ทรัมป์เดือดบน Truth Social หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ทรัมป์เดือดบน Truth Social หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อ การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยเรียกร้องให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐลดลงเหลือ 1% หรือต่ำกว่านั้น

ความเคลื่อนไหวของเฟดเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูง ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น และความขัดแย้งระหว่างประเทศซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก แม้เฟดจะใช้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือสำคัญในการสกัดเงินเฟ้อ แต่นโยบายดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันหรือการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งได้โดยตรง

ทรัมป์เดือดบน Truth Social หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐเป็นประเทศที่มีเครดิตดีที่สุดในโลก และควรได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่านี้ เขาเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นการลงทุนใหม่ ทำให้ธุรกิจขยายตัว และทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ทรัมป์ยังวิจารณ์แนวคิดเรื่องการขาดดุลการค้า โดยมองว่าการขาดดุลเปรียบเสมือนการสูญเสียของประเทศ

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่าการหยุดการค้ากับประเทศส่วนใหญ่ที่สหรัฐขาดดุลด้วยอาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เพราะการค้าระหว่างประเทศเชื่อมโยงกับราคาสินค้า การจ้างงาน รายได้ของบริษัท และความสามารถในการแข่งขันของผู้บริโภค หากมีการจำกัดการนำเข้าอย่างรุนแรง ต้นทุนสินค้าหลายประเภทอาจสูงขึ้น และอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อ

ทรัมป์เดือดบน Truth Social หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนความขัดแย้งด้านนโยบาย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้นักลงทุนในแวดวงเทคโนโลยีและเงินร่วมลงทุนจำนวนหนึ่งคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงหลังทรัมป์กลับมามีอำนาจในปี 2025 หลายฝ่ายเชื่อว่าฝ่ายบริหารจะพยายามผลักดันเฟดให้ใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อช่วยส่งเสริมการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจเกิดใหม่

แต่การประชุมครั้งล่าสุดกลับแสดงให้เห็นว่าเฟดยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ ประธานเฟดเควิน วอร์ช ระบุว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและเป็นปัญหามานานเกินไป เขาจึงสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยร่วมกับคณะกรรมการเฟดคนอื่น ๆ อย่างเป็นเอกฉันท์ ท่าทีดังกล่าวอาจทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลางมากขึ้น

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและตลาดการเงิน

ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 3.1% นั่นหมายความว่าราคาสินค้ากำลังเพิ่มเร็วกว่ารายได้ของประชาชน ผู้บริโภคจึงต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการในปริมาณเท่าเดิม ภาวะนี้ส่งผลต่อกำลังซื้อและทำให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ตลาดหุ้นก็มีปฏิกิริยาเชิงลบต่อการขึ้นดอกเบี้ย ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 1.5% ในช่วงหนึ่ง ก่อนฟื้นตัวเล็กน้อยและปิดตลาดลดลง 619 จุด หรือประมาณ 1.1% นักลงทุนกังวลว่าดอกเบี้ยสูงจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทเพิ่มขึ้น และอาจทำให้การลงทุนในโครงการใหม่ชะลอตัว

  • ต้นทุนสินเชื่อสูงขึ้น: ผู้บริโภคและธุรกิจต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้มากกว่าเดิม
  • การลงทุนอาจชะลอ: บริษัทสตาร์ตอัปและธุรกิจเทคโนโลยีอาจระดมทุนได้ยากขึ้น
  • กำลังซื้ออ่อนตัว: ครัวเรือนมีเงินเหลือใช้ลดลงเมื่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้น
  • ตลาดผันผวน: นักลงทุนอาจย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น

สงครามและราคาพลังงานเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ

อีกปัจจัยสำคัญคือความขัดแย้งในอิหร่านและสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันของโลก น้ำมันประมาณ 20% ของโลกต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว เมื่อการขนส่งมีความเสี่ยง ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐแตะระดับ 6.31 ดอลลาร์ต่อแกลลอน จากเดิมประมาณ 3.70 ดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ราคาดีเซลที่สูงไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ขับรถเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อรถบรรทุก เรือขนส่ง โรงงาน และระบบกระจายสินค้า เมื่อค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตมักส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า ตั้งแต่อาหารสด เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่บางฝ่ายตั้งคำถามว่าการขึ้นดอกเบี้ยสามารถแก้เงินเฟ้อจากปัญหาพลังงานได้มากน้อยเพียงใด

ราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศสหรัฐก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 397 ดอลลาร์ เทียบกับ 288 ดอลลาร์ในปีก่อน การเดินทางที่แพงขึ้นทำให้ผู้บริโภคต้องจัดสรรงบประมาณใหม่ และอาจกระทบธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร และภาคบริการที่พึ่งพาการเดินทางของประชาชน

แนวโน้มดอกเบี้ยในระยะต่อไป

เฟดส่งสัญญาณว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 หรือ 3 ครั้งในอนาคต โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะปรับขึ้นอย่างน้อยอีกหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี หากเงินเฟ้อยังคงสูง เฟดอาจเลือกใช้นโยบายเข้มงวดต่อ แม้จะรู้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนก็ตาม

สถานการณ์นี้ทำให้จุดยืนของทรัมป์กับเฟดแตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝ่ายประธานาธิบดีต้องการดอกเบี้ยต่ำเพื่อเร่งการลงทุนและการเติบโต ขณะที่เฟดต้องการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำหรับประชาชนทั่วไป ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับว่านโยบายใดสามารถรักษาสมดุลระหว่างค่าครองชีพ การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุด

โดยส่วนตัวแล้ว การลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่หากเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย ก็อาจทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอีก ผู้ติดตามข่าวเศรษฐกิจควรจับตาข้อมูลเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และถ้อยแถลงของเฟดอย่างใกล้ชิด หากบทความนี้ช่วยให้คุณเข้าใจประเด็นมากขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวเศรษฐกิจและแชร์ข้อมูลให้คนรอบตัว เพื่อร่วมกันประเมินผลกระทบของดอกเบี้ยต่อชีวิตประจำวันอย่างรอบด้าน

ที่มา – Trump Flips Out on Truth Social as Fed Hikes Interest Rates

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *