ผู้เขียน: lalika69_admin

FTC จ่อฟ้อง Amazon ปมปั่นราคาโฆษณาไม่โปร่งใส

เชื่อว่าเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่วางขายสินค้าบน Amazon คงต้องมีสะดุ้งกันบ้าง เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวใหญ่ว่า FTC จ่อฟ้อง Amazon ปมปั่นราคาโฆษณาไม่โปร่งใส ซึ่งอาจสั่นคลอนรากฐานการทำโฆษณาบนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่รายนี้ไปอีกนาน โดยประเด็นสำคัญที่หน่วยงานกำกับดูแลกำลังเพ่งเล็งคือเรื่องการแอบตั้ง "ราคาขั้นต่ำ" หรือ Reserve Pricing แบบไม่เปิดเผย

FTC จ่อฟ้อง Amazon ปมปั่นราคาโฆษณาไม่โปร่งใส คืออะไร?

หลายคนอาจจะสงสัยว่า การที่ Amazon มีราคาขั้นต่ำในการประมูลโฆษณาจะเป็นเรื่องใหญ่ระดับรัฐบาลได้อย่างไร? ลองนึกภาพดูนะครับ หากคุณเป็นผู้ขายที่อยากให้คนเห็นสินค้า แต่ระบบดันตั้งราคา "ขั้นต่ำแอบแฝง" ไว้โดยที่คุณไม่รู้ แล้วหลอกให้คุณกดประมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แข่งกับเงาของตัวเอง ทั้งที่คุณควรได้โฆษณาในราคาที่ถูกกว่า นี่คือจุดที่ FTC มองว่าเป็นการไม่โปร่งใสและสร้างความเสียหายต่อผู้ขายทั่วโลก

เบื้องหลังการตรวจสอบเมื่อ FTC จ่อฟ้อง Amazon ปมปั่นราคาโฆษณาไม่โปร่งใส

นอกจากเรื่องราคาประมูลแล้ว รายงานของ Bloomberg ยังชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงกับพฤติกรรมที่เรียกว่า "Enshittification" หรือการที่แพลตฟอร์มค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองให้แย่ลงเพื่อรีดไถผลประโยชน์จากผู้ขายและผู้ซื้อ โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจดังนี้:

  • การแทรกโฆษณาจนล้นหน้าเพจ ทำให้สินค้าทั่วไปถูกเบียดตกอันดับ
  • ผู้ขายไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมจ่ายเงินทำโฆษณาเพื่อให้สินค้าถูกมองเห็น
  • ความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันระหว่าง Amazon กับผู้ขายรายย่อย

จากข้อมูลรายได้โฆษณาของ Amazon ในปี 2025 ที่พุ่งสูงถึง 68 พันล้านดอลลาร์ มันสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับส่วนนี้มากแค่ไหน และถ้าหากมีการพิสูจน์ได้ว่าระบบการประมูลไม่เป็นธรรมจริงๆ ค่าปรับที่จะตามมาอาจพุ่งทะลุหลักหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อีคอมเมิร์ซ

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ได้กระทบแค่ Amazon เท่านั้น แต่ยังรวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ก็โดนเพ่งเล็งในลักษณะคล้ายคลึงกัน หากกฎหมายเข้ามาคุมเข้มการทำ Auction-based ads ให้โปร่งใสมากขึ้น ไม่ใช่แค่ผู้ขายที่ได้ประโยชน์ แต่ผู้บริโภคเองก็จะได้เห็นสินค้าที่มีคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่แค่สินค้าที่ทุ่มเงินโฆษณามากที่สุด

เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าศึกครั้งใหญ่ระหว่าง FTC และ Amazon จะจบลงอย่างไร แต่สำหรับผู้ขายทุกคน นี่คือสัญญาณเตือนว่ายุคของการแข่งขันที่ไร้กฎเกณฑ์กำลังจะสิ้นสุดลง การทำธุรกิจที่พึ่งพาแค่แพลตฟอร์มเดียวเสี่ยงเกินไปแล้วครับ คุณเห็นด้วยไหม?

ที่มา – A Major Legal Action From the FTC May Soon Target Amazon’s Ads

เจาะลึก ประวัติและเส้นทางการทำงาน ประยูร ครองยศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 11

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องราวทางการเมืองท้องถิ่นที่น่าสนใจกันบ้าง โดยเฉพาะกับ ประวัติและเส้นทางการทำงาน ประยูร ครองยศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 11 หนึ่งในบุคคลที่ผ่านประสบการณ์การทำงานในกรุงเทพมหานครมาอย่างโชกโชน ซึ่งทำให้เขากลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าจับตามองในเวทีการเลือกตั้งครั้งนี้ครับ

เจาะลึก ประวัติและเส้นทางการทำงาน ประยูร ครองยศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 11

คุณประยูร หรือที่หลายคนรู้จักในฐานะข้าราชการผู้มีประสบการณ์สูง เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2503 ปัจจุบันอายุ 66 ปี หากดูจากประวัติการศึกษาแล้วถือว่าไม่ธรรมดาเลยครับ เพราะจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก ศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย แถมยังมีดีกรีปริญญาโทถึง 2 ใบจากรั้วจุฬาฯ ทั้งด้านครุศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งสิ่งนี้ช่วยยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการลับคมความรู้ของเขาได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของเส้นทางการทำงาน คุณประยูรเติบโตมาจากสายงานด้านการศึกษาและการบริหารส่วนท้องถิ่นโดยตรง เขาเริ่มต้นจากการเป็นครูที่โรงเรียนวัดคลองเตย ก่อนจะค่อยๆ ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งสายบริหารระดับเขตหลายแห่ง เช่น สำนักงานเขตประเวศ, บางกะปิ, และวัฒนา ประสบการณ์เหล่านี้เองที่เป็นเสมือน “ห้องเรียนใบใหญ่” ที่ทำให้เขารู้ลึกถึงปัญหาของคนกรุงเทพฯ ในทุกมิติ

ประสบการณ์ในระดับบริหารสูงสุด

เส้นทางชีวิตราชการของคุณประยูรไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้นครับ แต่เขายังไต่เต้าจนได้รับตำแหน่งสำคัญ เช่น:

  • ผู้อำนวยการเขตคลองสาน
  • รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. (ปี 2563)
  • ผู้ตรวจราชการสูง สังกัดสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร ก่อนเกษียณอายุราชการ

การที่เขาเป็นข้าราชการที่ทำงานอยู่เบื้องหลังมานาน ทำให้คุณประยูรเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองหลวงเป็นอย่างดี ซึ่งการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในนามอิสระด้วยหมายเลข 11 นี้ ถือเป็นการนำเอาความรู้เชิงลึกมาปรับใช้ในบทบาทของผู้บริหารสูงสุดของเมืองกรุง

หากมองในมุมของแนวโน้มทางการเมืองปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่าผู้สมัครที่มีฐานรากมาจากงานบริหารท้องถิ่นและเข้าถึงปัญหาคนทำงานจริง มักจะได้รับความสนใจไม่น้อยครับ สำหรับ ประวัติและเส้นทางการทำงาน ประยูร ครองยศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 11 นั้นถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความเข้าใจในระบบราชการไทย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในนโยบายที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์บริหารงานจริง นี่คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามในการเข้าคูหาหย่อนบัตรครั้งต่อไปครับ

ที่มา – ประวัติและเส้นทางการทำงาน ประยูร ครองยศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 11

ChatGPT ครองตลาด AI Assistant ต่ำกว่าครึ่งเป็นครั้งแรก

เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นตากับชื่อ ChatGPT มาตลอดช่วงปีที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในโลกของ AI จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแล้วครับ เพราะล่าสุดมีรายงานจาก Sensor Tower ระบุว่า ChatGPT ครองตลาด AI Assistant ต่ำกว่าครึ่งเป็นครั้งแรก แม้จะยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในแง่ของจำนวนผู้ใช้งาน แต่ตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่เคยเกิน 50% ก็ได้ลดลงมาอยู่ที่ 46.4% ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าการแข่งขันกำลังดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ

สาเหตุที่ ChatGPT ครองตลาด AI Assistant ต่ำกว่าครึ่งเป็นครั้งแรก

การที่ส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีสาเหตุครับ หากเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในช่วงปีที่ผ่านมา OpenAI ต้องเผชิญกับมรสุมหลายด้าน ทั้งเรื่องการปรับกลยุทธ์ภายในที่เปลี่ยนโฟกัสไปสู่กลุ่มลูกค้าองค์กร (Enterprise) อย่างหนัก จนดูเหมือนความรู้สึกสนุกและอิสระแบบช่วงแรกๆ เริ่มจางหายไป นอกจากนี้ การตัดสินใจร่วมมือกับทางเพนตากอนยังกลายเป็นประเด็นดราม่าที่ทำให้เกิดแคมเปญ QuitGPT ซึ่งมีผู้ใช้งานบางส่วนประกาศเลิกใช้และหันไปหาทางเลือกอื่นแทน

คู่แข่งที่กำลังมาแรงและสภาวะตลาด AI ในปัจจุบัน

ต้องยอมรับว่าตลาด AI ไม่ได้มีแค่ OpenAI เจ้าเดียวอีกต่อไป เพราะแม้แต่ Claude จาก Anthropic ที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 10.3% อาจจะดูตัวเลขน้อยเมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google Gemini (27.7%) แต่หากดูอัตราการเติบโตแบบปีต่อปี (Year-over-Year) แล้ว Claude กลับโดดเด่นอย่างมากด้วยอัตราที่สูงถึง 640% ในขณะที่ ChatGPT เติบโตเพียง 62% เท่านั้น

ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ChatGPT ยังรวมถึง:

  • การเริ่มใส่โฆษณาเข้ามาในแชท ซึ่งทำให้ผู้ใช้บางส่วนรู้สึกไม่พอใจ
  • การปิดโปรเจกต์วีดีโอ Sora เพื่อหันไปเน้นผลิตผลงานทางธุรกิจแทน
  • กระแสการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากฝั่ง Anthropic ที่สร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวกได้มากกว่าในมุมมองของนักกิจกรรม

ถึงแม้ว่า OpenAI จะชนะคดีความกับ Elon Musk มาได้ ซึ่งถือเป็นข่าวดีในฝั่งธุรกิจ แต่การที่ ChatGPT ครองตลาด AI Assistant ต่ำกว่าครึ่งเป็นครั้งแรก ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าในยุคของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไวเช่นนี้ ไม่มีแบรนด์ไหนที่สามารถนอนใจกับความสำเร็จในอดีตได้นานครับ สำหรับผู้ใช้งานอย่างเรา การมีตัวเลือกที่หลากหลายและคู่แข่งที่สูสีกันมากขึ้นถือเป็นเรื่องดี เพราะมันบังคับให้เจ้าตลาดต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อแย่งชิงความประทับใจจากเรากลับมาให้ได้

ที่มา – For the First Time, ChatGPT Reportedly Has Less Than Half of the AI Assistant Market

แฟนๆ Widow’s Bay เตรียมเฮ! Katie Dippold อยากเพิ่มบท Rosemary และ Dale

เชื่อว่าถ้าใครได้ดูซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Widow’s Bay บน Apple TV แล้ว จะต้องตกหลุมรักเหล่าตัวละครสุดแปลกที่อาศัยอยู่บนเกาะต้องสาปแห่งนี้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองที่ดูเพี้ยนๆ แต่มีเสน่ห์ หรือพนักงานในศาลาว่าการเมืองที่เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา แต่ท่ามกลางตัวละครมากมาย มีอยู่คู่หูหนึ่งที่แฟนๆ ต่างเรียกร้องอยากเห็นบทบาทของพวกเขามากขึ้น นั่นคือ Rosemary และ Dale นั่นเองครับ

แฟนๆ Widow’s Bay เตรียมเฮ! Katie Dippold อยากเพิ่มบท Rosemary และ Dale

ดูเหมือนว่า Katie Dippold ผู้สร้างและโชว์รันเนอร์ของซีรีส์จะเข้าใจความต้องการของแฟนคลับเป็นอย่างดี เธอรู้แล้วว่าคู่หูสุดคัลท์อย่าง Dale (รับบทโดย Jeff Hiller) และ Rosemary (รับบทโดย Dale Dickey) นั้นเข้าขากันได้ดีเยี่ยมจนกลายเป็นขวัญใจผู้ชมไปเรียบร้อยแล้ว ในการสัมภาษณ์ล่าสุดกับทาง the Hollywood Reporter ก่อนที่ซีซันหนึ่งจะจบลง Dippold ได้แง้มถึงความคาดหวังสำหรับซีซันที่สองที่แฟนๆ ต่างรอคอย

การขยายจักรวาลและบทบาทที่แฟนๆ รอคอยสำหรับ Rosemary และ Dale

Dippold เผยว่าในห้องเขียนบทนั้น ทีมงานสนุกกับการสำรวจประวัติศาสตร์ของเกาะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมาก แต่ยังมีหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ถ่ายทอดออกมา เธอมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะขยายเส้นเรื่องของตัวละครที่เรารัก “ฉันอยากจะทำตอนพิเศษที่เจาะลึกเฉพาะตัวของ Rosemary สำหรับบทของ Dale Dickey และตอนของ Dale สำหรับ Jeff Hiller จริงๆ ค่ะ” เธอกล่าว

นอกจากนี้ เธอยังทิ้งท้ายว่ายังมีตัวละครอีกมากมายที่น่าค้นหาบนเกาะแห่งนี้ เหมือนกับมีซอกมุมที่เต็มไปด้วยความลึกลับที่รอการเปิดเผย ซึ่งรวมถึงตัวละคร Bechir (รับบทโดย Kevin Carroll) อีกด้วย เชื่อว่าแฟนซีรีส์คงจะดีใจกันถ้วนหน้า หากเราได้เห็นเรื่องราวเบื้องหลังที่ลึกซึ้งขึ้นของพวกเขาในอนาคต

สำหรับทิศทางของซีรีส์ในซีซันต่อไปที่คุณจะได้พบ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การเจาะลึกปูมหลังของตัวละครรองที่ผู้ชมหลงรัก
  • การสำรวจความลับของเกาะที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน
  • การพัฒนาความสัมพันธ์ของคู่หูสุดป่วนอย่าง Rosemary และ Dale
  • การกลับมาของตัวละครที่แฟนๆ เรียกร้องกันเข้ามาอย่างหนาแน่น

ส่วนตัวผมมองว่าความสำเร็จของ Widow’s Bay ไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่องที่เข้มข้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การให้ความสำคัญกับตัวละครที่เป็นสีสันของเรื่องอย่าง Rosemary และ Dale นี่แหละครับที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีความเป็นมนุษย์และเข้าถึงใจแฟนๆ ได้ดีที่สุด รอติดตามกันต่อไปว่าซีซันสองจะจัดเต็มแค่ไหน!

ที่มา – Katie Dippold Knows You Want More Rosemary and Dale on ‘Widow’s Bay’

Microsoft เล็งใช้ DeepSeek ของจีนใน Copilot

ในโลกของเทคโนโลยีที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว Microsoft กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อบริษัทดูเหมือนจะเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการลดต้นทุน AI โดยมีข่าวลือว่า Microsoft เล็งใช้ DeepSeek ของจีนใน Copilot เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นจากการใช้โมเดลราคาแพงในปัจจุบัน

เหตุผลที่ Microsoft เล็งใช้ DeepSeek ของจีนใน Copilot

ด้วยต้นทุนการประมวลผลที่สูงลิ่วจากการใช้งาน AI ผ่านหน่วยประมวลผลหรือ “token” จำนวนมหาศาล ทำให้ Microsoft จำเป็นต้องหาทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าเดิม การหันไปใช้ DeepSeek-V4 ซึ่งเป็นโมเดล Open-source ยอดนิยมจากประเทศจีน จึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการนำมาปรับใช้กับ Microsoft 365 Copilot เพราะบริษัทต้องการอิสระที่ไม่ต้องยึดติดกับผู้ให้บริการรายใหญ่เพียงเจ้าเดียวเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

เปิดมุมมองเทคโนโลยี: ทำไม Microsoft เล็งใช้ DeepSeek ของจีนใน Copilot ถึงเป็นเรื่องใหญ่?

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดต้นทุนเท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Satya Nadella ที่เคยกล่าวไว้ว่า ระบบนิเวศ AI ที่ถูกครอบงำโดยผู้เล่นเพียงไม่กี่รายนั้นอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม การนำโมเดลจากภายนอกที่ครอบคลุมและราคาถูกเข้ามาใช้ จึงเป็นการสร้างความหลากหลายในตลาด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้อาจกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในทางการเมืองได้ง่ายๆ เนื่องจาก:

  • รัฐบาล Trump มีนโยบายคุมเข้มการใช้เทคโนโลยีจากจีนอย่างหนัก
  • มีการตั้งคำถามถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลหากใช้โมเดลต่างชาติ
  • ความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิ์ในโมเดลที่พัฒนาโดยบริษัทสหรัฐฯ

หาก Microsoft เดินหน้าแผนนี้จริง เราอาจได้เห็นความตึงเครียดครั้งใหม่ระหว่างบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกับหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องขบคิดว่า ความคุ้มค่าทางธุรกิจ จะคุ้มกับความเสี่ยงในเชิงรัฐศาสตร์หรือไม่

โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าโลกของ AI กำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความคุ้มค่า” จะเป็นตัวตัดสินผู้ชนะ แต่ในสมรภูมิที่เรื่องของความมั่นคงของชาติเข้ามาเกี่ยวพัน เกมนี้อาจจบไม่สวยอย่างที่คาดไว้ ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไร? การใช้ AI จากจีนจะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในข้อมูลขององค์กรไทยหรือไม่? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – Microsoft Mulls China’s DeepSeek for Copilot, Probably to Trump’s Chagrin

OpenAI เติบโตไว แต่ขาดทุนหนักกว่าเดิม

ในโลกของเทคโนโลยี AI ขณะนี้ชื่อของ OpenAI ดูเหมือนจะเป็นดาวเด่นที่ใครๆ ต่างก็จับตามอง แต่ล่าสุดได้มีรายงานเจาะลึกสถานะทางการเงินของบริษัทที่เผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า OpenAI เติบโตไว แต่ขาดทุนหนักกว่าเดิม หลายเท่าตัว โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทกำลังเผาเงินลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อไล่ล่าความเป็นเบอร์หนึ่งในวงการปัญญาประดิษฐ์

OpenAI เติบโตไว แต่ขาดทุนหนักกว่าเดิม

รายงานจากสำนักข่าว Financial Times และแหล่งข่าวอย่าง Ed Zitron ระบุว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา OpenAI มียอดขาดทุนสูงถึง 38.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่ขาดทุนอยู่ที่ 5.09 พันล้านดอลลาร์ แม้รายได้จะพุ่งขึ้นจาก 3.7 พันล้านดอลลาร์ไปแตะที่ 13.07 พันล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขรายได้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายมหาศาลที่เกิดขึ้น

ทำไม OpenAI เติบโตไว แต่ขาดทุนหนักกว่าเดิม?

ปัญหาสำคัญอยู่ที่ตัวเลขทางบัญชีที่ซับซ้อน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรจากการเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรไปสู่บริษัทเชิงพาณิชย์ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาโมเดลใหม่ที่ต้องอาศัยพลังประมวลผลและการสนับสนุนจาก Microsoft อย่างมหาศาล โดยในปี 2025 ปีเดียว OpenAI จ่ายเงินให้ Microsoft สูงถึง 17.2 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

  • ค่าวิจัยและพัฒนาพุ่งสูงขึ้นจากการแข่งขันในตลาด AI
  • การปรับโครงสร้างธุรกิจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายพิเศษมหาศาล
  • ความพยายามในการสร้างศูนย์ข้อมูลมูลค่าล้านล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า หากตัดค่าใช้จ่ายที่เป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวทิ้งไป ตัวเลขการขาดทุนอาจจะเหลือเพียงประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขนี้ก็ยังคงถือว่าสูงมากสำหรับบริษัทที่กำลังอยู่ในช่วงขยายตัวอย่างเต็มกำลัง

เรากำลังอยู่ในยุคที่ตลาดให้ความสำคัญกับคำมั่นสัญญาและศักยภาพด้านเทคโนโลยีมากกว่าผลกำไรในปัจจุบัน เหมือนกรณีที่เห็นในหุ้นบริษัทอวกาศชื่อดัง ซึ่งตราบใดที่คนยังเชื่อมั่นในอนาคตของ AI ตัวเลขการขาดทุนเหล่านี้อาจเป็นเพียงแค่ต้นทุนที่บริษัทต้องยอมจ่ายเพื่อครองโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์ต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับการที่บริษัทเทคโนโลยีทุ่มเงินมหาศาลโดยไม่สนกำไร? นี่คือกลยุทธ์ที่ยั่งยืนหรือเป็นเพียงฟองสบู่ที่รอวันแตก มาร่วมแสดงความคิดเห็นกันครับ!

ที่มา – OpenAI Is Growing Fast. Its Losses Are Growing Faster

เจาะลึก Tesla Cybercab รถยนต์ที่ประหยัดพลังงานที่สุด

ถ้าคุณเป็นแฟนคลับของ Elon Musk หรือติดตามเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ามาตลอด คงจะตื่นเต้นไม่น้อยกับข่าวการเปิดตัว Tesla Cybercab ที่หลายคนมองว่านี่อาจจะเป็นรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานที่สุดของค่าย Tesla ในตอนนี้เลยก็ว่าได้ แม้ว่าการเปิดตัวบริการ Robotaxi จะดูล่าช้าและค่อยเป็นค่อยไปกว่าที่หลายคนคาดหวังไว้ แต่ในแง่ของสเปกตัวรถนั้นต้องบอกว่าน่าประทับใจจริงๆ

เจาะลึก Tesla Cybercab รถยนต์ที่ประหยัดพลังงานที่สุด

Tesla Cybercab ถูกออกแบบมาให้เป็นรถยนต์ไร้คนขับแบบเต็มรูปแบบโดยเฉพาะ ซึ่งการตัดพวงมาลัยและแป้นเหยียบออกไปนั้นช่วยให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงอย่างมาก ข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อ EPA ระบุว่า Cybercab มีน้ำหนักตัวรถเหลือเพียง 3,113 ปอนด์ ซึ่งเบากว่า Tesla Model 3 รุ่นที่เบาที่สุดถึง 700 ปอนด์เลยทีเดียว

ประสิทธิภาพที่เหนือชั้นของ Tesla Cybercab

ความน่าทึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องน้ำหนัก แต่จากการทดสอบวัดค่าความประหยัดพลังงาน พบว่า Tesla Cybercab มีค่าความสิ้นเปลืองอยู่ที่ 165 Wh/mi ซึ่งอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีที่สุดในโลก โดยสามารถวิ่งได้ไกลถึง 6 ไมล์ต่อ 1 kWh ของพลังงานไฟฟ้า ซึ่งถือว่าทำได้ดีกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปเกือบเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเลขสเปกน่าประทับใจ แต่การขยาย Robotaxi ของ Tesla กลับเป็นคนละเรื่อง ปัจจุบันบริการนี้ยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่รัฐเท็กซัสเท่านั้น เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Waymo ที่มีการดำเนินงานอย่างจริงจังในหลายเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐอเมริกา

  • การออกแบบที่เน้นความเบาไร้พวงมาลัยและแป้นเหยียบ
  • อัตราการกินไฟที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด
  • การขยายฐานศูนย์บริการเพื่อรองรับระบบล้างรถและชาร์จไฟอัตโนมัติในอนาคต

แม้ว่าการเข้าถึง Tesla Cybercab ในวงกว้างจะยังดูห่างไกล แต่ก็นับว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญของเทคโนโลยีการขนส่งในอนาคต ส่วนตัวผมมองว่า Tesla กำลังเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานใหม่ของความคุ้มค่าและความปลอดภัย มากกว่าการทำสงครามตัวเลขจำนวนรถเพียงอย่างเดียว ต้องมารอดูกันต่อไปครับว่า Musk จะทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จภายในปีนี้หรือไม่

ที่มา – Tesla’s Cybercab May Be Its Most Efficient EV Yet, Despite a Very Slow Rollout of Its Robotaxi Service

Tesla Cybercab ยานยนต์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานที่สุด

ถ้าพูดถึงนวัตกรรมยานยนต์ที่น่าจับตามองที่สุดในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น Tesla Cybercab ที่ Elon Musk หมายมั่นปั้นมือว่าจะเข้ามาเปลี่ยนโลกของการเดินทาง ด้วยดีไซน์แบบรถสองที่นั่งที่ตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไปจนหมด ทำให้มันกลายเป็นรถที่น้ำหนักเบาและดูแปลกตาที่สุดเท่าที่ Tesla เคยผลิตมาเลยทีเดียว

ทำความรู้จัก Tesla Cybercab ยานยนต์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานที่สุด

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเจ้า Cybercab ถึงถูกยอมรับว่าเป็น Tesla Cybercab ยานยนต์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานที่สุด ในสายการผลิตปัจจุบัน ข้อมูลจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ระบุว่าตัวรถมีน้ำหนักเพียง 3,113 ปอนด์ ซึ่งเบากว่า Model 3 รุ่นที่เบาที่สุดถึง 700 ปอนด์ ด้วยมอเตอร์หน้าพลัง 219 แรงม้าและแบตเตอรี่ 48 kWh ทำให้มันสามารถทำระยะทางได้ไกลอย่างน่าทึ่ง โดยมีการวัดค่าความประหยัดพลังงานไว้ที่ 165 Wh/mi เท่านั้น ซึ่งถือว่าเหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันไปไกลมาก

ศักยภาพของ Tesla Cybercab ยานยนต์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานที่สุดในการใช้งานจริง

แม้ตัวเลขบนกระดาษจะดูดีแค่ไหน แต่การใช้งานจริงก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน จากการประเมินพบว่าเจ้าหุ่นยนต์แท็กซี่คันนี้สามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 290-300 ไมล์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และสามารถทำระยะทางได้ถึง 6 ไมล์ต่อการใช้ไฟฟ้าเพียง 1 kWh ซึ่งประสิทธิภาพระดับนี้ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของวงการ EV เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปที่ทำได้เพียง 3-4 ไมล์ต่อ kWh เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสเปคที่โดดเด่น แต่การให้บริการในฐานะ Robotaxi จริงๆ กลับยังไม่ค่อยขยับเขยื้อนเท่าที่ควร ในขณะที่ Waymo กำลังขยายฐานลูกค้าไปทั่วเมืองต่างๆ อย่างรวดเร็ว Tesla กลับยังคงจำกัดการให้บริการอยู่ในวงแคบเพียงไม่กี่เมืองในรัฐเท็กซัสเท่านั้น แม้จะมีการเคลื่อนไหวเรื่องการตั้งจุดชาร์จและล้างรถอัตโนมัติในเมืองใหญ่อย่าง Austin หรือ Las Vegas เพื่อเตรียมขยายตัวในอนาคต

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ:

  • การออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายและไร้พวงมาลัยหรือแป้นเหยียบ
  • ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง
  • การใช้พลังงานที่คุ้มค่าสูงสุดต่อการเดินทาง

ในมุมมองของผม ผมคิดว่า Tesla กำลังค่อยๆ เดินหมากอย่างระมัดระวัง แม้การเปิดตัวจะดูช้าไปบ้าง แต่ความปลอดภัยที่เหนือกว่าและการประหยัดพลังงานที่ยอดเยี่ยม อาจทำให้ Cybercab กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ไร้คนขับในทศวรรษหน้า หาก Tesla สามารถเร่งการขยายบริการให้ครอบคลุมได้ทันตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับนักลงทุน เราคงได้เห็นอนาคตของการเดินทางที่สะดวกและประหยัดกว่าใครครับ

ที่มา – Tesla’s Cybercab May Be Its Most Efficient EV Yet, Despite a Very Slow Rollout if Its Robotaxi Service

ตัวอย่างภาพยนตร์ Hexed ร่ายมนตร์เสน่ห์ชวนหลงใหล

ในที่สุด Walt Disney Animation Studios ก็ปล่อยตัวอย่างแรกของ ตัวอย่างภาพยนตร์ Hexed ออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกันแล้วครับ นี่ถือเป็นการกลับมาทำภาพยนตร์ออริจินัลแบบไม่นับภาคต่อเป็นครั้งแรกในรอบสามปีของค่ายนี้เลยทีเดียว ซึ่งหลังจากที่เราเคยเห็นฟุตเทจสั้นๆ ในงาน CinemaCon เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตอนนี้เราก็ได้เห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นของเรื่องราวและการแสดงนำจาก Hailee Steinfeld และ Rashida Jones ครับ

รู้จักกับ ตัวอย่างภาพยนตร์ Hexed ที่ทุกคนรอคอย

เรื่องราวใน ตัวอย่างภาพยนตร์ Hexed จะพาเราไปพบกับ Billie (ให้เสียงโดย Hailee Steinfeld) เด็กสาววัยรุ่นที่มีความแปลกแยกและมั่นใจในตัวเองสูง กับ Alice (ให้เสียงโดย Rashida Jones) แม่ของเธอผู้แสนจะเจ้าระเบียบ เมื่อ Billie บังเอิญไปปลดปล่อยพลังเวทมนตร์ลึกลับออกมา เธอก็ถูกดึงเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์ชื่อว่า Hexe ซึ่งที่นั่นเธอได้พบกับ Ms. Quill และ Elias Quire ที่รับบทโดยนักแสดงระดับตำนานอย่าง Tracey Ullman และ Stephen Fry

เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ใน ตัวอย่างภาพยนตร์ Hexed

เท่าที่ดูจากตัวอย่างหนังถือว่าทำออกมาได้น่ารักและมีความเป็นมนุษย์สูงมากครับ โดยเฉพาะบทสรุปของเรื่องที่เน้นการค้นหาตัวเองและการเปิดโปงความลับของครอบครัวในโลกเวทมนตร์ ความน่าสนใจเพิ่มเติมยังมีดังนี้:

  • นักแสดงระดับเทพ: การได้ Stephen Fry มาให้เสียงเป็นหนังสือพูดได้คือจุดขายที่น่าสนใจสุดๆ
  • งานภาพตระการตา: ตามสไตล์ดิสนีย์ที่รับรองว่าต้องออกมาสวยงามคุ้มค่าการรอคอย
  • การเล่าเรื่อง: มีการปรับเปลี่ยนตัวละครหลักจากเด็กหนุ่มในแผนงานเริ่มแรก มาเป็นเด็กสาววัยรุ่น เพื่อให้โทนเรื่องมีความเข้าถึงอารมณ์วัยรุ่นที่ซับซ้อนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่ตั้งตารอ ผลงานชิ้นนี้กำกับโดย Fawn Veerasunthorn และ Jason Hand ร่วมกับ Josie Trinidad ซึ่งรับประกันความเข้มข้นได้จากผลงานที่ผ่านมาของพวกเขา เตรียมปักหมุดรอชมความมหัศจรรย์นี้ในโรงภาพยนตร์ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไปครับ บอกเลยว่าคอหนังแฟนตาซีไม่ควรพลาดเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง ส่วนตัวผมเชื่อว่า Hexed จะกลายเป็นอีกหนึ่งอนิเมชั่นระดับขึ้นหิ้งที่จะมามอบความอบอุ่นหัวใจให้เราในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน

ที่มา – ‘Hexed’ Teaser Trailer Casts a Charming Spell