ผู้เขียน: lalika69_admin

ประชุม GBC เริ่มบ่ายนี้ จับตาข้อตกลง ‘หยุดยิงเด็ดขาด’

ประชุม GBC เริ่มบ่ายนี้ จับตาข้อตกลง ‘หยุดยิงเด็ดขาด’

การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ใกล้เปิดฉากแล้ว! เพราะวันนี้ (7 ส.ค.) เวลาประมาณ 14.00 น. ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไทยและกัมพูชาจะหารือกันอย่างจริงจังเพื่อเดินหน้าตามกรอบข้อตกลง ‘หยุดยิงเด็ดขาด’ ที่ทั้งสองประเทศพยายามแก้ปัญหาระดับนโยบายให้ชัดเจนเรื่องการถอยกำลังทหารและไม่ก่อให้เกิดความตึงเครียดซ้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะการควบคุมแนวชายแดนที่เคยมีเหตุปะทะรุนแรงเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา

ข้อตกลงไม่ใช่แค่การหยุดยิง แต่คือการสร้างความไว้วางใจ

การประชุมวันนี้ไม่ใช่เพียงตอกย้ำข้อตกลง ‘หยุดยิงเด็ดขาด’ ตามเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 ก.ค. เท่านั้น แต่ยังต้องสรุปรายละเอียดการปฏิบัติจริง เช่น การปรับตำแหน่งทหาร กระบวนการส่งผู้บาดเจ็บกลับประเทศ และการตั้งทีมเฉพาะกิจดูแลพื้นที่สัมพันธ์ ซึ่งพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้กล่าวประโยคน่าประทับใจว่า ‘นี่คือการเขียนประวัติศาสตร์‘

ความร่วมมือระดับผู้บังคับบัญชาทหารนำไปสู่ความสำเร็จครึ่งทาง

ทีมเลขานุการ GBC ทั้งสองฝ่ายใช้เวลาร่วม 3 วันในขั้นตอนหารือลับ นับตั้งแต่ 4-6 ส.ค. โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องส่งเรื่องกลับไปให้กัมพูชาตัดสินใจเพิ่ม เนื่องจากบางหัวข้อยังมีจุดที่ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียด แต่สุดท้ายทั้งสองฝ่ายก็สรุปเอกสารกรอบข้อตกลงสำคัญได้ก่อนเริ่ม GBC อย่างเป็นทางการวันนี้โดยมีนายกฯ ของมาเลเซีย ตัวแทนอาเซียน นั่งเป็นประธาน

พล.อ.ณัฐพล ให้สัมภาษณ์ว่าปัจจุบันความสำเร็จของการประชุม ‘หยุดยิงเด็ดขาด‘ อยู่ที่ 90% แล้ว เพราะผ่านการเห็นชอบจากกองเลขานุการ ซึ่งเป็นระดับที่ 1 เรียบร้อย ซึ่งขั้นต่อมาระดับรัฐมนตรี (7 ส.ค.) และขั้นปฏิบัติจริง (ระดับที่ 3) จะชี้ชะตาว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมือตรงไปตรงมาในการดำเนินการต่อหรือไม่

7 ข้อสรุปเคยผ่านมาแล้ว พร้อมยกระดับใน GBC

  • หยุดยิงเด็ดขาดบนแนวชายแดน
  • คุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัย
  • งดเสริมกำลัง/อาวุธเข้าพื้นที่พิพาท
  • ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง
  • อำนวยความสะดวกการส่งกลับผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต
  • ตั้งทีมประสานงานเฉพาะกิจ (ไทย-กัมพูชา 4 คน/ฝ่าย)
  • รอผลการประชุม GBC เป็นการตัดสินใจระดับนโยบาย

ทั้งนี้ กลไกการเจรจาในระดับแม่ทัพภาค 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชาเคยบรรลุข้อตกลงพื้นฐานมาก่อน เช่นเดียวกับที่พล.ท.ณัฐพงศ์ เพราแก้ว เลขานุการ GBC ฝ่ายไทยมีบทบาทสำคัญในการศึกษาข้อกฎหมายระหว่างทางที่เกี่ยวข้องกับการจัดการชายแดนอย่างยั่งยืน

การประชุม GBC ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสงบ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในการแก้ไขปัญหาด้วยการทูตสไตล์อาเซียน จึงอาจจะมีการเตรียมต้อนรับข้อตกลงฉบับถาวรและแผนการทำงานร่วมกันของคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม มาติดตามบทสรุปร่วมกัน!

ที่มา – ประชุม GBC เริ่มบ่ายนี้ จับตาข้อตกลง ‘หยุดยิงเด็ดขาด’

คณะกรรมการวิสามัญฯ ประชุมพิจารณางบฯ ปี 69 ของ กทม. เน้นประเด็นอัตรากำลังข้าราชการ การขาดแคลนครู และการปรับปรุงราคาก่อสร้าง

สวัสดีเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารกรุงเทพมหานครกันอยู่นะครับ! วันนี้เรามาอัพเดทประเด็นร้อนจาก คณะกรรมการวิสามัญฯ ประชุมพิจารณางบฯ ปี 69 ของ กทม. เน้นประเด็นอัตรากำลังข้าราชการ การขาดแคลนครู และการปรับปรุงราคาก่อสร้าง ที่เพิ่งประชุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา งานนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ตามไปดูกันเลย!

คณะกรรมการวิสามัญฯ ประชุมพิจารณางบฯ ปี 69 ของ กทม. เน้นประเด็นอัตรากำลังข้าราชการ การขาดแคลนครู และการปรับปรุงราคาก่อสร้าง

การประชุมครั้งนี้นำโดย สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ประธานคณะกรรมการวิสามัญ ได้ทบทวนแผนใช้งบประมาณ กทม. ปี 2569 อย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่สำนักงาน ก.ก. สำนักการคลัง ไปจนถึงหน่วยงานสำคัญๆ เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ตอบโจทย์ชีวิตคนกรุงอย่างแท้จริง

แก้ปัญหาอัตรากำลังข้าราชการไม่สมดุล พร้อมรับมือวิกฤตขาดแคลนครู

ประเด็นแรกที่ถกเถียงหนักคือ อัตรากำลังข้าราชการ ที่บางหน่วยงานขาดคนแต่บางแห่งมีส่วนเกิน โดยคณะกรรมการชี้ว่ามีผู้สอบผ่านภาค ก. แต่ติดเรื่องวุฒิการศึกษาที่ไม่ตรงตำแหน่ง รวมถึงปัญหา การขาดแคลนครู จากการย้ายกลับภูมิลำเนา

สำนักงาน ก.ก. เผยกำลังแก้ไขด้วยการร่วมมือ MOU กับสถานศึกษาอาชีวะ เพิ่มกำลังคน และจัดทุนการศึกษามหาวิทยาลัยในสังกัด กทม. ให้เด็กที่อยากเป็นครู ส่วนเรื่องคนพิการยืนยันรับทุกประเภทโดยออกแบบตำแหน่งให้เหมาะกับศักยภาพ

ทันสมัยปรับราคาก่อสร้าง ตอบรับค่าแรง-วัสดุพุ่ง

อีกประเด็นร้อนคือ การปรับปรุงราคาก่อสร้าง ที่คณะกรรมการเร่งให้สำนักการคลังอัปเดตราคาให้ทันยุค เพราะค่าแรงและวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นให้ตรวจสอบ บัญชีผู้ทิ้งงาน ให้ชัดเจน ขณะที่สถานธนานุบาลถูกแนะนำให้พัฒนาแอปพลิเคชันเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดให้ สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัยแยกตัวจากสำนักพัฒนาสังคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพัฒนาที่อยู่อาศัยข้าราชการและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะช่วยกระจายงานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า กทม. กำลังเดินหน้า ปรับระบบให้สอดคล้องความต้องการจริง โดยเฉพาะปัญหาครูขาด-อัตราจ้างไม่สมดุล และราคาก่อสร้างที่ต้องอัปเดตให้ทันเหตุการณ์ ซึ่งเป็นสัญญาณดีที่แสดงว่าผู้บริหารฟังเสียงประชาชนจริงๆ

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจติดตามการพัฒนาเมือง ลองสังเกตว่าหลังจากนี้ กทม. จะปรับปรุงนโยบายอย่างไรให้ตอบโจทย์คนกรุงมากขึ้น เช่น การใช้ เทคโนโลยีผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว หรือการสร้างโครงการทุนฝึกสอนครูเฉพาะทาง ถือเป็นเทรนด์ที่น่าจับตา!

สุดท้าย อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะประเด็น คณะกรรมการวิสามัญฯ ประชุมพิจารณางบฯ ปี 69 ของ กทม. เน้นประเด็นอัตรากำลังข้าราชการ การขาดแคลนครู และการปรับปรุงราคาก่อสร้าง อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางการรับฟังความคิดเห็นของ กทม. เพื่อสร้างกรุงเทพให้ดีขึ้นไปด้วยกัน!

ที่มา – คณะกรรมการวิสามัญฯ ประชุมพิจารณางบฯ ปี 69 ของ กทม. เน้นประเด็นอัตรากำลังข้าราชการ การขาดแคลนครู และการปรับปรุงราคาก่อสร้าง

ตำรวจบุกจับ ‘ไฮโซลูกนัท’ ค้นบ้านพบอาวุธปืน-ยาเสพติดจำนวนมาก หลังหญิงสาวร้องเรียนถูกข่มขู่

ตำรวจบุกจับ ‘ไฮโซลูกนัท’ ค้นบ้านพบอาวุธปืน-ยาเสพติดจำนวนมาก หลังมีผู้หญิงร้องเรียนถูกข่มขู่ทำร้ายร่างกาย

วันนี้ (7 สิงหาคม) ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์โดดเด่นที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคมออนไลน์ เมื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี หรือ กก.ดส. ร่วมกับ กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย หรือ อรินทราช 26 และ สน.คลองตัน ได้บุกเข้าตรวจค้นบ้านพักของ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ไฮโซลูกนัท’ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีข่าวเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมถึงการเสพยาเสพติด และการข่มขู่ทำร้ายร่างกายหญิงสาวรายหนึ่ง

การตรวจค้นและจับกุมแบบไม่ให้รอด

การตรวจค้นถูกดำเนินการขึ้นตามหมายของศาลอาญาพระโขนงในย่านถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง กรุงเทพฯ โดยตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านพักถึง 2 หลัง และสามารถจับกุมตัว ‘ไฮโซลูกนัท’ ได้พร้อมของกลางที่จำนวนมากชนิดที่ว่าน่าตกใจ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืนเลือกชนิดต่าง ๆ รวม 12 กระบอก เช่น ปืนกึ่งอัตโนมัติ, ปืนลูกซอง, ปืนเล็กยาว และปืนไรเฟิล พร้อมเครื่องกระสุนกว่า 1,940 นัด และแมกกาซีนหลายสิบอัน อีกทั้งยังพบโคเคนและอุปกรณ์สำหรับการเสพยาไอซ์อีกหลายรายการ

เรื่องร้องเรียนที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

จากข้อมูลระบุว่า การบุกค้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่หญิงสาวรายหนึ่งได้เข้าร้องเรียนต่อตำรวจ กก.ดส. โดยเธออ้างว่าถูก ‘ไฮโซลูกนัท’ ใช้ปืนเป็นเครื่องมือข่มขู่ และบังคับให้เสพยาเสพติด เมื่อเธอไม่ยอมก็ถูกทำร้ายร่างกาย สุดท้ายเธอมีโอกาส escape ออกมาได้เมื่อ ‘ไฮโซลูกนัท’ หลับจากการเสพยา และถ่ายภาพหลักฐานสำคัญก่อนจะแจ้งความในทันที

บทบาทของตำรวจที่รวดเร็วและเด็ดขาด

ตำรวจเปิดเผยว่าขณะจับกุม ธนัตถ์ยังอยู่ในอาการมึนเมาจากยา แต่ยังสามารถสื่อสารและรับรู้เรื่องราวโดยรอบได้ ด้วยความรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ได้นำตัวเขา พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนที่ สน.คลองตัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายหลายกระทง เช่น การครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต และ การครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 2 อย่างโคเคน อย่างผิดกฎหมาย

มีผู้เสียหายรายอื่นหรือไม่?

สำหรับใครที่อาจจะเคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกันจากบุคคลกลุ่มนี้ ทาง กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี ก็ได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายรายอื่น ๆ ออกมาแสดงหลักฐาน หรือยื่นชื่อร้องเรียนเพิ่มเติม ได้ทั้งที่ กก.ดส. หรือที่ สน.คลองตัน เพื่อร่วมกันจัดการกับปัญหาอาชญากรรมในสังคม

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงพฤติกรรมที่น่ากังวลของกลุ่มคนที่อยู่เยื้องกฎหมาย แต่ยังเป็นการย้ำกึ่งหนึ่งถึงความสำคัญของการดำเนินการเชิงรุกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องผู้หญิงหรือกลุ่มเปราะบางในสังคม อย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับคดีนี้ เพื่อให้เราทุกคนตระหนักและเฝ้าระวังในวัฒนธรรมที่อาจเป็นอันตราย

ทุกการร้องเรียนมีความสำคัญ หากคุณหรือใครก็ตามมีปัญหาในลักษณะนี้ อย่ารอช้าในการติดต่อเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและสังคมรอบข้าง

ที่มา – ตำรวจบุกจับ ‘ไฮโซลูกนัท’ ค้นบ้านพบอาวุธปืน-ยาเสพติดจำนวนมาก หลังมีผู้หญิงร้องเรียนถูกข่มขู่ทำร้ายร่างกาย

ปลัดกระทรวงกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่ พร้อมหารือแนวทางกระชับความร่วมมือทางทหารฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์

วันที่ 6 สิงหาคม 2567 ที่ศาลาว่าการกลาโหม พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับ พลตรี จาง หลินหง ผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่ อย่างอบอุ่น โดยเป็นโอกาสในการพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและจีน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

เตรียมพร้อมสานสัมพันธ์ทางทหารเพื่ออนาคต

การเข้ารับตำแหน่งของ พลตรี จาง หลินหง นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างสองชาติ พลเอก สนิธชนก เน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นว่า พลตรี จาง จะสามารถใช้ประสบการณ์และวิสัยทัศน์ในการผลักดันความร่วมมือทางทหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้กล่าวขอบคุณ พลเรือตรี หวัง เจิ้ง ผู้ช่วยทูตทหารคนก่อน สำหรับบทบาทและความร่วมมือที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยต่อยอดในปัจจุบัน

ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน และบทบาทของการร่วมมือทางทหาร

ในปี พ.ศ. 2568 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีนจะครบรอบ 50 ปี และเป็นโอกาสอันดีในการแสดงออกถึงการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการแลกเปลี่ยนบุคลากร การฝึกฝนทางทหารร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่สามารถส่งเสริมความมั่นคงของทั้งสองประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

พลเอก สนิธชนก ยังได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ความร่วมมือระหว่างกองทัพของไทยและจีน ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจ ความเข้าใจ และความไว้วางใจกันระหว่างกองทัพ เพื่อให้เป็นรากฐานหนุนความสงบสุขในระดับภูมิภาค

  • ส่งเสริมบทบาทของกองทัพร่วมกันในด้านการป้องกันประเทศ
  • ใช้ประสบการณ์ระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการทหารของไทย
  • สานสัมพันธ์ต่อเนื่องทั้งในระดับผู้บังคับบัญชาและกำลังพล
  • เตรียมจัดกิจกรรมร่วมในโอกาสครบรอบ 50 ปีอย่างยิ่งใหญ่

ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยและจีนให้ความสำคัญต่อการสานต่อความร่วมมือ โดยเฉพาะในด้านการทหาร ที่แสดงถึงความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ เพื่อรับมือกับสถานการณ์และภัยคุกคามในยุคปัจจุบัน

การพูดคุยในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเรื่องต้อนรับผู้ช่วยทูตคนใหม่เท่านั้น หากแต่ยังตอกย้ำถึงอนาคตที่กำลังจะเดินหน้าร่วมกันอย่างจริงใจ โดยมีเป้าหมายร่วมเพื่อสร้างความสงบสุขและความมั่นคงให้กับประชาชนและภูมิภาคอีกด้วย

การต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะนำไปสู่ปีทองแห่งความร่วมมืออย่างแท้จริง และเป็นเครื่องยืนยันว่ากองทัพไทยยังคงมีวิสัยทัศน์ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับพันธมิตรในเวทีโลกเพื่อรับมือกับความท้าทายหลากหลายด้าน

ที่มา – ปลัดกระทรวงกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่ พร้อมหารือแนวทางกระชับความร่วมมือทางทหารฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์

เหมืองแร่ของประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นฝันร้ายของชาวไทยริมแม่น้ำกก

เหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชาวไทยที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำกก ซึ่งเคยเป็นแหล่งน้ำสะอาดที่หลายคนพึ่งพาน ปัจจุบันน้ำในแม่น้ำกกมีสภาพขุ่นมัว และพบสารพิษอย่างสารหนูและโลหะหนักที่เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่เปลี่ยนไปอย่างมาก

เหมืองแร่ของประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นฝันร้ายของชาวไทยริมแม่น้ำกก

ในเดือนมีนาคม 2568 มีชาวบ้านกว่า 700 คนในตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวมตัวกันเพื่อร้องเรียนถึงปัญหานี้ โดยหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาแก้ไขโดยเร็ว แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชุมชนมานาน หากปัญหายังคงไม่ได้รับการจัดการ จะเกิดผลกระทบตามมาจำนวนมากทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรริมแม่น้ำ

จากการประเมินของ Rocket Media Lab ในพื้นที่ 19 ตำบล แม่น้ำกกมีพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 340,358.73 ไร่ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 3,239,061,808.4 บาท โดยเฉพาะข้าวที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

  • ข้าว – พื้นที่นาส่วนใหญ่อยู่ติดกับแม่น้ำ
  • ยางพารา – ได้รับผลเสียเนื่องจากต้องใช้น้ำในการเพาะปลูก
  • ข้าวโพด, สับปะรด, มันสำปะหลัง และผลไม้ชนิดอื่น ๆ ก็เริ่มให้ผลผลิตลดลงเช่นกัน

หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ความเสียหายรวมในพื้นที่เชียงรายอาจเกินกว่า 3 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่าความคาดหมาย

ผลกระทบต่อการประมงและการท่องเที่ยว

ไม่เพียงเกษตรกรรมเท่านั้น ผู้คนที่หากินกับแม่น้ำกกจากอาชีพประมงก็ได้รับผล เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย ที่ประกอบด้วยกิจกรรมล่องแพ ล่องเรือ และอุทยานแห่งชาติหลายแห่งที่ขึ้นกับคุณภาพของน้ำโดยตรง

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 พบว่าจังหวัดเชียงรายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของประเทศ มีผู้มาเยือนกว่า 3.38 ล้านคน และสร้างรายได้ถึง 25,958 ล้านบาท เมื่อแหล่งน้ำปนเปื้อน กิจกรรมเหล่านี้ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ความเสียหายที่อาจไม่สามารถย้อนกลับได้

แม่น้ำกกที่มีความยาวมากกว่า 306.05 กิโลเมตร และครอบคลุมชุมชน 182,931 คนกำลังเผชิญวิกฤตที่ก้าวข้ามความเสียหายทางเศรษฐกิจไปยังด้านสุขภาพ การใช้ชีวิตประจำวัน และสัมพันธภาพของชุมชน

รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในการควบคุมมลภาวะ ทั้งการหาแหล่งน้ำสำรอง การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอีก

ที่มา – เหมืองแร่ของประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นฝันร้ายของชาวไทยริมแม่น้ำกก

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ผลกระทบจากเหมืองแร่ในต่างประเทศไม่ใช่เพียงเรื่องของ ‘ข้าวของชาวบ้านริมแม่น้ำกก’ แต่ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ผลกระทบทั้งหมดจะกลายเป็นเงื่อนไขที่ลุกลามจนยากควบคุม

ที่มา – เหมืองแร่ของประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นฝันร้ายของชาวไทยริมแม่น้ำกก

เจ้าหน้าที่แนะแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ ประชาชนใน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อพบวัตถุระเบิดต้องสงสัยในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองให้สามารถรับมือได้อย่างถูกต้อง เมื่อพบวัตถุระเบิดต้องสงสัยในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

พื้นที่เสี่ยงและผลกระทบจากวัตถุระเบิดตกค้าง

อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต ทำให้มีโอกาสที่จะพบวัตถุระเบิดตกค้างอยู่ในบริเวณบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยเป็นแนวหน้า conflict zone

เจ้าหน้าที่จากหลายส่วนจึงมาให้ความรู้เกี่ยวกับการสังเกตและตอบสนองอย่างปลอดภัย เมื่อมีการพบวัตถุหรือหลุมระเบิดไม่ว่าจะเป็นในไร่นา ป่า หรือบริเวณที่ชุมชนตั้งอยู่ เพื่อให้ทุกคนมีความรู้และปฏิบัติถูกต้องในกรณีที่ประสบเหตุการณ์แบบนี้

3 แนวทางปฏิบัติเมื่อพบวัตถุระเบิดต้องสงสัย

สำหรับแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่เจ้าหน้าที่แนะนำในงานคือ ‘อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง’ ซึ่งสามารถสรุปเป็นขั้นตอนได้ดังนี้:

  • อย่าจับ – สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อพบวัตถุระเบิดต้องสงสัยคือ ห้ามสัมผัส ทดลองจับ หรือเคลื่อนย้ายเด็ดขาด ไม่ว่าวัตถุจะดูเก่า ไม่ใช้งาน หรือเน่า朽สลาย ผู้คนอาจไม่ทราบว่าภายในยังคงมี explosive ส่วนประกอบอยู่ การสัมผัสอาจทำให้วัตถุทำงานทันที
  • จดจำ – การจดจำลายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุที่พบ เช่น ตำแหน่ง ลักษณะ สี ขนาด และรูปลักษณ์ของหลุม หรือสภาพรอบข้าง จะเป็นข้อมูลสำคัญให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์เบื้องต้นและพิจารณาวิธีการจัดการได้อย่างรวดเร็ว
  • รีบแจ้ง – หากพบวัตถุที่น่าจะเป็นระเบิด ควร แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที เช่น แจ้งผู้ใหญ่บ้าน แจ้งตำรวจ หรือประสานหน่วย EOD (ทหารจู่โจมทำลายระเบิด) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตามขั้นตอนอย่างปลอดภัย

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งสามารถปฏิบัติตามแนวทางได้อย่างถูกต้อง

โดยยิ่งหากทุกคนมีความตระหนักด้านความปลอดภัย
และการร่วมมือกับภาครัฐก็จะช่วยให้ชุมชนสามารถอยู่ในพื้นที่เสี่ยงนี้ได้อย่างปลอดภัย ลดการบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุระเบิดโดยไม่ตั้งใจได้เป็นอย่างดี

ร่วมมือสร้างความปลอดภัย…ใครทำได้บ้าง

ความปลอดภัยจากวัตถุระเบิดต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หากพบวัตถุระเบิดต้องสงสัย หรือมีหลุมลักษณะผิดปกติในพื้นที่ชุมชน อย่าประมาท และต้องปฏิบัติตามแนวทาง ‘อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง’ เสมอ

คุณอาจคิดว่าสถานการณ์นี้ไกลตัว แต่ในอำเภอบ้านกรวด ก็ยังถือเป็นพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณใกล้เคียงชายแดนที่เคยมีปัญหา จากความร่วมมือที่ดีระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ จะช่วยให้สามารถจัดการกับอันตรายเหล่านี้ได้อีกทั้งยังเสริมสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนอีกต่อหนึ่ง

คำแนะนำสุดท้ายจากทีมผู้เชี่ยวชาญ

การกำจัดระเบิดหรือวัตถุระเบิดตกค้างนั้นเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ หากมีการเคลื่อนย้ายโดยไม่ถูกต้อง หรือมีการไปเล่นหรือทดลองถ่ายรูป อาจเกิดความเสี่ยงถึงชีวิตได้ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ เป็นสิ่งจำเป็นอย่าเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกฝนเป็นประจำจะช่วยให้ระลึกและปฏิบัติได้อย่างแม่นยำในยามฉุกเฉิน

สรุป: ‘อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง’ คือหลักปฏิบัติที่ช่วยชีวิตได้จริง

การมองข้ามวัตถุที่ดูคล้ายปกติในพื้นที่เสี่ยง อาจนำไปสู่ภาวะอันตรายครั้งสำคัญ ดังนั้นทุกคน ทุกวัย ควรมีความทราบและสามารถปฏิบัติตาม ‘อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง’ เมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ไม่ใช่แค่เพียงในวันให้ความรู้ แต่ตลอดซึ่งเวลา

หากคุณอยู่ในอำเภอบ้านกรวด หรือพื้นที่ใกล้เคียง อย่าลืมนำหลักทั้ง 3 ข้อนี้ไปใช้ฝากต่อผู้คนรอบตัว เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – เจ้าหน้าที่แนะแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ ประชาชนใน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อพบวัตถุระเบิดต้องสงสัยในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

KBTG กับการก้าวสู่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกด้วยการทรานส์ฟอร์มเป็นองค์กร AI Excellent

KBTG กับเป้าหมายการเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกใน 5 ปี

ในยุคที่ AI กลายเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรมและการเติบโตทางธุรกิจ KBTG (ธนาคารกรุงไทย-เทเลคอม) ได้วางแผนชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงองค์กร โดยตั้งเป้าหมายให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกภายในอีก 5 ปีข้างหน้า หลังจากที่ได้ผ่านการทรานส์ฟอร์มเป็นองค์กร AI Excellent มาอย่างรอบคอบ

จากการเปิดเผยของ เรืองโรจน์ พูนผล, Group Chairman ของ KBTG กล่าวว่า “ปัจจุบันมีถึง 92% ของบริษัททั่วโลกที่มีแผนจะลงทุนเพิ่มเติมใน AI แต่มีเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่ได้รับ Value จริงจากการนำ AI มาใช้งาน สาเหตุสำคัญคือการนำ AI เข้ามาแบบไม่เข้าใจองค์ประกอบทั้งหมดของการใช้งานและทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างแท้จริง”

Agentic AI หรือ AI ที่สามารถทำงานอิสระเพื่อบรรลุเป้าหมายที่มนุษย์กำหนด ถือเป็นก้าวต่อไปของยุค Artificial Intelligence โดยเรืองโรจน์ มองว่าภายในปี 2028 ประมาณ 15% ของงานประจำวันจะใช้ Agentic AI ช่วยทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องกำกับดูแลอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเพิ่งอยู่บนยอดของ Hype Cycle จากการคาดการณ์ของ Gartner

กลยุทธ์หลักของ KBTG เพื่อก้าวสู่องค์กรเทคระดับโลก

  • AI for Banking Business – ใช้ AI เพื่อสนับสนุนงานธุรกิจและบริการทางการเงินให้มีความแม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  • AI for IT Delivery and Operation – การนำ AI มาช่วยพัฒนาและบริหารระบบ IT อย่างเป็นระบบ
  • AI and Data Platform – สร้างระบบที่รองรับการสร้าง AI Agent และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบครบวงจร
  • Compliance และการกำกับดูแล AI – สร้างกรอบการทำงานที่มั่นใจได้ว่า AI จะตัดสินใจอย่างน่าเชื่อถือและปลอดภัย
  • AI for Business Outside – ขยายบทบาท KBTG ไปสู่ผู้ใช้งานภายนอกองค์กร และร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก

ภายในปี 2025 นี้ KBTG ตั้งเป้าหมายให้มี AI ช่วยเขียนโค้ดได้ถึง 20% เพิ่มขึ้นจาก 10% ในปัจจุบัน สิ่งนี้จะช่วยเพิ่ม Productivity ให้ KBTG สามารถทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น 2 เท่า โดยใชับุคลากรในจำนวนเท่าเดิม และการจะไปถึงเป้าหมายนี้ ต้องมาพร้อมกับการปรับองค์กรให้รองรับการเติบโตในระยะยาวภายใต้แผน KBTG 3.0

KBTG สู่การเป็น AI Excellent ในเวทีโลก

เรืองโรจน์ มองว่ามีตัวอย่างองค์กรเทคโนโลยีจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น Grab จากมาเลเซีย, VNG และ FPT จากเวียดนาม หรือ Sea Group จากสิงคโปร์ ที่สามารถสร้างการเติบโตระดับนานาชาติได้ ดังนั้น KBTG จึงเชื่อมั่นว่าองค์กรจากประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อมีระบบที่แข็งแกร่งและพนักงานที่มีทักษะด้าน AI อย่างแท้จริง

KBTG ไม่ได้ต้องการแทนที่คนด้วย AI แต่ต้องการ ยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร ให้มาทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแนวคิด ‘Human First, AI First‘ ที่เน้นให้คนยังเป็นศูนย์กลาง แต่รองรับด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสุขและความสมบูรณ์ในการทำงานของพนักงาน

ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการทรานส์ฟอร์ม

กลยุทธ์สำคัญของการทำ KBTG AI Excellent คือการทำความเข้าใจและใช้ Data เป็นอย่างดี เพราะ Data คือ ‘อาหาร’ ของ AI บริษัทใดที่มีข้อมูลปริมาณมากและมีคุณภาพ จะสามารถสร้าง AI Agent ได้อย่างแม่นยำ และสามารถผลักดันนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

สิ่งดีที่กำลังเกิดขึ้นคือ AI and Data Playground แพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้พนักงานทดลองสร้างไอเดียต่างๆ ด้วย AI ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานกว่า 1,000 คน ที่มีส่วนร่วม และมี AI Agent กว่า 10 ตัว ที่ทำงานอยู่จริง

อีกทั้งยังมีการพัฒนา AI สองตัวเพื่อช่วยด้าน Software Quality Testing ได้แก่ Chai LAI และ Sai JAI ซึ่งทีมสามารถลดเวลาการทดสอบซอฟต์แวร์ได้ถึง 10 เท่า และลดต้นทุนโดยรวมออกไปแล้วกว่า 32 ล้านบาทในเวลาเพียงครึ่งปี

ข้อควรระวังและเป้าหมายถัดไปหลังการทรานส์ฟอร์ม

แม้อนาคตของ AI จะสดใส แต่ต้องระวังการคาดการณ์ที่สูงเกินจริง เพราะแม้แต่เทคโนโลยีที่ทรงพลังอย่าง Agentic AI ก็ยังต้องทำงานร่วมกับคน โดยเฉพาะในงานที่มีความสำคัญหรือมีความเสี่ยงสูง ไม่ใช่หวังพึ่ง AI ล้วน

นอกจากนี้ KBTG ยังเป้าหมายที่จะ สร้างพนักงานทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญ AI ภายในปี 2025 ผ่านการฝึกอบรมและการใช้งานจริง พร้อมทั้งใช้กระบวนการทำงานแบบ Agentic เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ AI จะกลายเป็นเพื่อนร่วมงาน และเป็นส่วนหนึ่งของ Workflow แบบ natural มากที่สุด

ไม่เพียงแค่ภายในประเทศไทย KBTG เริ่มสร้าง Ecosystem ระดับโลก ผ่านการเข้าร่วมกับ AI Governance Alliance ของ World Economic Forum, AI Alliance ที่ Meta และ IBM ริเริ่ม เป็นต้นว่า AI ที่สร้างบนฐาน open source ต้องมีความ trusted และสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย

สิ่งที่นมาเกือบทุกองค์กรสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้ คือการทำ AI Transformation ต้องเริ่มจากทฤษฎี ‘AI Plus’ ไม่ใช่ ‘Plus AI’ ซึ่งต้องเปลี่ยนวิธีคิด กระบวนการ และระบบทั้งภายใน

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า AI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงานหรือในชีวิตประจำวัน ทั้งในอุตสาหกรรมการเงิน การแพทย์ ไปจนถึงการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่

AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น หัวใจของการเติบโตยั่งยืนในโลกดิจิทัล และถ้าคุณยังไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองให้พร้อมรับ AI ในตอนนี้ คุณอาจจะตามไม่ทันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ที่สำคัญคือ เรืองโรจน์ ย้ำว่าเพื่อให้ AI สร้าง Business Value ได้จริง ความร่วมมือระหว่างทีม IT, ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนเป็นหัวใจสำคัญในการทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างแท้จริง

KBTG ยังท้าทายอุตสาหกรรมไทยให้ตื่นตัวและเปลี่ยนความคิดจาก ‘Plus AI’ มาสู่ ‘AI Plus’ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ, การออกแบบกระบวนการ รวมถึงการวางโครงสร้าง พัฒนาคน และระบบเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อม ‘นำหน้า’ เทคโนโลยีไม่ใช่ ‘ตามหลัง’ มัน

ที่มา – KBTG ตั้งธงก้าวสู่บริษัทเทคระดับโลกใน 5 ปี หลังทรานส์ฟอร์มสู่องค์กร AI Excellent

แรงงานกัมพูชา กลับประเทศแล้ว 1.9 หมื่นคน กระทบอุตสาหกรรมและก่อสร้าง กระทรวงแรงงานเตรียมประชุมด่วนจัดหาแรงงานทดแทนให้ทันเวลา

แรงงานกัมพูชา กลับประเทศแล้วกว่า 1.9 หมื่นคน ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปรับตัว

จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับแจ้งจากทางกรมการจัดหางาน ระบุว่าแรงงานชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนแรงงานต่างด้าวจำนวนมากในประเทศไทย ได้ทยอยเดินทางกลับประเทศแล้วประมาณ 19,000 คน นับเป็นเรื่องที่นายจ้างในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาค อุตสาหกรรมและก่อสร้าง เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่กลับแบบชั่วคราว เพื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัว

สมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เผยว่า การกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาครั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการเดินทางกลับแบบชั่วคราว ไม่ใช่ว่าแรงงานทั้งหมดจะยุติการทำงานถาวรในประเทศไทย โดยแรงงานข้างต้นบางส่วนยืนยันว่าจะเดินทางกลับมาทำงานต่อตามปกติ

ภาคธุรกิจไหนบ้างได้รับผลกระทบจากแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับ

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดภายใต้การสำรวจคือ นครราชสีมา และสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการจ้างงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในสายงานก่อสร้าง, โรงงานอุตสาหกรรม, และธุรกิจที่อาศัยแรงงานส่วนบุคคล

ด้วยลักษณะงานที่เป็นแรงงานขั้นพื้นฐาน แต่ขาดแคลนอย่างหนักในสายงานของคนไทย จึงจำเป็นต้องพึ่งแรงงานจากเพื่อนบ้าน โดยการกลับประเทศของแรงงานส่วนหนึ่งจึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนในระบบดำเนินธุรกิจ รวมถึงการชะลอตัวในห่วงโซ่อุปทานหลายส่วน

รัฐมนตรีแรงงานเตรียมหารือแนวทางรับมือปัญหาอย่างเร่งด่วน

ส่วนของ พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้จัดประชุมเรื่องแนวทางการรับมือ โดยจะมีการพูดคุยกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในช่วงบ่ายวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาวิธีจัดหาแรงงานทดแทนให้ทันเวลา

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม

การประชุมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวกับการนำเข้าแรงงานทดแทนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสำรวจสภาพการจ้างงานของผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยรัฐบาลจะสรุปความต้องการแรงงานให้ตรงจุดที่สุด เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างความต้องการของอุตสาหกรรมและความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมแรงงานต่างด้าว

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย อาจต้องเตรียมปรับตัวและสำรวจออปชั่นสำรอง เช่น การลงทุนในระบบอัตโนมัติมากขึ้น หรือการเข้าร่วมโครงการจัดหางานที่ทางรัฐบาลเตรียมไว้ เพื่อลดความเสี่ยงและให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแรงงานกัมพูชาเป็นกลุ่มหลัก

ข้อมูลเรื่องแรงงานกัมพูชา ที่กลับประเทศและกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมนั้น นับเป็นเรื่องที่ทุกธุรกิจควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถตัดสินใจจัดเตรียมทรัพยากรให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะออกมาและให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างไม่สะดุด

รายงานล่าสุดแสดงให้เห็นแนวโน้มอนาคตแรงงานในไทยเปลี่ยนไป

แบบแผนการทำงานในไทยอาจต้องปรับตัวไปในระยะยาว โดยมีทั้งนโนบายจากภาครัฐและแรงงานต่างด้าวที่อาจไม่กลับมาครบถ้วนเท่ากับเดิม การเร่งหาแนวทางรองรับ รวมถึงการสร้างสิ่งจูงใจให้แรงงานใหม่เข้ามา อาจส่งผลต่อประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ที่เน้นแรงงานกัมพูชาเป็นหลัก สดุก่อนตัดสินใจจัดหา เป็นสิ่งที่จะจำเป็นมากขึ้นในช่วงนี้

ข้อสรุปสำหรับผู้ประกอบการ:

  • ติดตามข่าวสารจากกระทรวงแรงงานอย่างใกล้ชิด
  • สื่อสารกับแรงงานและจัดเตรียมแผนสำรองในกรณีที่แรงงานไม่กลับมาทำงาน
  • ใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาระบบภายในเพื่อลดการพึ่งพางาน manual
  • ปรึกษาหน่วยงานรัฐหรือผู้ให้บริการด้านแรงงานหากติดขัดหรือมีข้อสงสัย

ท่าทีของภาครัฐถือเป็นสัญญาณเตือนและโอกาสสำคัญให้ผู้ว่าจ้างเริ่มปรับตัวเสียแต่วันนี้ แทนการรอให้ปัญหาท่วมหน้า ไม่ว่าจะเป็น การจัดหาแรงงานทดแทนหรือการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ด้วยเทคโนโลยี การวางแผนรอบด้านจึงสำคัญมากกว่าที่เคย

ภูมิธรรมสั่งผู้ว่าฯ เร่งแก้ปัญหาศูนย์อพยพขอคืนพื้นที่โรงเรียน-เงินไม่ถึงมือประชาชน

ภูมิธรรมสั่งผู้ว่าฯ เร่งแก้ปัญหาศูนย์อพยพขอคืนพื้นที่โรงเรียน-เงินไม่ถึงมือประชาชน

วันที่ 6 สิงหาคม โดยมีประเด็นสำคัญจากคำสั่งของ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับปัญหาการบริหารจัดการศูนย์อพยพหลายพื้นที่ที่ยังคงมีความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องการขอคืนพื้นที่ของโรงเรียนเพื่อเตรียมเปิดการเรียนการสอน รวมถึงปัญหาเงินเยียวยาที่ไม่ถึงมือประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โดยภูมิธรรมย้ำว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น กองทัพและหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย 

จากกรณีที่มีอดีต ส.ส. และประชาชนหลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ความช่วยเหลือบางส่วนยังไม่ไปถึงผู้ประสบภัย ภูมิธรรมได้แสดงความกังวลเรื่องนี้อย่างชัดเจน เนื่องจากประชาชนได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส โดยมีการสั่งกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งดำเนินการดูแลให้เกิดความเป็นธรรมและประสิทธิภาพ

ความรับผิดชอบของผู้ว่าฯ และการตรวจสอบปัญหา

ในการให้สัมภาษณ์ ภูมิธรรมได้อธิบายว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ หากพบว่าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถทำหน้าที่ในการแทนรัฐบาลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องพิจารณาความบกพร่องที่เกิดขึ้น รวมถึงอาจมีการเปลี่ยนตัวบุคคลให้ผู้ที่มีศักยภาพมากกว่าเข้ามาทำหน้าที่แทน เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตามที่ควรจะเป็น 
ทั้งนี้ยังเร่งให้ตรวจสอบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่มาจากส่วนไหนกันแน่ ทั้งในระดับผู้ว่าฯ หรือระดับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสามารถตัดสินใจใจเยียวยาได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหายืดเยื้อ

ความเคลื่อนไหวในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ ในวันเดียวกันยังมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ร่วมกับทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมถึงประชุมคณะรัฐมนตรีชุดเล็ก เพื่อพิจารณารายงานจากคณะเลขานุการที่ได้ร่วมประชุม GBC เมื่อช่วงเช้า โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรอรายงานเพิ่มเติมจากหน่วยงาน เพื่อรับแนวทางแก้ไขโดยรวม

ปัญหาสายลับและโดรนจากฝั่งกัมพูชา

อีกประเด็นที่น่าจับตามองคือกรณีที่เจ้าหน้าที่ สภ.ลำดวน จังหวัดบุรีรัมย์ สามารถจับสายลับกัมพูชาที่เป็นทหารหน่วย BHQ ประจำการคุ้มครองนายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้​ ภูมิธรรมยืนยันว่าต้องให้การให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมาย และได้มีการกำชับการรักษาความปลอดภัยและตรวจจับโดรนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด

ปัจจุบันมีการยึดโดรนมากกว่า 200 ลำในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ แต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนว่าเป็นโดรนของบุคคลใดหรือหน่วยงานใด เช่นเดียวกับการควบคุมตัวสายลับที่ยังต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง แต่ทางราชการยืนยันว่าเตรียมแนวทางความเข้มงวดไว้แล้ว โดยเฉพาะการตรวจจับโดรนซึ่งมีความจำเป็นต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงที่กระแสข่าวความเคลื่อนไหวระหว่างสองประเทศยังคงเปราะบาง

ที่มา – ภูมิธรรมสั่งผู้ว่าฯ เร่งแก้ปัญหาศูนย์อพยพขอคืนพื้นที่โรงเรียน-เงินไม่ถึงมือประชาชน ชี้หากดูแลไม่ได้ให้คนอื่นมาทำแทน