ผู้เขียน: lalika69_admin

กรมควบคุมมลพิษพบสารหนูในแม่น้ำสาละวินเกินมาตรฐาน เร่งหาแหล่งน้ำทางเลือก

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่อยากจะมาแบ่งปันและพูดคุยกันครับ นั่นก็คือ สถานการณ์ล่าสุดของแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในหลายพื้นที่

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ออกมาเปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวิน ซึ่งผลที่ออกมานั้นน่ากังวลใจไม่น้อย เพราะพบว่ามีสารหนูเกินค่ามาตรฐานในหลายจุดเลยทีเดียว และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข เพราะมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ใช้น้ำจากแม่น้ำสายนี้ครับ

กรมควบคุมมลพิษพบสารหนูในแม่น้ำสาละวินเกินมาตรฐาน: รายละเอียดสถานการณ์

ท่านอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ คุณสุรินทร์ วรกิจธำรง ได้กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขาในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า คุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวิน จำนวน 13 จุด ตั้งแต่ชายแดนไทย-เมียนมา จนถึงบ้านสบเมย มีค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ (ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) นอกจากนี้ ยังพบค่าตะกั่วเกินมาตรฐานใน 1 จุดอีกด้วย

จุดที่พบสารหนูเกินมาตรฐาน:

  • ผาตั้ง ชายแดนไทย-เมียนมาร์
  • บริเวณหน่วยอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าผาแดง
  • บ้านจอท่า
  • ฐานโกแกระ
  • สบแงะ
  • ป่าไม้อุมดา
  • บ้านแม่สะเกิบ
  • บ้านท่าตาฝั่ง (พบตะกั่วเกินมาตรฐานด้วย)
  • รอยต่อระหว่างพื้นที่อำเภอสบเมย-อำเภอแม่สะเรียง
  • ท่าเรือหมู่บ้านแม่สามแลบ
  • หย่อมบ้านปู่ทา
  • หย่อมบ้านพะละอึ
  • บ้านสบเมย

โชคดีที่ในส่วนของลำน้ำสาขา จำนวน 5 จุดที่ทำการตรวจสอบ คุณภาพน้ำยังเป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้

แล้วหลังจากนี้จะทำอย่างไร?

ทางกรมควบคุมมลพิษไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยมีมาตรการต่างๆ ดังนี้:

  1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะแจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานงานกับประเทศเมียนมา ให้ตรวจสอบคุณภาพน้ำและแหล่งกำเนิดมลพิษ
  2. กรมควบคุมมลพิษจะลงพื้นที่ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างถูกวิธี และวิธีการปรับปรุงคุณภาพน้ำเบื้องต้น
  3. กรมควบคุมมลพิษจะทำการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง และแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบ
  4. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเก็บตัวอย่างปลาและพืชในแม่น้ำสาละวิน เพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อน

นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังเร่งหาแหล่งน้ำทางเลือก ทั้งน้ำผิวดินและน้ำบาดาล เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวิน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะมันเกี่ยวข้องกับสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนของเรา การที่กรมควบคุมมลพิษพบสารหนูในแม่น้ำสาละวินเกินมาตรฐานนั้น เป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น และร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน

ในมุมมองของผม สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ประชาชน เพื่อให้พวกเขาสามารถป้องกันตัวเองจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ และการเร่งหาแหล่งน้ำทางเลือกก็เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำสาละวินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ เราทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้แม่น้ำลำคลองของเราสะอาด ปลอดภัย และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – กรมควบคุมมลพิษ เผยผลตรวจคุณภาพแม่น้ำสาละวิน พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 13 จุด พร้อมเดินหน้าหาแหล่งน้ำทางเลือกช่วยชาวบ้าน

สงขลาวิกฤต! ฝนถล่มหนัก เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชน

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสงขลาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนจับตามอง เหตุการณ์สงขลาวิกฤต! ฝนถล่มหนัก เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก

ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ทำให้หลายพื้นที่ในอำเภอหาดใหญ่และอำเภอใกล้เคียงจมอยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่ออพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงอย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยในชีวิต

สงขลาวิกฤต! ฝนถล่มหนัก เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชน: รายงานสถานการณ์ล่าสุด

ข้อมูลปริมาณฝน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่า อำเภอนาหม่อม มีปริมาณฝนสูงสุดถึง 304.5 มิลลิเมตร ในขณะที่อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 255.0 มิลลิเมตร ปริมาณน้ำฝนที่มากมายขนาดนี้เป็นผลมาจากอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังแรง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งเป็นไปตามประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 15 ที่มีผลกระทบถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568

น้ำจากคลองสามสิบเมตรและคลองสายอื่น ๆ ได้ไหลทะลักเข้าท่วมถนนทุกสายในย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่ โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจชั้นใน ทำให้ร้านค้าและบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ถนนศรีภูวนารถตัดกับถนนสามสิบเมตร, บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลหาดใหญ่ และบริเวณแยกกิมหยง กลายเป็นจุดที่น้ำท่วมขังสูง จนเจ้าหน้าที่ต้องแนะนำให้รถเล็กงดสัญจรผ่าน

ชาวบ้านในพื้นที่ต่างบอกเล่าถึงประสบการณ์ที่น่าตกใจ น้ำเริ่มไหลเข้าท่วมบ้านตั้งแต่เวลา 03.00 น. ทำให้หลายคนตั้งตัวไม่ทัน ขาดการแจ้งเตือนล่วงหน้า ส่งผลให้ทรัพย์สินภายในบ้านได้รับความเสียหายอย่างมาก

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด: ซอยแจ่มแจ้ง หลังวัดควนลัง

ซอยแจ่มแจ้ง หลังวัดควนลัง ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับกว่า 3 เมตร ทำให้บ้านเรือนประชาชนหลายหลังถูกน้ำท่วมสูงถึงชั้นสอง บางพื้นที่ไม่สามารถสัญจรได้ เทศบาลควนลังได้แจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงงดการเดินทางและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

การช่วยเหลือและอพยพประชาชน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอคลองหอยโข่ง ร่วมกับทหารกองพันพัฒนาที่ 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือและอพยพประชาชน 24 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยงในหมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ตำบลคลองหลา อำเภอคลองหอยโข่ง เนื่องจากระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ประสบภัยถูกลำเลียงไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่วัดเลียบ ซึ่งมีการจัดเตรียมสถานที่รองรับ พร้อมอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งของจำเป็นเบื้องต้น

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้เตือนไว้ สงขลาวิกฤต! ฝนถล่มหนัก เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชน เป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศ ฉบับที่ 15 เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย โดยระบุว่า ภาคใต้จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่งในช่วงวันที่ 22-23 พฤศจิกายนนี้ เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันยังคงมีกำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคใต้ตอนล่าง

คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง อ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

สถานการณ์ สงขลาวิกฤต! ฝนถล่มหนัก เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชน เป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนอพยพ และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายและรักษาชีวิตของผู้คน

ที่มา – สงขลาวิกฤตฝนถล่มหนัก จนท.เร่งอพยพประชาชน

กทม. แจ้งปรับเวลาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ 24-25 พ.ย. จริงหรือ? อัปเดตล่าสุด!

สวัสดีครับทุกคน! ใครที่กำลังวางแผนจะไปกราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ช่วงวันที่ 24-25 พฤศจิกายนนี้ ต้องตั้งใจฟังข่าวนี้ให้ดีเลยนะครับ เพราะมีประกาศสำคัญจากกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนเวลา

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในการประชุมติดตามการดำเนินงานต่างๆ เพื่อให้การดูแลประชาชนที่เดินทางมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ และทั่วถึง ซึ่งทางกรุงเทพมหานครได้ทุ่มเทกำลังในการอำนวยความสะดวกในทุกๆ ด้านจริงๆ ครับ

จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 มีประชาชนเดินทางเข้าร่วมกราบถวายบังคมพระบรมศพถึง 8,994 คน ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่วันแรกพุ่งสูงถึง 119,367 คนแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่ามีประชาชนให้ความสนใจและเดินทางมากันอย่างต่อเนื่อง

กทม. แจ้งปรับเวลาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ 24-25 พ.ย. จริงไหม?

และนี่คือประเด็นสำคัญที่ทุกคนต้องทราบครับ: ในช่วงวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 สำนักพระราชวังมีการปรับเวลาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ โดยจะมีการปิด-เปิดพื้นที่ไม่ตรงกับเวลาปกติ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ทางกรุงเทพมหานครจึงแจ้งให้ทราบเพื่อป้องกันการเดินทางที่คลาดเคลื่อนและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ครับ

สำหรับเวลาที่เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในช่วงวันที่ 24-25 พฤศจิกายน คือตั้งแต่เวลา 08.00-14.00 น. และจะปิดจุดคัดกรองในเวลา 13.00 น. ส่วนช่วงเวลาเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (สำหรับนักท่องเที่ยว) จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น.

เวลาปกติในการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขอสรุปเวลาปกติในการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพอีกครั้งนะครับ โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ช่วงเวลา:

  • ช่วงที่ 1: 08.00-10.45 น.
  • ช่วงที่ 2: 12.00-16.45 น.
  • ช่วงที่ 3: 17.45-18.30 น.
  • ช่วงที่ 4: 19.45-21.00 น.

คุณจิระเดช กรุณกฤตกุล รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุม ณ ศูนย์อำนวยการสนามหลวง เขตพระนคร เพื่อเตรียมความพร้อมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างเต็มที่

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนเดินทาง

สำหรับใครที่ตั้งใจจะเดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพในช่วงนี้ อย่าลืมตรวจสอบเวลาที่ปรับเปลี่ยนให้ดีนะครับ วางแผนการเดินทางล่วงหน้า เตรียมตัวให้พร้อม ทั้งร่างกายและจิตใจ สวมใส่เสื้อผ้าที่สุภาพเรียบร้อย และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและสมพระเกียรติ

การปรับเปลี่ยนเวลาดังกล่าวก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึงครับ เข้าใจว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ทางกรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสกราบถวายบังคมพระบรมศพอย่างสมความตั้งใจ

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่กำลังวางแผนเดินทางนะครับ ขอให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ

ที่มา – กทม. แจ้งปรับเวลาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ 24-25 พ.ย. เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนอย่างทั่วถึง

Blue Origin เตรียมขยาย New Glenn สู้ SpaceX

หลังจากความสำเร็จของการทดสอบการบินครั้งที่สองของ New Glenn, Blue Origin ได้ประกาศรุ่นซุปเปอร์เฮฟวี่ของจรวดที่จะสามารถแข่งขันกับ Starship ของ SpaceX ได้

บริษัทจรวดของ Jeff Bezos ได้เปิดตัวการออกแบบใหม่สำหรับจรวดของพวกเขา ซึ่งมีชื่อว่า New Glenn 9×4 ซึ่งหมายถึงจำนวนเครื่องยนต์ที่ติดตั้งบนบูสเตอร์และส่วนบน นั่นคือการเพิ่มขึ้นของเครื่องยนต์สองเครื่องยนต์สำหรับแต่ละส่วนจากดีไซน์ปัจจุบันของ New Glenn ซึ่งมีเครื่องยนต์เจ็ดเครื่องยนต์บนบูสเตอร์และสองเครื่องยนต์บนส่วนบน

Blue Origin เขียนในแถลงการณ์ว่า “บทต่อไปในแผนงานของ New Glenn คือจรวดรุ่นซุปเปอร์เฮฟวี่คลาสใหม่” เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทได้เปิดตัว New Glenn สำหรับภารกิจที่สอง ซึ่งส่งภารกิจ ESCAPADE ของ NASA ไปยังดาวอังคาร แม้ว่า Blue Origin จะไม่ได้ระบุวันที่แน่นอนที่จะเริ่มเปิดตัว New Glenn รุ่นที่ใหญ่กว่า แต่จรวดมีตารางงานที่แน่นขนัดสำหรับปี 2026 และ 2027

Blue Origin ได้เปิดตัวจรวด New Glenn ในเดือนมกราคมหลังจากความล่าช้ามานานหลายปี การบินครั้งแรกของจรวดไม่ได้ราบรื่นนัก โดยบริษัทล้มเหลวในการกู้คืนบูสเตอร์ระหว่างการลงจอด การสอบสวนโดย Federal Aviation Administration ได้วางมาตรการแก้ไขเจ็ดประการเพื่อให้จรวดบินได้อีกครั้ง และภารกิจที่สองก็ประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับบริษัท

ตอนนี้ Blue Origin กำลังมุ่งเน้นไปที่การทำให้ใหญ่ขึ้น ด้วยเครื่องยนต์เก้าเครื่องยนต์บนบูสเตอร์และสี่เครื่องยนต์บนส่วนบน แรงขับที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ New Glenn ใหม่สามารถยกน้ำหนักได้มากกว่า 70 เมตริกตันไปยังวงโคจรโลกต่ำ มากกว่า 14 เมตริกตันโดยตรงไปยังวงโคจรค้างฟ้า และมากกว่า 20 เมตริกตันไปยังวงโคจรทรานส์ลูนาร์ นั่นต่ำกว่าความสามารถของ Starship ในการบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 150 เมตริกตันไปยังวงโคจรโลกต่ำ แต่ก็ยังคงเป็นยานปล่อยที่มีประสิทธิภาพ

New Glenn ที่ได้รับการอัพเกรดจะมีแฟริ่งขนาดใหญ่ขึ้น 28.5 ฟุต (8.7 เมตร) เพื่อรองรับระวางบรรทุกที่ใหญ่ขึ้น “ทั้งยานพาหนะ: 9×4 และรุ่นปัจจุบันของเรา 7×2 จะให้บริการในตลาดพร้อมกัน ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกการปล่อยมากขึ้นสำหรับภารกิจของพวกเขา รวมถึงกลุ่มดาวขนาดใหญ่ การสำรวจดวงจันทร์และห้วงอวกาศ และความจำเป็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ เช่น Golden Dome” Blue Origin เขียน

Because you asked… pic.twitter.com/HRbQjRpHWC

— Dave Limp (@davill) November 20, 2025

Dave Limp CEO ของ Blue Origin ได้โพสต์ภาพประกอบของ New Glenn ที่ได้รับการอัพเกรดซึ่งสูงตระหง่านถัดจากจรวด Saturn V ที่ใช้ส่งนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Apollo ของ NASA New Glenn 9×4 ยังดูใหญ่กว่ารุ่นก่อนมาก

ความสำเร็จของการบินครั้งที่สองของ New Glenn พิสูจน์ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของจรวดในการแข่งขันการปล่อยสู่วงโคจร ด้วย New Glenn รุ่นซุปเปอร์เฮฟวี่ Blue Origin จะสามารถแข่งขันกับ SpaceX ในระดับที่ใหญ่ขึ้นได้

Blue Origin เตรียมขยาย New Glenn สู้ SpaceX

การตัดสินใจของ Blue Origin ในการขยายขนาดจรวด New Glenn เป็นการประกาศที่น่าสนใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแข่งขันในตลาดการปล่อยสู่อวกาศที่มีการแข่งขันสูง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองต่อความสำเร็จของ SpaceX เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางตำแหน่ง Blue Origin ให้เป็นผู้เล่นหลักในการสำรวจอวกาศและการขนส่งเชิงพาณิชย์อีกด้วย

อะไรที่ทำให้ Blue Origin เตรียมขยาย New Glenn สู้ SpaceX น่าสนใจ?

การเพิ่มจำนวนเครื่องยนต์และการปรับปรุงขนาดของแฟริ่งแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในการขนส่งสินค้าที่หนักกว่าและใหญ่กว่าขึ้นสู่วงโคจร นี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างกลุ่มดาวเทียมขนาดใหญ่ การสำรวจดวงจันทร์ และภารกิจในอวกาศลึก ยานพาหนะที่ใหญ่ขึ้นมีความหมายถึงโอกาสที่มากขึ้นสำหรับลูกค้าและภารกิจที่หลากหลายยิ่งขึ้น

Blue Origin เตรียมขยาย New Glenn สู้ SpaceX ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มขนาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับปรุงขีดความสามารถโดยรวมและความยืดหยุ่นของจรวดด้วย การมีทั้งรุ่น 9×4 และ 7×2 ช่วยให้ Blue Origin สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การที่ Blue Origin เตรียมขยาย New Glenn สู้ SpaceX นี้จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดการปล่อยสู่อวกาศอย่างแน่นอน ความสามารถในการนำส่งน้ำหนักที่มากขึ้นไปยังวงโคจรต่างๆ จะทำให้ Blue Origin เป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามสำหรับ SpaceX และผู้เล่นรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรม

การอัพเกรด New Glenn เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า Blue Origin มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการสำรวจอวกาศและการขนส่งเชิงพาณิชย์ การเพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกและการออกแบบที่ยืดหยุ่นจะทำให้ลูกค้ามีโอกาสมากขึ้นในการสำรวจอวกาศและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ

การที่ Blue Origin เตรียมขยาย New Glenn สู้ SpaceX นั้น แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันในตลาดอวกาศจะนำมาซึ่งนวัตกรรมและความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ และ Blue Origin ก็พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้

ที่มา – Blue Origin Will Make Its New Glenn Rocket Even Bigger to Rival SpaceX

Frankenstein, Nosferatu และ ยาแก้พิษแฟรนไชส์

ตามธรรมเนียม เมื่อมีภาพยนตร์แนวใหม่ที่ฮิตติดลมบน แฟนๆ อดไม่ได้ที่จะนำภาพยนตร์สองเรื่องมาเปรียบเทียบกันและถกเถียงกันว่าเรื่องไหนดีกว่ากัน ภาพยนตร์สองเรื่องนั้น อย่างน้อยก็ในแง่ของหนังสยองขวัญ คือ Nosferatu ของ Robert Eggers และ Frankenstein ของ Guillermo del Toro

แทนที่จะยอมจำนนต่อแรงกระตุ้นในการโต้เถียงกันของนักดูหนัง แฟนๆ ควรใช้แนวทาง “พระเจ้าช่วย ก้อนเค้กสองก้อน” กับปรากฏการณ์ของการรีเมคภาพยนตร์สยองขวัญคลาสสิกสองเรื่องที่โดดเด่นแทบจะต่อเนื่องกัน ท้ายที่สุด ทำไมต้องเปรียบเทียบสองไอคอนในเมื่อจริงๆ แล้วพวกมันเป็นผลลัพธ์จากการริเริ่มคุณสมบัติจักรวาลมืดที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้เริ่มต้นเสียที ความลับสู่ความสำเร็จของพวกเขาคือ พวกเขาเคารพตัวเอง ปฏิบัติต่อตัวเองในฐานะศิลปะมากกว่าการเล่นกับทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ (แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาจะเป็น “ญาติ” แฟรนไชส์ที่ห่างเหินทั้งคู่) พวกเขายืนหยัดอย่างมั่นคงในวิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์ อิสระที่ไม่ประนีประนอม และบทภาพยนตร์ที่กระชับ—สิ่งเหล่านี้ให้ความรู้สึกเหมือนของเก่าในปัจจุบัน และควรได้รับการเฉลิมฉลอง

มาทำแบบนั้นกันเถอะ ฉันจะเริ่มก่อน

อุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างที่เราทราบกันดีว่าคลั่งไคล้ในวัฒนธรรมป๊อป เลียนแบบรถไฟเหาะตีลังกาตารางการฉายที่ประสบความสำเร็จใน Box-Office มานานหลายทศวรรษของ Marvel และ DC Universe ที่ผู้บริหารสตูดิโอทุกแห่งกระหายใคร่อยากจะปรับแต่งด้วยทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ที่พวกเขามี แต่ปัญหาคือ ความไร้ศิลปะที่เกิดขึ้นกับเรื่องราวทั้งหมดนี้ เหมือนกับการทำให้ภาพยนตร์กลายเป็น Fortnite โดยมีการปฏิบัติต่อทรัพย์สินเหมือนกับของเล่นในกล่องของเล่นขนาดใหญ่ ซึ่งการนำมันมาผสมผสานกันน่าจะทำให้โรงภาพยนตร์เต็มไปด้วยผู้คนและกระเป๋าตุง Space Jam 2 ทำแบบนั้นและกลายเป็นลูกแป้กยักษ์ ภาพยนตร์ Monsterverse Godzilla และ King Kong (แม้ว่าจะเป็นข้อยกเว้นที่สนุก) ก็กำลังทำแบบนั้น

และตอนนี้ จากผลพวงของจักรวาลหนังสือการ์ตูนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างกำลังกลายเป็นสตูดิโอที่กระหายใคร่อยากจะเปลี่ยนความคิดถึงให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่เป็นภาพยนตร์แต่ในนามเท่านั้น: พวกมันเป็นโฆษณาที่มีความยาวระดับภาพยนตร์ ลองดูรายชื่อภาพยนตร์ที่ Mattel กำลังวางแผนจะสร้างต่อจาก Barbie ได้แก่:

สมมติว่าการนำของเล่นมาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่มีความยาวระดับภาพยนตร์ไม่ได้ทำให้พวกเขามีน้ำหนักเกินตัวในธีมที่กินใจ โดยที่ไม่เคยพูดอะไรออกมาเลย ในกรณีนั้น มันคือภาคต่อที่สืบทอด ซึ่งท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยการทำสิ่งเดียวกัน สั่นลูกกุญแจอ้างอิงในบรรดาแฟนๆ เพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของพวกมัน และใช่ การจินตนาการใหม่สยองขวัญราคาถูกของตัวละครในวัยเด็กที่ไม่มีใครร้องขอ อย่างเช่น Winnie the Pooh และ Steamboat Willie ก็อยู่ไม่ไกลจากรางน้ำภาพยนตร์ที่ไร้ศิลปะที่ฉันกำลังบ่นถึง

ที่ไหนสักแห่งระหว่างทาง ในการไล่ตามความสำเร็จของ Marvel และ DC การวางผลิตภัณฑ์—ไม่ว่าจะเป็นแบบตรงตัวหรือไม่ก็ตาม หรือสัญลักษณ์ของแบรนด์ที่กว้างกว่า—กลายเป็นอาหารสำหรับภาพยนตร์ และมันแย่ที่แรงกระตุ้นในการทำให้ผู้ชมพึงพอใจที่ล้าสมัยไปแล้วนั้นยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีความพยายามที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทาง หากจะนำสิ่งต่างๆ กลับมาสู่ Nosferatu และ Frankenstein ลองพิจารณา “Dark Universe” เป็นตัวอย่าง จักรวาลภาพยนตร์นี้ลุกเป็นไฟก่อนที่จะทันได้ขึ้นบิน จักรวาลภาพยนตร์ที่ต้องการจะรวม Bride of Frankenstein ของ Bill Condon ที่ถูกยกเลิก The Mummy ของ Tom Cruise และ The Invisible Man ที่นำแสดงโดย Johnny Depp ตอนนี้ เมื่อใดก็ตามที่วลี “Dark Universe” ถูกเปล่งออกมา มันจะตามมาด้วยเรื่องตลกเกี่ยวกับสิ่งที่ผิดพลาดในบล็อกและวิดีโอ YouTube คำตอบค่อนข้างชัดเจน: พวกมันเป็นวิธีที่ล้าสมัยในการสร้างภาพยนตร์ในฐานะผลิตภัณฑ์มากกว่าศิลปะ และด้วยการถูกยกขึ้นโดยความผิดพลาดของตัวเอง พวกมันก็ล้มเหลวก่อนที่จะได้เห็นแสงสว่างของวัน

ไม่ว่าจะเป็น Dark Universe หรือกระแสการประกาศภาพยนตร์ที่ไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งจะถาโถมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตหลังจากที่บล็อกนี้ถูกโพสต์ไปนานแล้ว—ทำให้ผู้อ่านเกาหัวสงสัยว่าทำไมมันถึงถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ก่อนที่เครื่องหมายดอลลาร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จะปรากฏขึ้น—ภาพยนตร์ร่วมสมัยเหล่านี้ทั้งหมดลงเอยด้วยการเดินตามเส้นทางเดียวกัน บ่อยครั้งเกินไป ภาพยนตร์ไม่รู้สึกเหมือนได้รับอนุญาตให้เป็นภาพยนตร์อีกต่อไป

แน่นอน เรื่องราวความสำเร็จในเรื่องนี้ยังคงดำเนินต่อไป ภาพยนตร์ Marvel ได้รับการ ประกาศราวกับว่าโมเสสลงมาจากภูเขาซีนาย ในงาน Comic Convention พร้อมรายชื่อโลโก้และงานศิลปะแนวคิด (แต่ไม่มีบทภาพยนตร์) พวกเขานำนักแสดงหรือผู้กำกับที่กำลังมาแรงซึ่งขี่โมเมนตัมของภาพยนตร์แนวใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงฤดูมอบรางวัล สมมติว่าชื่อเสียงฉาวโฉ่จะรับประกันความยิ่งใหญ่ แล้วเย็บพวกเขาเข้ากับโปรเจกต์—โดยชี้ไปที่อดีตเพื่อรับประกันความสำเร็จในอนาคตภายใต้แบนเนอร์ของพวกเขา

บางครั้ง พวกมันไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย บางครั้งวิธีการสร้างงานศิลปะโดยคณะกรรมการของพวกเขาก็ ไม่โดนใจผู้ชมทั่วไป แต่แทนที่จะตำหนิสตูดิโอสำหรับการวางแผนและการแทรกแซงแบบเฮลิคอปเตอร์ ใบหน้านักแสดงและผู้กำกับคนเดียวกันจะถูกนำไปแปะไว้บนภาพขนาดย่อเพื่อใช้เป็นแพะรับบาปสำหรับความล้มเหลวแบบซิซิฟัสของพวกเขา

Nosferatu และ Frankenstein แม้ว่าจะเป็นการรีเมคและดัดแปลงเอง แต่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่มากเพราะพวกเขาไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในฐานะเนื้อหาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่ออยู่ในแคตตาล็อกของผู้ให้บริการสตรีม พวกเขาถูกสร้างขึ้นในฐานะภาพยนตร์ คุณสามารถเห็นงานฝีมือที่ปะติดปะต่อในทุกเฟรม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ ภาพวัตถุจำลองขนาดเล็ก การยืนกรานที่จะ ความถูกต้องของช่วงเวลา หรือความรังเกียจของผู้สร้างสำหรับคำศัพท์สุดฮิต du jour ของ Hollywood: AI การตัดสินใจ ทั้งใหญ่และเล็ก เป็นหลักฐานที่ชัดเจนสำหรับผู้ชมว่า Nosferatu และ Frankenstein เป็นภาพยนตร์ที่ตัดเย็บจากผ้าที่แตกต่างกัน—ดังนั้นการถกเถียงออนไลน์อย่างต่อเนื่องว่าเรื่องไหนดีที่สุด—เพราะสถานะของพวกเขาในฐานะภาพยนตร์ที่ให้ความสำคัญกับงานฝีมือมากกว่าสินค้าเป็นสิ่งที่ไม่อาจโต้แย้งได้

แน่นอน การเปิดตัวในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง/คริสต์มาสให้ความน่าเชื่อถือแก่ประเด็นต่างๆ ในการเปรียบเทียบ การส่งเสริมภาพยนตร์ในลักษณะที่ไม่เปิดเผยเกมทั้งหมดตั้งแต่เฟรมแรกของตัวอย่างเป็นอีกคุณสมบัติร่วมกันที่พวกเขามี—บรรยากาศที่ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ไม่สามารถสลัดออกได้ เนื่องจากไม่แน่ใจในตัวเองโดยการเปิดเผยเกมทั้งหมด ไม่ว่าจะสปอยล์หรือไม่ก็ตาม เพื่อให้มีคนเข้าไปนั่งดูภาพยนตร์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทั้งสองเรื่องก็หยอกล้อตัวละครสัตว์ประหลาดที่คุ้นเคยโดยไม่เน้นหนักเกินไปกับรูปแบบตำนานของพวกเขา แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนกระตือรือร้นกับภาพยนตร์เหล่านี้มากคือ พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่ควรเคี้ยวและต้มเป็นชิ้นงานศิลปะ ดูซ้ำและเข้าถึงความหมายใหม่ๆ แทนที่จะเป็นสิ่งที่ตั้งใจจะดูอย่างเฉยเมยโดยผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สร้างขึ้นด้วยสัญญาณที่เป็นเนื้อเดียวกันเหมือนกันจนรู้สึกเหมือนเป็นประสบการณ์ภาพยนตร์ที่เคลือบไว้เมื่อเทียบกับความรู้สึกสัมผัสทางสายตาและธีมของ Frankenstein และ Nosferatu

และใครจะตำหนิแฟนๆ ที่เปลี่ยนภาพยนตร์เหล่านี้ให้เป็นบุคลิกของตนเอง? Nosferatu ของ Eggers เติบโตในความน่าสะพรึงกลัว ผสมผสานบรรยากาศโกธิกเข้ากับการกดขี่ทางเพศ เปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นการทำสมาธิเกี่ยวกับการยอมรับ การคืนดี และการไถ่บาป ในทางกลับกัน Frankenstein ของ del Toro กลั่นกรองความสยองขวัญให้กลายเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง: บาดแผลทางใจจากรุ่นสู่รุ่นและภาระในการยุติวงจรการละเมิด นั่นเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งสำหรับภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง เพื่อยกระดับพวกเขาจากการรีเมคธรรมดาๆ ไปสู่ชิ้นงานที่แสดงออกด้วยสิทธิของตัวเอง พร้อมข้อความที่ยังคงอยู่ในใจผู้ชมจนถึงทุกวันนี้

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ Frankenstein และ Nosferatu ไม่ควรถูกนำมาเปรียบเทียบกันในสถานการณ์ “เลือกหนึ่ง” แบบสังเวียน พวกเขาควรได้รับการเฉลิมฉลองด้วยกัน ทั้งคู่ทำเต็มที่ ทั้งคู่แสดงออกถึงอิสระ การสร้างสรรค์ และความเป็นศิลปะในฐานะภาพยนตร์ พวกเขาควรเป็นแบบอย่างสำหรับวิธีการสร้างภาพยนตร์วัฒนธรรมป๊อป ในทำนองเดียวกัน เราไม่ควรมองหาผู้กำกับเหล่านี้เพื่อเป็นผู้นำในการดัดแปลงภาพยนตร์ใหม่ๆ พวกเขาควรสร้างแรงบันดาลใจให้ฮอลลีวูดลองเสี่ยงกับนักสร้างสรรค์ที่กระหายใคร่อยากจะสร้างภาพยนตร์ดัดแปลงสยองขวัญแห่งอนาคตในทำนองเดียวกัน—Carmilla, The Picture of Dorian Gray หรือ Phantom of the Opera—ที่ยอมรับความกล้าหาญแบบเดียวกันที่ Eggers และ del Toro ได้รับอนุญาตให้แสดง—ไม่ใช่จากตำแหน่งของพวกเขาในฐานะนักสร้างสรรค์ แต่เป็นวิธีการสร้างภาพยนตร์ที่มุ่งมั่นที่จะสะท้อนมากกว่าเชิงพาณิชย์ ภาพยนตร์สยองขวัญมักจะถูกกีดกันในการพิจารณาภาพยนตร์ที่ “จริงจัง” และวงการรางวัล ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ใช้แล้วทิ้ง แต่สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถเป็นสัญญาณสำหรับเสียงใหม่ๆ เราสามารถมีได้ทุกอย่าง

Frankenstein และ Nosferatu ควรเป็นน้ำเย็นที่สาดเข้าหน้าของฮอลลีวูด—เป็นการเตือนใจว่านักสร้างสรรค์จะต้องได้รับอนุญาตให้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ถูกบังคับให้เข้าสู่วงจรการรีแฮชและการอุ่นซ้ำที่น่าเบื่อในการพยายามจับสายฟ้าให้ได้สองครั้ง ภาพยนตร์เหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการรีเมคสยองขวัญคลาสสิก เมื่อเป็นอิสระจากภาระผูกพันในการถือครองสิทธิ์และความคิดที่แคบของการทำลายสถิติ สามารถให้ความรู้สึกที่ได้รับแรงบันดาลใจและเคลื่อนไหวแทนที่จะหมดแรง

ผลงานที่กำลังจะมาถึงเช่น The Bride! ของ Maggie Gyllenhaal และ Werwulf ของ Eggers เอง สัญญาว่าจะสานต่อโมเมนตัมนั้นต่อไป โดยปฏิบัติต่อภาพยนตร์สัตว์ประหลาดในฐานะศิลปะไม่ใช่เนื้อหา นั่นคือบทเรียนตรงนี้: เฉลิมฉลองพวกเขาไม่ใช่ในฐานะคู่แข่ง แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าภาพยนตร์ควรได้รับอนุญาตให้เป็นภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ตัวเติมสำหรับแคตตาล็อกสตรีมมิ่ง แต่เป็นผลงานที่รู้สึกถึงการเชื่อมต่อ—ผลงานที่ปล่อยให้ธงประหลาดโบกสะบัดอย่างไม่ขอโทษ และเตือนเราว่าทำไมแม้แต่ภาพยนตร์วัฒนธรรมป๊อปก็มีความสำคัญ

สรุปแล้ว ทำไม Frankenstein, Nosferatu ถึงเป็นยาแก้พิษให้กับฮอลลีวูด

โดยสรุปแล้ว Frankenstein และ Nosferatu เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของภาพยนตร์สยองขวัญ รีเมคที่ไม่เน้นการทำกำไรมากจนเกินไป และให้ความสำคัญกับงานศิลปะมากกว่า

อยากได้ข่าว io9 เพิ่มเติมไหม? ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่จะได้เห็น Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ที่มา – ‘Frankenstein’, ‘Nosferatu’, and the Antidote to Hollywood’s Franchise Obsession

สตีฟ จ็อบส์ โปรโมท ‘Toy Story’ และ Pixar

Toy Story ภาคแรกมีอายุครบ 30 ปีในช่วงต้นสัปดาห์นี้ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง Steve Jobs Archive ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ผู้ล่วงลับ (และผู้ถือหุ้นรายใหญ่) พูดถึงภาพยนตร์เรื่องแรกที่กำลังจะมาถึงของ Pixar

ในการสัมภาษณ์ 22 นาที ซึ่งเกิดขึ้นหนึ่งปีเต็มหลังจากการเปิดตัวภาพยนตร์ จ็อบส์กล่าวถึงการช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่พนักงาน Pixar สามารถเติบโตและ “ทำงานร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมงาน” สำหรับเขา Pixar เป็นสถานที่เดียวที่สามารถจ้างคนงานที่ “ดีที่สุด” จากวัฒนธรรมฮอลลีวูดและซิลิคอนวัลเลย์และประสบความสำเร็จได้ “[เรา] เป็นสถานที่ที่ร้อนแรงมากในตอนนี้” เขาคุยโว โดยกล่าวถึงจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้นของสตูดิโอและความจำเป็นในการรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอในหมู่พนักงานและผลงาน

เขายังพูดถึงการนำรูปแบบการรักษาพนักงานแบบซิลิคอนวัลเลย์มาใช้ ในขณะที่พูดในลักษณะที่เหมือน Disney มาก โดยบอกว่า Pixar ควรเป็นบริษัทที่ “ไม่มีใครอยากจากไป เราไม่ได้มองข้ามใคร เพราะถ้าพวกเขาไม่อยากอยู่ที่นี่ พวกเขาก็ควรจะจากไปอยู่ดี ไม่ว่าพวกเขาจะมีสัญญาหรือไม่ก็ตาม”

ระหว่างการสัมภาษณ์ จ็อบส์กล่าวว่า Pixar ทำได้ดีมากในขณะนั้น จนกลายเป็นสตูดิโอที่ไม่ใช่ภายในสตูดิโอแรกที่ Disney เข้าหาเพื่อทำแอนิเมชั่น ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันที่เขาพูดถึงเป็นอย่างมาก ด้วยการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและคำแนะนำที่ Disney ไม่ได้แบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน (หรือขาย) Pixar ได้นำวิธีการของ Disney มาใช้ในการ “ตัดต่อภาพยนตร์ของคุณก่อนที่คุณจะสร้างมัน” ปรับปรุงเทคนิคดังกล่าวและเทคนิคอื่นๆ สำหรับตัวเอง ความสัมพันธ์กับ Disney เป็นไปด้วยดีในตอนนั้น จ็อบส์คาดเดาอย่างเปิดเผยว่าสตูดิโอจะกลับมาร่วมงานกับ Disney อีกครั้งหลังจากข้อตกลงสามภาพยนตร์เริ่มแรกสิ้นสุดลงหรือไม่ เขาพูดถึงโครงการที่สอง ซึ่งมีชื่อรหัสว่า “Bugs” ซึ่งต่อมาคือ A Bug Life หรือแสวงหาพันธมิตรรายอื่น

ที่น่าขบขันคือ เขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้องเกี่ยวกับผลกระทบของ Toy Story เมื่อเขาคาดการณ์ว่าอายุการวางจำหน่ายจะยาวนานถึง 60 ปี ในเวลานั้น เขาให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องราว แต่ก็เป็นเพราะ Pixar ได้ทำให้มันเป็นแฟรนไชส์ที่เกิดขึ้นประจำ โดย Toy Story 3 มาถึงหนึ่งปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต (เขาถึงกับทำการตลาดในช่วงกิจกรรม iPhone OS 4) ภาคต่อไปของซีรีส์ Toy Story 5 ออกฉายวันที่ 19 มิถุนายน 2026

หากคุณต้องการข่าว io9 เพิ่มเติม ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่คาดว่าจะมีการเปิดตัว Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งต่อไปสำหรับ DC Universe ในภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

สตีฟ จ็อบส์ โปรโมท ‘Toy Story’ และ Pixar

การมองการณ์ไกลของ สตีฟ จ็อบส์ เกี่ยวกับ ‘Toy Story’ และ Pixar

บทสัมภาษณ์ที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ สตีฟ จ็อบส์ ที่มีต่ออนาคตของ Pixar และความสัมพันธ์กับ Disney ในขณะนั้น เขาได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Pixar ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ เขายังได้พูดถึงการนำแนวคิดการบริหารจัดการแบบ Silicon Valley มาใช้ในการรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้กับบริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับคุณค่าของบุคลากรที่มีต่อความสำเร็จขององค์กร

สตีฟ จ็อบส์ โปรโมท ‘Toy Story’ และ Pixar ไม่เพียงแต่ในด้านคุณภาพของแอนิเมชั่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างแบรนด์และความสัมพันธ์อันดีกับ Disney ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Toy Story กลายเป็นแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่ สตีฟ จ็อบส์ คาดการณ์ว่า Toy Story จะมีอายุยาวนานถึง 60 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพและความน่าสนใจของเรื่องราวที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ทุกยุคทุกสมัย

ในปัจจุบัน Toy Story ยังคงเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์แอนิเมชั่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และการกลับมาของ Toy Story 5 ในปี 2026 ยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จและความยั่งยืนของเรื่องราวนี้

สตีฟ จ็อบส์ โปรโมท ‘Toy Story’ และ Pixar ในอดีต ได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับ Pixar และส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นมาเป็นสตูดิโอแอนิเมชั่นชั้นนำของโลกในปัจจุบัน

บทสัมภาษณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถในการมองการณ์ไกลและความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ของ สตีฟ จ็อบส์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก

การที่ สตีฟ จ็อบส์ โปรโมท ‘Toy Story’ และ Pixar สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อทีมงานและความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Pixar ประสบความสำเร็จอย่างสูง

ที่มา – Steve Jobs Hypes Up ‘Toy Story’ and Pixar in Unearthed Interview

RFK Jr. โทษวัคซีนทำแพ้ถั่ว จริงหรือ?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาการแพ้ถั่วในเด็กพบได้น้อยลงมาก ต้องขอบคุณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในคำแนะนำที่แพทย์ให้แก่พ่อแม่ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมาก แต่ RFK Jr. กำลังมองหาผู้ร้ายรายอื่น ซึ่งสอดคล้องกับอุดมการณ์ที่บิดเบี้ยวของเขา

อาจเป็นเรื่องยากที่จะทำรายการปัญหาสุขภาพที่ Robert F. Kennedy Jr. ไม่ได้โทษว่าเป็นเพราะวัคซีน ในการพัฒนาล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ แย้งว่าอาการแพ้ถั่วของเด็กเกิดจากการฉีดวัคซีนที่น่ากลัว

Kennedy กล่าวข้อสังเกตดังกล่าวในระหว่าง งาน ที่จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์โดย Food Allergy Fund หลังจากปฏิเสธทฤษฎีชั้นนำสำหรับการเพิ่มขึ้นของอาการแพ้ถั่วเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งก็คือการขาดการสัมผัสกับอาหารในช่วงปีแรก ๆ ของเรา เขาจึงคาดเดาเกี่ยวกับอลูมิเนียมที่รวมอยู่ในวัคซีนบางชนิดเช่นเดียวกับยาฆ่าแมลง จากนั้นเขาสัญญาว่าจะทำการวิจัยที่จะเปิดเผยผู้ร้ายที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังภาวะนี้

“การศึกษาเหล่านั้นไม่เคยทำมาก่อน ตอนนี้เราจะทำและเราจะระบุสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการแพ้เหล่านี้” เขากล่าว

น่าขันก็คือ อัตราการแพ้อาหารในสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างมากเมื่อเร็ว ๆ นี้ ต้องขอบคุณแพทย์ที่บอกให้พ่อแม่แนะนำถั่วลิสงให้ลูก ๆ เร็วที่สุด

RFK Jr. อาศัยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยส่วนตัวเพื่อหักล้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เขากล่าวว่าความเชื่อมโยงระหว่างอาการแพ้อาหารและการขาดการสัมผัสตั้งแต่เนิ่นๆ นั้นไม่สมเหตุสมผลสำหรับเขา เนื่องจากประสบการณ์ของเขากับลูก ๆ ของเขาเอง ซึ่งห้าคนมีอาการแพ้ เด็กคนหนึ่งมีรายงานว่ามีอาการแพ้ถั่วรุนแรงจนต้องไปห้องฉุกเฉิน 22 ครั้งก่อนที่พวกเขาจะอายุครบสองขวบ

“บ้านของฉันเต็มไปด้วยเนยถั่ว และฉันกินเนยถั่วสองมื้อต่อวัน และภรรยาของฉันกินเนยถั่วตอนตั้งครรภ์” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเราควรให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อม เช่น อลูมิเนียมในวัคซีนและยาฆ่าแมลง

เว็บไซต์ CDC สนับสนุนความเชื่อมโยงที่ถูกหักล้างระหว่างวัคซีนและออทิสติก

อลูมิเนียมบางครั้งถูกเติมลงในวัคซีนเพื่อเพิ่มความสามารถในการกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมจากร่างกายของเรา และการรวมไว้สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาท้องถิ่นจากการฉีดวัคซีน เช่น รอยแดงหรืออาการปวดบริเวณที่ฉีด (โดยปกติแล้วนี่เป็นสัญญาณของการพัฒนาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันตามที่หวังไว้) นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้นี้อย่างละเอียด เพื่อดูว่าส่วนผสมนี้อาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวหรือไม่ และการวิจัยส่วนใหญ่ล้มเหลวในการค้นหาสิ่งที่น่ากังวล

ตัวอย่างเช่น การศึกษาที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างปริมาณอลูมิเนียมทั้งหมดที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนในช่วงสองปีแรกของชีวิตกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของ 50 สภาวะที่แตกต่างกัน รวมถึงความผิดปกติของภูมิแพ้ ในขณะเดียวกัน งานวิจัยบางชิ้น แนะนำว่า การสัมผัสกับยาฆ่าแมลงอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหอบหืด แต่ไม่ใช่โรคภูมิแพ้ชนิดอื่น ๆ

นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้คนสัมผัสกับอลูมิเนียมในปริมาณเล็กน้อยจากทุกสิ่ง และปริมาณที่ใช้ในวัคซีนน้อยกว่าที่เราได้รับจากอาหารหรือเครื่องดื่มของเรามาก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Kennedy และพันธมิตรต่อต้านการฉีดวัคซีนของเขาได้ พยายาม ชี้ไปที่อลูมิเนียมในวัคซีนว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง และไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มด้านสุขภาพจำนวนมากไม่เห็นด้วย

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา American Academy of Pediatrics ได้ ระบุ อย่างชัดเจนว่า “หลักฐานแสดงให้เห็นว่าวัคซีนที่มีอลูมิเนียมมีความปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก การวิจัยไม่พบหลักฐานว่าอลูมิเนียมในวัคซีนก่อให้เกิด ภาวะภูมิต้านตนเอง ความผิดปกติทางระบบประสาท หรือ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง

สิ่งที่ทำให้เรื่องไร้สาระล่าสุดจาก Kennedy นี้ งงงวยยิ่งกว่าเดิมคือช่วงเวลาของมัน อาการแพ้เป็นภาวะที่ซับซ้อน และมักจะมีสาเหตุมากกว่าหนึ่งสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง เช่น พันธุกรรมของเรา แต่ผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ตรวจสอบความถูกต้องของสมมติฐานของการป้องกันอาการแพ้อาหารตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่างมาก

6 อาหารเสริมที่ RFK Jr. ชื่นชอบ แต่วิทยาศาสตร์บอกว่าส่วนใหญ่ไร้ประโยชน์

เป็นเวลาหลายปีที่แพทย์บอกให้พ่อแม่หลีกเลี่ยงการแนะนำถั่วลิสงให้ลูก ๆ เร็วเกินไป (ก่อนอายุสามขวบ) โดยอิงจากการศึกษาบางชิ้นที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการไวต่อความรู้สึกมากเกินไป แต่ การศึกษาที่สำคัญในปี 2015 ล้มเหลวในการสนับสนุนความเสี่ยงนั้น และชี้ให้เห็นถึงผลการป้องกันจากการสัมผัสตั้งแต่เนิ่น ๆ ในที่สุด หลักฐานนี้ก็โน้มน้าวผู้เชี่ยวชาญมากพอที่จะเปลี่ยนทิศทาง

เริ่มตั้งแต่ปี 2015 กลุ่มการแพทย์ต่างๆ ได้เปลี่ยนแนวทางของพวกเขาเกี่ยวกับอาการแพ้ถั่วลิสง โดยมีผู้ติดตามมากขึ้นในปี 2017 ตอนนี้พวกเขาแนะนำให้พ่อแม่แนะนำอาหารที่มีถั่วลิสงให้ลูก ๆ เร็วที่สุดตั้งแต่อายุสี่เดือน ในปีต่อ ๆ มา หลังจากนั้น อาการแพ้อาหารในสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาเมื่อต้นเดือนตุลาคม พบว่า กรณีแพ้ถั่วที่ได้รับการวินิจฉัยลดลง 43% หลังจากการเปลี่ยนแปลงในปี 2017 ในขณะที่อาการแพ้อาหารโดยทั่วไปลดลง 36%

เด็กบางคนสามารถและยังคงมีอาการแพ้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะสัมผัสกับถั่วลิสงตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ตาม และดังที่แสดงให้เห็นโดยการเปลี่ยนแปลงแนวทางล่าสุดนี้ บางครั้งฉันทามติทางการแพทย์ก็ผิดพลาดในตอนแรก แต่ท้ายที่สุด ฉันอยากจะเชื่อมั่นในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากกว่าความสามารถในการตัดสินใจของ RFK Jr.

RFK Jr. โทษวัคซีนทำแพ้ถั่ว จริงหรือ?

ทำไม RFK Jr. ถึงโทษวัคซีนว่าทำให้เกิดอาการแพ้ถั่ว?

RFK Jr. พยายามเชื่อมโยงวัคซีนกับอาการแพ้ถั่ว โดยอ้างว่าสารอลูมิเนียมในวัคซีนอาจเป็นสาเหตุ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างนี้ และแสดงให้เห็นว่าการแนะนำอาหารที่มีถั่วลิสงตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยป้องกันอาการแพ้ได้

อาการแพ้อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการแพ้ถั่ว เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะสรุปว่า วัคซีน เป็นสาเหตุของ อาการแพ้ถั่ว การแพร่หลายของ RFK Jr. โทษวัคซีนทำแพ้ถั่ว จริงหรือ? กลายเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด

สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนหรือการจัดการอาการแพ้ การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพของเรา

ที่มา – RFK Jr. Is Now Blaming Vaccines on Peanut Allergies, Despite the Evidence

SpaceX Starship รุ่นใหม่ระเบิดระหว่างทดสอบ

SpaceX ได้เปิดตัว Starship รุ่นอัปเกรดสำหรับการทดสอบก่อนการปล่อยตัว แต่ภาพของบูสเตอร์รุ่นต่อไปแสดงให้เห็นร่องรอยความเสียหายก่อนการบินโคจรรอบโลกครั้งแรกของ Starship ในช่วงต้นปีหน้า

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา SpaceX ได้เริ่มการทดสอบก่อนการปล่อยตัวรอบแรกของ Booster 18 ซึ่งเป็น Super Heavy ตัวแรกสำหรับ Starship เวอร์ชัน 3 ที่จะเปิดตัวในปี 2026 ฟุตเทจที่ได้รับจากไซต์ทดสอบ Massey ของบริษัทในเท็กซัสแสดงให้เห็นว่าบูสเตอร์ ระเบิด ที่ฐานที่มั่น และ ภาพ ที่โพสต์ในภายหลังบน X ยังเผยให้เห็นความเสียหายอย่างรุนแรงที่ส่วนล่างของจรวดซึ่งเป็นที่เก็บเชื้อเพลิงเหลวออกซิเจน

Booster 18 seems to have just exploded during testing at the Massey outpost. pic.twitter.com/fmVdYPmWvA

— LabPadre Space (@LabPadre) November 21, 2025

“การดำเนินการครั้งแรกจะทดสอบระบบเชื้อเพลิงที่ออกแบบใหม่ของบูสเตอร์และความแข็งแรงของโครงสร้าง” SpaceX เขียน บน X อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเสียหายที่จรวดได้รับระหว่างการทดสอบ

เมื่อเดือนที่แล้ว Starship เวอร์ชัน 2 เปิดตัวเป็นครั้งสุดท้าย ปิดฉากการดำเนินงานสองปีด้วยความสำเร็จในการทดสอบการบิน จรวดรุ่นที่สองเปิดตัวในวิถีโคจรย่อยระดับ แต่ขณะนี้ SpaceX กำลังหันความสนใจไปที่ Starship รุ่นที่สามที่ใหญ่กว่าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการบินโคจรรอบโลกครั้งแรก

Starship รุ่นต่อไปมีฟีเจอร์เป็นยานพาหนะที่ใหญ่กว่าซึ่งสามารถบรรทุกเชื้อเพลิงได้มากขึ้น จรวดยังใช้เครื่องยนต์รุ่นที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ Raptor รุ่นที่สาม แม้ว่าการทดสอบการบินสองครั้งล่าสุดของ Starship จะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็เป็นไปตาม ชุดของการเปิดตัวที่ล้มเหลว ก่อนหน้านี้ในปีนี้ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางสู่การปฏิบัติงานของจรวด ดังนั้นจึงมีหลายอย่างที่ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ Starship รุ่นล่าสุด จรวดรุ่นใหม่นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อมีการอัปเกรดและการแก้ไขการออกแบบหลายอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงแนวการระเบิดของเวอร์ชัน 2

เมื่อต้นเดือนกันยายน Elon Musk ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ SpaceX ยอมรับว่าเนื่องจาก “ทุกอย่างเปลี่ยนไปในจรวดด้วยเวอร์ชัน 3” จะมี เส้นทางการเรียนรู้กับต้นแบบใหม่ Starship ที่ได้รับการอัปเกรด “อาจมีอาการปวดฟันในระยะเริ่มต้นบ้างเพราะเป็นการออกแบบใหม่ที่รุนแรง” เขากล่าวระหว่างการสัมภาษณ์

ยังไม่ชัดเจนว่าการระเบิดที่เห็นได้ชัดเจนของ Booster 18 เป็นอุบัติเหตุหรือจงใจ เนื่องจาก SpaceX อาจกำลังผลักดันจรวดไปจนถึงจุดแตกหัก ซึ่งเป็นความล้มเหลวโดยเจตนา เพื่อดูว่าจรวดทำงานได้ดีเพียงใดภายใต้สภาวะที่รุนแรง ไม่ว่าด้วยวิธีใด SpaceX ก็มีกำหนดเวลาที่กระชั้นชิดในการส่งมอบ Starship ที่สามารถลงจอดนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ได้ในปี 2027 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ Artemis 3 ของ NASA เนื่องจากการพัฒนาล่าช้า Sean Duffy หัวหน้าหน่วยงานของ NASA เพิ่งเปิดเผยว่า หน่วยงานอาจเปิดสัญญา Artemis 3 ใหม่ ให้กับคู่แข่งของ SpaceX

Musk ยังกล่าวอีกว่าเขาต้องการส่ง Starship ที่ไม่มีคนขับไปยังดาวอังคารในช่วงหน้าต่างการเปิดตัวที่จะมาถึงในปีหน้า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของ Starship รุ่นต่อไปในการเข้าสู่วงโคจรภายในปีหน้าและความสำเร็จของบริษัทในการเรียนรู้วิธีการบินจรวดที่ใหญ่ขึ้นในวิถีโคจรใหม่

SpaceX Starship รุ่นใหม่ระเบิดระหว่างทดสอบ

การระเบิดของ SpaceX Starship รุ่นใหม่ระเบิดระหว่างทดสอบ สร้างความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของเทคโนโลยีนี้สำหรับภารกิจในอนาคต เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง.

ผลกระทบต่อภารกิจ Artemis 3

ความล่าช้าและความล้มเหลวในการทดสอบ SpaceX Starship รุ่นใหม่ระเบิดระหว่างทดสอบ อาจส่งผลกระทบต่อกำหนดการของภารกิจ Artemis 3 ของ NASA ซึ่งมีเป้าหมายที่จะนำนักบินอวกาศกลับสู่ดวงจันทร์ในปี 2027 ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความพร้อมของ Starship ทำให้ NASA พิจารณาทางเลือกอื่นสำหรับภารกิจนี้

การพัฒนา Starship ยังคงเป็นโครงการที่มีความทะเยอทะยานอย่างมาก แต่เหตุการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายที่ยังคงต้องเผชิญ การทดสอบที่ประสบความสำเร็จและการปรับปรุงการออกแบบเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ Starship สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ การระเบิดของ SpaceX Starship รุ่นใหม่ระเบิดระหว่างทดสอบ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการสำรวจอวกาศยังคงเป็นความพยายามที่มีความเสี่ยงสูง

ที่มา – SpaceX’s Next-Gen Starship Booster Explodes During Test

ข่าวหลุดแรก! iPhone 18 Pro มาแล้ว

ชื่นชอบดีไซน์อลูมิเนียมและกระจกแบบทูโทนของ iPhone 17 Pro ไหม? อย่าเพิ่งชินกับมันมากเกินไป!

นักวิเคราะห์เทคโนโลยีจาก GF Securities, Jeff Pu ผู้ซึ่งมีประวัติที่น่าเชื่อถือในการสืบสวนห่วงโซ่อุปทานเพื่อคาดการณ์สิ่งที่ Apple กำลังทำอยู่ กล่าวว่า “iPhone 18 Pro” ซีรีส์ในปีหน้า จะมีสองคุณสมบัติที่แตกต่างจาก iPhone 17 Pro / 17 Pro Max ที่เพิ่งเปิดตัวไปในเดือนกันยายน

จากรายงานที่ 9to5Mac ได้เห็น Apple อาจจะลดขนาด Dynamic Island ลงในที่สุด ซึ่งเป็นส่วนที่เว้าเป็นรูปเม็ดยาที่ประกอบด้วยกล้องหน้าและเซ็นเซอร์ TrueDepth สำหรับ Face ID โดย Dynamic Island ได้ถูกเปิดตัวครั้งแรกใน iPhone 14 Pro ในปี 2022 ซึ่งต่างจากกล้องเซลฟี่แบบเจาะรูทั่วไปบนโทรศัพท์ Android ที่ Apple สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนด้วยความสามารถในการแสดงการแจ้งเตือนและกิจกรรมสดต่างๆ เช่น การควบคุมเพลง ตัวจับเวลา และเวลารถโดยสารและการจัดส่งอาหาร

ตามที่ Pu กล่าว Dynamic Island ไม่ได้หายไปไหน แค่มีขนาดเล็กลงเท่านั้น และขอบคุณพระเจ้า เพราะมันรบกวนสายตามากกว่ารอยบากบน iPhone รุ่นเก่าๆ อีก อย่าเชื่อฉัน? แค่ลองดูวิดีโอแบบเต็มหน้าจอบนแอปต่างๆ แล้วสังเกตว่าแต่ละแอปปรับให้เหมาะสมกับ Dynamic Island แตกต่างกันอย่างไร บางแอปแสดงส่วนที่เว้าเป็นเม็ดยาสีดำ บางแอปก็แค่ทำให้วิดีโอเล็กลงเพื่อหลีกเลี่ยง หรือปรับให้พอดีกับบางส่วนของมัน น่าเสียดายที่ Pu ไม่ได้บอกว่า Dynamic Island บน iPhone 18 Pro ซีรีส์ จะมีขนาดเล็กลงแค่ไหน ดังนั้นเราคงต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่มีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางสำหรับ iPhone 18 Pro คือการปรับเปลี่ยนดีไซน์แบบทูโทน โดยมีรายงานว่า Apple วางแผนที่จะเปลี่ยนส่วนกระจกให้กลมกลืนกับกรอบอลูมิเนียมมากขึ้น โดยให้เข้ากับสีของโลหะอะโนไดซ์ได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะไม่สำคัญสำหรับคนที่ใช้เคส แต่ส่วนที่เว้านี้ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่สุดบน iPhone 17 Pro สีเงิน กลับให้ความรู้สึกที่ไม่เข้ากันเล็กน้อย แผ่นกระจกมีความจำเป็นสำหรับการชาร์จแบบไร้สาย แต่มันไม่ได้ทำให้ดีไซน์ดูไร้รอยต่อ

Pu ยังคาดการณ์ว่า Apple จะเปิดตัว iPhone 17e ซึ่งเป็นการรีเฟรช iPhone 16e ในช่วง “กลางไตรมาสที่ 1 ปี 2026” ซึ่งน่าจะเปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ iPhone 17 ที่ราคาไม่แพงมาก อาจมีชิป A19 และกล้อง Center Stage ความละเอียด 18 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นสองคุณสมบัติใน iPhone 17 ทั้งสองสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เมื่อพิจารณาว่า iPhone รุ่น “SE” และ “E” มักจะเป็นอุปกรณ์ที่มีชิ้นส่วนเก่าหลายรุ่น เพื่อให้ราคาต่ำ

เมื่อ Tim Cook อาจพร้อมที่จะลาออกจากตำแหน่ง CEO อนาคตของ Apple ก็ไม่เคยมีความไม่แน่นอนมากเท่านี้มาก่อน บางทีถึงเวลาที่จะเปลี่ยนสิ่งต่างๆ อย่างแท้จริงแล้ว

ข่าวหลุดแรก! iPhone 18 Pro มาแล้ว

อะไรใหม่ใน iPhone 18 Pro?

ข่าวหลุดแรกเกี่ยวกับ iPhone 18 Pro ได้เผยให้เห็นการปรับปรุงที่น่าสนใจหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการลดขนาดของ Dynamic Island ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เปิดตัวใน iPhone 14 Pro การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ประสบการณ์การใช้งานหน้าจอดีขึ้น และลดการบดบังเนื้อหาบนหน้าจอ

นอกจากนี้ การปรับปรุงดีไซน์แบบทูโทนยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจใน iPhone 18 Pro ที่จะทำให้ส่วนกระจกด้านหลังกลมกลืนกับกรอบอลูมิเนียมมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยเสริมความสวยงามและทำให้ตัวเครื่องดูหรูหรามากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาตัวเลือกที่คุ้มค่า iPhone 17e ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามอง คาดว่าจะมาพร้อมกับชิป A19 และกล้อง Center Stage ความละเอียด 18 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ได้รับการปรับปรุงจากรุ่นก่อนหน้า

โดยรวมแล้ว ข่าวหลุดแรกของ iPhone 18 Pro แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่น่าสนใจหลายประการ ทั้งในด้านดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน ทำให้ผู้ที่กำลังรอคอย iPhone รุ่นใหม่ๆ ได้เห็นถึงทิศทางที่ Apple กำลังมุ่งไป

ข่าวหลุดแรก! iPhone 18 Pro นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และเราคาดว่าจะได้เห็นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iPhone รุ่นใหม่นี้ในอนาคตอันใกล้นี้ หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ iPhone อย่าพลาดที่จะติดตามข่าวสารและอัปเดตใหม่ๆ ที่จะมาถึง

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งาน iPhone ของคุณอย่างไร? คุณคิดว่า Apple ควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงคุณสมบัติใดใน iPhone รุ่นใหม่ๆ?

ที่มา – The First iPhone 18 Pro Leaks Are Already Here