‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันถึงประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการบริหารจัดการเมืองหลวงของเรากันหน่อยครับ นั่นคือเรื่องการจัดการพื้นที่หาบเร่แผงลอย ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญเมื่อ ‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ ในช่วงการดีเบตที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เห็นภาพการทำงานเชิงรุกมากขึ้นครับ
‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้
หลายคนคงเคยสงสัยใช่ไหมครับว่า ทำไมการจัดระเบียบทางเท้าถึงเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกิน คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาฉายภาพให้ชัดเลยว่า ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘การเก็บส่วย’ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่มันคือช่องว่างของระบบที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจส่วนตัวมากเกินไป เมื่อไหร่ที่กฎกติกาไม่ชัด เมื่อนั้นความไม่โปร่งใสก็จะตามมาครับ
กลยุทธ์การแก้ไขปัญหาที่เน้นระบบ ไม่ใช่แค่การปราบปราม
แนวทางที่คุณชัชชาตินำเสนอมีความน่าสนใจมาก คือการเปลี่ยนจากการไล่จับหรือจัดการเป็นรายบุคคลมาเป็นการวาง ‘ระบบ’ ที่ตรวจสอบได้จริง โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ครับ:
- ความชัดเจนของพื้นที่: ต้องมีแผนผังที่ชัดเจนว่าจุดไหนค้าขายได้ จุดไหนเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการสัญจร เพื่อไม่ให้เกิดการโต้เถียงกันในภายหลัง
- การลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่: เมื่อกฎเกณฑ์ทุกอย่างถูกเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรและตรวจสอบได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์ก็จะลดน้อยลงไปเองครับ
- การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน: เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทศกิจ แต่เป็นเรื่องของคนเมืองทุกคนที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา
หากจะพูดให้เห็นภาพชัดขึ้น การที่ ‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ นั้น ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการปฏิรูประบบราชการท้องถิ่นให้กลายเป็น Smart City อย่างแท้จริง การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จะทำให้ความมั่นใจของประชาชนทั้งเมืองกลับคืนมาครับ
ในมุมมองของผม แนวทางการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการพื้นที่ถือเป็นเทรนด์โลกที่เมืองใหญ่ๆ กำลังมุ่งไป การทำให้ข้อมูลเข้าถึงได้ง่ายและตรวจสอบได้จะช่วยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ได้อย่างถาวร ขอให้เราลองจับตาดูโครงการต่อๆ ไปว่าจะทำได้จริงตามที่มุ่งมั่นไว้หรือไม่ เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายบริหารที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งความโปร่งใสครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนเพื่อนๆ ลองช่วยกันแสดงความเห็นว่า ถ้าเราสามารถเปลี่ยนทางเท้าให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์แต่คุยกันได้อย่างเป็นธรรมจริงๆ ชีวิตคนเมืองของเราจะดีขึ้นแค่ไหน มาร่วมกันติดตามและตรวจสอบการทำงานของกทม. ไปพร้อมๆ กันนะครับ
