ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแห่งสุดท้ายในแคนาดา และหายไปแล้ว

เรื่องราวของ ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแห่งสุดท้ายในแคนาดา และหายไปแล้ว ไม่ได้เป็นเพียงข่าวการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศในเขตอาร์กติกเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทะเลสาบมิล์นฟยอร์ด ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะเอลส์เมียร์ในดินแดนนูนาวุต เคยเป็นทะเลสาบน้ำจืดชนิดพิเศษที่พบได้ยากมาก และเป็นแห่งสุดท้ายที่ยังคงอยู่ในแถบอาร์กติกของแคนาดา

ทะเลสาบแห่งนี้มีลักษณะแตกต่างจากทะเลสาบทั่วไป เพราะเป็นแหล่งน้ำจืดที่ลอยอยู่เหนือมหาสมุทรน้ำเค็มโดยตรง น้ำจืดถูกกักไว้ด้วยแผ่นน้ำแข็งมิล์น ซึ่งทำหน้าที่คล้ายเขื่อนธรรมชาติ ขณะเดียวกัน น้ำละลายจากธารน้ำแข็งก็ไหลมารวมตัวกันอยู่ด้านหลังแผ่นน้ำแข็ง จนก่อให้เกิดระบบนิเวศที่มีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง

ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแห่งสุดท้ายในแคนาดา และหายไปแล้ว

ในเดือนกรกฎาคม ปี 2020 แผ่นน้ำแข็งอาร์กติกขนาดมหึมาเกิดการพังทลายครั้งใหญ่ โดยสูญเสียพื้นที่มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงสองวัน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กำแพงน้ำแข็งที่กั้นทะเลสาบอ่อนตัวและเปิดทางให้น้ำจืดไหลลงสู่มหาสมุทร ภายในเวลาไม่กี่เดือน ทะเลสาบก็ระบายออกจนหมด และระบบนิเวศที่ดำรงอยู่มานานก็หายไปพร้อมกัน

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าแผ่นน้ำแข็งมิล์นเคยเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่แห่งสุดท้ายในอาร์กติกของแคนาดาที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ก่อนจะพังทลายและหดตัวลงประมาณ 80 ตารางกิโลเมตร การสูญเสียครั้งนี้จึงไม่ได้หมายถึงการหายไปของทะเลสาบเพียงแห่งเดียว แต่ยังหมายถึงการสิ้นสุดของสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวที่ใช้เวลาหลายพันปีกว่าจะก่อตัวขึ้น

ระบบนิเวศสองโลกที่อยู่เหนือและใต้ผืนน้ำ

ความมหัศจรรย์ของทะเลสาบชนิดนี้อยู่ที่การแบ่งชั้นของน้ำจืดและน้ำเค็มอย่างชัดเจน น้ำจืดจะอยู่บริเวณด้านบน ขณะที่น้ำทะเลซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่าจะอยู่ด้านล่าง ทั้งสองส่วนถูกแยกออกจากกันด้วยแนวกั้นบาง ๆ ใต้แผ่นน้ำแข็ง ทำให้เกิดระบบนิเวศสองรูปแบบในพื้นที่เดียวกัน

บริเวณน้ำจืดด้านบนเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพน้ำจืด ส่วนชั้นน้ำเค็มด้านล่างเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตทางทะเล นักวิจัยเคยพบดาวเปราะ ดอกไม้ทะเล และหอยเชลล์อาศัยอยู่ในช่องทางใต้แผ่นน้ำแข็ง แม้บริเวณนั้นจะมืดสนิทและแทบไม่มีแสงอาทิตย์ส่องถึง

  • แผ่นน้ำแข็งทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้นน้ำจืดจากมหาสมุทร
  • น้ำจืดและน้ำเค็มอยู่ซ้อนกันโดยไม่ผสมกันอย่างรวดเร็ว
  • สิ่งมีชีวิตน้ำจืดและสิ่งมีชีวิตทะเลสามารถอาศัยอยู่ใกล้กัน
  • ระบบนิเวศดังกล่าวมีความเปราะบางต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น

ภาวะโลกร้อนเร่งการหายไปของทะเลสาบ

ทีมวิจัยติดตามการเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็งมิล์นมาตั้งแต่ปี 2011 โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การสำรวจภาคสนาม และข้อมูลจากการตรวจวัดมหาสมุทร ผลการติดตามพบว่าแผ่นน้ำแข็งและทะเลสาบเริ่มบางลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งละลายมากกว่าเดิม และลดความแข็งแรงของโครงสร้างที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำ

นักวิจัยมองว่าเหตุการณ์แตกตัวในปี 2020 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ระบบจะเสื่อมโทรมมานาน แต่การพังทลายครั้งนั้นเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย หลังจากแผ่นน้ำแข็งแยกออก น้ำในทะเลสาบก็สามารถไหลผ่านช่องเปิดลงสู่ทะเลได้โดยตรง การระบายจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงของปีเดียวกัน ทะเลสาบกับระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์ก็หายไปอย่างสมบูรณ์

สิ่งที่น่ากังวลคือแผ่นน้ำแข็งดังกล่าวไม่น่าจะฟื้นตัวได้ภายใต้แนวโน้มสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าระบบเหล่านี้ใช้เวลาหลายพันปีในการก่อตัว แต่กลับสูญหายภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ดังนั้น ต่อให้โลกในอนาคตลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สำเร็จ ก็อาจไม่สามารถนำระบบนิเวศเดิมกลับคืนมาได้ในช่วงเวลาที่มนุษย์จะมีโอกาสได้เห็น

บทเรียนจากการหายไปของทะเลสาบ

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าอาร์กติกไม่ได้เป็นพื้นที่ห่างไกลที่การเปลี่ยนแปลงจะไม่มีผลต่อมนุษย์ แต่เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ตอบสนองต่อภาวะโลกร้อนอย่างรวดเร็วที่สุด เมื่อแผ่นน้ำแข็งลดลง ระดับน้ำทะเล ระบบหมุนเวียนของมหาสมุทร และถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตก็อาจได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

การหายไปของ ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแห่งสุดท้ายในแคนาดา และหายไปแล้ว ยังเตือนเราว่าการสูญเสียธรรมชาติบางอย่างอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่สังคมจะรับมือได้ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์บันทึกไว้ในภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภาคสนามจึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนโลกอย่างไร

แม้เราไม่อาจทำให้ทะเลสาบมิล์นฟยอร์ดกลับคืนมาได้ทันที แต่เรายังสามารถลดความเสียหายเพิ่มเติมด้วยการสนับสนุนพลังงานสะอาด ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และผลักดันนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง เรื่องของทะเลสาบแห่งนี้ควรเป็นมากกว่าข่าวที่น่าเศร้า แต่ควรเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกคนลงมือปกป้องระบบนิเวศที่ยังเหลืออยู่ก่อนจะหายไปเช่นเดียวกัน

ที่มา – This Lake Was the Last of Its Kind in Canada. And It Just Vanished

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *