ผู้เขียน: lalika69_admin

ฟรีคีย์ฟรายเดย์ กลับมาอีกครั้ง สนุกแต่ยังมีช่องโหว่

หลังจากที่แฟนๆ ต้องรอคอยมานานกว่าสองทศวรรษ ฟรีคีย์ฟรายเดย์ ก็กลับมาอีกครั้งในภาคล่าสุดที่นำการแสดงของ Lindsay Lohan และ Jamie Lee Curtis มารวมกันอีกครั้ง แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะพึ่งพาเสน่ห์แห่งความทรงจำและละครผสมผสานกับความตลกขบขัน แต่ก็ยังมีจุดอ่อนในทั้งเรื่องบทและการดำเนินเรื่อง

ฟรีคีย์ฟรายเดย์ ฉบับใหม่ ผสมผสานความซับซ้อนมากขึ้น

ต่างจากภาคแรกที่เป็นเพียงการสลับร่างของ “แม่และลูกสาว” ในภาคต่อนี้ ทำให้มีตัวละครใหม่ๆ เข้ามาร่วมสนุกด้วย ทำให้อารมณ์ขันของ ฟรีคีย์ฟรายเดย์ หนาแน่นขึ้นมาก แต่กลับส่งผลให้เนื้อเรื่องดูทรัพย์ยากเกินความจำเป็น

การเปลี่ยนแปลงของตัวละครหลัก

Anna ที่เติบโตขึ้นจนมีลูกสาววัยมัธยมอย่าง Harper พร้อมด้วยความสัมพันธ์ใหม่กับพ่อของ Lily ตัวละครร่วมเวทีกับ Tess ทำให้โครงเรื่องของเหตุการณ์ใน ฟรีคีย์ฟรายเดย์ ครั้งนี้ประกอบไปด้วยความซับซ้อนในระดับครอบครัวหลายแกน ซึ่งแม้จะน่าสนใจแต่ก็ต้องใช้การกระชับถ้อยความในการเล่าเรื่องให้ครบถ้วน

ในขณะที่ Lohan และ Curtis สลับร่างกันอีกครั้งด้วยความน่าประทับใจ พวกเขาสามารถยืดหยุ่นกับบทบาทใหม่ได้อย่างลื่นไหลเหมือนเดิม เพื่อนทั้งสองก็ยังคงช่วยกันรักษา “หัวใจกลาง” ของภาพยนตร์ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่กลับต้องยอมรับว่า บางฉากแสดงออกที่มากเกินความจำเป็น

  • Lindsay Lohan กลับมาแสดงในบทบาทของ Harper ในร่างของ Anna
  • Jamie Lee Curtis เปลี่ยนรูปลักษณ์ของตนเองในร่างของ Lily
  • Manny Jacinto เสิร์ฟความโรแมนติกในบทพ่อที่กำลังจะเข้าสู่พิธีแต่งงาน

แม้ว่า Chemistry ระหว่างตัวละครจะดูอึกทึกอย่างน่าประหลาดใจ แต่หนึ่งในข้อผิดพลาดสำคัญคือ “จำนวนตัวละครมากมาย” ที่ภาพยนตร์พยายามบรรจุไว้ในเวลาจำกัดกว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง การนำเสนอของผู้สร้างไม่สามารถเย็บปะความเข้าใจให้กับบุคคลใหม่ๆ ได้เพียงพอ

ความล้าหลังของเนื้อเรื่องใน ฟรีคีย์ฟรายเดย์ บางครั้งยังรู้สึกว่านักเขียนพยายามสร้างความสนุกให้แฟน ๆ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมชาติของตัวละครใหม่ เช่นเดียวกับเสียงเพลงจากศิลปินรับเชิญที่สร้างบรรยากาศบางฉากให้ดูหนักเกินไป

โดยรวมแล้ว ฟรีคีย์ฟรายเดย์ ภาคใหม่ยังสนุกอยู่ แต่ไม่ใช่อีกหนึ่งวันศุกร์ที่ทำให้เรารู้สึก “วา้ว” หรือประทับใจเสมอ ความคุ้นเคยกับหน้าหม้อคู่นี้อาจไม่พอสำหรับการฟื้นคืนชีพให้สูตรเดิมแล้วกลายเป็นเรื่องที่น่าลืมในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดี ใครที่สนใจมืดยกดื่นเวลาได้หรือแม่ลูกบนพรมแดนแห่งอวกาศก็กดจองตั้วชมได้ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมนี้!

ที่มา – ‘Freakier Friday’ Barely Scrapes By on Its Nostalgic CharmsLindsay Lohan and Jamie Lee Curtis bring the laughs in a fun but flimsy romp.

OpenAI ปล่อยสองโมเดล AI โอเพนซอร์สใหม่ สู่อนาคตที่เปิดกว้าง

OpenAI ปล่อยสองโมเดล AI โอเพนซอร์สใหม่ สู่อนาคตที่เปิดกว้าง

เมื่อไม่กี่วันมานี้ OpenAI ทำเซอร์ไพรส์วงการเทคโนโลยี ด้วยการปล่อยโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) โอเพนซอร์สใหม่สองตัวที่สามารถใช้งานได้ฟรี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยก่อนหน้านี้ OpenAI ถูกจับตามองว่าหลุดจากแนวทางการพัฒนาแบบเปิด หลังหันไปใช้แนวทางปิดในโมเดลต่าง ๆ แต่ดูเหมือนครั้งนี้บริษัทกำลังพยายามกลับมาให้สมกับชื่อของตัวเองอีกครั้ง และเป็นการสื่อสารชัดเจนว่าพวกเขาต้องการความโปร่งใสและเปิดกว้างมากขึ้นในกระบวนการพัฒนา AI

OpenAI เพิ่มความโปร่งใสในเทคโนโลยี AI

สองโมเดลใหม่ที่เปิดเผยคือ gpt-oss-120b และ gpt-oss-20b เป็นโมเดลที่ออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูง แต่มีน้ำหนักเบาและสามารถนำไปใช้ผสมผสานกับซอฟต์แวร์อื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทาง OpenAI ได้ระบุไว้บนเว็บไซต์ว่า โมเดลทั้งสองมีความยืดหยุ่น มีความทรงพลัง และเหมาะสำหรับการนำไปใช้หลากหลายแนวทาง โดยไม่จำกัดเฉพาะการใช้งานส่วนบุคคล

นอกจากนี้ ในบล็อกประกาศยังมีช่องทางรับฟังความคิดเห็น พร้อมทั้งทำความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการทำงานของโมเดล โดยรายละเอียดทั้งหมดของ OpenAI ก็ได้ถูกอธิบายอย่างครบถ้วน และผู้ใช้สามารถเข้าถึง ข้อมูลเพิ่มเติมได้ เพื่อศึกษาและเรียนรู้เพิ่มเติม

ความหมายเบื้องหลังการเปิดซอร์สของ OpenAI

Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ได้ทวีตเกี่ยวกับการเปิดตัวโมเดลดังกล่าว และแสดงความหวังว่า AI จะเป็นตัวช่วยในการพัฒนา งานวิจัยใหม่ ๆ รวมไปถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ขึ้นมา พร้อมกับให้ความเห็นว่า ผู้คนควรมีสิทธิ์ในการควบคุมและปรับแต่งปัญญาประดิษฐ์ของตนเองได้ เมื่อพูดถึงความเป็นความเป็นส่วนตัว และความยืดหยุ่นในการนำไปพัฒนา

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ OpenAI ปล่อยสองโมเดล AI ที่เปิดเผยข้อมูลพารามิเตอร์การฝึก (training parameters) ซึ่งต่างจากแนวทางของ ChatGPT ที่ผ่านมา ความโปร่งใสนี้ช่วยให้นักพัฒนา นักวิจัย และผู้ใช้งานทั่วไปสามารถทำความเข้าใจกับระบบ AI ได้อย่างละเอียด ทั้งในด้านการทำงานและความเป็นไปได้ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากโมเดล

การเปิดแหล่งข้อมูล AI ในอดีตมีความสำคัญ

โมเดลล่าสุดนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่บริษัทเอาใจใส่แนวทางการพัฒนาแบบเปิด โดยก่อนหน้านี้ในช่วงสมัยรัฐบาลของทรัมป์ OpenAI เคยเปิดตัวระบบ GPT-2 ซึ่งเป็นโมเดลโอเพนซอร์สเป็นครั้งแรก และในตอนนั้นยังเป็นแค่บริษัทเล็ก ๆ ที่ใครหลายคนยังคงเรียกว่า "โปรเจกต์ AI ของอีลอน มัสก์" แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว

OpenAI ยังคงแง้ม GPT-5 เป็นโมเดลปิด?

สิ่งที่ยังคงเป็นที่พูดถึงคือ การที่ GPT-5 ยังคงถูกพัฒนาอย่างเป็นส่วนตัวแบบโมเดลก่อน ๆ มากกว่าจะเปิดเป็นโอเพนซอร์ส แม้โมเดลอื่นจะได้รับการเปิดเผย แต่โมเดลที่มีพลังในการประมวลผลสูงสุดกลับยังคงถูกปิดกั้น สิ่งนี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า OpenAI จะยังยึดมั่นกับแนวทางโอเพนซอร์สได้นานแค่ไหน ท่ามกลางความกดดันและผลได้เสียทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้คนเริ่มสงสัยว่าองค์กรใด ๆ ที่มีมูลค่าสูงถึง หลายแสนล้านดอลลาร์ จะสามารถรักษาแนวทาง FOSS (Free and Open Source Software) ไว้ได้จริงหรือไม่ ในเมื่อระบบปิดและกรรมสิทธิ์ก็มีข้อได้เปรียบโดยเฉพาะในด้านการควบคุมทางการค้า

อนาคตของ AI ต้องเปิดกว้างหรือถูกกำกับ?

ทาง OpenAI ยังระบุด้วยว่าการปกป้อง AI ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดซอร์ส โดยบริษัทได้ผ่านกระบวนการ ฝึกอบรมและประเมินความปลอดภัย ให้กับโมเดล และยังได้ทดสอบกับเวอร์ชัน fine-tuned แบบศัตรู บน Preparedness Framework ระบบประเมินความเสี่ยงของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากที่สุด

สำหรับนักพัฒนา AI, นักวิจัย และแม้แต่ผู้ใช้งานทั่วไป เหตุการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของ OpenAI ที่เริ่มยอมรับถึงความสำคัญของการทำให้ AI ถูกตรวจสอบได้ และควบคุมโดยหลายมือมากกว่ารุ่นปิดแบบก่อนหน้า

หากคุณมีฮาร์ดแวร์ที่เพียงพอก็สามารถนำโมเดลเหล่านี้ไปรันในเครื่องของคุณเองโดยไม่ต้องเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ของ OpenAI อีกทั้งยังได้สัมผัสตัวจริงและปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองโดยง่าย

บทสรุปของ OpenAI ปล่อยสองโมเดล AI โอเพนซอร์สใหม่

แม้ OpenAI จะยังไม่ได้เปิด GPT-5 แบบโอเพนซอร์ส แต่การที่พวกเขาเปิดโครงการ gpt-oss-120b และ gpt-oss-20b นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการกลับเข้าสู่แนวทางที่ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ชื่อบริษัท ถ้าคุณเป็นนักพัฒนาดาวน์โหลดตรวจสอบได้ทันที และใช้โมเดลเหล่านี้ในโครงการส่วนตัวได้อย่างไม่มีข้อจำกัดภายใต้ License Apache 2.0 ที่สนับสนุนให้สามารถสร้างซอฟต์แวร์ใหม่โดยไม่เสี่ยงต่อข้อหาเรื่องลิขสิทธิ์

และอย่างที่หลายคนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า OpenAI กำลังทดสอบแนวทางโอเพนซอร์สเพื่อให้กลับมาเป็นบริษัทที่ “เปิดกว้าง” อย่างชื่อของตัวเองอีกครั้ง การเปิดสองโมเดลล่าสุดอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความพยายามครั้งใหญ่เพื่อกวาดความไว้วางใจและกลับมาครองใจชุมชน AI ทั่วโลก

หากคุณสนใจ AI โอเพนซอร์สหรือกำลังคิดถึงการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยมือตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งแพลตฟอร์มที่ถูกควบคุมจากบริษัทเพียงแห่งเดียว การเปิดตัวครั้งนี้อาจเป็นสิ่งที่คุณรอคอยมานาน ถ้าไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม และยังให้คุณควบคุม AI ได้ด้วยตนเอง

OpenAI ปล่อยสองโมเดล AI โอเพนซอร์สใหม่ เพื่อสนับสนุนการใช้แบบอิสระ และเพื่อผลักดันให้เกิดการตรวจสอบแบบไม่ปิดบัง กลยุทธ์นี้อาจส่งผลให้อนาคตของอุตสาหกรรมพลิกโฉมได้จริง หาก OpenAI ยังไม่เปลี่ยนใจในระยะยาว

ที่มา – OpenAI Finally Lives Up to Its Name, Drops Two New Open Source AI ModelsThe AI company is looking to get back in the business of transparency.

ปัญหาร้อนบางรุ่นของ Sonos ทำพอร์ต USB-C ละลาย

ปัญหาร้อนบางรุ่นของ Sonos ทำพอร์ต USB-C ละลาย

สำหรับใครก็ตามที่ซื้อและใช้ Sonos ลำโพงของแบรนด์นี้อาจพบว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขากำลังเผชิญปัญหาเรื่องการร้อนเกินไป บางรายที่ใช้งาน Sonos Roam ได้รายงานว่าลำโพงเกิดร้อนจนทำให้พอร์ต USB-C ละลาย โดยรายงานนี้เผยแพร่จากทาง Bloomberg ซึ่งระบุว่าผู้ผลิตได้รับทราบถึงปัญหานี้แล้ว

ถึงแม้ว่าทางบริษัทจะบอกว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นได้กับจำนวนที่น้อยของลำโพงทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถปฎิเสธได้ว่านี่อาจเป็นอันตรายร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูรูปภาพที่ผู้ใช้งานปล่อยบน Sonos subreddit ที่อธิบายได้ชัดเจนว่าเป็นภัยที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าบางรุ่นของ Sonos Roam ที่อาจเก็บความร้อนไว้ภายในจนลุกลามเสียหายได้แบบไม่คาดคิด

กรณีปัญหาเกิดไฟลุกจาก Sonos Roam

มีผู้โพสต์ เรื่องร้อนโดยระบุว่าลำโพง Sonos Roam ของเขาไม่ได้ใช้งานมานานหลายเดือน แต่กลับดูเหมือนจะเกิดการรั่วไหลของความร้อนและติดไฟขึ้นมาเองโดยไม่มีปัจจัยกระตุ้นใด ๆ สาเหตุมาจากการใช้อแดปเตอร์ที่ให้มา (โดย Sonos) ร่วมกับชาร์จจาก Apple brick ที่ใช้งานอยู่ ผู้ใช้โชคดีที่ได้กลิ่นไหม้ และสามารถถอดปลั๊กได้ก่อนที่ความเสียหายจะแพร่กระจายมากยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแค่ในกรณีนี้เท่านั้น บนฟอรั่มยังมีประสบการณ์จากผู้ใช้รายอื่นที่พบปัญหาเกี่ยวกับความร้อนกับ Sonos Roam และไม่ใช่แค่การประมาณเสียหาย แต่เป็นความเสี่ยงที่มีอยู่จริง แม้จะลดความผิดพลาดของผู้ผลิตว่ามีน้อย แต่หากไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัยที่รัดกุม ก็อาจลุกลามจนเป็นไฟไหม้ได้เช่นกัน

ปัญหาอย่างนี้อาจส่งผลต่อชื่อเสียงของ Sonos ในระยะยาว โดยที่บริษัทเพิ่งเปลี่ยนตัว CEO ไปในปีที่ผ่านมา กล่าวคือ Patrick Spence ไม่สามารถรักษาทิศทางของบริษัทไว้ได้หลังจากมีปัญหาเกี่ยวกับแอปพลิเคชันที่ทำให้มีการเลื่อนส่งสินค้า ความผิดพลาดนำพาให้เกิดความไม่พอใจฝ่ายผู้ถือหุ้นที่ต้องการความโปร่งใสและการบริหารที่มีประสิทธิภาพ

คนปัจจุบันบริษัทถูกนำโดย Tom Conrad อดีตบุคคลสำคัญจากรายการ Pandora แต่เขาเองก็น่าจะพบกับความท้าทายอย่างรุนแรงตั้งแต่เริ่มเข้าบริหาร นั่นคือความไว้วางใจจากลูกค้าที่เริ่มสั่นคลอนและเหตุการณ์เช่นนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันให้บริษัทต้องแก้ไขข้อบกพร่องโดยเร็ว

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เกิดจากความผิดตรงตัวของผู้บริหารใหม่ แต่ก็คงต้องจับตามองว่าทีมงานของ Conrad จะสามารถปรับการดำเนินงานอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ปัญหาบกพร่องของสินค้า อย่างที่เราเห็นจาก Sonos Roam ที่กำลังเกิดขึ้นได้หรือไม่

อย่างไรทดี หากคุณเป็นเจ้าของ Sonos Roam ตอนนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีในการประเมินและการป้องกันเช่น การถอดอุปกรณ์เมื่อไม่ใช้งานนาน ๆ และไม่ปล่อยลำโพงไว้ใกล้วัตถุไวไฟมากเกินไป เมื่อ ปัญหาใหญ่ เช่นนี้กำลังสั่นคลอนชื่อเสียงของแบรนด์

ปัญหาความร้อนใน Sonos Roam อาจบานปลาย

จากพื้นฐานของปัญหาแล้ว สิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังพูดถึงคือความเสียหายที่เกิดกับพอร์ต USB-C บน Sonos Roam ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า ถ้าอุปกรณ์ยังคงการร้อนจัดโดยไม่มีการปรับปรุงแก้ไข บริษัทอาจเผชิญการฟ้องร้องจากลูกค้าในระดับกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องของการรายงานคุณภาพผลิตภัณฑ์และความแม่นยำในการแสดงโครงสร้างทางเทคนิคที่อาจไม่เหมาะสม บริษัทมีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับสาเหตุ และควรออกประกาศเพื่อให้มีการตรวจสอบและซ่อมแซมสินค้าก่อนที่เหตุการณ์เลวร้ายอาจจะเกิดขึ้นจริง

สรุป: ควรระมัดระวังการใช้งาน Sonos Roam

ในสถานการณ์เช่นนี้ควรวางแผนสำรวจอุปกรณ์ โดยเฉพาะ sonos รุ่น Roam และใช้ตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย โดยควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า:

  • ไม่ใช้อุปกรณ์ที่ผ่านการดัดแปลงหรือเปลี่ยนอแดปเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • หลีกเลี่ยงการชาร์จไว้ตลอดเวลาหากไม่จำเป็น
  • ทดลองวัดอุณหภูมิของตัวเครื่องอย่างสม่ำเสมอ

หากคุณรู้ว่ามีสมาชิกครอบครัวหรือเพื่อนที่ใช้ Sonos Roam อยู่ ขอแนะนำให้ช่วยแชร์ข้อมูลนี้ทันที เพราะการระมัดระวังร้อนไว้ก่อนนั้นดีกว่าการเผากันทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อปัญหาเรื่องอุปกรณ์ร้อนขึ้นขณะไม่ได้ใช้งานอย่างที่เวียดรายงาน จึงเป็นภัยเงียบที่ควรได้รับการแก้ไขจากบริษัทอย่างเร่งด่วน

ที่มา – Some Sonos Speakers Are Getting So Hot That the USB-C Port MeltsSonos may be in hot water for even hotter speakers.

เชื้อเชอมั่งคังเนื้อระบาดมากขึ้นในฤดูร้อนนี้

เชื้อเชอมั่งคังเนื้อระบาดมากขึ้นในฤดูร้อนนี้

เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะชื่อว่า ‘มั่งคังเนื้อ‘ กำลังเป็นประเด็นที่ทวีความรุนแรงขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยมีปัจจัยอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้อง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หลายรัฐที่อยู่ตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกและชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันออกได้รายงานว่ามีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตด้วยโรคติดเชื้อ Vibrio vulnificus เพิ่มขึ้นกว่าปกติในช่วงซัมเมอร์ปีนี้ ตัวอย่างเช่น สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสาธารณสุขแห่งรัฐลุยเซียนาได้ออกคำเตือนต่อประชาชนให้ระวังเชื้อ V. vulnificus ที่กำลังเพิ่มจำนวน เชื้อเชอมั่งคังเนื้อระบาดมากขึ้นในฤดูร้อนนี้ เนื่องจากฤดูหนาวที่ไม่รุนแรงและการสูงขึ้นของอุณหภูมิทำให้เชื้อแบคทีเรียนี้เติบโตได้ดีกว่าเดิมในน้ำอุ่น

ดร.เรเชล โนเบิล ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาจากสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา เชปลฮิลล์ กล่าวกับสื่อท้องถิ่น WRAL ว่า ‘ตอนนี้ตัวอย่างน้ำที่เราเก็บจากชายฝั่งตลอดเวลา ล้วนมีเชื้อ Vibrio อยู่ในนั้น ซึ่งเมื่อ 20 ปีก่อนไม่ใช่เรื่องปกติแบบนี้‘ ข้อมูลจากกรมสาธารณสุขของรัฐนี้ระบุว่าในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2025 มีผู้ติดเชื้อแล้ว 59 ราย เสียชีวิต 1 คน นับเป็นการรายงานสถิติที่ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

สาเหตุของการติดเชื้อ ‘มั่งคังเนื้อ’ ที่เราควรรู้

V. vulnificus เป็นญาติของเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอหิวาตกโรค โดยมักพบในน้ำทะเลอุ่นหรือแหล่งน้ำกร่อย เชื้อเชอมั่งคังเนื้อระบาดมากขึ้นในฤดูร้อนนี้ สามารถเข้าสู่ร่างกายได้สองวิธีหลัก ได้แก่ การติดเชื้อผ่านบาดแผลเปิด หรือการรับประทานอาหารทะเลแช่ดิบ โดยอาการติดเชือบาดแผลจะนำไปสู่ภาวะเนื้อตายเน่าหรือ necrotizing fasciitis แบบรวดเร็ว แม้เป็นภาวะที่ไม่พบบ่อย แต่หากไม่ได้รับการรักษาทันทีก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายใน 1-2 วัน

จากข้อมูลตรงของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) มีการรายงาน V. vulnificus เฉลี่ย 150-200 รายต่อปี แต่มีอัตราการเสียชีวิตเกือบ 20% ของผู้ติดเชื้อ อีกทั้งหลักฐานจากงานวิจัยก็ชี้ว่าเชื้อนี้กำลังขยายพื้นที่แพร่ชั้นน้ำในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2023 มีงานศึกษาที่พบว่าจำนวนผู้ป่วยในภาคตะวันออกของสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นถึง 8 เท่าจากปี 1988 ถึง 2018 นอกจากนี้เหตุการณ์สภาพอากาศวิกฤตเช่นคลื่นความร้อนหรือพายุเฮอริเคนยังทำให้รอบติดเชื้อเพิ่มทันที ตัวอย่างเช่นรัฐฟลอริดาพบผู้ติดเชื้อเป็นประวัติการณ์ถึง 82 รายในปีที่แล้วหลังพายุเฮอริเคนเฮเลนีพัดผ่าน

หากดูตัวเลขเฉพาะปีนี้ ฟลอริดายังคงมีการรายงานเชื้อ V. vulnificus เพียง 13 รายและเสียชีวิต 4 ราย ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มปกติของรัฐ ในขณะที่รัฐอื่นกำลังเผชิญกับการระบาดที่เพิ่มขึ้น อย่างรัฐลุยเซียนาที่พบผู้ป่วยแล้วถึง 17 ราย โดยทุกคนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิต 4 คน เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติที่เคยพบเพียงปีละ 7 ราย และเสียชีวิตปีละ 1 คนเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อ

แม้ทั่วไปจะถือว่าการติด เชื้อเชอมั่งคังเนื้อระบาดมากขึ้นในฤดูร้อนนี้ ยังถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่พบได้น้อย แต่ปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็เป็นปัจจัยที่เพิ่มโอกาสของการติดเชื้อ ดังนั้น ศูนย์สาธารณสุขจึงแนะนำให้ผู้ที่มีบาดแผลเปิดหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำเค็มหรือน้ำกร่อย หรือหากจำเป็นต้องเดินน้ำให้การป้องกันด้วยการใช้พลาสเตอร์กันน้ำปิดแผล

  • ชะล้างบาดแผลทันที หลังสัมผัสน้ำหรือหอยนางรมดิบ
  • รับการรักษาแพทย์ทันที หากพบอาการปวดบวมแดงหรือเนื้อตายชัดเจน
  • ปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยที่เพิ่งจับสดๆ ไม่นำมาบริโภคดิบ

แม้การติด เชื้อเชอมั่งคังเนื้อระบาดมากขึ้นในฤดูร้อนนี้ จะยังไม่ถึงขั้นวิกฤตระดับวงกว้าง แต่ทุกคนควรตื่นตัวกับคามเสี่ยงจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ห้ามละเลยชีวิตวิทยาของจุลชีพที่อาจส่งผลถึงชีวิตได้หากเราใช้ชีวิตในฤดูร้อนแบบประมาท

ที่มา – A ‘Flesh-Eating’ Germ Is on the Rise This Summer

‘Bluey’ หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจที่ไม่มีตอนใหม่ ด้วยซีรีส์สั้นเพิ่ม 4 ชุด

‘Bluey’ หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจที่ไม่มีตอนใหม่ ด้วยซีรีส์สั้นเพิ่ม 4 ชุด สำหรับแฟนๆ ที่คิดถึงตระกูลฮีเลอร์

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ปกครองหรือแฟนคลับ Bluey ที่รอลมหายใจคอยตอนใหม่ๆ อยู่ นี่คือข่าวดีที่อาจทำให้คุณยิ้มออก! แม้ช่วงนี้จะยังไม่มีตัวอย่าง ตอนเต็มหรือซีซั่นใหม่ ของ ซีรีส์อนิเมชันยอดนิยม แต่ Ludo Studio ปล่อยผลงานเสริมชุดเล็กมาให้หายคิดถึงถึง 4 ซีรีส์สั้น ที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์ สอดแทรกบทเรียนชีวิต แบบครอบครัว ซึ่งถือเป็นของขวัญแทนการรอ ภาพยนตร์ Bluey ปี 2026 ที่หลายคนกระหายรอ

‘Bluey’ หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจที่ไม่มีตอนใหม่ ด้วยซีรีส์สั้นเพิ่ม 4 ชุด ที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการเล่นจริงๆ ตามสไตล์ต้นฉบับ โดยเนื้อหาทั้งหมดจะเผยแพร่ทาง ช่อง YouTube ทางการของ Bluey ก่อน ตามด้วย Disney+ และ BBC ในบางพื้นที่ ซึ่งถือเป็นช่องทางที่แม่ๆ พ่อๆ ในไทยเข้าถึงได้ง่ายที่สุด

Bluey Tunes: เพลงฮิตจากซีรีส์ในรูปแบบ Stop-Motion สุดครีเอท

ซีรีส์แรกที่ต้องไม่พลาดคือ Bluey Tunes โดยใช้เทคนิค Stop-Motion Animation ถ่ายทอดเพลงดังจากเรื่องผ่านมุมมองของเจ้าสุนัขบลูฮีเลอร์และครอบครัว ประกอบด้วย 10 ตอนสั้นที่คุณสามารถเปิดให้ลูกๆ ฟังได้ทุกวัน ตั้งแต่เพลง ‘Keepy Uppy’ ที่ฝึกความอดทน จนถึงเพลง ‘Magic Asparagus’ ที่กระตุ้นจินตนาการ ซีรีส์นี้ไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิง แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะการรับฟังและรู้จักรักเสียงเพลงตั้งแต่เด็ก

สำหรับ Bluey Puppets คุณจะได้เห็นวิธีทำตุ๊กตาตัวละครในดวงใจด้วยมือคุณเองผ่าน วิดีโอสอนทำ crafts ความยาว 3-5 นาที เช่น วิธีตัดต่อกระดาษสร้างบินโก้ หรือใช้ขยะรีไซเคิลทำตัวหมีคุ้กกี้ ช่วยเสริมทักษะ Motor Skills และการแก้ปัญหาให้เด็ก ขณะที่ผู้ปกครองได้ใช้เวลากับลูกแบบคุณภาพโดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก!

นอกจากนี้ยังมี Bluey Cookalongs ซีรีส์ 10 ตอนที่ชวนครอบครัวลงครัวทำขนมและเมนูง่ายๆ แบบ Heeler Family เริ่มเปิดตัว 1 กันยายนนี้ พร้อมไอเดียปรับสูตรให้เหมาะกับวัตถุดิบไทย เช่น การทำ ‘ส้มตำจิ๊กซอว์’ แทนสลัดสมุนไพรออสเตรเลีย หรือ ‘ข้าวเหนียวหน้าตาน่ารัก’ ที่ใช้การจัดจานสอนเรื่องสีสันและรูปทรง

อย่าลืมตามหา Bluey Fancy Restaurant ที่เด็กๆ จะได้จัดมุมสมมติเป็น ‘ร้านอาหารสุดหรู’ ให้พ่อแม่ได้เดทกัน ใช้สิ่งของในบ้าน เช่น กล่องพัสดุแทนเก้าอี้ และผ้าเช็ดหน้าเป็นผ้าปูโต๊ะ คอนเทนต์นี้เริ่มลง YouTube วันที่ 14 ตุลาคม ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องมารยาทการกินและการแบ่งปัน

‘Bluey’ หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจที่ไม่มีตอนใหม่ ด้วยซีรีส์สั้นเพิ่ม 4 ชุด ที่แม้ไม่ใช่ซีซั่นเต็ม แต่ได้เติมเต็มช่วงเวลาการเล่นกับลูกได้จริง! ส่วนแฟนๆ ที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือ ยังมี ซีรีส์เสียงจากคนดัง เช่น ไฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ และโรส ไบรน์ (เสียงน้าแบรนดี้) มาพากย์นิทาน Bluey แบบมีซับไตเติลไทยให้ฟังสบาย

การเข้าถึงคอนเทนต์นี้ง่ายกว่าที่คิด เพราะทั้ง Disney+ และ Disney Jr. ในไทยจะนำซีรีส์สั้นดังกล่าวมาฉาย แต่ช่อง YouTube ยังเป็นตัวเลือกหลักที่อัปเดตทันทีโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก พร้อมมีคำบรรยายภาษาไทยให้อีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ Bluey จะไม่ใช่การแทนที่ซีซั่นใหม่ แต่ซีรีส์สั้นทั้งหมดถูกออกแบบให้สอดคล้องกับปรัชญาการเลี้ยงลูกของ Bluey อย่าง ‘การทำอาหารร่วมกัน’ ใน Cookalongs ฝึกให้เด็กรู้จักการทำงานเป็นทีม ส่วน Puppets ช่วยลดการใช้หน้าจอ เพราะเด็กต้องหยุดดูเพื่อลงมือทำ สุดท้ายนี้… ‘Bluey’ หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจที่ไม่มีตอนใหม่ ด้วยซีรีส์สั้นเพิ่ม 4 ชุด ที่เปลี่ยนการรอคอยให้เป็นช่วงเวลาสร้างสรรค์แทน! กดติดตามช่อง Disney Jr. Thailand รับชมกิจกรรมใหม่ๆ ก่อนใคร และใช้ช่วงเวลานี้สร้างความทรงจำดีๆ กับลูกให้เต็มที่

ที่มา – ‘Bluey’ Hopes You Won’t Mind Not Having New Episodes With 4 New Short SeriesFour new edutainment short series are coming—they’re just not a whole new season of America’s most-streamed show of the year.

ยานอวกาศพาณิชย์ลำแรกของโลก อาจเลื่อนกำหนดบินปี 2025!

การบินรอบแรกของ ยานอวกาศพาณิชย์ลำแรกของโลก ที่ทุกคนรอคอย อาจต้องเผชิญกับการเลื่อนกำหนดการอีกครั้ง หลังบริษัท Sierra Space ยังคงทดสอบยาน Dream Chaser อย่างละเอียด แม้จะตั้งเป้าหมายว่าจะส่งยานชื่อ Tenacity ขึ้นสู่อวกาศในปี 2025 แต่ล่าสุด นางดาลีนา ไวเกล ผู้จัดการโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ของ NASA ได้เปิดเผยในการประชุมกับสื่อว่า ยังมีงานสำคัญหลายขั้นตอนที่ต้องทำให้เสร็จก่อนยานจะพร้อมบรรทุกสัมภาระสู่สถานี ทั้งการทบทวนความปลอดภัยแบบบูรณาการและการปรับปรุงตารางเวลาใหม่ ซึ่งทำให้โอกาสมากที่จะไม่ทันกำหนดการดังกล่าว

ยานอวกาศพาณิชย์ลำแรกของโลก อาจไม่พร้อมบินเร็วๆ นี้

Dream Chaser เป็นโครงการพัฒนายานอวกาศที่ใช้เวลากว่า 8 ปี นับตั้งแต่ NASA มอบสัญญา Commercial Resupply Services 2 (CRS-2) ให้ Sierra Space ในปี 2016 เพื่อบรรทุกสัมภาระขึ้น ISS อย่างน้อย 7 รอบ แผนเริ่มต้นคือการบินเดบิวต์ในปี 2020 แต่ต้องสะดุดด้วยปัญหาทางเทคนิคและขั้นตอนการรับรอง แม้ปัจจุบันยังคงปรากฏอยู่ในปฏิทิน NASA แต่ความเห็นของผู้จัดการ ISS ชี้ว่าความล่าช้าครั้งนี้อาจสร้างความกังวลให้แฟนพันธุ์แท้อวกาศรอบโลก

เหตุผลหลักที่ทำให้ ยานอวกาศพาณิชย์ลำแรกของโลก อาจไม่พร้อมบินเร็วๆ นี้

ยาน Dream Chaser ถูกออกแบบให้เป็นยานล้ำสมัยที่รวมจุดเด่นของ Space Shuttle เข้าไว้ด้วยกัน โดยบินสู่อวกาศชั้นต่ำผ่านจรวดแม่ แต่จะลงจอดบนรันเวย์เหมือนเครื่องบินทั่วไปเมื่อกลับสู่โลก พร้อมปีกพับที่กางออกเมื่อบินในอวกาศและแผงโซลาร์เซลล์ผลิตพลังงาน รวมถึงแผ่นเกราะกันความร้อนป้องกันการเผาไหม้ขณะเข้าชั้นบรรยากาศ แต่การพัฒนายานต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้

  • การรับรองซอฟต์แวร์ล่าช้า – เป็นงานหลักที่ยังค้างอยู่ หลังจากความล้มเหลวของ Boeing Starliner เมื่อปี 2019 ที่เกิดปัญหาซอฟต์แวร์จนทำให้นักบินอวกาศติดอยู่บน ISS นาน 9 เดือน เหตุการณ์นี้ทำให้ NASA เข้มงวดขึ้นในการตรวจสอบซอฟต์แวร์ยานใหม่
  • จรวด Vulcan Centaur ยังไม่ผ่านการทดสอบ – Tenacity จะใช้จรวดเวอร์จิ้นจาก United Launch Alliance แต่จรวดขนาด 61 เมตรนี้เกิดข้อผิดพลาดของระบบบูสเตอร์ในการบินทดสอบครั้งที่สอง เมื่อตุลาคม 2024 ส่งผลให้ต้องเลื่อนการรับรองขั้นสุดท้ายจาก U.S. Space Force
  • ปัญหาเชิงระบบ – ไวเกลระบุชัดว่า ‘คนส่วนใหญ่ประเมินความซับซ้อนของการสร้างยานอวกาศผิดไป’ โดยเฉลี่ยโครงการใหม่ใช้เวลา 8-10 ปี กว่าจะพร้อมบินจริง ดังเห็นในกรณี Starliner ที่ใช้เวลากว่า 14 ปี

การเลื่อนเวลานี้สะท้อนความท้าทายของโครงการยานอวกาศเชิงพาณิชย์ แม้ SpaceX จะประสบความสำเร็จกับยาน Dragon แต่ NASA ยังต้องการทางเลือกอื่นสำหรับขนส่งทั้งสัมภาระและนักบิน โครงการ Dream Chaser ถูกมองว่าเป็น ‘ความหวัง’ ในการฟื้นฟูคอนเซปต์ยานที่ลงจอดทางรันเวย์ แทนที่จะจอดแบบลดกระแทกด้วยร่มชูชีพ แต่ความล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้คำถามถูกซัก ‘แล้วเมื่อไหร่มันจะบินได้จริง’

ปัจจุบัน Sierra Space ซึ่งตั้งอยู่ที่โคโลราโด กำลังเร่งทดสอบระบบหลายส่วน โดยเฉพาะการทบทวนความปลอดภัยแบบรวมทั้งลำ ขณะที่จรวด Vulcan Centaur มีคิวงานค้างสำหรับภารกิจความมั่นคงแห่งชาติเมื่อได้รับการรับรอง ความท้าทายด้านวิศวกรรมนี้ไม่ใช่แค่การปรับจูนยาน แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบที่เชื่อมโยงกัน

สำหรับแฟนๆ อวกาศไทย ข่าวนี้อาจทำให้ต้องปรับความคาดหวัง แม้ Dream Chaser จะไม่ใช่ยานส่งมนุษย์เหมือน Starliner แต่การเลื่อนเวลานำเสนอ ‘ยานอวกาศพาณิชย์ลำแรกของโลก’ ที่อาจไม่พร้อมบินจริงเร็วๆ นี้ ก็ส่งสัญญาณว่าการพัฒนายานประเภทนี้ยังซับซ้อนเกินกว่าความเร็วมาตรฐาน

นักวิเคราะห์ชี้ว่า NASA กำลังเรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดของ Boeing จนอาจ ‘ตีกรอบ’ Sierra Space ให้ทดสอบซ้ำแม้เห็นว่ายานใกล้พร้อม ความปลอดภัยถือเป็นหัวใจ เพราะไม่มีใครอยากเห็นสถานการณ์ซ้ำรอยที่ทำให้นักบินอวกาศติดค้างในวงโคจร

ในทางปฏิบัติ การล่าช้าหมายความว่า NASA อาจต้องพึ่งพาเฉพาะยาน Dragon ของ SpaceX จนถึงปี 2026-2027 เท่านั้น ขณะที่กลุ่มนักลงทุนและผู้ติดตามโครงการ Dream Chaser เตรียมใจรับความจริงที่ว่า แม้จะเป็น ยานอวกาศพาณิชย์ลำแรกของโลก ที่ออกแบบฉลาดล้ำ แต่การผสานเทคโนโลยีทุกชิ้นส่วนให้ทำงานร่วมกันได้สมบูรณ์ ก็ยังเป็นบททดสอบที่หนักหน่วง

แม้ข่าวจะไม่เป็นใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการล้มเหลว การหยุดแก้ไขปัญหาอย่างละเอียดก่อนบินจริง แสดงถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตนักบินและภารกิจอวกาศที่เสี่ยงทุกสตรอปกับการผิดพลาด ดังนั้นแทนที่จะมองว่าเป็นความล่าช้า นี่คือการเดินเกมอย่างรัดกุมของ NASA ที่ต้องการให้ ยานอวกาศพาณิชย์ลำแรกของโลก บินได้อย่างปลอดภัย 100%

ในยุคที่อวกาศเปิดสู่เอกชนมากขึ้น ความล่าช้าของ Dream Chaser ก็เป็นบทเรียนสำคัญว่า ‘อวกาศไม่โกหก’ การคำนวณผิดแค่ 0.1% ก็อาจทำให้ภารกิจพังทลาย แต่เมื่อบินได้ ก็จะปฏิวัติการเข้าถึงอวกาศชั้นต่ำให้เป็นเรื่องง่ายดายกว่าเดิม ผู้ติดตามควรหมั่นตรวจสอบข่าวสารผ่านช่องทางการรับรองของ NASA เพื่อรับทราบความคืบหน้าแบบ Real-Time

หากคุณสนับสนุนการสำรวจอวกาศ ช่วยแชร์ข่าวนี้เพื่อส่งกำลังใจให้ทีมวิศวกร และติดตามการอัปเดตการทดสอบผ่านเว็บ Sierra Space โดยตรง!

ที่มา – The World’s First Commercial Spaceplane Won’t Be Launching Anytime SoonThe next-generation vehicle has been a long time in the making, but it likely won’t meet its launch deadline in 2025.

Roku เปิดตัว Howdy บริการสตรีมมิ่งไม่มีโฆษณาในราคา $2.99 ต่อเดือน

Roku เปิดตัว Howdy บริการสตรีมมิ่งไม่มีโฆษณาในราคา $2.99 ต่อเดือน

หากคุณกำลังมองหาทางเลือกใหม่ของบริการสตรีมมิ่งที่ไม่มีโฆษณาแล้วละก็ Howdy บริการล่าสุดจาก Roku นับเป็นทางออกที่น่าสนใจในยุคที่ราคาสมาชิกลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริการนี้เปิดตัวในราคาเพียง $2.99 ต่อเดือน พร้อมเนื้อหาที่ครอบคลุม 10,000 ชั่วโมงหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์คุณภาพระดับรางวัลอย่าง The Graduate, Reservoir Dogs และ Dirty Dancing รวมถึงซีรีส์พิเศษจาก Roku Original

จุดเด่นของ Howdy ที่คุณไม่ควรพลาด

  • ค่าสมาชิกเริ่มต้นที่ $2.99 ต่อเดือน ไม่มีโฆษณาให้รบกวนขณะรับชม

  • เนื้อหาจากพันธมิตรชั้นนำ เช่น Lionsgate, Warner Bros. Discovery และ FilmRise

  • รองรับการรับชมบนอุปกรณ์ Roku ก่อนขยายสู่แพลตฟอร์มมือถือและอื่น ๆ

Roku ชูแนวคิด ‘เติมเต็ม’ ไม่ใช่แข่งขัน

แม้จะมีรูปแบบการให้บริการคล้าย Netflix หรือ Peacock แต่ Anthony Wood ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Roku ย้ำชัดว่า Howdy ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแข่งขันโดยตรงกับบริการอื่น ๆ ที่ให้ความบันเทิงแบบครบวงจร แต่เป็นการให้ผู้ชมได้สัมผัสความสะดวกในการรับชมคอนเทนต์คลาสสิกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายขั้นสูง

การเปิดตัว Howdy ยังเกิดขึ้นในช่วงที่บริการแบบไม่มีโฆษณาปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น Netflix พีคหน้าตัก $24.99 ต่อเดือน ขณะที่ Peacock เพิ่มแพลนสำหรับสมาชิกหลักเป็น $16.99 ต่อเดือน ในปีนี้

การวางกลยุทธ์หลังการเปิดตัว

The Roku Channel ที่ให้บริการแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่แสดงโฆษณาตั้งแต่ปีก่อน ได้รับการตอบรับดีจากกลุ่มผู้ชมทั่วโลก โดยข้อมูลจาก Nielsen เผยให้เห็นว่าเดือนมิถุนายนปีนี้ มียอดผู้ใช้งานเกินกว่า 125 ล้านคนต่อวัน

บริการใหม่นี้ยังมาพร้อมกับแผนการขยายตลาดที่ไม่ควรมองข้าม Roku เพิ่งปิดดีลพันธมิตรโฆษณาครั้งสำคัญกับ Amazon Ads ที่ช่วยสร้างการเข้าถึงผู้ชมได้กว่า 80 ล้านครัวเรือนในสหรัฐฯ รวมทั้งการซื้อกิจการ FrndlyTV ที่ให้บริการทีวีแบบถ่ายทอดสดสำหรับช่องคุณภาพ 50 แห่งในราคา $8.99-12.99 ต่อเดือน เพื่อยกระดับระบบนิเวศ

ผู้ชมชาวไทยสามารถติดตามการเปิดให้บริการของ Howdy ได้ผ่านอุปกรณ์ Roku โดยให้บริการหลักที่ไม่มีข้อจำกัดด้านเนื้อหา หากคุณกำลังมองหาทางเลือกในการประหยัดค่าบริการรายเดือนบนแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้จริง การเริ่มต้นกับ Howdy อาจเป็นคำตอบสำหรับคุณ

ที่มา – Roku Just Launched an Ad-Free Streaming Service for $2.99 a MonthSay hello to Howdy.

มาร์ก แฮมิลล์ถูกเลือกให้แสดงในหนังสะท้อนจักรวาลไซไฟดิสโทเปีย ‘The Long Walk’ ด้วยคุณภาพแห่งการตีความลุคว่ารุ่นเดอะลูค สกายวอร์คเกอร์

สำหรับแฟนหนังต่างรู้ดีว่ามาร์ก แฮมิลล์นั้นเคยแสดงความไม่เห็นด้วยต่อทิศทางของตัวละครลูค สกายวอร์คเกอร์ที่ปรากฏในภาพยนตร์ Star Wars: The Last Jedi โดยเขาเคยเผยถึงประเด็นนี้มาแล้วหลายครั้งบนแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงล่าสุดกับการสัมภาษณ์จาก Gizmodo ที่เน้นว่าตัวละครลูคมีความแตกต่างจากบทที่เขามอบจิตวิญญาณไว้สมัยถ่ายทอดฉากสุดท้ายในหนัง ภาคต่อ นั้นๆ แม้ผู้แสดงเจ้าของบทลูคจะปิดประตูไม่กลับมารับบทนี้อีกในอนาคต แต่ผลงานการแสดงอื่นๆ ของเขายังได้รับการจับตามองเท่าใดนัก

‘The Long Walk’ ต้องการมาร์ก แฮมิลล์ จากการตีความลูครุ่นใหม่

ในภาพยนตร์ดิสโทเปียที่กำลังจะออกฉาย The Long Walk กำกับโดยนายฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ผู้มีผลงานโดดเด่นในชุด The Hunger Games แฮมิลล์ได้รับบทบาทสำคัญเป็น ‘เลธีฟอร์ม’ หรือผู้ดูแลกิจกรรมเดินแข่งที่ยาวนานและโหดร้ายตามชื่อเรื่อง ซึ่ง JT Mollner ผู้เขียนบทหนังระบุว่าหนึ่งในเหตุผลหลักที่เลือกแฮมิลล์คือการแสดงลูค สกายวอร์คเกอร์ที่แก่ลงใน Star Wars ภาคต่อ ที่มีน้ำเสียงและอากัปกิริยาซึ่งสะท้อนความเมื่อยล้าทางจิตใจได้อย่างเศร้าลึกซึ้ง

ลูค สกายวอร์คเกอร์ vs ตัวละครในภาพยนตร์ ‘The Long Walk’

  • ลูค สกายวอร์คเกอร์: ตัวละครผู้สูญเสียความเชื่อมั่น ถูกความผิดบาปและโทสะคุกคาม
  • เลธีฟอร์ม: ตัวละครคนร้ายร่วมประชันด้วยรูปลักษณ์เย็นชาแต่แอบซ่อนความลึกหลายชั้น

นี่จึงทำให้ ‘The Long Walk’ ต้องการมาร์ก แฮมิลล์ โดยเฉพาะคุณภาพในการสื่ออารมณ์ความเฉียบคมพร้อมทั้งน้ำเสียงเย็นชาที่เขานำมาจากบทลูคใน The Last Jedi โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้ชมรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของผู้แสดงเมื่อปะทะกับโทสะแห่งตนเอง คุณสมบัตินี้จะถูกปรับใช้ให้เข้ากับการสร้างความน่ากลัวของ ‘เลธีฟอร์ม’ ซึ่งตามบทหนังต้องดูแลการแข่งขันเดินที่ผู้เข้าร่วมสูญเสียทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ

The Long Walk ยังมีนักแสดงคนอื่นๆ ที่ควบคู่แสดงความลึกได้ไม่น้อย เช่น Cooper Hoffman, David Jonsson และ Judy Greer หนังมีกำหนดฉายอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสผลงานการแสดงที่ปรับลุคร้ายจนเหลืออดของมาร์ก แฮมิลล์

ไม่ว่าจะผ่านบทบาท Superman หรือรับบทเสียงพากย์จ็อกเกอร์ในยุคหนึ่ง แฮมิลล์ยังคงเดินหน้าเพิ่มเสน่ห์การแสดงทั้งในโลกแฟนตาซีและโลกความจริง dystopian ที่ The Long Walk เป็นเพียงผลงานเร็วๆ นี้ที่ควรตามติด

ที่มา – ‘The Long Walk’ Wanted Mark Hamill for His ‘Star Wars’ Sequels PerformanceLuke Skywalker as we saw him in ‘The Last Jedi’ had a quality the creators of the dystopian Stephen King adaptation were looking for.

ผู้ถือหุ้นฟ้องเทสลา-อีลอน มัสก์ ชี้ Robotaxis ฝ่าฝืนกฎหมายจราจร

ผู้ถือหุ้นฟ้องเทสลาและอีลอน มัสก์ ชี้ Robotaxis ฝ่าฝืนกฎหมายจราจร

ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของเทสลากลุ่มหนึ่งได้ยื่น ฟ้องร้องบริษัทเทสลา และ CEO อีลอน มัสก์ ต่อศาลากลกลางของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าทั้งบริษัทและมัสก์ให้ ข้อมูลเท็จ เกี่ยวกับความปลอดภัยของบริการ Robotaxis รวมถึงความเข้มงวดในการกำกับดูแลจากรัฐบาลเมื่อเปิดตัวรถยนต์อัตโนมัติ

บริการ Robotaxis ของเทสลาเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส โดยมี มนุษย์เฝ้าระวัง (safety monitor) นั่งอยู่ด้านเบาะผู้โดยสารเพื่อดูแลการใช้งาน ทั้งยังจำกัดพื้นที่ให้ทำงานได้เฉพาะบริเวณในเมืองเท่านั้น แม้จะมีการป้องกันความเสี่ยงตามที่เทสลาอ้าง แต่มี วิดีโอ หลายคลิปกะท่อนที่ผู้ใช้ในโลกออนไลน์โพสต์ถึงพฤติกรรมของ Robotaxis ที่ใช้งานอย่างผิดปกติ

ความกังวลจากกฎหมายจราจรและการกำกับดูแล

ใน บทความจาก Bloomberg วันที่ 23 มิถุนายน ได้ระบุถึงพฤติกรรมของเทสลา Robotaxis ที่ ฝ่าฝืนกฎจราจร ตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ เช่น การขับผิดช่องทาง และ ขับเร็วเกินไป ขณะเดียวกัน NHTSA (National Highway Traffic Safety Administration) ก็กำลังให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคลิปดังกล่าว

นอกจากนี้ในช่วง การสัมมนาผลประกอบการ เมื่อเดือนเมษายน มัสก์เคยให้สัญญาว่า Robotaxis จะถูกเปิดตัวอย่างประสบความสำเร็จ แม้ขณะนั้นเทสลากำลังเผชิญกับการ ลดลงของกำไร ถึง 71% โดยมัสก์ยังคงยืนยันว่าสิ่งใหญ่กำลังจะมาถึง ทั้งนี้บริการ Robotaxis ยังทำให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงตามประเด็นที่เกิดขึ้น

  • ไม่มีช่วงเวลาเกิน 3 เวอร์ชันที่มัสก์ให้สัญญาไว้ตอนนี้กลายเป็นจริง
  • หุ้นของเทสลาเกิดดิ่งลงต่อเนื่องในช่วงปีนี้จากปัจจัยหลายด้าน
  • Cybercab อาจยังไม่มีกำหนดการจริงจากคำสัญญาของมัสก์ในตอนนี้

ทางด้านปัญหาอื่นๆ ศาลเมืองมิامي เพิ่งมีคำพิพากษาให้เทสลาต้องชดใช้เงิน 240 ล้านดอลลาร์ ให้กับนักลงทุนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Autopilot ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานที่พัฒนาความเป็นอิสระให้กับ Robotaxis และ Cybercab

ในเวลาไล่เลียง ทางเทสลายังให้ ทดลองบริการ Robotaxis เพิ่มเติมที่บริเวณอ่าว ซานฟรานชิสโก เมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม แม้ว่า ผู้ว่าจ้างจะกำหนดข้อจำกัด ให้เป็นรถที่ใช้ได้เฉพาะกลุ่มพนักงานและคนใกล้ชิดเท่านั้น แต่ มัสก์กลับยืนยันบนแพลตฟอร์ม X ว่ามี การทดสอบในวงกว้าง มากกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม เทสลายังไม่ได้ตอบกลับคำถามในเวลาที่กำหนด และอาจไม่ให้ความร่วมมือในกระบวนการนี้ เนื่องจากบริษัทยุบ แผนกประชาสัมพันธ์ ไปตั้งแต่ปี 2020 โดยมัสก์ถูกวิพากษ์หนักตลอดช่วงหลังจากทัศนคติต่อสื่อที่ไม่เป็นมิตรของเขานั่นเอง

ที่มา – ผู้ถือหุ้นฟ้องเทสลาและอีลอน มัสก์ เผย Robotaxis เสี่ยงต่อการละเมิดกฎจราจร