ผู้เขียน: lalika69_admin

รื้อถอน สน.สามเสน คืบหน้าเกินคาด! ชัชชาติเตรียมคืนผิวจราจรหลังเปิดเทอม

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวอัพเดตเรื่องการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน คืบหน้าเกินคาด! ชัชชาติเตรียมคืนผิวจราจรหลังเปิดเทอม มาฝากกันครับ ใครที่ใช้เส้นทางนั้น หรือติดตามข่าวนี้อยู่ คงอยากรู้ความคืบหน้าล่าสุดใช่มั้ยล่ะครับ

จากรายงานล่าสุด การรื้อถอนอาคารสถานีตำรวจนครบาล (สน.) สามเสน คืบหน้าไปมาก เจ้าหน้าที่ยังคงฉีดน้ำลดฝุ่นตลอดการทำงาน และเตรียมวางระบบท่อระบายน้ำเพื่อสร้างทางลาด (Ramp) เชื่อมกับถนนสุโขทัยคืนให้กับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล

ธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เผยว่า การรื้อถอนดำเนินไปแล้วกว่า 50% และคาดว่าจะเสร็จเร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ 20 วัน! ฟังแล้วชื่นใจแทนคนที่ต้องใช้เส้นทางนั้นเป็นประจำเลยครับ

เศษวัสดุจากการรื้อถอนจะถูกย่อยและขนย้ายออกนอกพื้นที่ในช่วงเวลากลางคืน เพื่อลดผลกระทบต่อการจราจรในช่วงกลางวัน หลังจากรื้อถอนเสร็จ จะมีการถมดิน ตรวจสอบความแน่นของดิน และความมั่นคงแข็งแรงของอาคารโดยรอบ ก่อนอนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าพักอาศัยได้ตามปกติ

การสร้างทางลาดคืนให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาล จะเริ่มหลังวางระบบท่อระบายน้ำเสร็จสิ้น โดยต้องรอให้การรื้อถอนอาคารจบก่อน เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงานในพื้นที่ และแน่นอนว่าต้องมีการหารือเรื่องการคืนพื้นผิวจราจรว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนสัญจรได้เมื่อไหร่

วัชรพล คงสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง จาก รฟม. มั่นใจว่าการถมทรายก่อนหน้านี้ช่วยป้องกันการเคลื่อนตัวของอาคารโดยรอบได้ และยังคงดำเนินงานด้วยความระมัดระวัง พร้อมตรวจวัดค่าระดับน้ำใต้ดินและเสถียรภาพดินตลอดเวลา

รื้อถอนอาคาร สน.สามเสน คืบหน้าเกินคาด! ชัชชาติเตรียมคืนผิวจราจรหลังเปิดเทอม จริงหรือ?

ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว อัพเดทความคืบหน้าว่าการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน ดำเนินการไปแล้วประมาณ 70% ควบคู่กับการเตรียมพื้นที่วางท่อระบายน้ำ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันเสาร์นี้ (25 ตุลาคม)

อย่างไรก็ตาม ชัชชาติยอมรับว่าอาจจะยังไม่สามารถเปิดพื้นผิวการจราจรได้ในเร็ววันนี้ เนื่องจากจะมีการเปิดภาคเรียนในวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม จึงต้องวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ อาจมีการพิจารณาเพิ่มรถ Shuttle Bus เพื่อให้บริการรับ-ส่งนักเรียนเพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะเข้าหารือเพื่อสรุปเรื่องดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ (24 ตุลาคม)

ทำไมการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน คืบหน้าเกินคาด! ชัชชาติเตรียมคืนผิวจราจรหลังเปิดเทอม ถึงสำคัญ?

การรื้อถอนและคืนผิวจราจรบริเวณ สน.สามเสน มีผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลวชิรพยาบาล หรือใช้เส้นทางนั้นเป็นประจำ การที่การรื้อถอนคืบหน้าเร็วกว่ากำหนด จึงเป็นข่าวดีที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ และทีมงาน

สิ่งที่น่าสนใจคือ: การที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เน้นย้ำถึงการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบก่อนเปิดพื้นผิวการจราจร แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเปิดภาคเรียน

เทรนด์ที่น่าจับตา: การใช้เทคโนโลยี เช่น การไลฟ์สดผ่าน Facebook เพื่ออัพเดทสถานการณ์และสื่อสารกับประชาชนโดยตรง กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการเมืองและสร้างความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ

โดยสรุปแล้ว การรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน คืบหน้าเกินคาด! ชัชชาติเตรียมคืนผิวจราจรหลังเปิดเทอม ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ใช้เส้นทางนั้นเป็นประจำ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเมืองของกรุงเทพมหานคร

Call to Action: เพื่อนๆ คิดว่าการเพิ่มรถ Shuttle Bus เป็นทางออกที่ดีหรือไม่? หรือมีข้อเสนอแนะอื่นๆ ที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงเปิดภาคเรียนได้บ้าง? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยนะครับ!

ที่มา – เดินหน้ารื้อถอนอาคาร สน.สามเสน คาดเสร็จเร็วกว่ากำหนด ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เผยคืบ 70% เตรียมวางแผนคืนผิวจราจรหลังเปิดเทอม

สรุปสิ่งที่ไทย-กัมพูชาได้จากประชุม JBC-GBC สัปดาห์นี้

สวัสดีครับทุกคน! สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลลัพธ์จากการประชุมระดับสูงถึงสองเวทีด้วยกัน นั่นคือ การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เรามาสรุปกันแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า สิ่งที่ไทย-กัมพูชาได้ล่าสุดจากวงประชุม JBC-GBC ตลอดสัปดาห์นี้ มีอะไรบ้าง

สรุปผลการประชุม JBC-GBC: สิ่งที่ไทย-กัมพูชาได้ล่าสุด

เป้าหมายหลักของการประชุมทั้งสองคือ การหาทางออกร่วมกันเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันดังนี้

  • สำรวจหลักเขตแดนที่ชำรุด: ไทยและกัมพูชาจะร่วมกันสำรวจหลักเขตแดนที่เสียหาย จำนวน 15 หลัก เพื่อทำการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่
  • ประเด็นรั้วชายแดน: เรื่องของการสร้างรั้วชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องนี้

รายละเอียดการประชุมแต่ละเวที:

การประชุม JBC (Joint Boundary Commission)

การประชุม JBC จัดขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี ประเทศไทย มีวาระสำคัญคือ การหารือเรื่องการรุกล้ำพื้นที่ของประชาชนกัมพูชาบริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว และการแจ้งให้กัมพูชารับทราบถึงแผนการสร้างรั้วเชื่อมหลักเขตแดนของไทย

การประชุม GBC (General Border Committee)

ส่วนการประชุม GBC จัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีวาระสำคัญคือ การขับเคลื่อนข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการประชุมครั้งก่อน ซึ่งครอบคลุมประเด็นต่างๆ เช่น การถอนอาวุธหนัก, การเก็บกู้ทุ่นระเบิด, ความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Cyber Scam), และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ

ความคืบหน้าและข้อสรุปที่น่าสนใจ:

ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว มีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำจาก “การย้ายออกจากพื้นที่” เป็น “ปรับการครอบครองที่ดิน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการเจรจาของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจริงยังต้องรอผลการสำรวจพื้นที่ให้เสร็จสิ้นก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกพอสมควร

ประเด็นเรื่องการสร้างรั้วชายแดน แม้จะยังไม่มีข้อสรุปในการประชุม JBC เนื่องจากข้อจำกัดด้านอำนาจการตัดสินใจของฝ่ายกัมพูชา แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือกันอีกครั้งในการประชุม GBC

สิ่งที่ไทย-กัมพูชาได้ล่าสุดจากวงประชุม JBC-GBC ตลอดสัปดาห์นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสานสัมพันธ์และแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดนอย่างสันติวิธี การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการประชุม GBC ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการลดความตึงเครียดและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

มองไปข้างหน้า:

การประชุม JBC ครั้งต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนมกราคม 2569 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้สานต่อความร่วมมือและแก้ไขปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ต่อไป

โดยรวมแล้ว การประชุม JBC และ GBC ในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งไทยและกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณบวกที่น่าจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต และหวังว่าเราจะได้เห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในการประชุมครั้งต่อๆ ไปนะครับ

ที่มา – สิ่งที่ไทย-กัมพูชาได้ล่าสุดจากวงประชุม JBC-GBC ตลอดสัปดาห์นี้

รมว.กลาโหม บินมาเลเซีย ถก GBC จ่อหารือสร้างรั้ว: เจาะลึกเบื้องหลัง!

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาเจาะลึกประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่จับตามองกันครับ นั่นก็คือเรื่องที่ พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งที่ 2/2568 ครับ

แต่ประเด็นที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การประชุม GBC อย่างเดียวเท่านั้นนะครับ เพราะมีการพูดถึงเรื่องการสร้างรั้วชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาต่อจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่ผ่านมา ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้ กลายเป็นว่าเรื่องนี้ต้องถูกยกไปหารือกันในวง GBC แทน เรื่องนี้เป็นที่มาของหัวข้อหลักของเราวันนี้ นั่นก็คือ รมว.กลาโหม บินมาเลเซีย ถก GBC จ่อหารือสร้างรั้ว นั่นเอง

รมว.กลาโหม บินมาเลเซีย ถก GBC จ่อหารือสร้างรั้ว: เกิดอะไรขึ้น?

ก่อนเดินทาง พล.อ. ณัฐพล ได้ให้สัมภาษณ์ว่าการประชุม GBC ครั้งนี้มีความคืบหน้าไปกว่า 90% แล้ว เหลือเพียงรายละเอียดเล็กน้อยที่ต้องพูดคุยเพิ่มเติม แต่ประเด็นเรื่องการสร้างรั้วที่ JBC ไม่สามารถตัดสินใจได้ก็จะถูกนำไปหารือในวง GBC อย่างแน่นอน ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่าผลลัพธ์ของการหารือครั้งนี้จะเป็นอย่างไร

นอกจากประเด็นเรื่องรั้วแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น เรื่องการถอนอาวุธ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการร่วมกัน และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

รายละเอียดการประชุม GBC ที่ควรรู้

  • การถอนอาวุธ: เห็นชอบแผนปฏิบัติการร่วม มอบหมายให้ มทภ. 2 ของไทย และ ผู้บัญชาการภูมิภาค ทหารที่ 4 ของกัมพูชา เป็นผู้รับผิดชอบ
  • การเก็บกู้ทุ่นระเบิด: เห็นชอบมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติ จะเริ่มดำเนินการในพื้นที่นำร่องจังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 25 ตุลาคม
  • การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี: เห็นชอบแผนปฏิบัติการร่วม จัดตั้งชุดปฏิบัติการร่วม

ในส่วนของการประชุม JBC สมัยวิสามัญที่จังหวัดจันทบุรี ทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม ดำเนินการสร้างหลักเขตแดนใหม่เพื่อทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่ชำรุดหรือสูญหาย และเร่งรัดการแก้ไข TOR 2003 รวมถึงจัดทำแผนที่ภาพถ่ายและหลักเขตแดนที่ 42-47 อีกด้วย

ที่สำคัญ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะกำชับให้หน่วยงานท้องถิ่นรับประกันความปลอดภัยให้กับชุดสำรวจจากทุ่นระเบิด เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่นและป้องกันความตึงเครียดที่อาจจะเกิดขึ้น

การประชุม JBC ครั้งต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2569 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

จากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า รมว.กลาโหม บินมาเลเซีย ถก GBC จ่อหารือสร้างรั้ว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเจรจาความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ยังมีอีกหลายประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญและพยายามหาทางออกร่วมกัน

ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมมองว่าการสร้างรั้วชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การหารือในวง GBC จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปก็คือ ผลการหารือเรื่องรั้วในวง GBC จะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีแนวทางอื่นใดในการรักษาความมั่นคงและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นกันได้เลยนะครับ

ที่มา – รมว.กลาโหม บิน​ มาเลเซีย ​ถก​ GBC​ จ่อหารือแนวทางสร้างรั้ว​ต่อ​ เหตุวงเจรจา​ JBC​ กัมพูชาปัดมีอำนาจตัดสินใจ

Elon Musk กับภัยคุกคามสู่สถานะมหาเศรษฐีล้านล้าน

Elon Musk ซีอีโอของ Tesla กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีคนแรกของโลกที่มีทรัพย์สินแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากนักลงทุนโหวตเห็นชอบกับแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้

ในการประชุมผลประกอบการไตรมาสที่สามของบริษัทเมื่อวันพุธที่ผ่านมา Musk กล่าวว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน แต่เขาต้องการอำนาจในการลงคะแนนเสียงที่มาพร้อมกับมัน

“ผมไม่สบายใจที่จะสร้างกองทัพหุ่นยนต์ หากผมไม่มีอิทธิพลอย่างน้อยก็ในระดับที่แข็งแกร่ง” Musk กล่าว พร้อมเสริมว่าเขากำลังมองหาอำนาจในการลงคะแนนเสียงใน “ช่วงกลางๆ ประมาณ 20%” ปัจจุบัน Musk มีอำนาจในการลงคะแนนเสียงประมาณ 13.5% และแผนที่เสนอจะทำให้เขาสามารถเพิ่มสัดส่วนนั้นได้อีก 12% ในช่วงทศวรรษหน้า

ที่ปรึกษาด้านพร็อกซี Institutional Shareholder Services และ Glass Lewis ได้เรียกร้องให้นักลงทุนของ Tesla ปฏิเสธแผนนี้ เนื่องจากอาจทำให้มูลค่าบริษัทลดลงและความกังวลเกี่ยวกับรายละเอียดของข้อเสนอ

ในการประชุมผลประกอบการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา Musk เรียกทั้งสองบริษัทว่า “ผู้ก่อการร้ายองค์กร”

“กองทัพหุ่นยนต์” ที่ Musk กำลังต่อสู้เพื่อสร้างคือโครงการหุ่นยนต์ Optimus ของบริษัท ในการประชุมผลประกอบการ Musk กล่าวว่า Tesla จะเปิดตัว Optimus V3 ในช่วงต้นปีหน้า และเรียกหุ่นยนต์เหล่านี้ว่า “กลไกสร้างเงินอนันต์” พร้อมกล่าวอ้างถึงศักยภาพของพวกมันอย่างกล้าหาญ

หัวหน้า Tesla กล่าวว่าหุ่นยนต์สามารถผลิต “น่าจะ 5 เท่าของผลผลิตของคนต่อปี” และหนึ่งในนั้นจะกลายเป็น “ศัลยแพทย์ที่น่าทึ่ง”

“มันจะไม่เหมือนหุ่นยนต์เลย มันจะเหมือนคนในชุดหุ่นยนต์” Musk กล่าว “มันจะดูสมจริงมากจนคุณต้องลองจิ้มมัน เพื่อเชื่อว่ามันเป็นหุ่นยนต์จริงๆ”

มหาเศรษฐีรายนี้ขึ้นชื่อเรื่องการกล่าวอ้างและกำหนดเวลาที่มองโลกในแง่ดี ซึ่งมักจะไม่เป็นไปตามที่เขาคาดหวังเสมอไป

บริษัทส่งมอบยานยนต์จำนวนเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะรักษากำไรไว้ได้ ซึ่งผู้บริหารของ Tesla อ้างว่าเป็นผลกระทบจากภาษีที่กำหนดโดยประธานาธิบดี Trump (ซึ่ง Musk รณรงค์อย่างหนักเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง)

เมื่อเครดิตภาษี EV หมดไป Tesla กำลังมองไปในเส้นทางที่จะไม่มีการส่งมอบยานยนต์ที่เป็นสถิติมากนัก อาจเป็นเพราะเหตุนี้ บริษัทจึงหันมาให้ความสนใจกับ AI และหุ่นยนต์มากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนมูลค่าให้กับบริษัท และการประชุมผลประกอบการเมื่อวันพุธก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของสิ่งนั้น

Tesla คาดว่าจะกำจัด คนขับเพื่อความปลอดภัย ในรถแท็กซี่หุ่นยนต์ของบริษัท “อย่างน้อยในพื้นที่ส่วนใหญ่ของ Austin ภายในสิ้นปีนี้” Musk กล่าวในการประชุมผลประกอบการ

ปัจจุบัน Tesla ให้บริการรถแท็กซี่หุ่นยนต์ขับเคลื่อนด้วยตนเองในสองเมือง: Austin และ San Francisco ในทั้งสองเมือง รถแท็กซี่หุ่นยนต์มีผู้ตรวจสอบความปลอดภัยที่เป็นมนุษย์ในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาด การผจญภัยรถแท็กซี่หุ่นยนต์ของ Tesla จนถึงตอนนี้เต็มไปด้วยการตรวจสอบ ด้านกฎระเบียบ และ ปัญหาทางกฎหมาย

มีรายงานว่าบริการนี้จะขยายการดำเนินงานไปยังสถานที่ใหม่ๆ ด้วย Tesla คาดว่ารถแท็กซี่หุ่นยนต์จะเปิดให้บริการในเขตเมืองแปดถึงสิบแห่ง รวมถึงใน Nevada, Florida และ Arizona ภายในสิ้นปีนี้ ตลาดใหม่เหล่านั้นจะเริ่มต้นด้วยผู้ตรวจสอบความปลอดภัยอย่างน้อยในช่วงสามเดือนแรก Musk กล่าว

คู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของ Tesla ในด้านรถแท็กซี่หุ่นยนต์ Waymo ดำเนินงานในห้าเขตเมือง และมีแผนที่จะเปิดตัวในอีกห้าแห่ง

ทั่วโลกยานยนต์ ยานยนต์อัตโนมัติเป็นประเด็นร้อนแรงของวันเมื่อวันพุธ

การประชุมผลประกอบการไตรมาสที่สามของบริษัทเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่คู่แข่งอย่าง GM เปิดเผยแผนการเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เพียงแต่ไม่ต้องใช้มือ แต่ยังไม่ต้อง “ละสายตา” ภายในปี 2028 ท่ามกลางเสียงเชียร์และการปรบมือจากนักลงทุน Musk ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการรับประกันนักลงทุนว่าความคิดริเริ่มด้านปัญญาประดิษฐ์และการขับขี่อัตโนมัติของบริษัทกำลังขยายขนาด “อย่างมหาศาล”

Musk กล่าวว่า Tesla ประสบความสำเร็จในเรื่อง “ความชัดเจน” เกี่ยวกับการขับขี่ด้วยตนเองเต็มรูปแบบโดยไม่มีผู้ควบคุม และตอนนี้รู้สึกมั่นใจในการขยายการผลิตของ Tesla ให้เร็วที่สุด

“ณ จุดนี้ ผมรู้สึกมั่นใจ 100% ว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาการขับขี่ด้วยตนเองเต็มรูปแบบโดยไม่มีผู้ควบคุมได้ในระดับความปลอดภัยที่สูงกว่ามนุษย์คนใดคนหนึ่ง” Musk กล่าว

Musk ยังอ้างว่า Tesla ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองจะดีกว่ามนุษย์ในการมองหาจุดจอดรถว่างเปล่า ด้วยวิสัยทัศน์ 360 องศาและปัญญาขั้นสูง

“ผมมั่นใจที่จะบอกว่า Tesla มีความหนาแน่นของปัญญาประดิษฐ์สูงสุด เมื่อคุณดูที่ปัญญาต่อกิกะไบต์ ผมคิดว่า Tesla AI น่าจะดีกว่าคนอื่นๆ ประมาณหนึ่งลำดับขั้น” Musk กล่าว

ในช่วงที่เขาพูดพล่าม มหาเศรษฐียังอ้างว่ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองของ Tesla จะฉลาดเกินไปจนเป็นผลเสียต่อตัวมันเองเอง

“มันอาจจะเบื่อ” เขากล่าว

Elon Musk กับภัยคุกคามสู่สถานะมหาเศรษฐีล้านล้าน

เรื่องราวของ Elon Musk กับภัยคุกคามสู่สถานะมหาเศรษฐีล้านล้าน นั้นน่าติดตามอย่างยิ่ง เขาเผชิญกับความท้าทายมากมายในการที่จะก้าวไปสู่จุดนั้น

ความเห็นเกี่ยวกับ Elon Musk ผู้ที่อาจเป็นมหาเศรษฐีล้านล้านคนแรก

อนาคตของ Tesla และ Elon Musk นั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่นของเขานั้นปฏิเสธไม่ได้

Elon Musk กับภัยคุกคามสู่สถานะมหาเศรษฐีล้านล้าน จะเป็นอย่างไรต่อไป เราคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘Corporate Terrorists’ May Stand in the Way of Elon Musk’s Trillionaire Status, He Claims

โจ โรแกน หลงเชื่อทวีตปลอมทรัมป์ เรื่อง ประท้วง No Kings

โจ โรแกน เป็นพอดแคสเตอร์ชื่อดังของอเมริกา โดยมีผู้ฟังเฉลี่ยประมาณ 20 ล้าน คนต่อสัปดาห์ แต่โรแกนกลับหลงเชื่อรูปภาพและวิดีโอปลอมบนโลกออนไลน์อยู่เสมอ แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะถูกเปิดโปงไปแล้วก็ตาม ตัวอย่างล่าสุดคือ โรแกน หลงเชื่อทวีตปลอมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งอ้างว่าเป็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ในตอนล่าสุดของโรแกน มีแขกรับเชิญคือ ฟรานซิส ฟอสเตอร์ และคอนสแตนติน คิซิน นักวิจารณ์การเมืองชาวอังกฤษทั้งสองคน ซึ่งทั้งสามคนได้พูดคุยกันเกี่ยวกับ การประท้วง No Kings ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม การประท้วงดังกล่าวมีผู้คนหลายล้านคนออกมาเดินขบวนบนท้องถนนเพื่อต่อต้านทรัมป์ และโรแกนพยายามที่จะลดความสำคัญของความพยายามนั้น โดยยืนยันว่าผู้คนได้รับการว่าจ้างให้อยู่ที่นั่น และผู้ที่ไม่ได้ค่าจ้างก็เป็นเพียง “คนแก่”

โรแกนยังอ้างอีกว่า หากมีการอนุญาตให้มีการประท้วงเกิดขึ้นได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ไม่สามารถเป็นกษัตริย์ได้ จากนั้นเขาก็ได้พูดถึงทวีตปลอมที่เขาเห็น ซึ่งเป็นโพสต์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ดูเหมือนมาจากประธานาธิบดีบน Truth Social

“เปล่า เขาไม่ได้ส่งกองทหารไปหยุดการประท้วง” โรแกน กล่าว “ในความเป็นจริง เขาแสดงความยินดีกับพวกเขาที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และเขากล่าวว่าฉันยังคงเป็นประธานาธิบดีของคุณอยู่ ทวีตนี้ตลกมาก มันตลกมากจริงๆ” แขกรับเชิญคนหนึ่งของโรแกนกล่าวแทรกขึ้นมาว่า “ใช่ ฉันเห็นแล้ว” พร้อมกับหัวเราะ

โรแกนบอกโปรดิวเซอร์ของเขาให้ดึงทวีตขึ้นมา แม้ว่าดูเหมือนว่าเขากำลังมีปัญหาในการค้นหามัน “ลองดูใน Truth Social สิ” โรแกนบอกโปรดิวเซอร์ที่อยู่นอกหน้าจอ “คุณอาจจะหารูปภาพของมันได้ เพราะมันถูกโพสต์ไปทั่ว”

ทวีตปลอมที่โรแกนดูเหมือนจะพูดถึง มีข้อความว่า “ขอขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับผู้ประท้วง ‘No Kings’ ทุกคนเมื่อวานนี้! ฉันกังวลมากว่ามีกษัตริย์พยายามเข้ามาแทนที่ฉัน แต่ต้องขอบคุณความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของคุณ ฉันยังคงเป็นประธานาธิบดีของคุณอยู่! ทำได้ดีมากทุกคน!!!” แต่มันไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องจริงเลย

ดูเหมือนว่าโปรดิวเซอร์จะไม่พบโพสต์ดังกล่าว อาจเป็นเพราะเขาไม่อยากบอกโรแกนว่ามันเป็นของปลอม มันไม่ใช่แม้แต่ทวีตปลอมล่าสุด มันเริ่มเผยแพร่ครั้งแรกในช่วงวัน No Kings วันแรกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ภาพหน้าจอเป็นไวรัลเมื่อเดือนมิถุนายนบนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น X และ Instagram ดังที่ Daily Beast ตั้งข้อสังเกตไว้ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของประธานาธิบดี ได้แชร์ทวีตปลอม แต่ยอมรับว่าเป็นของปลอม

มาเรีย บาร์ติโรโม ผู้ดำเนินรายการ Fox Business ก็ได้แชร์โพสต์ปลอมเมื่อเดือนมิถุนายนเช่นกัน แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่ามัน ไม่ใช่เรื่องจริง ดูเหมือนว่าโพสต์ดังกล่าวจะแพร่กระจายอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ แต่ Gizmodo ไม่พบตัวอย่างใดๆ ที่เป็นไวรัลโดยเฉพาะในช่วงหลัง

โรแกนพูดพล่ามเกี่ยวกับการประท้วงในรายการของเขา และอ้างว่ามันเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับการรณรงค์หาเสียงประธานาธิบดีปี 2024 ของกมลา แฮร์ริส ผู้จัดรายการพอดแคสต์ยืนกรานว่าการรณรงค์ของแฮร์ริส “เติมเต็มสนามกีฬา” ด้วยผู้คนที่ได้รับค่าจ้างให้อยู่ที่นั่น ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลความจริง โรแกนกล่าวว่ามัน “กลายเป็นงาน” สำหรับผู้คนที่เข้าร่วมในการชุมนุมของแฮร์ริส และ “ไม่ควรถูกกฎหมาย” เพราะมันคือ “การหลอกลวง”

อย่างไม่น่าเชื่อ ความคิดเห็นที่แท้จริงของทรัมป์เกี่ยวกับการประท้วง No Kings นั้นรุนแรงกว่าฉบับปลอมที่โรแกนเน้นในวันพุธเสียอีก ในความเป็นจริง ทรัมป์ได้แชร์วิดีโอ AI บน Truth Social ที่แสดงให้เห็นว่าเขาขับเครื่องบินรบและทิ้งขยะใส่ผู้ประท้วง

Trump’s Truth Social account just posted this AI video of him flying a fighter jet that reads “King Trump.”

AI Trump is wearing a crown while he dumps shit on protesters. He’s such a pathetic little man.

[image or embed]

— Matt Novak (@paleofuture.bsky.social) October 18, 2025 at 6:39 PM

โรแกนไม่ใช่คนที่ฉลาดเป็นพิเศษ แต่เขามีผู้ฟังจำนวนมหาศาลนับล้าน และเขามักจะหลงเชื่อเรื่องไร้สาระปลอมๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ AI ของทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา หรือทวีตเกี่ยวกับ “อุโมงค์ของชาวยิว” ที่มาจากบัญชีปลอมที่มีตัวละครอย่าง Dick Stroker

เราคงไม่รอดในฐานะประเทศ ใช่ไหม?

โจ โรแกน หลงเชื่อทวีตปลอมทรัมป์ เรื่อง ประท้วง No Kings

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อและเผยแพร่ต่อ แม้แต่คนดังอย่างโจ โรแกนก็ยังตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมได้ง่ายๆ เราจึงควรระมัดระวังในการรับข้อมูลข่าวสารและพิจารณาแหล่งที่มาให้ถี่ถ้วนก่อนเสมอ

ทำไมโจ โรแกน ถึง หลงเชื่อทวีตปลอมทรัมป์ เรื่อง ประท้วง No Kings?

เหตุผลที่โจ โรแกน หลงเชื่อทวีตปลอมทรัมป์ เรื่อง ประท้วง No Kings นั้นอาจเป็นเพราะความคุ้นเคยกับสไตล์การทวีตของทรัมป์ และความเชื่อมั่นในข้อมูลที่เขาได้รับมาโดยไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้ การที่ทวีตปลอมดังกล่าวมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางก็อาจทำให้โรแกนเข้าใจผิดว่ามันเป็นเรื่องจริง

การที่บุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างโจ โรแกน หลงเชื่อและเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนั้น ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสังคม เพราะผู้คนจำนวนมากให้ความเชื่อถือในสิ่งที่เขาพูด การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแพร่กระจายข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้

ดังนั้น เราทุกคนจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะเชื่อและเผยแพร่ต่อ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมและการแพร่กระจายข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

โจ โรแกน หลงเชื่อทวีตปลอมทรัมป์ เรื่อง ประท้วง No Kings เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับสังคม

ที่มา – Joe Rogan Falls for Fake Trump Tweet About the No Kings Protest

Amazon จ่ายแค่ 20 ล้านเหรียญเพื่อเป็นเจ้าของ James Bond

ต้นปี 2025 เราได้ทราบว่า Amazon ได้ ควบคุมความคิดสร้างสรรค์ เหนือแฟรนไชส์ James Bond ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นไม่กี่ปีหลังจากที่ Amazon ใช้เงิน 8.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อเข้าซื้อ MGM Studios ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ Bond และมีแคตตาล็อกภาพยนตร์และรายการทีวีมากมาย แม้ว่าจะมีแรงผลักดันไปข้างหน้าสำหรับภาพยนตร์ Bond เรื่องใหม่ในที่สุด โดยมี Denis Villeneuve อยู่เบื้องหลัง รายงานฉบับใหม่ระบุว่าป้ายราคาที่ต่ำอย่างน่าประหลาดใจ (เมื่อเทียบกัน) สำหรับสิทธิ์ในการสร้างสรรค์เหล่านั้น: 20 ล้านดอลลาร์

Deadline เป็นแหล่งข่าว โดยอธิบายว่า “EON Productions ซึ่งเป็นบริษัทที่ควบคุมโดย Michael G. Wilson และ Barbara Broccoli ได้ยื่นรายงานผลประกอบการในสหราชอาณาจักร ซึ่งเผยให้เห็นว่า Amazon MGM Studios จ่ายเงิน 20 ล้านดอลลาร์สำหรับหุ้นใน 007” ทางร้านระบุว่าก่อนหน้านี้ข้อตกลงนี้ถูกประเมินไว้สูงกว่ามาก (1 พันล้านดอลลาร์ ตามรายงานของ Deadline) แม้ว่า “โครงสร้างของกิจการร่วมค้ายังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด และอาจรวมถึงตัวเลือกหุ้นของ Amazon”

เมื่อพิจารณาว่า Amazon ทุ่มเงิน ประมาณ 250 ล้านดอลลาร์ เพื่อสิทธิ์ในการสร้าง The Lord of the Rings: The Rings of Power ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่รวมอยู่ใน งบประมาณการผลิต 465 ล้านดอลลาร์ของรายการ 20 ล้านดอลลาร์นั้นให้ความรู้สึกเหมือนเป็นข้อตกลงแห่งศตวรรษ

แน่นอน คุณต้องสันนิษฐานว่าบริษัทจะทุ่มเงินมากกว่านั้นหลายเท่าเมื่อภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ Villeneuve เริ่มต้นขึ้น โดยมีกำหนดเริ่มต้นในปี 2027

ในระหว่างนี้ เรายังคงรอฟังว่านักแสดงคนใดจะรับบทเป็นตัวละครที่เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งก็คือชายผู้มีค่าตัว 20 ล้านดอลลาร์ หากคุณต้องการ ตาม รายงานล่าสุด อาจไม่มีข่าวในด้านนั้นจนกว่า Dune: Part Three จะเสร็จสิ้นก่อนที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 18 ธันวาคม 2026

อยากได้ข่าว io9 เพิ่มไหม? ลองดูว่าเมื่อไหร่จะคาดหวัง Marvel, Star Wars, และ Star Trek ล่าสุดได้, อะไรคือสิ่งต่อไปสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี, และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who.

Amazon จ่ายแค่ 20 ล้านเหรียญเพื่อเป็นเจ้าของ James Bond

การที่ Amazon ได้สิทธิ์ในการสร้างสรรค์ James Bond ในราคาเพียง 20 ล้านเหรียญนั้น ถือว่าเป็นดีลที่คุ้มค่าอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่พวกเขาลงทุนไปกับคอนเทนต์ต่างๆ

ทำไม Amazon ถึงยอมจ่ายแค่ 20 ล้านเหรียญเพื่อเป็นเจ้าของ James Bond?

คำถามที่น่าสนใจคือ เหตุใด Amazon ถึงได้สิทธิ์ในการควบคุมแฟรนไชส์ James Bond ในราคาที่ค่อนข้างต่ำเช่นนี้ อาจเป็นเพราะโครงสร้างของข้อตกลงที่ซับซ้อน หรืออาจเป็นเพราะ EON Productions ยังคงมีอำนาจควบคุมบางส่วนเหนือทิศทางของแฟรนไชส์ อย่างไรก็ตาม, การที่ Amazon ได้ ควบคุมความคิดสร้างสรรค์ ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะนำเสนอ James Bond ในรูปแบบใหม่ๆ และดึงดูดผู้ชมรุ่นใหม่ๆ

การลงทุนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Amazon ในการเป็นผู้เล่นหลักในวงการบันเทิง และการที่พวกเขามีแฟรนไชส์ James Bond อยู่ในมือ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของพวกเขาอย่างแน่นอน การตัดสินใจให้ Denis Villeneuve มากำกับหนัง James Bond ภาคใหม่เป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่ง

แน่นอนว่าการได้ควบคุมแฟรนไชส์ระดับโลกมาอยู่ในมือ ทำให้ Amazon จ่ายแค่ 20 ล้านเหรียญเพื่อเป็นเจ้าของ James Bond เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าจับตามองว่า Amazon จะนำพา James Bond ไปในทิศทางใดต่อไป

ในที่สุด, Amazon จ่ายแค่ 20 ล้านเหรียญเพื่อเป็นเจ้าของ James Bond ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและน่าติดตามอย่างยิ่ง พวกเขาจะสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับแฟรนไชส์นี้ได้หรือไม่? เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้

ที่มา – It Cost Amazon ‘Just’ $20 Million to Own James Bond

Meta ปลดพนักงาน AI หลายร้อยคน จริงหรือ?

มีรายงานว่า Meta ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับความพยายามด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ดูเหมือนว่าสิ่งนี้ส่งผลให้มีพนักงานน้อยลง ตามรายงานจาก Axios พบว่ามีพนักงานประมาณ 600 คนต้องตกงานในห้องปฏิบัติการ “Superintelligence” ของ Meta เพื่อสร้างโครงสร้างที่ “เป็นระบบราชการ” น้อยลง

มีรายงานว่าการลดจำนวนพนักงานครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อห้องปฏิบัติการวิจัย FAIR AI ของ Meta ซึ่งเป็นหน่วยวิจัย AI ที่มีมายาวนานของบริษัท รวมถึงทีม AI ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ และหน่วยโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัท “ด้วยการลดขนาดทีมของเรา การสนทนาที่จำเป็นในการตัดสินใจจะน้อยลง และแต่ละคนจะมีภาระมากขึ้นและมีขอบเขตและผลกระทบมากขึ้น” Alexandr Wang หัวหน้าเจ้าหน้าที่ AI ของ Meta กล่าวใน บันทึกที่ Axios ได้รับ มีรายงานว่า TBD Lab ซึ่งมีหน้าที่ “พัฒนาภาษาขนาดใหญ่รุ่นต่อไป” ของบริษัท ไม่ได้รับการยกเว้นจากการเลิกจ้าง

นอกจากนี้ มีรายงานว่าบริษัทสนับสนุนให้พนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างสมัครตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครอื่น ๆ ภายในบริษัท โดย Wang เขียนว่า “นี่คือกลุ่มบุคคลที่มีความสามารถ และเราต้องการทักษะของพวกเขาในส่วนอื่น ๆ ของบริษัท” ยังไม่มีข่าวว่ามีความพยายามที่จะย้ายผู้คนไปยังตำแหน่งเหล่านั้นก่อนที่จะบอกให้พวกเขานำสิ่งของไปใส่ในกล่องหรือไม่

การปรับโครงสร้างเป็นเพียงตัวอย่างล่าสุดของ Meta ที่พยายามไล่ตามในการแข่งขัน AI อย่างสิ้นหวัง ก่อนหน้านี้ในปีนี้ บริษัทได้สร้างกระแสด้วยการเร่งจ้างงานครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้บริษัทต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลหลายล้านดอลลาร์เพื่อดึงดูดผู้มีความสามารถชั้นนำจากคู่แข่ง และประสบความสำเร็จในการดึงดูดพวกเขา แต่ยังไม่ได้คิดออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ผู้รับโบนัสการเซ็นสัญญาจำนวนมากเหล่านั้น ขู่ว่าจะลาออก ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจากเข้าร่วมบริษัท ตามรายงานของ Financial Times ซึ่งคาดว่าเกิดจากการขาดทิศทางภายในบริษัท คนอื่น ๆ ก็ลาออกไป รวมถึง ผู้ที่อยู่กับ Meta มาหลายปี

ดูเหมือนว่าบริษัทของ Zuck ยังไม่ได้คิดออกว่าการดำเนินงาน AI ควรมีรูปร่างอย่างไร นอกเหนือจากการจ่ายเงินเดือนขนาดใหญ่แล้ว บริษัทยัง เทเงิน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับ Scale เพื่อให้ได้ความสามารถและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท นับตั้งแต่ดูดซับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด บริษัทก็ล้มเหลวในการคิดว่าจะทำอย่างไรกับมัน บริษัทประกาศโครงการ Superintelligence เป็นครั้งแรกเพื่อรวมความพยายามในพื้นที่ AI แต่ แบ่งออกเป็น หลายส่วนภายในไม่กี่สัปดาห์ ในระหว่างนี้ ดูเหมือนว่าพนักงานที่ Meta ไม่ได้ ใช้เงินหลายล้านดอลลาร์ จะถูกลงโทษจากความไม่สามารถในการจัดการองค์กร

Meta ปลดพนักงาน AI หลายร้อยคน จริงหรือ?

ทำไม Meta ถึงปลดพนักงาน AI หลายร้อยคน?

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Meta สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่หลายบริษัทกำลังเผชิญในการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ ความสามารถในการดึงดูดผู้มีความสามารถระดับสูงและการลงทุนจำนวนมากไม่ได้เป็นหลักประกันถึงความสำเร็จเสมอไป การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งจำเป็น

การปลดพนักงานครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่า Meta กำลังปรับกลยุทธ์ AI ของตนใหม่ หรืออาจเป็นผลมาจากการลดต้นทุนโดยรวมของบริษัท ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อพนักงานจำนวนมากและอาจส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าของ AI ของ Meta เอง

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวและปรับกลยุทธ์ของตนอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีมากกว่าแค่เงินทุนและความสามารถ ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและความสามารถในการนำไปปฏิบัติ

Meta ปลดพนักงาน AI หลายร้อยคน แสดงให้เห็นถึงความผันผวนในการลงทุนด้าน AI และความไม่เเน่นอนในอนาคตของ Meta ในสนามเเข่งขันนี้

ดังนั้น การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด จำเป็นต้องมีแผนที่ชัดเจน และระมัดระวังในการลงทุน เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

ที่มา – Meta Reportedly Laying Off Hundreds From Its AI Team

เดโมแครตเตรียมเปิดตัว ‘เครื่องมือติดตาม ICE’ – จับตาความประพฤติมิชอบ

พรรคเดโมแครตถูกกล่าวหาว่า “ไม่ทำอะไรเลย” เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีบรรทัดฐานทางกฎหมายของอเมริกาและโครงการผลประโยชน์สาธารณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของฝ่ายบริหารทรัมป์ อันที่จริง จากข้อมูลของสมาชิกพรรคเดโมแครตบางคน การไม่ทำอะไรเลยคือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด น่าเสียดายสำหรับพรรคเดโมแครตดังกล่าว ประชาชนชาวอเมริกันต้องการผู้นำทางการเมืองที่จะเป็นผู้นำและทำสิ่งต่างๆ และปกป้องพวกเขาจากความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นทั่วรัฐบาลกลาง และพวกเขาเห็นว่าการนิ่งเฉยของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสัญญาณแห่งความอ่อนแอ ไม่ใช่ความเข้มแข็ง

สมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนได้แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ทรัมป์ปลดปล่อยอำนาจที่ไม่มีข้อจำกัดของรัฐสอดแนมต่อประชาชนชาวอเมริกัน พวกเขาเต็มใจที่จะพยายามอย่างน้อยที่สุดในการทำบางสิ่งบางอย่าง สมาชิกพรรคเดโมแครตคนหนึ่งคือ ส.ส. ร็อบ การ์เซีย จากแคลิฟอร์เนีย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงในคณะกรรมการกำกับดูแลและการปฏิรูปรัฐบาลสภาผู้แทนราษฎร ในสัปดาห์นี้ การ์เซีย แนะนำว่า เขาจะช่วยสร้าง “เครื่องมือติดตาม ICE หลัก” ที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกการกระทำที่ดำเนินการโดยกองกำลังตำรวจของรัฐบาลกลาง

การ์เซียให้ความเห็นดังกล่าวระหว่าง การแถลงข่าว ในลอสแอนเจลิส ซึ่งเขาได้เข้าร่วมกับนายกเทศมนตรีของเมือง คาเรน บาสส์

“ในอีกสองสามสัปดาห์ข้างหน้า คณะกรรมการกำกับดูแลจะเปิดตัวบนเว็บไซต์ของพวกเขา ซึ่งเป็น เครื่องมือติดตาม ICE หลัก ซึ่งเราจะติดตามทุกกรณีที่เราสามารถตรวจสอบได้ โดยชุมชนจะส่งข้อมูลให้เรา” การ์เซียกล่าว “พลเมืองอเมริกันถูกลากตัวออกจากถนนโดยชายสวมหน้ากากและถูกโยนเข้าไปในห้องกักขังโดยไม่สามารถเข้าถึงทนายความหรือแม้แต่โทรศัพท์” การ์เซียกล่าวเสริม “ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะมีภูมิหลังหรือรูปร่างหน้าตาอย่างไร ไม่ควรใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่าจะถูกรัฐบาลของตนเองจับขังเพราะเชื้อชาติหรือรูปลักษณ์ภายนอก”

เครื่องมือติดตามนี้จะมีลักษณะอย่างไร เมื่อ Gizmodo ติดต่อขอความคิดเห็น Sara Guerrero โฆษกของ Oversight Democrats กล่าวว่า เครื่องมือติดตามนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้ฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันรับผิดชอบต่อการประพฤติมิชอบ

“Oversight Democrats ได้เปิดตัวการสอบสวนการกักขังพลเมืองอเมริกันอย่างผิดกฎหมายโดย ICE และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ” Guerrero กล่าว “เรากำลังสร้างเครื่องมือติดตามการประพฤติมิชอบเพื่อบันทึกการละเมิดและการละเมิดสิทธิพลเมืองโดยฝ่ายบริหารนี้อย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมถึงกรณีที่ ICE ได้กักขังพลเมืองสหรัฐฯ และละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง เครื่องมือติดตามจะบันทึกการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลังจากเกิดขึ้น ไม่ใช่เครื่องมือระบุตำแหน่งแบบสด การสร้างบันทึกการสอบสวนประเภทนี้เป็นเรื่องปกติและจำเป็นในการสอบถามการกำกับดูแลใดๆ”

เธอกล่าวเสริมว่า “เราไม่ได้ติดตามตำแหน่งที่ตั้งของเจ้าหน้าที่หรือทำให้ใครตกอยู่ในความเสี่ยง เรากำลังเผยแพร่บันทึกเพื่อเปิดเผยรูปแบบการประพฤติมิชอบ และสร้างบันทึกสาธารณะที่โปร่งใสสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน งานของเราจะปกป้องประชาชน การบังคับใช้กฎหมาย และรัฐธรรมนูญเสมอ”

Gizmodo ยังได้ติดต่อกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเพื่อขอความคิดเห็น

พรรครีพับลิกันไม่เสียเวลาในการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดนี้ อัยการสูงสุดของทรัมป์ ซึ่งถูก วิพากษ์วิจารณ์ สำหรับการจัดการเรื่องอื้อฉาวของ Jeffrey Epstein ได้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อประณามความพยายามที่จะติดตามกิจกรรมของ ICE “Shutdown Democrats ปฏิเสธที่จะจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของเราแล้ว ตอนนี้ @RepRobertGarcia และ @SenBlumenthal กำลังพยายามทำให้เจ้าหน้าที่ ICE ตกอยู่ในความเสี่ยงเพียงเพราะทำหน้าที่ของตน” Bondi เขียน “@TheJusticeDept ไม่ยอมรับความรุนแรงต่อการบังคับใช้กฎหมาย เราจะดำเนินคดีกับบุคคลใดก็ตามที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ของเรา”

ทาง Fox News Todd Lyons รักษาการผู้อำนวยการ ICE ก็กล่าวถึงแนวคิดของ Garcia อย่างชัดเจนว่า “พวกเขาติดตาม FBI และ DEA หรือไม่ พวกเขาไม่ได้ทำ ฉันหวังว่าเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการเลือกตั้งจะพูดคุยกับเราและดูว่าเราจับใครกันแน่ และดูขั้นตอนด้านความปลอดภัยสาธารณะที่ถูกละทิ้งไป ผู้ชายและผู้หญิงของ ICE กำลังถูกกำหนดเป้าหมายสำหรับการทำภารกิจบังคับใช้กฎหมาย และมันมาจากเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการเลือกตั้งและมันต้องหยุด”

เดโมแครตเตรียมเปิดตัว ‘เครื่องมือติดตาม ICE’

เครื่องมือติดตามนั้นดีและมีประโยชน์ทางกฎหมาย หากและเมื่อพรรคเดโมแครตสามารถควบคุมสภาคองเกรสได้อีกครั้ง ที่กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจน ณ จุดนี้ว่าเครื่องมือติดตามจะมีลักษณะอย่างไร หรือจะมีประโยชน์เพียงใด ในขณะเดียวกัน นักเคลื่อนไหว ได้รวบรวม แอปและแพลตฟอร์มของตนเองที่ออกแบบมาเพื่อติดตามการละเมิดที่ถูกกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ ICE แต่ถ้าคุณมี iPhone คุณอาจโชคไม่ดี Apple ให้ความร่วมมือกับความต้องการของฝ่ายบริหารทรัมป์เป็นอย่างดี และได้ลบแอปออกอย่างแข็งขัน

ทำไมต้องมี ‘เครื่องมือติดตาม ICE’ ?

การมี เครื่องมือติดตาม ICE ที่โปร่งใสและเป็นสาธารณะอาจเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำให้หน่วยงานรัฐบาลมีความรับผิดชอบ การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของ ICE ช่วยให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ สามารถตรวจสอบการปฏิบัติงาน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าปฏิบัติตามกฎหมาย และระบุรูปแบบการประพฤติมิชอบที่อาจเกิดขึ้น

เครื่องมือติดตาม ICE ยังช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของ ICE สามารถแบ่งปันประสบการณ์และรวบรวมหลักฐาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายและความรับผิดชอบที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการให้ข้อมูลแก่สาธารณชนเกี่ยวกับกิจกรรมของ ICE และสร้างการอภิปรายที่ได้รับการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

การมี เครื่องมือติดตาม ICE ที่ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองยังส่งสัญญาณอีกด้วยว่ามีความมุ่งมั่นที่จะกำกับดูแลและตรวจสอบหน่วยงานรัฐบาล หากไม่มี พรรคเดโมแครตต้องแสดงบทบาทความเป็นผู้นำและปกป้องสิทธิของประชาชนทุกคน

ที่มา – Democrats Will Launch a ‘Master ICE Tracker’ to Monitor Misconduct

เกมมิ่งบน Copilot+ PC จะดีขึ้นเยอะ!

ข่าวดีสำหรับเกมเมอร์! ประสิทธิภาพเกมมิ่งบน Copilot+ PC ที่ใช้ชิป Snapdragon อาจจะดีขึ้นกว่าเดิมมาก ด้วยการอัปเดต emulator จาก Microsoft ที่จะช่วยให้เกมเก่าๆ และแอปพลิเคชันต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้น ใครที่เคยผิดหวังกับประสิทธิภาพการเล่นเกมบน Copilot+ PC เตรียมเฮได้เลย!

เมื่อปีที่แล้ว Microsoft และ Qualcomm ได้เปิดตัว Copilot+ PC ที่ใช้ชิป ARM โดยชิป Snapdragon X series นั้นเคลมว่ามีประสิทธิภาพด้านแบตเตอรี่และ AI ที่ดีกว่า CPU จาก Intel และ AMD แต่ปัญหาคือ ชิป ARM มีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากชิป Intel และ AMD ทำให้แอปพลิเคชันและเกมจำนวนมากไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Microsoft สัญญาว่าจะทำงานร่วมกับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่เพื่อให้แอปฯ รองรับ ARM มากขึ้น

และในที่สุด Microsoft ก็ได้ปล่อยอัปเดตที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ โดยอัปเดตนี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถจำลอง (emulate) ความสามารถที่มีเฉพาะในชิปที่ไม่ใช่ ARM ได้ โดยเฉพาะส่วนขยาย AVX และ AVX2 ของชุดคำสั่ง x86 ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของ video encoders และ physics engines ในเกมต่างๆ การเปิดใช้งาน AVX และ AVX2 อาจจะต้องเข้าไปตั้งค่าใน properties ของแต่ละแอปฯ เอง แต่คาดว่า Microsoft จะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการทำงานของ Prism ซึ่งเป็นเทคโนโลยี emulation ที่จะทำให้เกมมิ่งบน Copilot+ PC ราบรื่นขึ้น

ทาง Windows Latest รายงานว่า patch KB5066835 ช่วยให้เกมส่วนใหญ่สามารถเปิดและเล่นได้ แต่ประสิทธิภาพในการเล่นจะขึ้นอยู่กับแต่ละเกม Microsoft อาจจะยังไม่ได้โปรโมท patch นี้มากนัก เพราะอาจจะรอเปิดตัวพร้อมกับ Snapdragon X2 laptops รุ่นใหม่ในช่วงต้นปีหน้า Qualcomm ยอมรับว่าความคืบหน้าในการรองรับเกมนั้น “ช้ากว่าที่ต้องการ” แต่ยังคงยืนยันว่าจะใช้ Prism ของ Microsoft สำหรับเทคโนโลยี compatibility หรือ emulation

แม้ว่า Snapdragon devices จะสามารถใช้งานแอปฯ ทั่วไปได้มากมาย รวมถึง Microsoft 365 และ Adobe Creative Cloud แต่ผู้บริโภคหลายรายที่ซื้อ PC เหล่านี้ไปอาจจะไม่ทราบถึงข้อจำกัดต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาความเข้ากันได้ของเกมและไดรเวอร์ต่างๆ สถานการณ์นี้ทำให้ Surface Laptop 7 ที่ใช้ Snapdragon ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็น “สินค้าที่ถูกส่งคืนบ่อย” บน Amazon

เมื่อเทียบกับ Apple ที่เปลี่ยนไปใช้ชิป M-series บน Mac เมื่อปี 2020 Apple ได้เปิดตัว Rosetta 2 ซึ่งเป็น compatibility layer ที่ช่วยให้แอปฯ ที่สร้างมาสำหรับ Intel สามารถทำงานบนชิป M1 ได้อย่างราบรื่น ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเป็นพิเศษ หลายสิ่ง “just worked” ตามสไตล์ Apple หาก Microsoft นำแนวทางนี้มาใช้ตั้งแต่แรก เราอาจจะได้เห็นยุคฟื้นฟูของ ARM-on-PC ไปแล้ว แต่ในขณะที่ Microsoft ยังแก้ปัญหาไม่ตก Intel ก็เตรียมเปิดตัว x86 รุ่นใหม่ Panther Lake ที่ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมสำหรับเกมมิ่ง

ในงาน WWDC 2025 Apple ประกาศว่าจะยุติการสนับสนุน Rosetta 2 ใน macOS 28 ในปี 2027 ซึ่งอาจจะทำให้แอปฯ เก่าๆ จำนวนมากล้าสมัยไปบนเครื่อง Mac รุ่นใหม่ นั่นก็คือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับความก้าวหน้า

เกมมิ่งบน Copilot+ PC จะดีขึ้นเยอะ!

แล้วอนาคตของเกมมิ่งบน Copilot+ PC จะเป็นอย่างไรต่อไป?

การอัปเดต emulator จาก Microsoft ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของ Copilot+ PC สำหรับเกมเมอร์ ถึงแม้ว่าอาจจะยังต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาอีกมาก แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่า Microsoft กำลังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเข้ากันได้ของเกมและแอปพลิเคชันต่างๆ หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นเกมมิ่งบน Copilot+ PC ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือดีกว่า PC ที่ใช้ชิป x86

การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบต่อวงการเกมอย่างไร? ผู้พัฒนาเกมจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกมที่รองรับ ARM มากขึ้นหรือไม่? และผู้บริโภคควรจะพิจารณา Copilot+ PC เป็นตัวเลือกสำหรับการเล่นเกมหรือไม่? คงต้องติดตามดูกันต่อไป

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในทิศทางที่ดี และจะช่วยผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในวงการเกม แต่ก็ยังคงต้องติดตามดูว่า Microsoft และ Qualcomm จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ และทำให้เกมมิ่งบน Copilot+ PC เป็นประสบการณ์ที่ราบรื่นและน่าพึงพอใจได้อย่างไร

ที่มา – Gaming Is Gonna Suck a Whole Lot Less on Copilot+ PCs