่วงการก่อสร้างต้องนำไปปรับปรุง

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการก่อสร้างโครงการรัฐจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส ตั้งแต่ขั้นเสนอราคา การเลือกผู้รับเหมา ไปจนถึงการตรวจรับงาน ในยุคที่เทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) สามารถลดข้อผิดพลาดได้ ทำไมยังมีคดีแบบนี้เกิดขึ้น?

หากคุณเป็นผู้บริหารองค์กรหรือนักลงทุน ควรทบทวนกระบวนการทำงาน อาจเริ่มจากตรวจสอบมาตรฐานวิศวกรรมและติดตามการใช้งบประมาณแบบเรียลไทม์ด้วยระบบดิจิทัล ซึ่งไม่เพียงป้องกันคดีความ แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้องค์กร

ย้ำอีกครั้งว่า อัยการสั่งฟ้อง ‘เปรมชัย’ 23 คน คดีอาคาร สตง. ถล่ม ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นบททดสอบความรับผิดชอบต่อสังคมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันสร้างมาตรฐานใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม แล้วคุณล่ะคิดว่าเราต้องเริ่มตรงจุดไหนดี?

ที่มา – อัยการสั่งฟ้อง ‘เปรมชัย’ และพวก รวม 23 คน คดีอาคาร สตง. ถล่ม

ประชุม GBC เริ่มบ่ายนี้ จับตาข้อตกลง ‘หยุดยิงเด็ดขาด’

ประชุม GBC เริ่มบ่ายนี้ จับตาข้อตกลง ‘หยุดยิงเด็ดขาด’

การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ใกล้เปิดฉากแล้ว! เพราะวันนี้ (7 ส.ค.) เวลาประมาณ 14.00 น. ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไทยและกัมพูชาจะหารือกันอย่างจริงจังเพื่อเดินหน้าตามกรอบข้อตกลง ‘หยุดยิงเด็ดขาด’ ที่ทั้งสองประเทศพยายามแก้ปัญหาระดับนโยบายให้ชัดเจนเรื่องการถอยกำลังทหารและไม่ก่อให้เกิดความตึงเครียดซ้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะการควบคุมแนวชายแดนที่เคยมีเหตุปะทะรุนแรงเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา

ข้อตกลงไม่ใช่แค่การหยุดยิง แต่คือการสร้างความไว้วางใจ

การประชุมวันนี้ไม่ใช่เพียงตอกย้ำข้อตกลง ‘หยุดยิงเด็ดขาด’ ตามเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 ก.ค. เท่านั้น แต่ยังต้องสรุปรายละเอียดการปฏิบัติจริง เช่น การปรับตำแหน่งทหาร กระบวนการส่งผู้บาดเจ็บกลับประเทศ และการตั้งทีมเฉพาะกิจดูแลพื้นที่สัมพันธ์ ซึ่งพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้กล่าวประโยคน่าประทับใจว่า ‘นี่คือการเขียนประวัติศาสตร์

ความร่วมมือระดับผู้บังคับบัญชาทหารนำไปสู่ความสำเร็จครึ่งทาง

ทีมเลขานุการ GBC ทั้งสองฝ่ายใช้เวลาร่วม 3 วันในขั้นตอนหารือลับ นับตั้งแต่ 4-6 ส.ค. โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องส่งเรื่องกลับไปให้กัมพูชาตัดสินใจเพิ่ม เนื่องจากบางหัวข้อยังมีจุดที่ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียด แต่สุดท้ายทั้งสองฝ่ายก็สรุปเอกสารกรอบข้อตกลงสำคัญได้ก่อนเริ่ม GBC อย่างเป็นทางการวันนี้โดยมีนายกฯ ของมาเลเซีย ตัวแทนอาเซียน นั่งเป็นประธาน

พล.อ.ณัฐพล ให้สัมภาษณ์ว่าปัจจุบันความสำเร็จของการประชุม ‘หยุดยิงเด็ดขาด‘ อยู่ที่ 90% แล้ว เพราะผ่านการเห็นชอบจากกองเลขานุการ ซึ่งเป็นระดับที่ 1 เรียบร้อย ซึ่งขั้นต่อมาระดับรัฐมนตรี (7 ส.ค.) และขั้นปฏิบัติจริง (ระดับที่ 3) จะชี้ชะตาว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมือตรงไปตรงมาในการดำเนินการต่อหรือไม่

7 ข้อสรุปเคยผ่านมาแล้ว พร้อมยกระดับใน GBC

  • หยุดยิงเด็ดขาดบนแนวชายแดน
  • คุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัย
  • งดเสริมกำลัง/อาวุธเข้าพื้นที่พิพาท
  • ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง
  • อำนวยความสะดวกการส่งกลับผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต
  • ตั้งทีมประสานงานเฉพาะกิจ (ไทย-กัมพูชา 4 คน/ฝ่าย)
  • รอผลการประชุม GBC เป็นการตัดสินใจระดับนโยบาย

ทั้งนี้ กลไกการเจรจาในระดับแม่ทัพภาค 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชาเคยบรรลุข้อตกลงพื้นฐานมาก่อน เช่นเดียวกับที่พล.ท.ณัฐพงศ์ เพราแก้ว เลขานุการ GBC ฝ่ายไทยมีบทบาทสำคัญในการศึกษาข้อกฎหมายระหว่างทางที่เกี่ยวข้องกับการจัดการชายแดนอย่างยั่งยืน

การประชุม GBC ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสงบ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในการแก้ไขปัญหาด้วยการทูตสไตล์อาเซียน จึงอาจจะมีการเตรียมต้อนรับข้อตกลงฉบับถาวรและแผนการทำงานร่วมกันของคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม มาติดตามบทสรุปร่วมกัน!

ที่มา – ประชุม GBC เริ่มบ่ายนี้ จับตาข้อตกลง ‘หยุดยิงเด็ดขาด’

คณะกรรมการวิสามัญฯ ประชุมพิจารณางบฯ ปี 69 ของ กทม. เน้นประเด็นอัตรากำลังข้าราชการ การขาดแคลนครู และการปรับปรุงราคาก่อสร้าง

สวัสดีเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารกรุงเทพมหานครกันอยู่นะครับ! วันนี้เรามาอัพเดทประเด็นร้อนจาก คณะกรรมการวิสามัญฯ ประชุมพิจารณางบฯ ปี 69 ของ กทม. เน้นประเด็นอัตรากำลังข้าราชการ การขาดแคลนครู และการปรับปรุงราคาก่อสร้าง ที่เพิ่งประชุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา งานนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ตามไปดูกันเลย!

คณะกรรมการวิสามัญฯ ประชุมพิจารณางบฯ ปี 69 ของ กทม. เน้นประเด็นอัตรากำลังข้าราชการ การขาดแคลนครู และการปรับปรุงราคาก่อสร้าง

การประชุมครั้งนี้นำโดย สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ประธานคณะกรรมการวิสามัญ ได้ทบทวนแผนใช้งบประมาณ กทม. ปี 2569 อย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่สำนักงาน ก.ก. สำนักการคลัง ไปจนถึงหน่วยงานสำคัญๆ เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ตอบโจทย์ชีวิตคนกรุงอย่างแท้จริง

แก้ปัญหาอัตรากำลังข้าราชการไม่สมดุล พร้อมรับมือวิกฤตขาดแคลนครู

ประเด็นแรกที่ถกเถียงหนักคือ อัตรากำลังข้าราชการ ที่บางหน่วยงานขาดคนแต่บางแห่งมีส่วนเกิน โดยคณะกรรมการชี้ว่ามีผู้สอบผ่านภาค ก. แต่ติดเรื่องวุฒิการศึกษาที่ไม่ตรงตำแหน่ง รวมถึงปัญหา การขาดแคลนครู จากการย้ายกลับภูมิลำเนา

สำนักงาน ก.ก. เผยกำลังแก้ไขด้วยการร่วมมือ MOU กับสถานศึกษาอาชีวะ เพิ่มกำลังคน และจัดทุนการศึกษามหาวิทยาลัยในสังกัด กทม. ให้เด็กที่อยากเป็นครู ส่วนเรื่องคนพิการยืนยันรับทุกประเภทโดยออกแบบตำแหน่งให้เหมาะกับศักยภาพ

ทันสมัยปรับราคาก่อสร้าง ตอบรับค่าแรง-วัสดุพุ่ง

อีกประเด็นร้อนคือ การปรับปรุงราคาก่อสร้าง ที่คณะกรรมการเร่งให้สำนักการคลังอัปเดตราคาให้ทันยุค เพราะค่าแรงและวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นให้ตรวจสอบ บัญชีผู้ทิ้งงาน ให้ชัดเจน ขณะที่สถานธนานุบาลถูกแนะนำให้พัฒนาแอปพลิเคชันเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดให้ สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัยแยกตัวจากสำนักพัฒนาสังคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพัฒนาที่อยู่อาศัยข้าราชการและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะช่วยกระจายงานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า กทม. กำลังเดินหน้า ปรับระบบให้สอดคล้องความต้องการจริง โดยเฉพาะปัญหาครูขาด-อัตราจ้างไม่สมดุล และราคาก่อสร้างที่ต้องอัปเดตให้ทันเหตุการณ์ ซึ่งเป็นสัญญาณดีที่แสดงว่าผู้บริหารฟังเสียงประชาชนจริงๆ

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจติดตามการพัฒนาเมือง ลองสังเกตว่าหลังจากนี้ กทม. จะปรับปรุงนโยบายอย่างไรให้ตอบโจทย์คนกรุงมากขึ้น เช่น การใช้ เทคโนโลยีผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว หรือการสร้างโครงการทุนฝึกสอนครูเฉพาะทาง ถือเป็นเทรนด์ที่น่าจับตา!

สุดท้าย อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะประเด็น คณะกรรมการวิสามัญฯ ประชุมพิจารณางบฯ ปี 69 ของ กทม. เน้นประเด็นอัตรากำลังข้าราชการ การขาดแคลนครู และการปรับปรุงราคาก่อสร้าง อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางการรับฟังความคิดเห็นของ กทม. เพื่อสร้างกรุงเทพให้ดีขึ้นไปด้วยกัน!

ที่มา – คณะกรรมการวิสามัญฯ ประชุมพิจารณางบฯ ปี 69 ของ กทม. เน้นประเด็นอัตรากำลังข้าราชการ การขาดแคลนครู และการปรับปรุงราคาก่อสร้าง

ตำรวจบุกจับ ‘ไฮโซลูกนัท’ ค้นบ้านพบอาวุธปืน-ยาเสพติดจำนวนมาก หลังหญิงสาวร้องเรียนถูกข่มขู่

ตำรวจบุกจับ ‘ไฮโซลูกนัท’ ค้นบ้านพบอาวุธปืน-ยาเสพติดจำนวนมาก หลังมีผู้หญิงร้องเรียนถูกข่มขู่ทำร้ายร่างกาย

วันนี้ (7 สิงหาคม) ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์โดดเด่นที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคมออนไลน์ เมื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี หรือ กก.ดส. ร่วมกับ กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย หรือ อรินทราช 26 และ สน.คลองตัน ได้บุกเข้าตรวจค้นบ้านพักของ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ไฮโซลูกนัท’ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีข่าวเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมถึงการเสพยาเสพติด และการข่มขู่ทำร้ายร่างกายหญิงสาวรายหนึ่ง

การตรวจค้นและจับกุมแบบไม่ให้รอด

การตรวจค้นถูกดำเนินการขึ้นตามหมายของศาลอาญาพระโขนงในย่านถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง กรุงเทพฯ โดยตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านพักถึง 2 หลัง และสามารถจับกุมตัว ‘ไฮโซลูกนัท’ ได้พร้อมของกลางที่จำนวนมากชนิดที่ว่าน่าตกใจ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืนเลือกชนิดต่าง ๆ รวม 12 กระบอก เช่น ปืนกึ่งอัตโนมัติ, ปืนลูกซอง, ปืนเล็กยาว และปืนไรเฟิล พร้อมเครื่องกระสุนกว่า 1,940 นัด และแมกกาซีนหลายสิบอัน อีกทั้งยังพบโคเคนและอุปกรณ์สำหรับการเสพยาไอซ์อีกหลายรายการ

เรื่องร้องเรียนที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

จากข้อมูลระบุว่า การบุกค้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่หญิงสาวรายหนึ่งได้เข้าร้องเรียนต่อตำรวจ กก.ดส. โดยเธออ้างว่าถูก ‘ไฮโซลูกนัท’ ใช้ปืนเป็นเครื่องมือข่มขู่ และบังคับให้เสพยาเสพติด เมื่อเธอไม่ยอมก็ถูกทำร้ายร่างกาย สุดท้ายเธอมีโอกาส escape ออกมาได้เมื่อ ‘ไฮโซลูกนัท’ หลับจากการเสพยา และถ่ายภาพหลักฐานสำคัญก่อนจะแจ้งความในทันที

บทบาทของตำรวจที่รวดเร็วและเด็ดขาด

ตำรวจเปิดเผยว่าขณะจับกุม ธนัตถ์ยังอยู่ในอาการมึนเมาจากยา แต่ยังสามารถสื่อสารและรับรู้เรื่องราวโดยรอบได้ ด้วยความรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ได้นำตัวเขา พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนที่ สน.คลองตัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายหลายกระทง เช่น การครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต และ การครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 2 อย่างโคเคน อย่างผิดกฎหมาย

มีผู้เสียหายรายอื่นหรือไม่?

สำหรับใครที่อาจจะเคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกันจากบุคคลกลุ่มนี้ ทาง กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี ก็ได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายรายอื่น ๆ ออกมาแสดงหลักฐาน หรือยื่นชื่อร้องเรียนเพิ่มเติม ได้ทั้งที่ กก.ดส. หรือที่ สน.คลองตัน เพื่อร่วมกันจัดการกับปัญหาอาชญากรรมในสังคม

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงพฤติกรรมที่น่ากังวลของกลุ่มคนที่อยู่เยื้องกฎหมาย แต่ยังเป็นการย้ำกึ่งหนึ่งถึงความสำคัญของการดำเนินการเชิงรุกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องผู้หญิงหรือกลุ่มเปราะบางในสังคม อย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับคดีนี้ เพื่อให้เราทุกคนตระหนักและเฝ้าระวังในวัฒนธรรมที่อาจเป็นอันตราย

ทุกการร้องเรียนมีความสำคัญ หากคุณหรือใครก็ตามมีปัญหาในลักษณะนี้ อย่ารอช้าในการติดต่อเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและสังคมรอบข้าง

ที่มา – ตำรวจบุกจับ ‘ไฮโซลูกนัท’ ค้นบ้านพบอาวุธปืน-ยาเสพติดจำนวนมาก หลังมีผู้หญิงร้องเรียนถูกข่มขู่ทำร้ายร่างกาย

ปลัดกระทรวงกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่ พร้อมหารือแนวทางกระชับความร่วมมือทางทหารฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์

วันที่ 6 สิงหาคม 2567 ที่ศาลาว่าการกลาโหม พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับ พลตรี จาง หลินหง ผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่ อย่างอบอุ่น โดยเป็นโอกาสในการพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและจีน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

เตรียมพร้อมสานสัมพันธ์ทางทหารเพื่ออนาคต

การเข้ารับตำแหน่งของ พลตรี จาง หลินหง นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างสองชาติ พลเอก สนิธชนก เน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นว่า พลตรี จาง จะสามารถใช้ประสบการณ์และวิสัยทัศน์ในการผลักดันความร่วมมือทางทหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้กล่าวขอบคุณ พลเรือตรี หวัง เจิ้ง ผู้ช่วยทูตทหารคนก่อน สำหรับบทบาทและความร่วมมือที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยต่อยอดในปัจจุบัน

ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน และบทบาทของการร่วมมือทางทหาร

ในปี พ.ศ. 2568 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีนจะครบรอบ 50 ปี และเป็นโอกาสอันดีในการแสดงออกถึงการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการแลกเปลี่ยนบุคลากร การฝึกฝนทางทหารร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่สามารถส่งเสริมความมั่นคงของทั้งสองประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

พลเอก สนิธชนก ยังได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ความร่วมมือระหว่างกองทัพของไทยและจีน ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจ ความเข้าใจ และความไว้วางใจกันระหว่างกองทัพ เพื่อให้เป็นรากฐานหนุนความสงบสุขในระดับภูมิภาค

  • ส่งเสริมบทบาทของกองทัพร่วมกันในด้านการป้องกันประเทศ
  • ใช้ประสบการณ์ระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการทหารของไทย
  • สานสัมพันธ์ต่อเนื่องทั้งในระดับผู้บังคับบัญชาและกำลังพล
  • เตรียมจัดกิจกรรมร่วมในโอกาสครบรอบ 50 ปีอย่างยิ่งใหญ่

ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยและจีนให้ความสำคัญต่อการสานต่อความร่วมมือ โดยเฉพาะในด้านการทหาร ที่แสดงถึงความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ เพื่อรับมือกับสถานการณ์และภัยคุกคามในยุคปัจจุบัน

การพูดคุยในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเรื่องต้อนรับผู้ช่วยทูตคนใหม่เท่านั้น หากแต่ยังตอกย้ำถึงอนาคตที่กำลังจะเดินหน้าร่วมกันอย่างจริงใจ โดยมีเป้าหมายร่วมเพื่อสร้างความสงบสุขและความมั่นคงให้กับประชาชนและภูมิภาคอีกด้วย

การต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะนำไปสู่ปีทองแห่งความร่วมมืออย่างแท้จริง และเป็นเครื่องยืนยันว่ากองทัพไทยยังคงมีวิสัยทัศน์ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับพันธมิตรในเวทีโลกเพื่อรับมือกับความท้าทายหลากหลายด้าน

ที่มา – ปลัดกระทรวงกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่ พร้อมหารือแนวทางกระชับความร่วมมือทางทหารฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์