ผู้เขียน: lalika69_admin

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ แจงงบประมาณห้องเรียนอนุบาล ไม่ได้เกินจริง แต่เปิดเพิ่มเพื่อรับเด็กเล็กนอกระบบ

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงกายภาพห้องเรียนอนุบาลต้นแบบภายใต้การดูแลของสำนักการศึกษา ที่มีประเด็นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการของบประมาณไปเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะในห้องเรียนอนุบาลที่ยังไม่มีอยู่ในปัจจุบัน

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ชี้ว่า การที่มีการให้ข้อมูลว่า มีการของบประมาณในจำนวนห้องเรียนที่เกินกว่าที่มีอยู่จริงนั้น ไม่ได้เกิดจากการบิดเบือนงบประมาณ แต่เป็นการขยายโอกาสรับเด็กวัยเล็กที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษาให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน เด็กอายุ 3-5 ปี ที่อยู่นอกระบบการศึกษายังมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้บริการจากศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนที่อยู่นอกเหนือการดูแลของกรุงเทพมหานคร ทำให้การจัดสรรงบประมาณมีความยากลำบาก

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ แจงปมงบฯ ห้องเรียนอนุบาล ยันไม่ได้เกินจริง

การเปิดเพิ่มห้องเรียนอนุบาลระดับอายุ 3 ปี หรือ ห้องเรียนอนุบาล 3 ครอบคลุมทั้งระดับอนุบาล 1-3 เป็นการทำเพื่อรับเด็กในวัยดังกล่าวเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด โดยระบุว่า กรุงเทพฯ ได้มีแผนในการเพิ่มห้องเรียนอนุบาลทุกปี

สำหรับปีงบประมาณ 2567 มีการเปิดห้องเรียนเพิ่ม 191 โรงเรียน ต่อด้วยปี 2568 ที่เพิ่มเป็น 312 โรงเรียน และตั้งเป้าปี 2569 ขยายเพิ่มเป็น 400 โรง ทั้งนี้ โรงเรียนสามเสนนอก ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่าง ได้เพิ่มจำนวนห้องเรียนจากเดิม 19 ห้อง เป็น 21 ห้อง ในปีนี้ เพื่อรองรับเด็กมากขึ้น

เด็กเล็กกว่าครึ่งยังอยู่นอกระบบการศึกษา

รองผู้ว่าฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า มีเด็กวัยเตรียมอนุบาลที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบทั้งจากครอบครัวและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของ กทม. ทำให้จำเป็นต้องเร่งผลักดันการเปิดสอนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีการจัดงบประมาณชัดเจนมากขึ้น

งบนั้นควรเปิดให้ตรวจสอบได้จากประชาชน

นอกจากประเด็นการขยายห้องเรียน จะชี้แจงตามข้อกังวล รองผู้ว่าฯ ยังได้เสนอแนวทางใหม่ในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนเข้ามาตรวจสอบงบประมาณได้ โดยจัดกิจกรรม Hack งบกรุงเทพฯ 69 และเปิดข้อมูลผ่านเว็บไซต์ data.bangkok.go.th/dataset/69

ศานนท์ ยืนยันว่า การทำงานของราชการยุคใหม่นั้น ไม่ควรให้การตรวจสอบจำกัดอยู่แค่ในสภา แต่ควรให้ประชาชนเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม ร่วมกันชี้พาร์ทของงบประมาณที่อาจไม่สอดคล้อง เพื่อปรับปรุงก่อนที่งบจะถูกปิดเล่มในเดือนกันยายนนี้

ทิศทางการพัฒนาการศึกษาอนุบาลในกรุงเทพฯ

การขยายตัวของห้องเรียนอนุบาลในกรุงเทพฯ สะท้อนภาพของการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กเล็กในพื้นที่ โดยมุ่งให้เด็กได้รับการพัฒนาในช่วงวัยสำคัญที่สุด และเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับ

  • ปี 2567 – เปิดเพิ่ม 191 โรงเรียน
  • ปี 2568 – เพิ่มเป็น 312 โรงเรียน
  • ปี 2569 – ตั้งเป้ายกเป็น 400 โรงเรียน

สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเขตท้องถิ่นที่เด็กยังไม่มีพื้นที่พัฒนาความรู้ แต่ยังเป็นการเตรียมพื้นฐานให้กับสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเริ่มต้นจากห้องเรียนอนุบาลที่มีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ของเด็กเล็กหรือผู้สนใจในนโยบายสาธารณะ ควรติดตามและร่วมเสนอแนะผ่านช่องทางที่กรุงเทพมหานครเปิดกว้างไว้ ทั้งการอภิปราย สภา หรือผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้โครงการนี้สามารถตอบโจทย์ได้จริง โดยช่วยให้เด็กเล็กจำนวนมากเข้าถึงการเรียนรู้ได้มากขึ้น

รัฐบาลเปิดทำเนียบต้อนรับ 31 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ดึงลงทุนสร้างศูนย์วิจัย-เสริมทักษะบุคลากรไทย

รัฐบาลเปิดทำเนียบต้อนรับ 31 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก

เมื่อวานนี้ (6 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการจัดงานสำคัญภายใต้ชื่อ ‘Prime Minister Meets Investors: Confidence in Thailand’s Future-Prime Minister’s Dialogue with Global Investors’ โดยมี พล.อ. ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งเป็นเวทีที่รัฐบาลไทยได้ต้อนรับนักลงทุนจากบริษัทชั้นนำระดับโลก รวม 31 บริษัท เพื่อหารือแนวทางการลงทุนและร่วมกันพัฒนาประเทศให้กลายเป็น Hub ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค

บริษัทใหญ่จาก 4 อุตสาหกรรมหลักเข้าร่วมหารือ

บริษัทที่เข้าร่วมกว่า 30 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่, ดิจิทัล และ อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ ที่โดดเด่นมาพร้อมกับชื่อแบรนด์ระดับโลก อย่าง Sony, Samsung, Unimicron, BYD, Hyundai, Google, TikTok และ Nestlé เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ลงทุนและขยายกิจการในประเทศไทยรวมมูลค่ามากกว่า 550,000 ล้านบาท และสร้างโอกาสในการจ้างงานมากกว่า 53,000 อัตรา ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

มุ่งสร้างความเชื่อมั่นรองรับการลงทุนในระยะยาว

ภูมิธรรม เวชยชัย ได้ย้ำว่ารัฐบาลไทยมีความตั้งใจชัดเจนในการส่งเสริมการลงทุนและช่วยให้นักลงทุนสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงกลไกให้ครอบคลุมกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุน พร้อมกับยกระดับศักยภาพของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ประเทศไทยต้องการให้มั่นใจว่าบริษัทเหล่านี้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

เตรียมพัฒนาโครงสร้างพลังงานสะอาดตามแนวทาง ESG

หนึ่งในความมุ่งมั่นของรัฐ คือการค่อยๆ เปลี่ยนผ่านพลังงานสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการเปิดตัว Utility Green Tariff หรือ UGT1 เพื่อรองรับภาคธุรกิจที่ต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีเอกสารรับรองชัดเจน ซึ่งมีบริษัทสนใจลงทะเบียนมากกว่า 40 ราย

ลงทุนบุคลากรไทยสอดรับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล

นอกจากการพัฒนากลไกด้านพลังงานแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญต่อการเตรียมคนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย มหาวิทยาลัย 15 แห่งได้ร่วมกับภาคเอกชนอีก 8 ราย ในการเปิดหลักสูตรใหม่ 5 หลักสูตร และจัดตั้งศูนย์พัฒนากำลังคนเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติเพิ่มอีก 3 แห่ง พร้อมเป้าหมายผลิตบุคลากรให้ได้มากกว่า 80,000 คน ภายใน 5 ปี สิ่งนี้จะสร้างความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและด้านดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลและ BOI มีแผนเร่งรัดสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า นโยบายทั้งด้านภาษีและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศกำลังถูกปรับปรุงให้เอื้อต่อการขยายตัวของธุรกิจ ไม่จำกัดเพียงการตั้งโรงงาน แต่ยังรวมถึงศูนย์วิจัย พัฒนาบุคลากรและแปลงประเทศไทยเป็นสำนักงานใหญ่ในระดับภูมิภาค (Regional Headquarter)

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการหารือ สิ่งสำคัญที่โจชัดเจนคือข้อตกลง (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษา และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับ 6 บริษัทผู้ผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ชั้นนำระดับโลก ที่ลงทุนรวมกว่า 51,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาและการสร้างโอกาสจ้างงานใหม่มากกว่า 1,880 อัตราทันที และไม่น้อยกว่า 3,000 ในอีก 5 ปีข้างหน้า

การมาเยือนของบริษัทแนวหน้าเหล่านี้ เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยพร้อมเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในสายการลงทุนและนวัตกรรม เรื่องสำคัญคือการเตรียมความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการสร้าง人才 (บุคลากร) ที่ไม่เพียงแต่รับนักลงทุน แต่ยังพัฒนาตนเองจากภายในเพื่อยกระดับประเทศให้เติบโตควบคู่ไปกับเทรนด์โลก

ที่มา – รัฐบาลเปิดทำเนียบต้อนรับ 31 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ดึงลงทุนสร้างศูนย์วิจัย-เสริมทักษะบุคลากรไทย

ตำรวจเผยผลการปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จับพระสงฆ์ 153 รูป คดียาเสพติด-เมาแล้วขับ

วันที่ 6 สิงหาคม เป็นวันที่หลายคนจับตามองหลังจากที่ ตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาทั่วประเทศเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการติดตามจับกุมพระสงฆ์ที่มีหมายจับในคดีต่าง ๆ เช่น คดีเมาแล้วขับ และคดียาเสพติด ซึ่งจากการรายงานล่าสุดของ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่า ผลการปฏิบัติการนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 163 ราย เป็นพระสงฆ์ถึง 153 รูป และยังเหลือผู้ต้องหาอีก 18 คนที่อยู่ระหว่างการตามล่า

ปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา<\/h2>

ตำรวจภายใต้การบัญชาของตำรวจสอบสวนกลาง ได้กระจายกำลังกันจัดการกับคดีของพระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งแต่ละคดีล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา การจับกุมครั้งนี้จึงถือว่ามีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงจังของเจ้าหน้าที่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม

ปฏิบัติการบุกค้นและจับกุมพระสงฆ์อย่างจริงจัง<\/h3>

สำหรับกรณีที่มีพระสงฆ์ 4 รูปไม่ยอมลาสิกขาเมื่อวันก่อน ล่าสุดสามารถเข้าไปเจรจาจนเกิดการยอมรับและลาสิกขาได้ก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน ผู้ต้องหาประมาณ 20-30 รายที่ถูกควบคุมตัวที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็ถูกรับไปดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่พื้นที่ต่างจังหวัดแล้ว เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาที่หลบหนีหมายจับจากต่างถิ่น<\/span><\/p>\n

ที่ กองบังคับการปราบปราม รายงานผลการจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยตำรวจภูธรภาค 8 คุมตัวผู้ต้องหา 4 รายซึ่งมีหมายจับใน จังหวัดนครศรีธรรมราช และ ชุมพร ออกจากห้องควบคุม ซึ่งใน 4 รายนี้ มีรูปหนึ่งเคยถูกดำเนินคดีจากความผิดในข้อหา เมาแล้วขับ มาแล้วเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ส่วนอีก 3 รูป ความผิดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดทั้งเสพและค้า<\/span><\/p>\n

  • พระสงฆ์จับได้ 153 รูป
  • ผู้ต้องหาคดียาเสพติดจำนวนมาก
  • บางรูปยังไม่ยอมลาสิกขาตอนแรก

อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจ คือเมื่อเวลา 9:00 น. วันนี้ ตำรวจภาค 2 ก็ควบคุมตัวผู้ต้องหาจากจังหวัดชุมพรและปราจีนบุรี โดยหนึ่งในนั้นระบุว่าบวชตลอดเวลาหลังถูกดำเนินคดีในปี 2567 โดยไม่มารายงานตัวแต่อย่างใด การให้สัมภาษณ์หนึ่งในผู้ต้องหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าจะพูดไม่ออกเมื่อถูกถามถึงคำขอโทษสังคม แต่เขาก็ยอมรับว่าต้องการ กลับไปบวชเป็นพระ ครั้งใหม่และเข้าถึงการเป็นพระที่ดีในอนาคต

การปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่ผ่านมาไม่ใช่แค่เพียงการจับกุมหรือปราบปราม แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้กลับตัวกลับใจเป็นอย่างดี เหตุการณ์เช่นนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตของ กระบวนการฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิ์ของพระสงฆ์ ให้กลับมามีวินัยและความน่าเชื่อถืออีกครั้ง<\/span><\/p>

ที่มา – ตำรวจรายงานผลปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บุกค้นทั่วประเทศ จับกุมพระสงฆ์ 153 รูป มีหมายจับคดีเก่าทั้งเมาแล้วขับ และยาเสพติด<\/p>

ตำรวจกองปราบร่วมกับ กสทช. บุกค้นบริษัทสมุทรปราการ ยึดโดรน-อุปกรณ์ตัดสัญญาณกว่า 200 ชิ้น

ตำรวจกองปราบร่วมกับ กสทช. บุกค้นบริษัทในสมุทรปราการ ยึดโดรนและอุปกรณ์ตัดสัญญาณกว่า 200 ชิ้น ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงพนักงานสืบสวนจังหวัดสมุทรปราการ ที่ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นบริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา

เหตุผลในการบุกค้นบริษัท

ภายหลังจากการสืบสวนอย่างละเอียด ตำรวจกองปราบร่วมกับ กสทช. ได้รับเบาะแสว่าบริษัทดังกล่าวมีการผลิตและครอบครองอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน รวมถึงอุปกรณ์ตัดสัญญาณในจำนวนมาก โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

กิจกรรมลักษณะนี้มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศและอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ ดังนั้นการตรวจค้นในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบที่มาที่ไปของอุปกรณ์ทั้งหมด และป้องกันไม่ให้มีการใช้งานอย่างไม่เหมาะสม

ของกลางที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ

ในการตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แสดง หมายค้น ให้กฤษนันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทคนหนึ่ง และได้นำการตรวจค้นจนพบของกลางจำนวนมาก โดยสามารถจดบันทึกและยึดของไว้ตรวจสอบได้ดังนี้

  • โดรน 29 เครื่อง
  • กระเป๋าตรวจจับสัญญาณ 38 ใบ
  • ปืนรบกวนสัญญาณ 129 กระบอก
  • เครื่องรบกวนสัญญาณ 16 เครื่อง
  • รถตู้สำหรับตรวจจับและรบกวนสัญญาณ 1 คัน
  • อุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 50 รายการ

ของกลางทั้งหมดจะถูกนำไปยังกองบังคับการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อตรวจสอบความถี่ และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ละเอียดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใช้งานอุปกรณ์ตัดสัญญาณที่มีผลกระทบต่อระบบการสื่อสารสาธารณะอย่างรุนแรง

ความสำคัญของมาตรฐานทางเทคโนโลยี

ในปัจจุบัน ตำรวจกองปราบร่วมกับ กสทช. บุกค้นบริษัทในสมุทรปราการ ยึดโดรนและอุปกรณ์ตัดสัญญาณกว่า 200 ชิ้น เพื่อตรวจสอบว่าเทคโนโลยีที่ถูกผลิตและใช้งานในประเทศนั้นเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

โดยเฉพาะโดรน อุปกรณ์ที่มีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในภาคธุรกิจและงานส่วนตัว การที่บริษัทแห่งนี้มีการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ตัดสัญญาณเพิ่มเติม จึงสร้างความกังวลเป็นอย่างมาก เพราะอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิข้อมูล การรบกวนการบินส่วนตัว หรือรบกวนระบบสาธารณะได้

บริษัทผู้ผลิตเป็นชาวสิงคโปร์ เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมเป็นคนไทย

จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ระบุว่า บริษัทดังกล่าวมี เจ้าของโรงงานเป็นชาวสิงคโปร์ และมีกรรมการผู้บริหารเป็นคนไทยร่วมด้วย โดยดำเนินธุรกิจด้านการผลิตเทคโนโลยีทั้งโดรนและอุปกรณ์ตัดสัญญาณ โดยไม่ได้มีการแจ้งลักษณะธุรกิจแบบชัดเจนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งในทางกฎหมาย การผลิตและขายอุปกรณ์ตัดหรือรบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เป็นเรื่องต้องห้ามอย่างเด็ดขาด เพราะจะกระทบต่อความมั่นคง การแพทย์ หรือการจราจรทางอากาศ ได้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้จึงต้องทำการสืบสวนเพิ่มเติมว่ามีการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการกระทำความผิดหรือไม่

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีหรือเป็นผู้ใช้งานโดรนส่วนตัว เราแนะนำให้ศึกษากฎระเบียบการใช้งานอย่างละเอียด และเลือกอุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองจากรัฐ ข้อกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้มาเพื่อจำกัดการใช้งาน แต่เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับทุกคนในสังคม

ที่มา – ตำรวจกองปราบร่วมกับ กสทช. บุกค้นบริษัทในสมุทรปราการ ยึดโดรนและอุปกรณ์ตัดสัญญาณกว่า 200 ชิ้น

คุณสามารถเข้าพักที่บ้านจากหนัง ‘Poltergeist’ และอาจมีผีตามคุณ

ใครที่เป็นแฟนหนังสยองขวัญคงต้องตื่นเต้นเมื่อทราบว่า บ้านจากหนังเรื่อง ‘Poltergeist’ ปี 1982 ที่สร้างความพิศวงให้กับผู้ชมมาตลอดหลายสิบปี ได้เปิดให้เช่าผ่าน Airbnb แล้ว บ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่สถานที่พักผ่อนธรรมดา แต่คือบ้านที่มีเรื่องราวสยองแทรกอยู่ในทุกผนัง

คุณสามารถเข้าพักที่บ้านจากหนัง ‘Poltergeist’ และอาจมีผีตามคุณ

บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในเมือง Simi Valley รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งไม่ใช่ “Cuesta Verde” ที่เป็นเพียงชื่อสมมุติในหนัง แต่ทุกสิ่งในบ้านถูกตกแต่งให้คงความเป็น ’80s ไว้อย่างเต็มที่ พร้อมเกร็ดเล็ก ๆ จากหนังแทรกอยู่ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นทีวีโบราณที่ส่งสัญญาณแบบเสียงดังหนักฟังเบา หรือตุ๊กตาหุ่นละครที่อีกทั้งน่ารักและน่ากลัวไปในตัว

พักได้สูงสุด 8 คน มีสระว่ายน้ำและอ่างน้ำร้อน

บ้านหลังนี้สามารถรองรับผู้เข้าพักได้สูงสุด 8 คน มีห้องนอน 4 ห้อง และห้องน้ำ 2.5 ห้อง ราคาเริ่มต้นเพียงคืนละ $800 ถือว่าคุ้มค่าหากคุณต้องการเข้าพักแบบมีทีม เพื่อร่วมเป็นพยานกับเหตุการณ์ที่น่าขนลุกอีกครั้ง การันตีโดยเว็บไซต์หลักของบ้าน PoltergeistHouse.com ซึ่งมีภาพถ่ายและรายละเอียดให้ชมอย่างละเอียด

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้การเข้าพักที่บ้าน Poltergeist น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษคือกิจกรรมเฉพาะที่คุณสามารถเลือกได้ เช่น การถ่ายภาพกับภาพถ่ายเก่าที่ส่องแสงไฟสีขาว การดูหนังแบบ Private Screening หรือแม้แต่ประสบการณ์ “มีใครบางคนเฝ้ามองคุณอยู่” ซึ่งคุณสามารถจัดเซสชันสืบสวนวิญญาณเพิ่มเติมได้ด้วยเช่นกัน หลายกลุ่มนักสืบวิญญาณได้เคยมาเยือนและถ่ายทำที่นี่ เช่น รายการ Ghost Adventures ที่ออกอากาศผ่าน Discovery Channel

  • ที่นอน 8 เตียง
  • ทีวีเก่าแบบ CRT พร้อมสัญญาณภาพสีสลัว
  • ตุ๊กตาหุ่นละครควันนิ้ง
  • พิธีกรรมดูหนัง Poltergeist กลางคืน

แม้ว่าคุณจะไม่มีโอกาสเดินทางไปลอสแองเจลิสเพื่อเข้าพักที่นี่ แต่ก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศได้ผ่านภาพถ่าย การพูดคำว่า “เขาอยู่นี่แล้ว!” หรือ “คุณบีบความถี่ของฉัน!” ให้ตัวเองนั้นก็เพิ่มความเข้าถึงกับบรรยากาศของหนังงอมแงมได้เช่นกัน

หากคุณเป็นแฟนหนังสยองหรือชื่นชอบบ้านในตำนาน บ้านหลังนี้คือประสบการณ์ที่น่าค้นหาเยี่ยงหนึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง ลองสร้างความทรงจำที่จะ ‘หลอน’ คุณไปอีกหลายปีได้ที่นี่

ที่มา – You Can Stay at the House From ‘Poltergeist’, and Even Have Someone Haunt YouThe iconic slice of haunted suburbia from the 1982 Tobe Hooper-Steven Spielberg film has, perhaps inevitably, arrived on Airbnb.

ภาพรวมกาแล็กซีคู่แฝด ยิ่งดูยิ่งรู้ว่ามนุษย์เล็ก多么

ในโลกของดาราศาสตร์ การได้เห็นภาพที่ละเอียดจากอวกาศมักจะทำให้เรารู้สึกถึงความเล็กน้อยของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเร็วๆ นี้ นักดาราศาสตร์ประสบความสำเร็จในการสร้าง ภาพรวมกาแล็กซีคู่แฝด ที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งเป็นภาพของ Abell 3667 กลุ่มกาแล็กซีขนาดมหึมาที่ห่างจากโลกของเราไปถึง 700 ล้านปีแสง

ภาพรวมกาแล็กซีคู่แฝด สะท้อนเรื่องราวจากอดีตอันไกลโพ้น

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ได้ใช้ข้อมูลเก่าที่เก็บสะสมมายาวนาน รวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างภาพรวมที่มีความละเอียดสูง ทำให้สามารถมองเห็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เคยมองข้ามไปได้ ภาพนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นกาแล็กซีจำนวนมหาศาล แต่ยังเผยให้เห็นหลักฐานเกี่ยวกับการชนกันของกาแล็กซีในอดีต ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อน

แสงจากกาแล็กซีไร้เจ้าของ บอกเล่าเรื่องราวของการรวมตัว

ในภาพที่ได้นี้ เราเห็นว่ากาแล็กซีหลายดวงเชื่อมโยงกันด้วยสายแสงคล้ายสะพานสีทอง แสงเหล่านี้คือ แสงเอกพจน์ภายในกลุ่มกาแล็กซี (Intracluster Light – ICL) ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ดาวฤกษ์บางดวงหลุดจากระบบหลัก ส่องสว่างอย่างเบาบางในพื้นที่ระหว่างกาแล็กซี ปรากฏการณ์นี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่า Abell 3667 เคยเกิดการรวมตัวอย่างรวดเร็วของสองกลุ่มกาแล็กซีเข้าด้วยกัน

“นี่คือครั้งแรกที่เราได้เห็นสายแสงเชื่อมโยงขนาดนี้ในระดับท้องถิ่นของกลุ่มกาแล็กซี และการที่เราได้รับภาพที่ละเอียดขนาดนี้เป็นโชคดีอย่างมาก” Anthony Englert หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว

還有这ที่สำคัญกว่านั้น กลุ่มวิจัยยังสังเกตเห็นริบบิ้งแสงสีฟ้าไล่เฉดซึ่งเป็น เนบิวลาชนิดรวมกระแส (Integrated Flux Nebulae) ซึ่งเกิดจากการสะท้อนของแสงจากดาวฤกษ์กับฝุ่นจักรวาลที่กระจายอยู่ ทำให้ภาพนี้มีความงดงามจนน่าทึ่ง

  • Intracluster Light หรือแสงเอกพจน์ในกลุ่มกาแล็กซี เป็นเบาะแสสำคัญที่บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ของการผสานกัน
  • การใช้ข้อมูลจากการสังเกตการณ์สะสมหลายปีของกล้องโทรทรรศน์ต่างๆ เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างภาพนี้
  • กล้องโทรทรรศน์ Rubin จะช่วยให้การศึกษา ICL และสิ่งคล้ายคลึงนี้เป็นเรื่องง่ายดายขึ้น

ด้วยการเปิดให้ใช้งานจริงของกล้องโทรทรรศน์ Rubin ทำให้เรามั่นใจว่าอีกไม่นาน นักดาราศาสตร์จะได้รับภาพรวมกาแล็กซีคู่แฝดในระดับที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น เฉพาะภาพที่ได้จากภาคใต้ของท้องฟ้าโลก ก็จะสามารถบอกเล่าเรื่องราวของกาแล็กซีในจักรวาลได้มากถึง 5,000 กลุ่ม!

การได้เห็นภาพจักรวาลในระดับนี้ ไม่ได้เพียงทำให้เรารู้สึกสนุกสนานกับความสวยงามของมัน แต่มันยังเป็นคำเตือนสติอย่างแรงกล้าว่า ต่อหน้าขนาดใหญ่ของจักรวาล เรากำลังเล็กที่สุด

ที่มา – Deepest-Ever Field Image of Giant Galaxy Cluster Is a Brutal Reminder of Your Cosmic InsignificanceAstronomers have constructed one of the most detailed images yet of Abell 3667, a giant galaxy cluster about 700 million light-years away from Earth.

ดูสารคดี Star Trek: Phase II และจินตนาการว่าจะเป็นอย่างไร

หากคุณเป็นแฟนซีรีส์ Star Trek หรือเรียกง่าย ๆ ว่า สตาร์ทริป ล่ะก็ สารคดีใหม่ที่มีชื่อว่า Star Trek: Phase II น่าจะสนใจคุณอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นการย้อนกลับไปสำรวจซีรีส์ที่เกือบจะเกิดขึ้นจริงในช่วงกลางยุค 1970s และการออกแบบแนวคิดอันน่าตื่นตาตื่นใจเกี่ยวกับเรือ USS Enterprise รุ่นใหม่

Star Trek: Phase II คืออะไร

Star Trek: Phase II คือโครงการซีรีส์โทรทัศน์ที่พัฒนาขึ้นหลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามของซีรีส์เดิมในช่วงออกอากาศผ่านระบบซินดิเคชัน (Syndication) แต่ในที่สุด โครงการนี้กลับกลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของแฟรนไชส์อย่าง Star Trek: The Motion Picture แทน

จุดเริ่มต้นของ Phase II

สารคดี Lost Voyages ที่ผลิตโดย Roddenberry Archive และ OTOY พาผู้ชมย้อนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของ Star Trek: Phase II ตั้งแต่การวางแผนสร้างซีรีส์ใหม่ การเปลี่ยนแปลงตัวละคร และการพัฒนาแนวคิดด้านเทคนิค ทั้งยังเผยให้เห็นแนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับเรือ Enterprise รุ่นที่ได้รับการปรับโฉม ตัวอย่างเช่น ห้องขับเรือแบบใหม่ที่ดูทันสมัยขึ้น

นอกจากนี้สารคดียังมีบทสัมภาษณ์จากหลายบุคคลสำคัญ เช่น George Takei และ Walter Koenig ที่เคยมีบทบาทใน Star Trek ฉบับดั้งเดิม ทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นถึงแรงผลักดันในการกลับมาดำเนินโครงการนี้ และเหตุผลที่ทำให้มันทำไม่สำเร็จในที่สุด

ด้วยการใช้เทคโนโลยี 3D ที่พัฒนาโดย OTOY เอกสารเก่า ๆ ที่เคยถูกทิ้งริมทาง กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทำให้แฟน ๆ ได้เห็นภาพต้นแบบของชุดเซต ออกแบบห้องโดยสาร และแม้กระทั่งลักษณะภายนอกของเรือ USS Enterprise ในแบบที่ไม่เคยมีโอกาสปรากฏบนหน้าจอ

สิ่งที่คุณจะได้เห็นในสารคดีนี้

  • แนวคิดเรื่องราวของตอนต่าง ๆ ที่จะมีในซีรีส์
  • การออกแบบเรือ Enterprise รุ่นที่สองแบบเต็มรูปแบบ
  • ความตั้งใจของผู้สร้างในการกลับมาดำเนินซีรีส์หลังจากประสบความสำเร็จในช่วงถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์
  • เหตุผลที่ต้องยกเลิกโครงการและเปลี่ยนไปสร้างภาพยนตร์แทน

แม้ว่าเรื่องราวของ Star Trek: Phase II จะเป็นข้อมูลที่หลายคนทราบอยู่แล้ว แต่สารคดีชิ้นนี้นำเสนอออกมาในเวอร์ชันใหม่สุดพิเศษ ผ่านการสร้างภาพด้วยเทคโนโลยีหลังการถ่ายทำ เพื่อให้แฟน ๆ ได้สร้างจินตนาการในแบบที่พวกเขาเคยฝันไว้

หากคุณชื่นชอบจักรวาลของ Star Trek หรืออยากเห็น “สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น” สารคดีนี้คือโอกาสดีที่คุณจะได้จินตนาการถึงจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้ ติดตามชมและแบ่งปันความคิดเห็นของคุณหลังรับชมได้เลย

ที่มา – Watch This Documentary About ‘Star Trek: Phase II’ and See What Could’ve BeenA fascinating look back at the potential ‘Star Trek’ sequel TV show includes some incredible imaginings of what the new USS ‘Enterprise’ may have looked like.

เราควรปฏิเสธการ์ดเกมกุญแจของ Switch 2 หรือโลกของเกมกายภาพจะจบลง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นินเทนโดได้เผยแพร่แบบสอบถามให้ผู้เล่นสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการเล่นเกมที่พวกเขาต้องการสำหรับ Nintendo Switch 2 แต่ภายในเวลาไม่นาน ทางบริษัทก็ได้ ยกเลิกการสอบถาม แล้ว แม้จะมีเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่แบบสอบถามนี้ก็สามารถแพร่กระจายและกลายเป็นประเด็นที่ผู้เล่นจำนวนมากต้องการระบายความรู้สึก เพราะพวกเขาไม่ต้องการเกมที่ต้องติดตั้งแบบดิจิทัลอย่าง การ์ดเกมกุญแจ หรือGame-Key Cards ที่มาพร้อมกับ Switch 2 รุ่นใหม่

การ์ดเกมกุญแจ คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหา?

นินเทนโด ประกาศอย่างเป็นทางการ ว่า Game-Key Cards ไม่ใช่การ์ดที่บรรจุข้อมูลเกมทั้งหมดไว้ภายใน แต่เป็นเพียงกุญแจหรือคีย์ที่ใช้ดาวน์โหลดเกมไปยังเครื่องของผู้เล่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ดูเผินๆ อาจดูสะดวก ในเมื่อเกมจะถูกดาวน์โหลดโดยอัตโนมัติทันทีเมื่อใส่การ์ดเข้าเครื่อง แต่จะเห็นได้ว่ารูปแบบนี้กลับไม่ต่างอะไรกับการซื้อเกมผ่านระบบดิจิทัลทั่วไป ทั้งยังมีข้อด้อยคือการ์ดอาจสูญหายหรือถูกโจรกรรมได้ ขณะที่ไม่ให้สิทธิในการเป็นเจ้าของข้อมูลเกมอย่างแท้จริง

ความเสี่ยงของเกมดิจิทัล

ในความจริง การซื้อเกมในรูปแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะผ่านการ์ดกุญแจหรือโดยตรงจาก eShop จะหมายถึงการซื้อ ‘ใบอนุญาต’ ในการใช้งานเกมบนระบบของคุณเท่านั้น ไม่ใช่การเป็นเจ้าของเกมอย่างแท้จริง หากนินเทนโดตัดสินใจปิดระบบบริการ คุณจะไม่สามารถดาวน์โหลดเกมที่คุณเคยซื้อไปได้อีก นินเทนโดเคยมีประสบการณ์การปิดบริการ eShop ของ 3DS และ Wii U เมื่อปี 2023 ซึ่งถือเป็นการเตือนใจผู้ใช้ทั่วไปว่าเกมดิจิทัลไม่สามารถใช้งานได้ตลอดชั่วนิรันดร์

ใครที่เป็นแฟนตัวยงของเกมเก่า หรือพลอยเป็นผู้สะสมเกมจะเข้าใจดีว่าความรู้สึกของการ ‘เป็นเจ้าของเกมจริงๆ’ ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยการดาวน์โหลดใดๆ ทั้งสิ้น แต่ตอนนี้กับ Switch 2 การ์ดเกมกุญแจมีแนวโน้มจะกลายเป็นมาตรฐาน ซึ่งนับเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับคนที่ต้องการจัดเก็บเกมภายใต้หลักการลิขสิทธิ์และการอนุรักษ์ซอฟต์แวร์ในระยะยาว

เกมระดับโลกบน Switch 2: เลือกออกเฉพาะทาง

แม้ Switch 2 จะมีขุมพลังประมวลผลที่ดีขึ้น และสามารถรันเกมที่มีขนาดใหญ่ได้ แต่ค่ายเกมก็ยังเลือกเผยแพร่เกมในรูปแบบการ์ดกุญแจเป็นจำนวนมาก เช่น Street Fighter 6 และ Octopath Traveler 0 ซึ่งทั้งสองเกมไม่ได้มีขนาดใหญ่พิเศษแต่อย่างใด การตัดสินใจเช่นนี้บ่งบอกถึงแนวโน้มของนินเทนโดที่สนับสนุนระบบ DRM (Digital Rights Management) มากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของผู้บริโภค

  • ผู้เล่นสูญเสียความเป็นเจ้าของเกมอย่างแท้จริง
  • เกมอาจไม่สามารถเล่นได้หากขาดระบบอินเทอร์เน็ต
  • เมื่อระบบบริการถูกยกเลิก คุณก็จะไม่สามารถใช้งานเกมได้อีก

Cory Doctorow นักเขียนและผู้รณรงค์ต่อต้าน DRM มาอย่างยาวนาน ชี้ให้เห็นว่า Game-Key Cards คืออุปกรณ์ที่ใช้บังคับให้ผู้เล่นต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มของนินเทนโดเพื่อเข้าถึงเกมของตัวเอง เป็นระบบลิขสิทธิ์ที่ซับซ้อนเกินจำเป็น ซึ่งไม่เหมาะกับเสถียรภาพในการจัดเก็บข้อมูลในระยะยาว

สิทธิของผู้บริโภคและอนาคตของเกมกายภาพ

ในอดีต นินเทนโดเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ยังยืนหยัดคงความสำคัญของเกมในรูปแบบการ์ดอย่างแท้จริงไว้ เช่นเดียวกับการออกเกมที่มีขนาดรกเกินจำเป็นลง เพราะข้อจำกัดของระบบในรุ่นก่อนๆ ทำให้เกมบน Switch รุ่นเก่าที่ออกมาในรูปการ์ดจริง (Full Game Card) สามารถเก็บรักษาย้อนหลังได้ยาวนาน

แต่สำหรับ Switch 2 การออกแบบให้เกมต้องติดตั้งแทนอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะกับความเคลื่อนไหวของค่ายเกมต่างๆ ที่เริ่มทยอยเปิดตัวเกมบน การ์ดกุญแจ มากกว่าการ์ดเกมเต็ม ชี้ให้เห็นถึงความต้องการในการตัดต้นทุนของนักพัฒนา เพราะนินเทนโด reportedly เสนอแค่การ์ดความจุ 64GB ให้กับค่ายภายนอก ขณะที่ให้การ์ดความจุเล็กกว่าสำหรับเกม first-party ของบริษัทเอง

เกมกายภาพยังควรอยู่ในห้วงเวลาของเรามากกว่านี้

หากเราเปรียบเกมในปัจจุบันกับสมัยก่อน เกมกายภาพไม่เพียงแค่เป็นของสะสมส่วนตัว แต่ยังเป็นสิ่งสำคัญต่อสิทธิในการใช้งานที่เป็นอิสระจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม หากเราปล่อยให้ Game-Key Cards กลายเป็นมาตรฐานโดยไม่มีการต่อต้านใดๆ นั่นอาจเป็นจุดจบของยุคที่ผู้เล่นยังได้ “เป็นเจ้าของ” เกมอย่างแท้จริง ถึงเวลาแล้วสำหรับแฟนเกมที่จะเหลือบตา และพูดว่า “ไม่” กับระบบที่อาจทำลายจริยธรรมของอุตสาหกรรมเกมในอนาคต

ที่มา – We Should Reject the Switch 2’s Bogus Game-Key Cards or This Will Be the End of Physical GamesNintendo’s semi-physical games for its new handheld set a dangerous precedent for ownership and software preservation.

ดาวเทียมวัดก๊าซเรือนกระจกอาจถูกทำลาย

รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกแผนงบประมาณประจำปี 2026 ที่อาจเป็นอันตรายต่อภารกิจวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดาวเทียมวัดก๊าซเรือนกระจก ที่มีบทบาทสำคัญต่อการติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์

ดาวเทียมวัดก๊าซเรือนกระจก ภารกิจสำคัญของนาซา

OCO-2 และ OCO-3 หรือที่เรียกว่า ดาวเทียมวัดก๊าซเรือนกระจก เป็นอุปกรณ์สองชุดที่ถูกออกแบบให้วัดความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศของโลกอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการณ์นี้ถูกนำมาใช้ในการวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรรม และพลังงานอย่างกว้างขวาง

ร่างงบประมาณที่เสนอโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ดาวเทียมวัดก๊าซเรือนกระจก ทั้งสองดวงอาจถูกยุติภารกิจอย่างถาวร โดยเฉพาะ OCO-2 ที่จะถูกทำลายภายใต้กระบวนการประกอบด้วยการเผาไหม้เมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

OCO-2 และ OCO-3 คืออะไร?

ดาวเทียมวัดก๊าซเรือนกระจก ถูกออกแบบให้วัดความเข้มข้นของก๊าซ CO₂ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์แสงที่ถูกดูดซับจากโมเลกุลของคาร์บอน ซึ่งข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของระบบคาร์บอนทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและจากกิจกรรมของมนุษย์

OCO-2 ถูกปล่อยสู่อวกาศเมื่อปี 2014 และ OCO-3 ถูกติดตั้งไว้ที่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เมื่อปี 2019 โครงการทั้งสองช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และติดตามประสิทธิภาพของแหล่งดูดซับคาร์บอนอย่างป่า และมหาสมุทรได้

  • ช่วยในการตรวจสอบแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนจากเมือง
  • สนับสนุนข้อมูลที่สำคัญต่อข้อตกลงปารีส
  • สามารถวัดการเกิดสังเคราะห์แสงของพืชได้

ความหมายของการยกเลิกดาวเทียม

หาก ดาวเทียมวัดก๊าซเรือนกระจก ถูกยุติอย่างถาวร จะเป็นการสูญเสียทางวิทยาศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่ ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมช่วยให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระดับโลก รวมถึงการตอบสนองของธรรมชาติต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เช่น ภัยแล้ง ไฟป่า และการตัดไม้ทำลายป่า

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้ยังสามารถประยุกต์นำไปใช้ในภาคเกษตรกรรม โดยการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของพืชและการเจริญเติบโตโดยอาศัยแสงสังเคราะห์จากดาวเทียมเหล่านี้

OCO-3 ยังมีความหวัง

ขณะที่อนาคตของ OCO-2 ดูเหมือนจะไม่แน่นอน แต่ OCO-3 ยังมีโอกาสในการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรหรือบริษัทต่างๆ ที่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา

ทางนาซายังคงเผยว่า ยังไม่มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการว่าจะยุติภารกิจทั้งสองดวง และความเคลื่อนไหวในสภาคองเกรสก็แสดงถึงการตั้งคำถามต่อการปิดภารกิจที่ถูกงบประมาณสนับสนุนโดยสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความไม่แน่นอนที่โครงการวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมต้องเผชิญในช่วงเวลานี้ ซึ่งส่งผลต่อกิจกรรมวิจัยในระดับนานาชาติและมาตรการรับมือภัยพิบัติที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

เราควรให้ความสำคัญกับบทบาทของเทคโนโลยีในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลก และต่อสู้เพื่อรักษาโครงการที่สำคัญเหล่านี้ไว้ เพื่อประโยชน์ของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

ที่มา – Trump Administration Moves to Destroy Satellite That Monitors Greenhouse GasesThe Orbiting Carbon Observatories have been a game-changer for agriculture and climate science. Now, NASA is under pressure to terminate them.