ผู้เขียน: lalika69_admin

รมว.ยุติธรรม สั่งสอบคุก VIP! สังคายนาระบบราชทัณฑ์ครั้งใหญ่

วงการราชทัณฑ์สั่นสะเทือน! เมื่อ รมว.ยุติธรรมสั่งสอบย้อนหลัง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปมคุก VIP กลายเป็นข่าวฉาวสะท้อนปัญหาที่หมักหมมมานาน งานนี้ไม่ได้จบแค่การย้ายคน แต่เตรียมสังคายนาระบบราชทัณฑ์กันยกใหญ่!

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง หลังมีคำสั่งย้ายผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครแบบฟ้าผ่า สาเหตุจากการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ต้องขังชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นการจัดพื้นที่พิเศษสุดหรู หรือแม้แต่การหาผู้หญิงมาบริการ! ฟังแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเรือนจำไทย

เรื่องแดงขึ้นมาได้ยังไง? รมว.ยุติธรรม บอกว่าได้รับรายงานด้วยวาจาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น กรมราชทัณฑ์ก็ยืนยันว่าข่าวลือที่ว่ามีการดัดแปลงห้องใต้บันได พบถุงยางอนามัย และมีการนำหญิงสาวเข้ามาปรนนิบัติผู้ต้องขังชาวจีนนั้น…เป็นเรื่องจริง! โอ้วมายก็อด!

รมว.ยุติธรรมสั่งสอบย้อนหลัง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปมคุก VIP จริงจังแค่ไหน?

รมว.ยุติธรรมถึงกับออกปากว่าตลอดชีวิตราชการ เพิ่งเคยเจอเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก และรู้สึกรับไม่ได้อย่างแรง! เพราะมันบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรงที่สุด งานนี้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

ไม่ต้องห่วง! พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันเสียงดังฟังชัดว่าจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด ไม่มีการละเว้นใครทั้งสิ้น! ใครเกี่ยวข้องจะต้องโดนทั้งคดีอาญาและวินัย แถมยังสั่งให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมย้อนหลังของผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่านนี้ด้วย ว่าเคยมีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลอะไรมาก่อนหน้านี้อีกหรือไม่

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีคุก VIP

รมว.ยุติธรรม มอบหมายให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เร่งสรุปผลการตรวจสอบ เพื่อนำมารายงานในที่ประชุมกระทรวงยุติธรรมช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และจะถือโอกาสนี้ในการปรับปรุงมาตรฐานและระบบเรือนจำทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

และในวันพรุ่งนี้ (22 พฤศจิกายน) รมว.ยุติธรรม พร้อมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะลงพื้นที่ตรวจสอบเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครด้วยตัวเอง! ส่วนเรื่องที่ว่าสื่อมวลชนจะได้เข้าไปสังเกตการณ์ด้วยหรือไม่นั้น รมว.ยุติธรรมขอตรวจสอบระเบียบข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์ให้ชัดเจนก่อน

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวฉาว แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบราชทัณฑ์ของเราอาจมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน การ รมว.ยุติธรรมสั่งสอบย้อนหลัง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปมคุก VIP เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เราหวังว่าจะช่วยยกระดับมาตรฐานและความโปร่งใสของเรือนจำไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม

งานนี้ต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าผลการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร และการสังคายนาระบบราชทัณฑ์ครั้งนี้จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ “คุก VIP” อีกได้หรือไม่ เพราะความยุติธรรมต้องเท่าเทียมสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม!

ที่มา – รมว.ยุติธรรมสั่งสอบย้อนหลัง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปมคุก VIP เล็งสังคายนาระบบราชทัณฑ์ทั้งระบบ

ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย: ไม่ใช่แค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เพิ่งออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 โตแค่ 1.2% เท่านั้น ฟังแล้วก็ต้องคิดหนัก ใช่ไหมครับ?

ที่ผ่านมารัฐบาลเน้นดึงนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะพวกอุตสาหกรรมไฮเทคทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV), เซมิคอนดักเตอร์ หรือดาต้าเซ็นเตอร์ หวังให้มาตั้งฐานการผลิตในไทย แต่ปรากฏว่าการมาของเค้าเหล่านั้นไม่ได้เชื่อมซัปพลายเชนกับผู้ผลิตไทยอย่างที่เราหวังไว้เท่าไหร่ ชิ้นส่วนสำคัญก็ยังนำเข้ามา แรงงานไทยก็ยังขาดทักษะ ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ประเทศเราได้จริงๆ มันน้อยกว่าที่คิด เศรษฐกิจก็เลยไม่ได้โตตามเป้า

ผมเองได้ไปฟังเวทีเสวนาในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025: Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย ในหัวข้อ Future Supply Chain: Thailand’s Gateway to Next-Gen Industries ที่มีทั้ง Cedric Cui จาก OMODA & JAECOO (Thailand) Co., Ltd, ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากพรรคประชาชน และ ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล จากสภาอุตสาหกรรมฯ มาร่วมพูดคุยกัน ประเด็นที่น่าสนใจคือ เราต้องคิดใหม่เรื่องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ทำยังไงให้การลงทุนมันไม่ใช่แค่ตั้งโรงงาน แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศเราด้วย ทั้งในด้านเทคโนโลยี การจ้างงาน และการยกระดับผู้ประกอบการไทย

ทำไมเศรษฐกิจไทยถึงไม่ไปไหน? เพราะพึ่งแต่ส่งออก!

ดร.วีระยุทธ เริ่มต้นด้วยการบอกว่าเรามักจะชมญี่ปุ่นหรือจีนว่าเค้าส่งออกเก่ง แต่จริงๆ แล้วสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP ของเค้าอยู่ที่ประมาณ 20% เอง ส่วนเกาหลีใต้อยู่ที่ 40% แต่ไทยเราเนี่ย สัดส่วนการส่งออกสูงถึง 60-70% ของ GDP เลยทีเดียว! ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกว่าใคร แต่แปลว่าเศรษฐกิจเราพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป เศรษฐกิจภายในประเทศเราเลยไม่แข็งแรง เหมือนร่างกายที่กินแต่วิตามิน แต่ไม่เคยออกกำลังกายเอง

ดังนั้นเราต้องกลับมาเน้นสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศ, รัฐต้องลงทุนในสิ่งที่กระตุ้นให้เอกชนอยากลงทุนตาม และทำให้การบริโภคภายในประเทศยกระดับการผลิต

ดร.วิบูลย์ เสริมว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้ง 4 ตัว – การส่งออก, การลงทุนจากต่างชาติ, การใช้จ่ายภาครัฐ และการบริโภคภายในประเทศ – มันยังไม่สมดุล และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่เราต้องแก้

เรื่องการส่งออก ดร.วิบูลย์ บอกว่า ส่งออกมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่ากับขายของถูกหรือขายของแพง

“ผมอยากเห็นประเทศไทยเริ่มที่จะขายของแพง จำนวนส่งออกมากอาจจะเป็นปลาทูน่าแช่แข็ง ในขณะที่อเมริกาส่งออกการ์ดจอ GPU คือผมอยากเห็นประเทศไทยเข้าสู่ High Tech Ecosystem” ดร.วิบูลย์กล่าว

“กระแสของ Semiconductor โซนที่ประเทศไทยมีส่วนร่วม คือกระบวนการที่ต่างชาติหรือบริษัทใหญ่ผลิตวงจรรวม (IC) เสร็จแล้วส่งมาให้เราทดสอบ ด้วยค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ เพราะถ้าพวกเขาจะทดสอบเองจะไม่คุ้ม ผมไม่อยากได้ยินคำว่าไม่คุ้ม ผมอยากเห็นว่าพวกเขาส่งมาให้เราทำเพราะเราเก่ง”

ถ้าเราอยากเข้าไปอยู่ใน High Dollar Ecosystem ดร.วิบูลย์ เสนอว่ามี 2 วิธี คือ อยู่ที่เดิมแต่ทำของแพงขึ้น หรือขยับจากงาน Testing ไปสู่งาน Design

“แทนที่จะผลิตแผงวงจรพิมพ์เปล่า (PCB) ราคาถูก ที่มักใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปอย่างไมโครเวฟ ซึ่งมีราคาต่อแผ่นเพียงไม่กี่สิบสตางค์ อุตสาหกรรมไทยควรมุ่งสู่การผลิตแผงวงจรประกอบสำเร็จ (PCBA) ที่ติดตั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์พร้อมใช้งาน โดยเฉพาะสำหรับชิ้นส่วนสำคัญอย่างหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทระดับโลก เช่น บริษัทของ Jensen Huang ผู้ก่อตั้ง NVIDIA งานลักษณะนี้มีมูลค่าสูงและต้องใช้ทักษะเฉพาะทางขั้นสูง”

ผู้ผลิตรถ EV จีนต้องการอะไรจากผู้ประกอบการไทย?

Cedric Cui มองว่า รัฐบาลไทยวางรากฐานเรื่องอุตสาหกรรมรถ EV ไว้ดีแล้ว ถ้าจะสร้างซัปพลายเชนในไทย ก็มีอุปสงค์ภายในประเทศรองรับอยู่ ทำให้ผู้ผลิตมีความเชื่อมั่น

แต่การเสริมความแข็งแรงของซัปพลายเชนต้องใช้เวลาและความพร้อม อย่างเช่น ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (EDU) ต้องใช้แรงงานที่มีทักษะสูง ต้องมีการฝึกอบรม และต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ขั้นสูง การลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทว่าคุ้มค่าหรือไม่

โอกาสในการเพิ่มมูลค่าซัปพลายเชนไทยกำลังมา อุตสาหกรรมรถ EV จะพัฒนาไปอีกมาก ทั้งด้านแบตเตอรี่และนวัตกรรมอื่น ๆ ถ้าไทยรักษาอุปสงค์ในประเทศให้เติบโตต่อเนื่อง ซัปพลายเชนจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นเอง

“อุปสงค์ภายในประเทศสำคัญมาก สำหรับเรา และนโยบายภาครัฐก็สำคัญไม่แพ้กัน ปัจจุบันของรัฐบาลไทยกำหนดให้ต้องใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศอย่างน้อย 40% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับนโยบายของประเทศอื่นในเอเชีย และเราเองก็ต้องการจะทำให้ได้สูงกว่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภาวะเงินเฟ้อหรือราคาผันผวน โดยเป้าหมายสูงสุดของ OMODA & JAECOO คือ ขยับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยไปให้ได้ถึง 50–60%” Cedric Cui กล่าว

แล้วอุตสาหกรรมไหนที่ไทยมีโอกาสเชื่อมซัปพลายเชนได้บ้าง?

ดร. วีรยุทธ เสนอว่าเราต้องสร้าง High-tech Ecosystem ที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่นำเข้าสินค้ามาประกอบแล้วส่งออก เราอาจจะเริ่มจากฐานการผลิตเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สามารถไปเชื่อมกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีโอกาส เช่น เครื่องมือทางการแพทย์

ที่ผ่านมามีการพูดถึง Wellness Economy ดร.วีรยุทธเห็นด้วย แต่เตือนว่าเราต้องไม่เป็นแค่ผู้ให้บริการ เราต้องคิดให้ลึกกว่านั้น ว่าเราจะทำ Medical Devices และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับบริการสาธารณสุขอย่างไร โดยอาจจะเริ่มจากสิ่งที่เราทำได้ก่อน เช่น อุปกรณ์ที่ใช้แล้วทิ้ง หรือแม้แต่เก้าอี้ทำฟัน

ผู้ประกอบการในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์เองก็บอกว่าพวกเค้าทำได้ เพียงแต่ยังไม่เคยทำ เพราะไม่มีดีมานด์ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นดีมานด์ และเปิดโอกาสให้เอกชนแข่งขันกันอย่างเสรี

นอกจากนี้สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ แม้ว่าเราจะยังผลิตชิประดับสูงแบบ TSMC ไม่ได้ แต่ยังมีชิปประเภทอื่น ๆ ที่เราสามารถผลิตได้ และนำไปใช้ในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปได้

  • อีกทางหนึ่ง ดร.วีรยุทธ เสนอให้เปลี่ยนสังคมสูงวัยให้เป็นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมีอุปกรณ์สำหรับดูแลผู้สูงอายุหลายส่วนที่ไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้

ฟังดูมีโอกาสเยอะเลยใช่มั้ยครับ?

ไทยต้องลงแข่งในสนามที่ตัวเองถนัด

ดร.วิบูลย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงให้ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน แล้วขายสินค้าให้คนไทยในราคาถูก แต่สิ่งที่หายไปคือ ยุทธศาสตร์ Domestic Procurement หรือการทำให้การลงทุนเหล่านี้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย

ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ดูว่าในซัปพลายเชน มีชิ้นส่วนไหนที่เราควรผลิตในไทย จากนั้นรัฐต้องทำแผนที่ซัปพลายเชน ระบุช่องว่าง เพื่อบอกว่าเราจะเข้าไปตรงไหน แล้วออกนโยบายให้ผู้ผลิตไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัปพลายเชนของต่างชาติ

ปัญหาคือ ผู้ประกอบการไทยพร้อมมั้ย? ดร.วิบูลย์ บอกว่า ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเป็นซัปพลายเออร์ให้ใคร ถ้าเป็นตลาด EV ไทย เราพร้อมด้านเทคโนโลยี แต่แพ้ตั้งแต่ต้นเกมเพราะเรื่องราคา

“ที่ราคาของเราสู้เขาไม่ได้ จริงๆ มันไม่ใช่เพราะว่า Productivity ของเราต่ำกว่า หรือเราไม่มี Economy of Scale แต่ จีนมีการอุดหนุนจากรัฐบาล และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ ต่อให้เราทำเก่งแค่ไหน ก็สู้ราคาเขาไม่ได้” ดร.วิบูลย์กล่าว

ดังนั้น เราควรหันไปทำตลาดที่แข่งกันด้วยสมอง ไม่ใช่ด้วยเงินอุดหนุน อย่างเช่น Data Center GPU ที่เกี่ยวข้องกับ AI นี่คือตลาดที่ถ้าคุณมีนวัตกรรม คุณมีศักยภาพจริง เขาก็พร้อมจะซื้อจากคุณทันที โดยไม่สนว่าคุณจะมาจากประเทศไหน

แล้ว High Tech Ecosystem ไทยควรสร้างยังไง?

Cedric Cui บอกว่า ต้องเริ่มจากการมองว่าเทคโนโลยีขั้นสูงที่สุดในโลกตอนนี้คืออะไร การเรียนรู้จากผู้ที่เก่งกว่าเสมอดีกว่าการเริ่มต้นจากศูนย์ หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ Autonomous Driving หรือ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ส่วน ดร.วิบูลย์ มองว่า สิ่งสำคัญคือการวางยุทธศาสตร์ให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าด้วยเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ที่เกิดจากการบูรณาการเครื่องยนต์เดิมทั้ง 4 ตัว เพื่อสร้างเครื่องยนต์ที่ 5 คือ High-tech Economy นอกจากนี้เราต้องวิเคราะห์ FDI อย่างเป็นระบบ เพื่อหาว่าอุตสาหกรรมไหนที่เราสามารถเข้าไปแข่งขันและผลิตชิ้นส่วนได้ง่ายที่สุด

สรุปแล้ว ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย: ไม่ใช่แค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ อย่างเดียว

เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ มาเป็นการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศ ลงทุนในเทคโนโลยีที่ใช่ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ให้ได้ ฟังดูท้าทาย แต่ผมว่ามันเป็นไปได้ ถ้าเราทุกคนร่วมมือกันครับ

ที่มา – ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ

ราชทัณฑ์ยอมรับ พบสิ่งของต้องห้าม สั่งย้ายนักโทษจีน: เกิดอะไรขึ้นในเรือนจำ?

คอข่าวบันเทิงและเทคโนโลยีหลายท่านอาจจะกำลังสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นในการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด? ทำไมถึงมีการสั่งย้ายผู้บัญชาการเรือนจำ? และที่สำคัญคือ ทำไมถึงมีผู้ต้องขังชาวจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง? มาเจาะลึกประเด็นร้อนนี้ไปพร้อมๆ กันครับ

กรมราชทัณฑ์ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยยอมรับว่ามีการตรวจค้น เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จริง และพบสิ่งของต้องห้ามจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่การสั่งย้ายผู้บัญชาการเรือนจำและเจ้าหน้าที่บางส่วน เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เรื่องราวเริ่มจากการได้รับเบาะแสว่ามีผู้ต้องขังชาวจีนบางรายมีอิทธิพลเหนือผู้ต้องขังอื่นๆ ภายในเรือนจำ

ราชทัณฑ์ยอมรับ พบสิ่งของต้องห้าม จริงหรือ?

จากการตรวจค้นอย่างละเอียด พบว่ามีสิ่งของต้องห้ามและสิ่งของที่ไม่ได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 72 และ 73 จริง นอกจากนี้ ยังพบสิ่งของเกินความจำเป็นที่ไม่อนุญาตให้นำเข้ามาในเรือนจำ เช่น ตู้เย็น ไมโครเวฟ และแอร์เคลื่อนที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการละเมิดกฎระเบียบอย่างชัดเจน

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การพบสิ่งของแบรนด์เนมในครอบครองของผู้ต้องขังบางราย และการค้นพบกาแฟซองจำนวนมากในห้องพักของเจ้าหน้าที่ ซึ่งคาดว่าเป็นสิ่งที่ถูกใช้แทนการพนันภายในเรือนจำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ต้องขังชาวจีน นี่เป็นประเด็นที่กรมราชทัณฑ์กำลังเร่งสอบสวนอย่างเข้มข้น

การย้ายนักโทษจีน และมาตรการต่อไป

เพื่อความมั่นคงปลอดภัย กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการย้ายผู้ต้องขังชาวจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวไปยังเรือนจำที่เหมาะสม และกำลังเร่งรัดดำเนินการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมถึงหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดภายในเรือนจำ

กรมราชทัณฑ์ยังคงกำชับให้เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศยึดมั่นในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนอย่างเสมอภาค โดยเน้นย้ำว่าเรือนจำเป็นสถานที่ควบคุมดูแลผู้กระทำผิดให้ได้รับความปลอดภัยภายใต้หลักนิติธรรมและกฎหมายที่กำหนดไว้

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกภายในระบบราชทัณฑ์ ซึ่งต้องอาศัยการปฏิรูปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎระเบียบ การเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ และการเสริมสร้างจิตสำนึกของเจ้าหน้าที่ให้มีความซื่อสัตย์และโปร่งใส

ราชทัณฑ์ยอมรับ พบสิ่งของต้องห้าม ถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญที่ทำให้สังคมหันมาให้ความสนใจและตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเข้มงวดในการบริหารจัดการเรือนจำ หวังว่าการสอบสวนและการดำเนินการต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้เรือนจำเป็นสถานที่ที่มุ่งเน้นการแก้ไขและพัฒนาผู้ต้องขังอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร? ตั้งแต่การใช้ระบบติดตามตัวผู้ต้องขังด้วย RFID ไปจนถึงการติดตั้งกล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย เทคโนโลยีอาจเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยและความโปร่งใสในเรือนจำ

แน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาระบบราชทัณฑ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเปิดเผยความจริงและพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขคือจุดเริ่มต้นที่ดี หวังว่าเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – ราชทัณฑ์ยอมรับพบสิ่งของต้องห้ามจำนวนมากในเรือนจำพิเศษฯ สั่งย้ายผู้ต้องขังจีนตัวการ

อะไรที่วัย 30 ทำได้! สะสมแต้มบุญสุขภาพ ไว้ใช้ตอน 70

สวัสดีครับเพื่อนๆ เคยคิดไหมว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้ จะส่งผลต่อสุขภาพของเราในอีก 40 ปีข้างหน้า? ในวัย 30 หลายคนอาจกำลังสนุกกับชีวิต การงาน หรือการสร้างครอบครัว แต่รู้หรือไม่ว่าช่วงวัยนี้แหละ คือช่วงเวลาทองในการ “สะสมแต้มบุญสุขภาพ” เพื่อชีวิตที่ยืนยาวและแข็งแรงในวัย 70 ปี

หลายคนอาจคิดว่าความแก่ชราเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงคือร่างกายของเราเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่เลข 3 ระบบต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อ การเผาผลาญ เริ่มส่งสัญญาณว่าถึงเวลาต้องดูแลแล้วครับ

ทำไมวัย 30 ถึงสำคัญ?

นักวิจัยหลายท่านชี้ให้เห็นว่าวัย 30 คือช่วงเวลาที่เราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับร่างกายได้มากที่สุด การสร้างพฤติกรรมที่ดีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยสร้าง “ความยืดหยุ่น” (resilience) ให้กับร่างกายในระยะยาว ลองนึกภาพเหมือนการปลูกต้นไม้ครับ ถ้าเราเริ่มดูแลตั้งแต่ต้นยังเล็ก ก็จะเติบโตแข็งแรงและต้านทานโรคได้ดีกว่า

อะไรคือ “แต้มบุญสุขภาพ” ที่ควรสะสมในวัย 30?

จากงานวิจัยและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ มีหลายสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อพัฒนาและสะสม ‘แต้มบุญสุขภาพ’ ไว้ใช้ตอน 70 ปี มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง:

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ไม่จำเป็นต้องหักโหม แต่ขอให้สม่ำเสมอ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้ออกซิเจนของร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม
  • เสริมสร้างกล้ามเนื้อ: กล้ามเนื้อขาสำคัญมาก! ช่วยในการเคลื่อนไหวและป้องกันการหกล้มเมื่ออายุมากขึ้น การเล่นกีฬาแร็กเกต (เทนนิส แบดมินตัน) หรือปั่นจักรยาน เป็นตัวเลือกที่ดี
  • ดูแลสุขภาพช่องปาก: เชื่อหรือไม่ว่าสุขภาพช่องปากมีผลต่อสมอง? การแปรงฟันอย่างถูกวิธี พบทันตแพทย์เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และอาหารหวาน จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม
  • นอนหลับให้เพียงพอ: การนอนหลับที่สม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญ! พยายามนอนและตื่นในเวลาเดียวกันทุกวัน เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมเซลล์และมีพลังงานในการใช้ชีวิต
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อการนอนหลับและเร่งความแก่ของเซลล์
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผักผลไม้ ลดอาหารแปรรูป และลองทำ Intermittent Fasting (IF) บ้าง

อะไรคือสิ่งที่คุณสามารถทำได้ในวัย 30 ปีเพื่อพัฒนาและสะสม ‘แต้มบุญสุขภาพ’ ไว้ใช้ตอน 70 ปี

เคล็ดลับเพิ่มเติม: มองหาแรงบันดาลใจจากนักกีฬาอาวุโส

นักกีฬาที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปที่ยังคงแข่งขันกีฬาเป็นประจำ คือตัวอย่างที่ดีของการแก่ชราอย่างมีคุณภาพ พวกเขามีระบบหัวใจและหลอดเลือดที่แข็งแรง กล้ามเนื้อที่แข็งแรง และการเสื่อมถอยที่ช้ากว่าคนทั่วไป เราสามารถเรียนรู้จากพวกเขาได้ครับ

อย่ารอช้า เริ่มสะสม ‘แต้มบุญสุขภาพ’ ตั้งแต่วันนี้!

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในวันนี้ อาจไม่เห็นผลชัดเจนในทันที แต่เชื่อผมเถอะครับว่ามันจะสร้างความแตกต่างอย่างมากในระยะยาว การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน เราสามารถใช้แอปพลิเคชันติดตามการออกกำลังกาย แอปพลิเคชันการนอนหลับ หรือแม้แต่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพออนไลน์ เพื่อช่วยให้การดูแลตัวเองเป็นเรื่องง่ายและสนุกยิ่งขึ้น

อย่ามองข้ามสุขภาพนะครับ เพราะสุขภาพที่ดีคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่เราสามารถมอบให้ตัวเองได้ เริ่มต้นสะสม ‘แต้มบุญสุขภาพ’ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขในวัย 70 ปีกันครับ!

ที่มา – อะไรคือสิ่งที่คุณสามารถทำได้ในวัย 30 ปีเพื่อพัฒนาและสะสม ‘แต้มบุญสุขภาพ’ ไว้ใช้ตอน 70 ปี

10 สตาร์ทอัพไทย บุกเวทีโลก SLUSH 2025 โชว์นวัตกรรมถึงฟินแลนด์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Tech & Entertainment ทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสุดปังมาฝาก เกี่ยวกับอนาคตของวงการสตาร์ทอัพไทย ที่กำลังก้าวไกลไปสู่เวทีโลก! เตรียมเฮกันได้เลย เพราะ 10 สตาร์ทอัพดาวรุ่งของไทย กำลังจะไปเฉิดฉายในงาน SLUSH 2025 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ งานนี้ไม่ได้ไปเล่นๆ นะครับ แต่ไปโชว์ศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ให้โลกได้เห็นกันเต็มๆ

โครงการนี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการต่างประเทศ, DEPA, NIA, สมาคมไทยสตาร์ทอัพ, สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน และบริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด ที่ผนึกกำลังกันสนับสนุนและผลักดันให้ 10 สตาร์ทอัพไทย บุกเวทีโลก SLUSH 2025 โชว์นวัตกรรมถึงฟินแลนด์ อย่างเต็มที่ ถือเป็นโอกาสทองของสตาร์ทอัพไทยที่จะได้แสดงฝีมือบนเวทีระดับโลกจริงๆ ครับ

10 สตาร์ทอัพไทย บุกเวทีโลก SLUSH 2025 โชว์นวัตกรรมถึงฟินแลนด์

ทำไมต้อง SLUSH? เพราะนี่คืองานมหกรรมเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพระดับโลก ที่รวบรวมผู้ประกอบการ นักลงทุน และสุดยอดเทคโนโลยีจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 20,000 คน! ลองคิดดูสิครับว่าการได้ไปอยู่ใน Spotlights ตรงนั้น จะเป็นโอกาสที่ล้ำค่าขนาดไหนในการสร้าง Connection, หา Partner และดึงดูดนักลงทุน

การเดินทางไปครั้งนี้ยังสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีสากล และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยก็มีศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

แล้ว 10 สตาร์ทอัพไทยที่ได้รับเลือกมีใครบ้าง?

รายชื่อสตาร์ทอัพทั้ง 10 ที่ผ่านการคัดเลือก ได้แก่:

  • MUI Robotics
  • Graffity
  • iBOTNOI
  • GoWabi
  • OsseoLabs
  • Moom
  • RIFFAI
  • System Stone
  • AltoTech Global
  • VEKIN (Thailand)

จะเห็นได้ว่าสตาร์ทอัพเหล่านี้มีความหลากหลายทางธุรกิจ ตั้งแต่ AI, หุ่นยนต์, เทคโนโลยีการแพทย์, Software ไปจนถึง Platform Digital ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของคนไทยที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง

นอกจากจะไปออกบูธโชว์ของแล้ว ‘ทีมประเทศไทย’ ยังจัดกิจกรรม Discovering Thailand Startup: Your Global Partner ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเป็นเวทีให้สตาร์ทอัพไทยได้ Pitching ไอเดียต่อหน้านักลงทุนระดับโลกอีกด้วย! งานนี้บอกเลยว่าเตรียมตัวกันมาอย่างดีแน่นอน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่เวทีนานาชาติ และทำให้ 10 สตาร์ทอัพไทย บุกเวทีโลก SLUSH 2025 โชว์นวัตกรรมถึงฟินแลนด์ ครั้งนี้เป็นที่น่าจับตามองในสายตาชาวโลก ในฐานะที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคดิจิทัลของประเทศ

ผมมองว่านี่เป็นก้าวสำคัญของวงการสตาร์ทอัพไทย ที่แสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถแข่งขันกับ Startup จากทั่วโลกได้ การที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง จะช่วยเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยเติบโตและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อนๆ ว่ายังไงกันบ้างครับ?

ปิดท้ายข่าวด้วยคำว่า ที่มา – 10 สตาร์ทอัพไทย บุกเวทีโลก SLUSH 2025 โชว์นวัตกรรมถึงฟินแลนด์

กรมอุตุฯ เตือน! ฝนถล่มภาคใต้ เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญมาอัปเดตกัน โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ ต้องเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ กรมอุตุฯ เตือนมรสุมกำลังแรง-หย่อมความกดอากาศต่ำ ทำภาคใต้ฝนหนักถึงหนักมากต่อเนื่อง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก กันให้ดี เพราะสถานการณ์ดูท่าจะไม่ค่อยสู้ดีนัก

ตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีการแจ้งเตือนว่า ภาคใต้ของเรากำลังเผชิญกับฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ สาเหตุหลักมาจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังแรงขึ้น แถมยังมีหย่อมความกดอากาศต่ำเข้ามาป้วนเปี้ยนอีก ทำให้สถานการณ์ฝนในภาคใต้ค่อนข้างน่าเป็นห่วงเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเมื่อฝนตกหนักแบบนี้ สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษก็คือ อันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่อยู่ในพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหล หรือพื้นที่ลุ่ม ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

นอกจากเรื่องฝนแล้ว คลื่นลมในทะเลก็แรงไม่แพ้กัน บริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนห่างฝั่งทะเลอันดามันตอนบนก็มีคลื่นสูง 2-3 เมตรเช่นกัน บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจสูงมากกว่า 3 เมตรเลยทีเดียว ทำให้ชาวเรือต้องเดินเรือด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงนี้เพื่อความปลอดภัยครับ

ผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ในจังหวัดสงขลา หลายโรงเรียนได้ประกาศปิดการเรียนการสอนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ส่วนที่อำเภอรัตภูมิ ก็มีการประกาศเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด หลังฝนตกหนักส่งผลกระทบต่อ 5 ตำบล 63 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ทางอำเภอได้ดำเนินการแจกจ่ายกระสอบทรายและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแล้ว

และที่จังหวัดพัทลุง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ก็ได้ออกประกาศเตือนภัยด่วนที่สุด ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมเทือกเขาบรรทัดและพื้นที่ที่เป็นเส้นทางน้ำไหลผ่าน เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากมีฝนตกสะสมอย่างต่อเนื่องบริเวณเทือกเขา ทำให้เกิดปริมาณน้ำป่าไหลหลากลงมาเป็นจำนวนมาก

กรมอุตุฯ เตือนมรสุมกำลังแรง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

สถานการณ์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็ไม่ต่างกันครับ เมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช หลังระดับน้ำในคลองหน้าเมืองสูงขึ้นต่อเนื่องและเอ่อท่วมพื้นที่ชุมชนหลายจุด มีการสั่งให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มและเร่งเปิดทางน้ำที่อุดตัน ขณะที่ประชาชนในหลายชุมชนที่ได้รับผลกระทบก็ได้ยกสิ่งของหนีน้ำและอพยพไปอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

คำแนะนำสำหรับเพื่อนๆ ในช่วงนี้

  • ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
  • เฝ้าระวังระดับน้ำและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้มั่นคงแข็งแรง
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาสามัญประจำบ้าน ไฟฉาย และวิทยุ
  • หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เตรียมพร้อมอพยพไปยังที่ปลอดภัยเมื่อได้รับการแจ้งเตือน

สถานการณ์ กรมอุตุฯ เตือนมรสุมกำลังแรง-หย่อมความกดอากาศต่ำ ทำภาคใต้ฝนหนักถึงหนักมากต่อเนื่อง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติมากยิ่งขึ้น การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การวางแผนรับมืออย่างรอบคอบ และการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติได้เป็นอย่างดี

เตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน

การเตรียมความพร้อมไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการร่วมมือกันในระดับชุมชนและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และการฝึกอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติ

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น เราสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัย การใช้ระบบ GPS ติดตามสถานการณ์น้ำ หรือการใช้โดรนสำรวจพื้นที่ประสบภัย เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก ขอให้ทุกคนปลอดภัยและผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี อย่าลืมดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง และช่วยเหลือซึ่งกันและกันนะครับ

ที่มา – กรมอุตุฯ เตือนมรสุมกำลังแรง-หย่อมความกดอากาศต่ำ ทำภาคใต้ฝนหนักถึงหนักมากต่อเนื่อง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก

เจาะลึกปม ‘คุก VIP’ เรือนจำพิเศษแดนสวรรค์ของแก๊งจีนเทา

วงการสีกากีสะเทือน! ปฏิบัติการจู่โจมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดโปงความจริงที่ชวนให้ตกตะลึง เมื่อสถานที่ที่ควรเป็นแดนแห่งความมั่นคง กลับกลายเป็นพื้นที่พิเศษสุดหรูหราสำหรับเหล่า ‘จีนเทา’ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องลับ นางแบบสาว และบริการระดับ VIP จนนำไปสู่คำสั่งย้ายฟ้าผ่าชนิดที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึง

มาอัปเดตความคืบหน้าล่าสุดของปมร้อนแรง ‘คุก VIP’ ที่กำลังเขย่าขวัญสังคมไทย ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 กันครับ

สรุปปม ‘คุก VIP’ เมื่อเรือนจำพิเศษ กลายเป็นพื้นที่พิเศษให้แก๊งจีนเทา

เรื่องราวฉาวโฉ่นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร? ตามไปเจาะลึกทุกประเด็นกันเลยครับ

การจู่โจมตรวจค้นครั้งใหญ่และสิ่งที่ค้นพบ

ปฏิบัติการฟ้าผ่า: ชุดปฏิบัติการพิเศษจากกรมราชทัณฑ์บุกจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

เป้าหมายหลัก: ผู้ต้องขังกลุ่มจีนเทาที่ถูกคุมขังอยู่ใน 3 แดนของเรือนจำ

จุดเริ่มต้นของเรื่องอื้อฉาว: การร้องเรียนจากผู้ต้องขังชาวไทยถึงความไม่พอใจต่ออิทธิพลและอภิสิทธิ์ที่ผู้ต้องขังชาวจีนได้รับ เหนือกว่าพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด

อุปสรรคที่ผ่านมา: การส่งชุดปฏิบัติการเข้าตรวจสอบก่อนหน้านี้มักล้มเหลว เนื่องจากข่าวรั่วไหล ทำให้ไม่พบสิ่งผิดปกติ

สิ่งที่ตรวจพบภายในเรือนจำ:

  • สิ่งอำนวยความสะดวกสุดหรู: ไมโครเวฟ กาน้ำร้อน และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งถูกอ้างว่าเป็น ‘ของบริจาค’
  • ของต้องห้าม: ของมีคมและไฟแช็ก บ่งชี้ถึงการสูบบุหรี่ภายในเรือนจำอย่างโจ่งแจ้ง
  • การจ้างวานผู้รับใช้: ผู้ต้องขังจีนเทาใช้เงินจ้างผู้ต้องขังชาวไทยที่พูดภาษาจีนได้ให้มาปรนนิบัติรับใช้

บริการทางเพศและการใช้พื้นที่ลับ

นางแบบสาวจากแดนมังกร: ข้อมูลจากชุดจู่โจมระบุว่ามีการว่าจ้างนางแบบสาวจากจีนมาให้บริการทางเพศแก่ผู้ต้องขัง โดยมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักล้านบาท!

สถานที่ลับเฉพาะ: ห้องลับใต้บันได ระหว่างประตู 1 และประตู 2 ของเรือนจำ ถูกใช้เป็นสถานที่นัดพบสุดสวิงกิ้ง

เส้นทางพิเศษ: มีข้อกล่าวหาว่าหญิงสาวถูกพาเข้าเรือนจำผ่านช่องทางพิเศษจากห้องทำงานของผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งอยู่ชั้น 2 โดยไม่ต้องผ่านประตู 1 ที่เป็นทางเข้าปกติ

หลักฐานมัดตัว: เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานสำคัญ เช่น ถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว และกระดาษทิชชูที่มีคราบอสุจิ เพื่อนำไปตรวจ DNA ยืนยันความสัมพันธ์

ผลกระทบและการดำเนินการทางกฎหมาย

การโยกย้ายเจ้าหน้าที่ระดับสูง:

  • พงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม สั่งย้าย มานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568
  • สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ผู้คุมที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมผู้ต้องขังใน 3 แดนดังกล่าวอีกกว่า 14 คน

การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง:

  • กรมราชทัณฑ์ตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยมอบหมายให้ ยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธาน
  • การสอบสวนเริ่มในวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เพื่อตรวจสอบเจ้าหน้าที่ทุกรายที่เกี่ยวข้อง

มาตรฐานความมั่นคงเรือนจำไทย: แค่ลมปาก?

กรมราชทัณฑ์มี SOPs (Standard Operating Procedures) ที่เข้มงวดในการดูแลเรือนจำทั่วประเทศ เพื่อรักษาระเบียบวินัย ป้องกันการหลบหนี และสร้างความปลอดภัย ควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิมนุษยชน แต่จากกรณี ‘คุก VIP’ นี้ ดูเหมือนว่า SOPs เหล่านั้นจะเป็นเพียงแค่ตัวอักษรบนกระดาษ

มาตรการที่ถูกละเลย:

  1. การตรวจค้นและสกัดกั้นสิ่งของต้องห้าม: ละเลยการตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ และสิ่งของขาเข้าอย่างละเอียด
  2. การจำแนกและบริหารจัดการพฤติกรรมผู้ต้องขัง: ไม่มีการประเมินสุขภาพกาย สุขภาพจิต และประวัติอาชญากรรม เพื่อแยกการควบคุม
  3. การใช้กำลังและเครื่องพันธนาการ: เจ้าหน้าที่ละเลยการรายงานการใช้กำลังหรือเครื่องพันธนาการ
  4. การควบคุมเมื่อออกทำงานสาธารณะ: ปล่อยปละละเลยการควบคุมผู้ต้องขังที่ออกไปทำงานภายนอก

ปม ‘คุก VIP’ สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎระเบียบ และความหละหลวมในการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ทำให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างร้ายแรง

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ‘คุก VIP’ ซ้ำรอยอีกในอนาคต

ถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปราชทัณฑ์อย่างจริงจัง!

ที่มา – สรุปปม ‘คุก VIP’ เมื่อเรือนจำพิเศษ กลายเป็นพื้นที่พิเศษให้แก๊งจีนเทา

The Wailing: 곡성 คือสุดยอดหนังสยองขวัญเกาหลีที่คุณต้องดู

ในบรรดาภาพยนตร์สยองขวัญเกาหลีที่เกี่ยวกับการครอบงำ วิญญาณ ภาพยนตร์เรื่อง The Wailing (곡성) ปี 2016 ของผู้กำกับ นา ฮง-จิน มีความคล้ายคลึงอย่างน่าประหลาดกับภาพยนตร์อีกเรื่องในประเภทเดียวกัน แน่นอนว่ามันมีองค์ประกอบทั่วไปครบ: พระเอกตาโต ตัวละครประกอบที่มองโลกในแง่ร้าย หมอผีที่ชาญฉลาด ปีศาจ และสมาชิกในครอบครัวที่โชคร้ายที่พระเอกต้องช่วยกอบกู้จากความหายนะทางจิตวิญญาณ เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Exhuma ปี 2024 ของ จาง แจ-ฮยอน The Wailing ได้นำองค์ประกอบที่คุ้นเคยเหล่านี้มาผสมผสานกับบาดแผลจากยุคหลังอาณานิคมอย่างแท้จริง โดยมีญี่ปุ่นเป็นตัวแปรสำคัญในความหวาดระแวง ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด แม้ว่าคุณจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและอคติที่ฝังรากลึก

ฉากของ The Wailing เหมือนกับภาพยนตร์สยองขวัญดีๆ เรื่องอื่นๆ คือเมืองชนบทที่เงียบสงบและห่างไกล ซึ่งทุกคนรู้จักกัน ที่นี่ ตำรวจที่ไร้ความสามารถและขี้เกียจอย่างสบายใจ ซึ่งแม้แต่เพื่อนร่วมงานก็ยังบ่นเรื่องการทำงานด้วย จอง-กู (กวัก โด-วอน) กลายเป็นคนสำคัญในที่ทำงาน เมื่อโรคระบาดลึกลับเริ่มคุกคามหมู่บ้านเกาหลีใต้ที่ถูกกักกัน สิ่งที่ทุกคนรู้ก็คือ ความเจ็บป่วยที่ครอบงำผู้คนทำให้พวกเขาอาละวาดอย่างรุนแรง ฆ่าคนที่พวกเขารักและทิ้งพวกเขาไว้ในสภาพมึนงง เป็นคดีที่จอง-กูไม่พร้อมที่จะแก้ไข แต่ถูกบังคับให้ใช้ความสามารถในการอนุมานของเขาอย่างเต็มที่ เพื่อไขปริศนาในหมู่บ้านของพวกเขาเมื่อมันคร่าชีวิตลูกสาวของเขา และสัญญาณทั้งหมดชี้ไปที่การมาถึงของชาวต่างชาติชาวญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “ชายชาวญี่ปุ่น” (แสดงโดย จุน คุนิมูระ) ในหมู่บ้านของพวกเขา แต่การปรากฏตัวของเขา แม้จะดูน่ากลัว ก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภูเขาน้ำแข็งของผู้ต้องสงสัยที่อยู่เบื้องหลังทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับไสยศาสตร์ของเมืองที่เงียบสงบ

เมื่อความน่าสะพรึงกลัวทั้งหมดถาโถมเข้ามาที่หน้าประตูบ้านของจอง-กู ความลึกลับของ The Wailing ก็ถักทอเข้าด้วยกัน ทำให้ความหวาดระแวงของเขาซึมผ่านหน้าจอและเข้าไปในจิตสำนึกของผู้ชม ระหว่างทาง The Wailing ไม่ได้พึ่งพาฉากตกใจราคาถูกเพื่อขายความรู้สึกสยองขวัญที่กำลังปะทุขึ้นมา แต่จะคงอยู่ เน้นไปที่ภาพ ปล่อยให้ความหวาดกลัวเบ่งบานในระยะไกล เมื่อมีบางสิ่งที่น่ากลัวบิดเบี้ยวไปไกลพอที่จะมองเห็นคุณ จากนั้นก็เคลื่อนตัวเข้าหาคุณตามจังหวะของมันเอง มันเป็นอุปมาอุปมัยที่เหมาะสมสำหรับจังหวะที่วัดได้ของ The Wailing มันสร้างความหวาดกลัวไม่ได้ผ่านเสียงดัง แต่ผ่านการปรากฏตัว และมันทำได้ดีจริงๆ

ที่ใจกลางพายุคือจอง-กู ตำรวจที่ซุ่มซ่ามซึ่งเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ซึ่งพร้อมกับผู้ชม รู้ว่าเขากำลังมาถูกทาง ไม่ได้ปัดคดีทิ้งในฐานะผู้ใช้ยาเสพติด แต่เป็นสิ่งที่อยู่เหนือคอลเล็กชั่นหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมหาศาล มันไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลยที่เขาหลุดจากฝันร้ายแบบสุ่มของชายชาวญี่ปุ่น ทำให้คดีชายเลี้ยงแกะของเขายิ่งอันตรายมากขึ้น ก่อนที่คุณจะพิจารณาถึงอคติที่ไร้เหตุผลของเขาที่มีต่อคนแปลกหน้าที่ไม่ดีต่อความน่าเชื่อถือของการสอบปากคำที่เกินจริงของเขา

สิ่งที่ซ้อนอยู่ในทั้งหมดนี้คือความไม่ลงรอยกันทางภาษา เหมือนกับใน Shogun จอง-กูสบถคำหยาบคายใส่ชายชาวญี่ปุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเขาแน่ใจ 99 เปอร์เซ็นต์ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทุกสิ่ง ซึ่งเป็นการเลือกของเขาเอง แม้ว่าเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ จะลังเลที่จะทำตามคำสั่งของเขา ในขณะเดียวกัน นักบวชที่ชัดเจนว่าไม่รู้เรื่อง ทำหน้าที่เป็นล่ามระหว่างจุน-กู ซึ่งกำลังถือว่าฝันร้ายที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นหลักฐาน และชายชาวญี่ปุ่น ซึ่งเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัดกับการถูกรบกวนความสันโดษ การกีดกันทางภาษากลายเป็นแหล่งที่มาของความหวาดระแวงอีกประการหนึ่ง ม่านอีกชั้นหนึ่งระหว่างความจริงและสมมติฐาน The Wailing มีความสุขกับการเล่นธีมและลวดลาย

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนี้บรรยากาศที่น่าขนลุกให้กับพลังโดยรวมของนักแสดง: คุนิมูระในบทคนนอกที่ลึกลับ ชุน วู-ฮีในบท “หญิงลึกลับ” ที่น่าขนลุก และฮวัง จอง-มินในบทหมอผีที่มีเล่ห์เหลี่ยม ซึ่งพิธีกรรมของเขาโยนประแจอีกอันเข้าไปในความโกลาหล การแสดงของพวกเขามีประโยชน์ต่อความหวาดระแวงที่ทำให้เวียนหัวของภาพยนตร์ ผู้ชมอยู่ตรงนั้นกับจอง-กู เหมือนกับปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ใน No Way Home ความรู้สึกของแมงมุมกำลังปั่นป่วนในห้องหมุนที่เต็มไปด้วยคนที่ยิ้มให้เขา ในขณะที่อาจจะหวังร้ายต่อเขา มันเป็นหนังสยองขวัญที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ที่อันตรายอาจจ้องมองคุณอย่างตายด้าน หรือช่วยคุณมองหากุญแจ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนซ่อนมันก็ตาม

ความขัดแย้งระหว่างความแน่นอนและความสงสัย อคติและความหวาดระแวงนี้เอง ที่ทำให้ The Wailing เป็นภาพยนตร์ที่น่าติดตามในวงการสยองขวัญครอบงำ มันเล่นกลกับจานหมุนมากมาย ที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากัน: ส่วนหนึ่งคือละครอาชญากรรม ส่วนหนึ่งคือความฝันร้ายแบบหมอผี แต่ถึงกระนั้น มันก็ทำได้ อย่างเรียบร้อยและน่าสยดสยอง

การถ่ายทำภาพยนตร์เป็นสิ่งที่น่าทึ่ง ทุกเฟรมเปล่งประกายด้วยบรรยากาศของการทิ้งภาพที่น่าขนลุก สวยงาม และบ้าคลั่งทั้งหมดไว้บนหน้าจอ ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างหนังสยองขวัญที่สวมใบหน้าที่ไม่สมมาตร ปรุงด้วยความหวาดกลัวอย่างช้าๆ และวางเคียงข้างกับความเงียบสงบที่กดขี่ของชนบท ที่อันตรายอาจแฝงตัวอยู่ในหมู่เนินเขาหรือภายในบ้านที่กระเซอะกระเซิงของผู้คนที่ครั้งหนึ่งคุณเคยรู้สึกปลอดภัย

The Wailing ไม่ใช่หนังสยองขวัญ “ยกระดับ” หรือ “หนังสยองขวัญทางวัฒนธรรม” ในแบบที่แฟนๆ มักจะติดป้ายกำกับภาพยนตร์ที่หลีกเลี่ยงฉากตกใจ หรือเกี่ยวข้องกับการเมืองที่ไม่สบายใจ มันเป็นสิ่งที่สามลึกลับที่กลายเป็นสิ่งใหม่: ความจริงใจ ภาพยนตร์ปี 2016 ของฮง-จินสำรวจอย่างไม่ย่อท้อว่าอคติ อัตตา และสถานะทางสังคม สามารถบดบังการตัดสินได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใครบางคนคาดว่าจะไขปริศนาที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองอย่างง่ายดายและซ้ำๆ ได้อย่างไร และถึงอย่างนั้น แม้ว่าจอง-กูจะเป็นคนเลว คุณก็ยังเห็นอกเห็นใจเขา ไม่ใช่เรื่องการเหยียดเชื้อชาติอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาเป็นฮีโร่ในสายตาของลูกสาว ไม่ใช่เพราะเขาเป็นตำรวจที่ดี (เขาไม่ใช่) แต่เพราะเขาเป็นพ่อของเธอ พ่อคือพระเจ้าในสายตาของเด็ก และความกลัวที่จะทำให้เธอผิดหวังนั้นแข็งแกร่งมากจนซึมผ่านหน้าจอและซึมเข้าไปในกระดูกของผู้ชม แม้ว่าเงาหุ่นเชิดของลูกสาวของเขาจะยืนอยู่ที่ประตูเหมือนความตายเองก็ตาม

เมื่อถึงเวลาที่ภาพยนตร์ดำเนินไปสู่จุดจบแบบ Orpheus ความน่าสะพรึงกลัวที่น่าขยะแขยงหลายอย่างได้จมลงสู่ผิวน้ำแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว คลื่นขนาดมหึมาขู่ว่าจะดึงผู้ชมลงไปพร้อมกับจุง-กู จากนั้นอย่างเงียบๆ มันก็ทิ้งความรู้สึกที่ดังก้องกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ ไว้ให้คุณ: ความชั่วร้ายไม่จำเป็นต้องร้ายกาจ บางครั้งมันก็แค่วางเหยื่อล่อ โดยไม่รู้ว่าจะจับอะไร ดึงสิ่งที่กัดสายเข้ามา การประเมินว่าความชั่วนั้นเป็นภัยคุกคามที่รับรู้หรือเป็นภัยคุกคามที่แท้จริง เป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องราววุ่นวายสำหรับจอง-กู ทำให้ The Wailing เป็นอัญมณีล้ำค่าของภาพยนตร์สยองขวัญ

ฉันไม่ได้หยิ่งผยองพอที่จะอ้างว่าฉันได้คลี่คลาย The Wailing ทั้งหมดแล้ว หรือแม้แต่ Exhuma และการขุดคุ้ยบาดแผลยุคหลังอาณานิคมร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจผิดได้: ธีมที่ทำหน้าที่เหมือนกระจกทางเดียว ซึ่งเป็นกระจกที่เป็นสากลในการสะท้อน และเป็นส่วนตัวในการต่อย The Wailing เลือกสะกิดสะเก็ดแผลนั้น สานความกังวลและความสับสนเข้ากับสิ่งที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ในความโกลาหลทั้งหมด มันประสบความสำเร็จไม่เพียงแค่ในฐานะหนังสยองขวัญเท่านั้น แต่ยังเป็นละครอาชญากรรมที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างลึกซึ้งภายใต้การปลอมตัว มันเป็นภาพยนตร์ที่หลอกหลอนคุณไปนานหลังจากที่เครดิตขึ้น ไม่ใช่เพราะมันกรีดร้อง แต่เพราะมันพูดตรงๆ และสิ่งที่มันพูดนั้นน่ากลัว

The Wailing กำลังสตรีมบน Hulu

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่? ตรวจสอบว่าจะคาดหวังอะไรได้บ้างจาก Marvel ล่าสุด Star Wars และ Star Trek สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ จักรวาล DC ทางภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ที่มา – ‘The Wailing’ Is a Korean Horror Masterpiece You Can’t Brace Yourself For

เต่านินจาจะมีหนังคนแสดงใหม่! รู้จัก เต่านินจาจะมีหนังคนแสดงใหม่

การเข้าซื้อ Paramount Pictures ของ Skydance ยังคงสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ว IP ของสตูดิโอ เมื่อเร็ว ๆ นี้คือ Star Trek และตอนนี้สตูดิโออยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อว่าจ้าง Neal H. Moritz โปรดิวเซอร์มือทองเพื่อรีบูต Teenage Mutant Ninja Turtles ให้เป็นแฟรนไชส์ฉบับคนแสดงสำหรับฉายในโรงภาพยนตร์

เรารู้ว่าคุณกำลังคิดอะไร ใช่ สิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2014 ใช่ มีแผนสำหรับสิ่งนั้นอยู่แล้วบนโต๊ะ และไม่ สิ่งนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องถัดไป ซึ่งยังคงมีกำหนดฉายในปี 2027 แต่ ตามรายงานของ The Hollywood Reporter, Paramount ต้องการ “ทำให้เต่าเป็นแบบ Sonic” ดังนั้นพวกเขาจึงหันไปหา Moritz ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ Sonic the Hedgehog ฉบับคนแสดงสามเรื่อง (และกำลังจะมีเพิ่ม) จนประสบความสำเร็จระดับพันล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่าอะไรกันแน่? จากข้อมูลของวงการ ก็เป็นเพียงโทนอบอุ่นสำหรับครอบครัวที่ขาดหายไปจากเวอร์ชันคนแสดงก่อนหน้านี้เท่านั้นเอง

และ Moritz สามารถสร้างผลงานฮิตได้อย่างแน่นอน นอกเหนือจาก Sonic แล้ว เขายังเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้อำนวยการสร้างชั้นนำของแฟรนไชส์ Fast and Furious แต่ก็ยังสร้างภาพยนตร์ I Know What You Did Last Summer, 21 Jump Street, Goosebumps, ภาพยนตร์ Escape Room และอีกมากมาย

ข่าวนี้ทำให้ภาพยนตร์ Last Ronin เรต R ที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาต้องหยุดชะงักลง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ถูกพักไว้ก่อน แม้ว่าอาจจะกลับมาอีกครั้งในภายหลัง และในขณะที่ทิศทางใหม่ของ Paramount ได้ทำเครื่องหมายถึงจุดจบของรายการแอนิเมชั่น Turtles เรื่อง Tales of the Teenage Mutant Ninja Turtles แต่ภาคต่อของ Mutant Mayhem ยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนา (โดยมีหนังสั้นที่เกี่ยวข้องจะเปิดตัวในโรงภาพยนตร์ในเดือนหน้า)

ยังไม่มีข่าวว่า เต่านินจาจะมีหนังคนแสดงใหม่ เวอร์ชันนี้จะมาถึงเมื่อใดหรืออย่างไร แต่ฟังดูเหมือนว่าจะมีอะไรที่เหมือนกับทีวีและภาพยนตร์เวอร์ชันดั้งเดิมในปี 1990 มากกว่าภาพยนตร์ที่ผลิตโดย Michael Bay และคุณคงคิดว่ามันจะต้องแตกต่างพอที่จะโดดเด่นจากภาพยนตร์แอนิเมชั่น โดยพื้นฐานแล้ว มีคำถามมากมายที่ต้องตอบ แต่สำหรับแฟน ๆ ของ Turtles การนำพวกเขากลับมาสู่จอใหญ่แทบจะไม่ใช่เรื่องเลวร้าย

อยากได้ข่าว io9 เพิ่มเติมไหม? ลองดูว่า Marvel, Star Wars และ Star Trek จะเปิดตัวเมื่อใด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ DC Universe ในภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

เต่านินจาจะมีหนังคนแสดงใหม่

การกลับมาของเหล่าเต่านินจาในรูปแบบคนแสดงนั้นเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟน ๆ ทั่วโลก การที่ Paramount Pictures ตัดสินใจที่จะรีบูตแฟรนไชส์นี้ด้วยโปรดิวเซอร์มากประสบการณ์อย่าง Neal H. Moritz ทำให้เกิดความคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง Moritz มีชื่อเสียงในการสร้างภาพยนตร์ที่เข้าถึงผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ Paramount ต้องการสำหรับ เต่านินจาจะมีหนังคนแสดงใหม่ นี้

ทำไมการรีบูต เต่านินจาจะมีหนังคนแสดงใหม่ ถึงน่าสนใจ

การที่ภาพยนตร์ เต่านินจาจะมีหนังคนแสดงใหม่ ครั้งนี้ถูกวางให้เป็นภาพยนตร์ที่เข้าถึงผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัยนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นการกลับไปสู่รากเหง้าของแฟรนไชส์ที่เน้นความสนุกสนานและการผจญภัย นอกจากนี้ การที่ Neal H. Moritz เข้ามาดูแลการผลิตยังเป็นการรับประกันถึงคุณภาพและความบันเทิงที่ผู้ชมจะได้รับ

แม้ว่าจะมีภาพยนตร์แอนิเมชั่น Mutant Mayhem ที่ประสบความสำเร็จ แต่การกลับมาของ เต่านินจาจะมีหนังคนแสดงใหม่ ก็ยังคงมีความสำคัญ เพราะเป็นการนำเสนอตัวละครเหล่านี้ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป และเป็นการเปิดโอกาสให้แฟน ๆ ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ กับเหล่าเต่านินจา

การตัดสินใจของ Paramount ที่จะพักโครงการภาพยนตร์ Last Ronin เรต R นั้นอาจจะทำให้แฟน ๆ บางคนผิดหวัง แต่การมุ่งเน้นไปที่ภาพยนตร์ที่เข้าถึงผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัยนั้นอาจจะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดกว่าในระยะยาว เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้แฟรนไชส์นี้เติบโตและเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

โดยรวมแล้ว การประกาศสร้างภาพยนตร์ เต่านินจาจะมีหนังคนแสดงใหม่ เป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ของแฟรนไชส์นี้ และเป็นการยืนยันว่าเหล่าเต่านินจายังคงเป็นที่นิยมและมีศักยภาพในการสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมทั่วโลก

ที่มา – The ‘Teenage Mutant Ninja Turtles’ Are Getting New a Live-Action Movie