ผู้เขียน: lalika69_admin

เจาะลึกความเชื่อมโยงระหว่าง Ozempic กับพฤติกรรมความรุนแรง

เจาะลึกความเชื่อมโยงระหว่าง Ozempic กับพฤติกรรมความรุนแรง

หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวคราวความมหัศจรรย์ของยาในกลุ่ม GLP-1 อย่าง Ozempic หรือ Wegovy กันมาบ้างแล้ว นอกจากจะช่วยเรื่องลดน้ำหนักแล้ว ล่าสุดมีผลวิจัยที่น่าสนใจระบุว่า ยาเหล่านี้อาจมีส่วนช่วยลดแนวโน้มพฤติกรรมความรุนแรงในมนุษย์ได้ด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสนใจอย่างมากครับ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rutgers ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ กว่า 7,500 คน โดยเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ใช้ยา GLP-1 ในปัจจุบันและอดีตผู้ใช้ยา ผลปรากฏว่าบรรดาผู้ที่กำลังใช้ยานี้อยู่นั้น มีแนวโน้มที่ความหุนหันพลันแล่นจะส่งผลต่อความรุนแรงได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความเชื่อมโยงระหว่าง Ozempic กับพฤติกรรมความรุนแรง ที่อาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องบังเอิญ

กลไกการทำงานของยาต่อพฤติกรรมคน

เหตุใดถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น? คำตอบอาจอยู่ที่วิธีการที่ยา GLP-1 เข้าไปจัดการกับสมองครับ ยาเหล่านี้ไม่ได้แค่ลดความอยากอาหาร แต่ยังส่งผลต่อระบบการให้รางวัล (reward processing) และการควบคุมแรงกระตุ้นของร่างกาย ซึ่งนักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ความเชื่อมโยงระหว่าง Ozempic กับพฤติกรรมความรุนแรง นี้ อาจเกิดจากการที่ยาไปช่วยปรับสภาวะทางจิตใจ ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมอารมณ์และแรงกระตุ้นที่ไม่ดีได้ดีขึ้น

  • ยา GLP-1 ส่งผลต่อระบบการควบคุมความเครียด
  • มีหลักฐานบ่งชี้ว่าช่วยลดความอยากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ผู้ที่กำลังใช้ยาแสดงพฤติกรรมรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มคนทั่วไป

จากการสำรวจพบว่าในกลุ่มผู้ใช้ยาในปัจจุบัน ความเชื่อมโยงระหว่างความหุนหันพลันแล่นและความรุนแรงลดลงถึง 62% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ยา นี่เป็นตัวเลขที่นักวิจัยมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการศึกษาเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ดร. Daniel Semenza ผู้นำทีมวิจัยเน้นย้ำว่า นี่เป็นเพียงก้าวแรก ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของทุกอย่างครับ

แม้ผลการศึกษาจะออกมาน่าสนใจ แต่เราก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ความเชื่อมโยงระหว่าง Ozempic กับพฤติกรรมความรุนแรง ในการศึกษานี้ยังเป็นเพียงข้อมูลเชิงสังเกต ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นผลจากตัวยาโดยตรง หรือเป็นเพียงรูปแบบทางพฤติกรรมที่เกิดขึ้นร่วมกัน สิ่งที่เราต้องติดตามต่อไปคือการศึกษาระยะยาวเพื่อยืนยันผลลัพธ์ว่ายาเหล่านี้มีอิทธิพลต่อสมองและอารมณ์ของเราอย่างไรบ้าง

ในอนาคต หากผลการวิจัยได้รับการยืนยันเพิ่มเติม มันอาจเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในการรักษาทางจิตเวชหรือการควบคุมพฤติกรรมผ่านทางเคมีในร่างกายได้เลยครับ แต่สำหรับตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรซื้อมาใช้เองด้วยความคาดหวังเรื่องผลลัพธ์ทางจิตวิทยาเพียงอย่างเดียว

ที่มา – Scientists Find Intriguing Link Between Ozempic and Violent Behavior

บ้านสมเด็จโพลล์สะท้อนคนกรุงฯ เกินครึ่งหนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อย

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายช้อปและผู้ที่กำลังวางแผนเรื่องการใช้จ่ายในยุคที่ของแพงแบบนี้ วันนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์มาฝากกันครับ โดยล่าสุดทางศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ ได้ออกมาเผยผลสำรวจที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับมาตรการจากรัฐบาลที่ชื่อว่า บ้านสมเด็จโพลล์สะท้อนคนกรุงฯ เกินครึ่งหนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อย ซึ่งจากการสำรวจคนกรุงเทพฯ กว่า 1,134 คน พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ตอบรับโครงการนี้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวครับ

บ้านสมเด็จโพลล์สะท้อนคนกรุงฯ เกินครึ่งหนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อย

โครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ นี้มาพร้อมกับเงื่อนไขที่น่าสนใจคือ รัฐช่วยสนับสนุน 60% ส่วนเราจ่ายเอง 40% ในวงเงินไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน ซึ่งถือว่าเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง โดยผลสำรวจระบุว่าประชาชนกว่า 55.4% มีความพึงพอใจในระดับที่สูงมาก และที่น่าสนใจคือ หลายคนเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเดินห้างสรรพสินค้า มาอุดหนุนร้านค้ารายย่อยและตลาดสดใกล้บ้านเพิ่มมากขึ้นครับ

ทำไมคนถึงชอบโครงการนี้มากกว่าโครงการเดิม?

เมื่อเทียบกับโครงการคนละครึ่งในอดีต พบว่ากลุ่มตัวอย่างถึง 46.9% เทใจให้กับโครงการใหม่นี้มากกว่า โดยปัจจัยหลักที่ผู้คนประทับใจคือ:

  • ช่วยลดภาระจริง: สามารถนำเงินที่ประหยัดได้ไปจ่ายหนี้ หรือเก็บออมได้เพิ่มขึ้น
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก: เงินหมุนเวียนลงไปถึงมือพ่อค้าแม่ค้ารายเล็กโดยตรง
  • ความยืดหยุ่น: แม้จะมีระบบจำกัดการใช้เงินต่อวัน แต่มันช่วยให้เราวางแผนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้บริโภคก็ยังมีเรื่องที่ต้องจับตามองครับ จากผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงความท้าทายเล็กน้อย โดยเฉพาะเรื่องร้านค้าที่บางแห่งแอบปรับขึ้นราคาสินค้า รวมถึงปัญหาแอปพลิเคชันที่อาจจะมีติดขัดบ้างในบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นจุดที่ภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงเพื่อให้โครงการนี้สมบูรณ์แบบที่สุดครับ

มุมมองและแนวโน้มในอนาคต

ในมุมมองของผม ผมมองว่าโครงการนี้ไม่ใช่แค่การแจกเงินเพื่อบรรเทาภาระชั่วคราวเท่านั้นครับ แต่มันคือการสร้าง Change Agent ให้กับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่หันมาสนับสนุนร้านค้ารายย่อยมากขึ้น ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นที่เข้มแข็ง นี่เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อเทคโนโลยีอย่างแอปฯ เป๋าตัง เข้ามาผสานกับการใช้จ่ายในชีวิตจริง ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าที่คิดครับ

สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองใช้ หรือกำลังลังเลใจ ผมแนะนำว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมากในการอุดหนุนร้านอาหารตามสั่งหรือตลาดสดใกล้บ้านครับ ลองเริ่มปรับตัวดู แล้วคุณจะพบว่านอกจากช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้จริงแล้ว ยังเป็นการเติมพลังใจให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าไทยได้ลืมตาอ้าปากได้อีกด้วยครับ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขและระยะเวลาการใช้สิทธิให้ดี จะได้ไม่พลาดโอกาสดีๆ แบบนี้นะครับ

ที่มา – บ้านสมเด็จโพลล์สะท้อนคนกรุงฯ เกินครึ่งหนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อย

เรือด่วนเจ้าพระยาประกาศปรับลดค่าโดยสารทุกประเภทลง 1 บาท หลังน้ำมันดีเซลเหลือ 40.80 บาท

เรือด่วนเจ้าพระยาประกาศปรับลดค่าโดยสารทุกประเภทลง 1 บาท หลังน้ำมันดีเซลเหลือ 40.80 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเดินทางเรือทุกคน! ใครที่ต้องใช้บริการเรือด่วนในการเข้าไปทำงานในเมือง หรือต้องเดินทางสัญจรผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นประจำ วันนี้ผมมีข่าวดีมาฝากครับ ล่าสุดทางบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ได้ออกมาส่งสัญญาณบวกต่อผู้ใช้บริการแล้ว หลังจากที่สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลเริ่มปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด

โดย นาวาตรี เจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ได้เปิดเผยว่า จากการที่ราคาน้ำมันดีเซลได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 40.80 บาทต่อลิตร ทำให้ทางบริษัทฯ ได้ตัดสินใจดำเนินการตามนโยบายเพื่อคืนกำไรและแบ่งเบาภาระให้กับประชาชน ด้วยการเรือด่วนเจ้าพระยาประกาศปรับลดค่าโดยสารทุกประเภทลง 1 บาท หลังน้ำมันดีเซลเหลือ 40.80 บาท โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไปครับ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการปรับราคาครั้งนี้ส่งผลอย่างไรบ้าง นี่คือรายละเอียดอัตราใหม่ที่เพื่อนๆ จะต้องจ่ายในแต่ละเส้นทางครับ:

  • เรือธงส้ม: เส้นทางนนทบุรี – วัดราชสิงขร ลดเหลือ 18 บาท (จากเดิม 19 บาท) ตลอดสาย
  • เรือธงเหลือง: เส้นทางนนทบุรี – สาทร ลดเหลือ 23 บาท (จากเดิม 24 บาท) ตลอดสาย
  • เรือธงเขียวเหลือง: ปรับลดตามระยะทาง ตั้งแต่ 16-35 บาท ตามช่วงสถานี
  • เรือธงแดง (ปรับอากาศ): เส้นทางนนทบุรี – สาทร ปรับลดเหลือ 32 บาท (จากเดิม 33 บาท)

สำหรับในมุมมองของผม การที่ เรือด่วนเจ้าพระยาประกาศปรับลดค่าโดยสารทุกประเภทลง 1 บาท หลังน้ำมันดีเซลเหลือ 40.80 บาท ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน และการมีธรรมาภิบาลต่อการให้บริการสาธารณะ ซึ่งในยุคที่ค่าครองชีพสูง การประหยัดเงินได้แม้เพียงวันละ 2 บาท (ไป-กลับ) ก็ยังถือเป็นเรื่องที่ดีต่อใจของผู้เดินทางครับ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อชีวิตคนเมือง?

การเดินทางทางน้ำไม่ได้เป็นเพียงแค่วิถีชีวิต แต่เป็นหัวใจหลักในการเลี่ยงรถติดของใครหลายคน การปรับตัวตามกลไกน้ำมันแบบนี้แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ดีของระบบขนส่งมวลชนในบ้านเรา ที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทางบริษัทเองยังย้ำอีกว่า จะคอยจับตาดูราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด หากราคาน้ำมันปรับตัวลงอีกในอนาคต เราอาจได้เห็นการปรับลดราคาลงไปอีกตามสัดส่วนที่เหมาะสมครับ

สรุปทิ้งท้าย: ผมมองว่าเทรนด์การปรับค่าโดยสารตามราคาน้ำมันเป็นกลไกที่ดีและยุติธรรม ทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค หากเพื่อนๆ มีโอกาสใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยา อย่าลืมเช็คราคาและเตรียมเงินให้ถูกต้องตามประกาศใหม่กันด้วยนะครับ การเดินทางในเมืองที่สะดวกและคุ้มค่าแบบนี้ หวังว่าเราจะได้เห็นการพัฒนาการให้บริการในด้านอื่นๆ ควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่องครับ!

ที่มา – เรือด่วนเจ้าพระยาประกาศปรับลดค่าโดยสารทุกประเภทลง 1 บาท หลังน้ำมันดีเซลเหลือ 40.80 บาท

‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันถึงประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการบริหารจัดการเมืองหลวงของเรากันหน่อยครับ นั่นคือเรื่องการจัดการพื้นที่หาบเร่แผงลอย ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญเมื่อ ‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ ในช่วงการดีเบตที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เห็นภาพการทำงานเชิงรุกมากขึ้นครับ

‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้

หลายคนคงเคยสงสัยใช่ไหมครับว่า ทำไมการจัดระเบียบทางเท้าถึงเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกิน คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาฉายภาพให้ชัดเลยว่า ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘การเก็บส่วย’ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่มันคือช่องว่างของระบบที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจส่วนตัวมากเกินไป เมื่อไหร่ที่กฎกติกาไม่ชัด เมื่อนั้นความไม่โปร่งใสก็จะตามมาครับ

กลยุทธ์การแก้ไขปัญหาที่เน้นระบบ ไม่ใช่แค่การปราบปราม

แนวทางที่คุณชัชชาตินำเสนอมีความน่าสนใจมาก คือการเปลี่ยนจากการไล่จับหรือจัดการเป็นรายบุคคลมาเป็นการวาง ‘ระบบ’ ที่ตรวจสอบได้จริง โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ครับ:

  • ความชัดเจนของพื้นที่: ต้องมีแผนผังที่ชัดเจนว่าจุดไหนค้าขายได้ จุดไหนเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการสัญจร เพื่อไม่ให้เกิดการโต้เถียงกันในภายหลัง
  • การลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่: เมื่อกฎเกณฑ์ทุกอย่างถูกเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรและตรวจสอบได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์ก็จะลดน้อยลงไปเองครับ
  • การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน: เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทศกิจ แต่เป็นเรื่องของคนเมืองทุกคนที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา

หากจะพูดให้เห็นภาพชัดขึ้น การที่ ‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ นั้น ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการปฏิรูประบบราชการท้องถิ่นให้กลายเป็น Smart City อย่างแท้จริง การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จะทำให้ความมั่นใจของประชาชนทั้งเมืองกลับคืนมาครับ

ในมุมมองของผม แนวทางการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการพื้นที่ถือเป็นเทรนด์โลกที่เมืองใหญ่ๆ กำลังมุ่งไป การทำให้ข้อมูลเข้าถึงได้ง่ายและตรวจสอบได้จะช่วยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ได้อย่างถาวร ขอให้เราลองจับตาดูโครงการต่อๆ ไปว่าจะทำได้จริงตามที่มุ่งมั่นไว้หรือไม่ เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายบริหารที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งความโปร่งใสครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนเพื่อนๆ ลองช่วยกันแสดงความเห็นว่า ถ้าเราสามารถเปลี่ยนทางเท้าให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์แต่คุยกันได้อย่างเป็นธรรมจริงๆ ชีวิตคนเมืองของเราจะดีขึ้นแค่ไหน มาร่วมกันติดตามและตรวจสอบการทำงานของกทม. ไปพร้อมๆ กันนะครับ

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้

ทำไมอิหร่านจึงมองว่าข้อตกลงกับสหรัฐฯ เป็น “ชัยชนะ” เรื่องเล่านี้คนในประเทศคิดเห็นอย่างไร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาคุยกันถึงประเด็นร้อนแรงในเวทีโลกที่น่าสนใจมากๆ นั่นคือเรื่องราวของอิหร่านครับ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามักจะเห็นข่าวการเผชิญหน้ากันระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาอยู่บ่อยครั้ง แต่ล่าสุดดูเหมือนลมเปลี่ยนทิศครับ เมื่อมีการพูดถึงบันทึกความเข้าใจ (MoU) ฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งทางผู้นำอิหร่านพยายามสื่อสารให้คนในประเทศและทั่วโลกเข้าใจว่า สิ่งนี้ไม่ใช่การถอยหลัง แต่คือการตอกย้ำว่า ทำไมอิหร่านจึงมองว่าข้อตกลงกับสหรัฐฯ เป็น “ชัยชนะ” เรื่องเล่านี้คนในประเทศคิดเห็นอย่างไร จนกลายเป็นคำถามที่ชวนให้เราขบคิดต่อครับ

เจาะลึกทำไมอิหร่านจึงมองว่าข้อตกลงกับสหรัฐฯ เป็น “ชัยชนะ” เรื่องเล่านี้คนในประเทศคิดเห็นอย่างไร

การที่รัฐบาลอิหร่านออกมาประกาศชัยชนะนั้น มีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ซ่อนอยู่ครับ เพราะในมุมองของพวกเขา การที่สหรัฐฯ ยอมหันหน้ามาเจรจา ทั้งที่เคยประกาศจุดยืนแข็งกร้าวมาโดยตลอด ถือเป็นหลักฐานว่าเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ว่าจะเป็นการโค่นล้มระบอบการปกครอง หรือการหยุดยั้งโครงการต่างๆ ของอิหร่านนั้น ไม่สามารถบรรลุผลได้ด้วยกำลังทางทหารตามที่ตั้งใจไว้

อย่างไรก็ตาม ด้านหนึ่งดูเหมือนเป็นชัยชนะทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งในเนื้อในของประเทศกลับมีความคิดเห็นที่หลากหลายมากครับ โดยเราสามารถแบ่งมุมมองของผู้คนออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้:

  • กลุ่มสายแข็ง (Hardliners): มองว่าข้อตกลงนี้เปรียบเสมือนการยอมจำนน และกังวลว่าประเทศจะตกเป็นอาณานิคมของสหรัฐฯ รวมถึงไม่ไว้วางใจในการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น
  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ: สำหรับประชาชนทั่วไปที่แบกรับภาระเงินเฟ้อและการคว่ำบาตร พวกเขาไม่ได้สนใจคำโฆษณาชวนเชื่อมากนัก แต่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น สินค้าราคาถูกลง และความหวังที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข
  • กลุ่มที่มองการเปลี่ยนแปลง: บางส่วนยังคงเฝ้ารอการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และตั้งคำถามว่าข้อตกลงนี้จะช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลยุทธ์ยื้อเวลาของรัฐบาล

นอกจากนี้ ในมุมของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ทำไมอิหร่านจึงมองว่าข้อตกลงกับสหรัฐฯ เป็น “ชัยชนะ” เรื่องเล่านี้คนในประเทศคิดเห็นอย่างไร ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาปากท้องที่รุนแรง สงครามและการถูกคว่ำบาตรบีบให้ประเทศต้องเลือกทางเดินที่ประนีประนอมมากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดเงินและการลงทุนได้อีกครั้ง

บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต

หากมองในภาพรวม สิ่งที่อิหร่านกำลังทำคือการบริหารจัดการความคาดหวังครับ การขายเรื่องราวว่าเป็น “ชัยชนะ” ช่วยลดแรงต้านจากกลุ่มสายแข็งในประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดประตูสู่การเจรจาเพื่อผ่อนคลายวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ “ความยั่งยืน” ของข้อตกลงนี้ครับ หากสถานการณ์ในเลบานอนหรือความสัมพันธ์กับอิสราเอลยังมีความสั่นคลอนอยู่ตลอดเวลา ข้อตกลงนี้ก็อาจเปราะบางเกินกว่าที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้

สำหรับเทรนด์ในอนาคต ผมมองว่าการเจรจาในสวิตเซอร์แลนด์ที่จะถึงนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญครับ หากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงเรื่องนิวเคลียร์และการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรได้จริง เราอาจเห็นภาพตะวันออกกลางที่เปลี่ยนไป แต่ถ้าหากจบลงแค่เพียงคำพูดสวยหรู สุดท้ายแล้วประชาชนชาวอิหร่านจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าสิ่งที่เรียกว่าชัยชนะนั้น คือของจริงหรือเป็นเพียงแค่การแสดงละครทางการเมืองครับ

ที่มา – ทำไมอิหร่านจึงมองว่าข้อตกลงกับสหรัฐฯ เป็น “ชัยชนะ” เรื่องเล่านี้คนในประเทศคิดเห็นอย่างไร

‘อนุชา’ ประกาศรื้อระบบปราบคอร์รัปชัน กทม. ชี้ 90% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธีเฉพาะเจาะจง พร้อมดันปฏิรูปใบอนุญาตก่อสร้างให้โปร่งใส

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยเรื่องเมืองหลวงของเรากันหน่อย เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวการเมืองท้องถิ่นคงได้เห็นความเคลื่อนไหวล่าสุดจากเวทีดีเบตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 2569 ที่ร้อนแรงไม่เบา โดยเฉพาะประเด็นที่คุณอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยกเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดนั่นคือเรื่องความโปร่งใสครับ

‘อนุชา’ ประกาศรื้อระบบปราบคอร์รัปชัน กทม. ชี้ 90% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธีเฉพาะเจาะจง พร้อมดันปฏิรูปใบอนุญาตก่อสร้างให้โปร่งใส

ประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากคือการที่คุณอนุชาเปิดตัวเลขชวนสงสัยจากการตรวจสอบข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มส่องรัฐ โดยระบุว่าในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา โครงการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครกว่า 40,000 โครงการ มีมูลค่ามหาศาลรวมกว่า 50,000 ล้านบาทนั้น 90% เป็นการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญที่อาจนำไปสู่ความไม่โปร่งใสได้ หากเราปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการตรวจสอบที่เข้มข้น ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานรัฐก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ครับ

ปฏิรูปใบอนุญาตก่อสร้างให้เป็นเรื่องง่ายและใสสะอาด

นอกจากเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว คุณอนุชายังชูประเด็นเรื่อง ‘อนุชา’ ประกาศรื้อระบบปราบคอร์รัปชัน กทม. ชี้ 90% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธีเฉพาะเจาะจง พร้อมดันปฏิรูปใบอนุญาตก่อสร้างให้โปร่งใส ในส่วนของการขอใบอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานาน สิ่งที่น่ายินดีคือเขามีมาสเตอร์แพลนที่ร่วมมือกับสถาบันวิจัยอย่าง TDRI และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อนำเทคโนโลยีและระเบียบที่ตรวจสอบได้มาใช้เปลี่ยนกระบวนการทำงานแบบเดิมๆ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ลองจินตนาการดูนะครับว่า หากขั้นตอนการขอใบอนุญาตมีความชัดเจน ทุกอย่างทำผ่านระบบดิจิทัลที่ใครก็ตรวจสอบได้ การเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตจะทำได้ยากขึ้น นี่คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือวิถีแห่งความซื่อสัตย์

  • ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบเปิด
  • ลดขั้นตอนเฉพาะเจาะจง เปลี่ยนเป็นการประมูลที่โปร่งใส
  • ใช้ระบบมาสเตอร์แพลนร่วมกับภาคประชาสังคม
  • ปฏิรูปใบอนุญาตก่อสร้างให้ตรวจสอบได้ 100%

ในมุมมองของผม การที่ผู้สมัครออกมากล้าชนกับปัญหาโครงสร้างเป็นสัญญาณที่ดีครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวนี้ ผมมองว่าเราควรเกาะติดว่าใครจะมีนโยบายที่ทำได้จริงและวัดผลได้ชัดเจน เพราะการที่คุณ ‘อนุชา’ ประกาศรื้อระบบปราบคอร์รัปชัน กทม. ชี้ 90% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธีเฉพาะเจาะจง พร้อมดันปฏิรูปใบอนุญาตก่อสร้างให้โปร่งใส นั้น หากทำได้จริง กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองที่มีระบบตรวจสอบที่ดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว และเป็นแบบอย่างให้เมืองอื่นๆ ในไทยปฏิบัติตามครับ

สุดท้ายแล้ว อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ประชาชนทุกคนครับ การเลือกผู้ว่าฯ รอบนี้ ไม่ใช่แค่เลือกคนที่เก่งงาน แต่ต้องเลือกคนที่กล้า “รื้อ” สิ่งที่ผุพังเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าร่วมกันครับ

ที่มา – ‘อนุชา’ ประกาศรื้อระบบปราบคอร์รัปชัน กทม. ชี้ 90% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธีเฉพาะเจาะจง พร้อมดันปฏิรูปใบอนุญาตก่อสร้างให้โปร่งใส

‘ชัชชาติ’ ชูแนวคิดแบ่งกรุงเทพฯ 425 บล็อก บริหารเมืองด้วยข้อมูล แก้ปัญหาตรงจุดถึงระดับชุมชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน หากใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองและการพัฒนาเทคโนโลยีในมหานครของเรา คงจะคุ้นเคยกับชื่อของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ กันเป็นอย่างดี ล่าสุดมีแนวคิดที่น่าสนใจมากในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการกรุงเทพมหานครให้ทันสมัยและเข้าถึงใจคนเมืองมากขึ้น นั่นคือแนวคิด ‘ชัชชาติ’ ชูแนวคิดแบ่งกรุงเทพฯ 425 บล็อก บริหารเมืองด้วยข้อมูล แก้ปัญหาตรงจุดถึงระดับชุมชน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับอนาคตของคนกรุงเลยทีเดียว

ในยุคที่ข้อมูล (Data) คือหัวใจสำคัญของการทำงานในทุกอุตสาหกรรม ไม่แปลกเลยครับที่การบริหารเมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพฯ จะต้องนำ Data มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนที่เราจะมองปัญหาในภาพรวมแบบกว้างๆ ชัชชาติมองว่าการลงลึกในรายละเอียดจะเป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุด โดยการแบ่งพื้นที่กรุงเทพฯ ออกเป็น 425 บล็อก เพื่อให้การจัดการปัญหาต่างๆ เช่น น้ำท่วม ขยะ หรือทางเท้า ทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

ทำไม ‘ชัชชาติ’ ชูแนวคิดแบ่งกรุงเทพฯ 425 บล็อก บริหารเมืองด้วยข้อมูล แก้ปัญหาตรงจุดถึงระดับชุมชน ถึงสำคัญ?

การแบ่งพื้นที่เป็นบล็อกย่อยจะช่วยให้เราเห็นความต่างของแต่ละชุมชนได้ชัดเจนครับ เพราะแต่ละเขต แต่ละซอย มีปัญหาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การใช้ “นโยบายเดียวแก้ทั้งกรุงเทพฯ” อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมที่สุดอีกต่อไป แนวคิด ‘ชัชชาติ’ ชูแนวคิดแบ่งกรุงเทพฯ 425 บล็อก บริหารเมืองด้วยข้อมูล แก้ปัญหาตรงจุดถึงระดับชุมชน จึงถูกนำเสนอขึ้นเพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้ โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • Data-Driven Decision Making: ใช้ข้อมูลจริงในพื้นที่มาประกอบการตัดสินใจ แทนการคาดเดา
  • การจัดลำดับความสำคัญ: ทำให้หน่วยงานรู้ว่าตรงไหนวิกฤตที่สุดและต้องรีบเข้าไปดูแลก่อน
  • ความโปร่งใส: ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยจะทำให้ประชาชนสามารถช่วยกันตรวจสอบการทำงานของรัฐได้
  • ประสิทธิภาพการทำงาน: วัดผลได้เป็นรายบล็อก ทำให้ทราบว่าจุดไหนที่แก้ไขแล้วได้ผลลัพธ์ดีหรือควรปรับปรุง

นอกจากนี้ ในมุมมองของคนไอทีและคนที่ชอบนวัตกรรม ผมมองว่านี่คือการยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็น Smart City อย่างแท้จริง การมี Digital Platform ที่รวบรวมข้อมูลไว้เป็นสัดส่วน ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้บริหารทำงานง่ายขึ้น แต่ยังช่วยให้คนในพื้นที่รู้สึกถึงความใกล้ชิดกับหน่วยงานรัฐมากขึ้นด้วยครับ

แนวโน้มในอนาคต: เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนการบริหารเมือง

ในอนาคตเราคงจะได้เห็นการนำเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ามาใช้ในแต่ละบล็อกมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งช่วยให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทำได้อย่างแม่นยำขึ้นไปอีก สำหรับใครที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ผมอยากชวนให้เรามาทำความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆ เพราะหากประชาชนร่วมมือกัน เมืองของเราจะก้าวหน้าไปได้ไกลกว่าเดิมครับ

ถ้าแนวคิดการบริหารจัดการด้วยข้อมูลนี้เกิดขึ้นจริง ผมเชื่อมั่นว่ามาตรฐานคุณภาพชีวิตคนกรุงจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน เป็นสิ่งที่น่าจับตามองมากจริงๆ ครับว่าโปรเจกต์นี้จะถูกนำไปปรับใช้ให้เป็นรูปธรรมในทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพฯ ได้อย่างไร ต่อไปนี้เราไม่ต้องนั่งเดาปัญหาอีกแล้ว แต่เราจะคุยกันด้วยตัวเลขและข้อมูลที่จับต้องได้ครับ

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ ชูแนวคิดแบ่งกรุงเทพฯ 425 บล็อก บริหารเมืองด้วยข้อมูล แก้ปัญหาตรงจุดถึงระดับชุมชน

เด็กสาย Creative ภาคเหนือว่างมั้ย กับงาน Awesome Skills Project วัยรุ่น ‘เทสดี’ มาลอง ‘เทสดิ’ 💥

น้องๆ ชาวภาคเหนือที่กำลังมองหาเส้นทางในโลกของการทำงานสร้างสรรค์ แต่ยังรู้สึกเคว้งคว้างว่า “เราชอบอะไรกันแน่?” วันนี้มีโอกาสดีมาถึงหน้าบ้านแล้วครับ กับงานสุดเจ๋งที่ใช้ชื่อว่า เด็กสาย Creative ภาคเหนือว่างมั้ย กับงาน Awesome Skills Project วัยรุ่น ‘เทสดี’ มาลอง ‘เทสดิ’ 💥 กิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเปิดโลกความรู้และทักษะที่ไม่มีสอนในห้องเรียน นี่คือโอกาสทองสำหรับวัยรุ่นที่มี ‘เทสดี’ อยากจะมาลอง ‘เทสดิ’ ให้เห็นภาพชัดๆ ว่าสายงาน Creative ในยุคนี้เขาทำงานกันอย่างไร

เด็กสาย Creative ภาคเหนือว่างมั้ย กับงาน Awesome Skills Project วัยรุ่น ‘เทสดี’ มาลอง ‘เทสดิ’ 💥

งานนี้ไม่ได้มาแค่บรรยายทฤษฎีจ๋าๆ แต่นี่คือการยกโลก Creative ทั้งใบมาไว้ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ น้องๆ จะได้พบกับคนตัวจริงในวงการที่จะมาแชร์ประสบการณ์แบบไม่มีกั๊ก ใครที่อยากรู้ว่าเบื้องหลังงานโฆษณา งานภาพยนตร์ หรืองานเขียนที่ “ทำถึง” เขามีวิธีการคิดและการจัดการอย่างไร งานนี้คือคำตอบครับ

ไฮไลต์เด็ดที่ไม่ควรพลาดในงาน

  • ‘เทส’ TALK: ฟังประสบการณ์จริงจากเหล่ากูรูตัวตึงในวงการ
  • ‘เทส’ ให้ดู: พาเปิดเบื้องหลังงานสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จ
  • ‘เทส’ ที่ใช่: Exhibition จำลองแมพอาชีพสาย Creative เพื่อให้น้องๆ ค้นหาตัวเอง
  • ‘เทส’ LAB: Workshop สุดพิเศษจาก Canva Thailand ที่จะฝึกให้น้องเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลงานจริง

สำหรับวิทยากรที่มาแบ่งปันพลังความรู้ ต่างเป็นคนที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลในแวดวงสร้างสรรค์ไทย ไม่ว่าจะเป็นพี่ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์, พี่ณชนก ยุวภูมิ นักเขียนฝีมือฉกาจ, พี่จิตติณัฏฐ์ งามหนัก ผู้อยู่เบื้องหลังนิยายเรื่องดัง และพี่ธนชาติ ศิริภัทราชัย จาก Salmon House ที่จะมาเติมไฟและเปิดมุมมองการเล่าเรื่องให้กว้างไกลกว่าเดิม

ในฐานะที่ผมติดตามเทรนด์สายเทคโนโลยีและความบันเทิงมาโดยตลอด ผมมองว่าทักษะ Creative ในยุค AI เข้ามามีบทบาทนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถึงเครื่องมือจะฉลาดแค่ไหน แต่มนุษย์ที่มี ‘เทส’ และความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์จะยังคงเป็นที่ต้องการเสมอ การมาร่วมงาน เด็กสาย Creative ภาคเหนือว่างมั้ย กับงาน Awesome Skills Project วัยรุ่น ‘เทสดี’ มาลอง ‘เทสดิ’ 💥 ถือเป็นการลงทุนกับเวลาที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่ง น้องๆ จะได้รับทั้ง Connection สกิลใหม่ๆ และความมั่นใจในการเลือกทางเดินในอนาคต

ข้อมูลการเข้าร่วมงาน

งานจะจัดขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ณ คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ห้อง MCB2301 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00 น. ขอเน้นย้ำว่างานนี้เข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ Ticketmelon ก็เตรียมตัวมาปล่อยของได้เลย

อย่ารอช้าครับ โอกาสดีๆ ในการค้นหาตัวเองผ่านการลงมือทำจริงไม่ได้มีบ่อยๆ ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนความสงสัยให้เป็นทักษะที่ใช้งานได้จริง แล้วพบกันที่งานนะครับ!

ที่มา – เด็กสาย Creative ภาคเหนือว่างมั้ย กับงาน Awesome Skills Project วัยรุ่น ‘เทสดี’ มาลอง ‘เทสดิ’ 💥

DSI เปิดปฏิบัติการ ‘Shutdown the Laundering’ ทลายเครือข่าย Forex เถื่อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองมากในแวดวงเศรษฐกิจและวงการบันเทิง เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้เดินหน้าลุยปูพรมครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ DSI เปิดปฏิบัติการ ‘Shutdown the Laundering’ ทลายเครือข่าย Forex เถื่อน ซึ่งงานนี้ถือเป็นการกวาดล้างขบวนการลงทุนเงินตราต่างประเทศผิดกฎหมายอย่างจริงจังที่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียวครับ

เจาะลึกปฏิบัติการ DSI เปิดปฏิบัติการ ‘Shutdown the Laundering’ ทลายเครือข่าย Forex เถื่อน

ปฏิบัติการครั้งนี้ DSI เข้าบุกค้นถึง 24 จุดทั่วกรุงและปริมณฑล โดยได้รับความร่วมมือจาก บช.สอท. และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายทางการเงินของประชาชน ซึ่งจากการสืบสวนเบื้องต้นพบความเชื่อมโยงที่น่าตกใจ เพราะมีชื่อของทั้งนักการเมืองและคนดังในวงการบันเทิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ

สรุปผลงานสำคัญในการตรวจค้นครั้งนี้:

  • อายัดบัญชีธนาคารของผู้เกี่ยวข้องได้มากกว่า 77 ราย
  • ยึดเงินสดได้มากกว่า 65 ล้านบาท
  • ตรวจยึดรถซูเปอร์คาร์ 5 คัน
  • พบของกลางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม และอุปกรณ์ไอทีครบวงจร

ต้องบอกเลยว่าเครือข่ายเหล่านี้มักจะใช้โปรไฟล์หรูหราสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อดึงดูดคนที่หวังผลตอบแทนจากการลงทุน Forex โดยอ้างว่าได้กำไรสูงเกินจริง ซึ่งถ้าเพื่อนๆ เห็นการตลาดที่ดูดีเกินไปหรือการการันตีรายได้ที่สูงลิ่ว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าอาจเป็นช่องทางของมิจฉาชีพได้ครับ

ทำไมคุณถึงต้องระวังเรื่องการลงทุน Forex เถื่อน?

การที่ DSI เปิดปฏิบัติการ ‘Shutdown the Laundering’ ทลายเครือข่าย Forex เถื่อน ในครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตรวจสอบการลงทุนต่างๆ ให้รอบคอบก่อนเสมอครับ เทคโนโลยีเปลี่ยนไปมาก มิจฉาชีพเองก็ปรับตัวผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ทำออกมาเนียนตามาก จนบางครั้งคนมีชื่อเสียงเองยังตกเป็นเหยื่อหรือโดนดึงเข้าไปพัวพัน ดังนั้น ก่อนจะโอนเงินลงทุนในแพลตฟอร์มใดก็ตาม ต้องเช็คให้มั่นใจว่าหน่วยงานนั้นได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ เพราะถ้าเป็น Forex ที่ไม่ได้ผ่านการรับรอง ความเสี่ยงสูงมากที่เงินลงทุนของคุณจะหายไปในพริบตา

สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อ หรือสงสัยว่ากำลังลงทุนอยู่กับเครือข่ายสีเทา อย่ารอช้าครับ ให้รีบเก็บหลักฐานการโอนเงิน ประวัติการสนทนา และเข้าแจ้งความหรือร้องทุกข์กับทาง DSI ทันที การรีบแจ้งเบาะแสช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่ายขึ้น และอาจช่วยเซฟเงินก้อนสุดท้ายของคุณคืนมาได้

มุมมองในวันที่ตลาดการเงินออนไลน์ผันผวน การระมัดระวังตัวคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ อย่าปล่อยให้ความโลภมาบดบังเหตุผล และที่สำคัญอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่เน้นเพียงแค่ความร่ำรวยจากการลงทุนที่ไม่เห็นตัวตนที่ชัดเจน การลงทุนที่ดีต้องมาพร้อมกับความเข้าใจและความโปร่งใสครับ

ที่มา – DSI เปิดปฏิบัติการ ‘Shutdown the Laundering’ ลุย 24 จุด ทลายเครือข่าย Forex เถื่อน คาดโยงนักการเมือง-คนบันเทิง