ผู้เขียน: lalika69_admin

ผู้ว่าฯ กทม. ลงนามแต่งตั้ง 20 ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาร่วมขับเคลื่อนงานเมือง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานครมาฝากกันครับ เกี่ยวกับก้าวสำคัญของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ล่าสุดได้ประกาศแต่งตั้งทีมงานชุดใหม่เพื่อมาช่วยกันพัฒนาเมืองของเราให้ดียิ่งขึ้นครับ

ผู้ว่าฯ กทม. ลงนามแต่งตั้ง 20 ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาร่วมขับเคลื่อนงานเมือง

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิรวมถึง 20 ท่าน เพื่อให้การบริหารงานเมืองหลวงของเรามีความราบรื่นและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพสูงสุดครับ การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแต่งตั้งตำแหน่งทั่วไป แต่เป็นการระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อเข้ามาอุดช่องว่างและผลักดันนโยบายใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่กรุงเทพฯ ครับ

ทำไมถึงต้องมีทีมที่ปรึกษาชุดนี้? การพัฒนาเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนอย่างกรุงเทพฯ ลำพังเพียงกำลังคนในระบบราชการอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่ต้องแข่งขันกับเวลาครับ การดึงเอาคนเก่งจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ สาธารณสุข ไปจนถึงดิจิทัลและผังเมือง จึงเป็นก้าวที่น่าจับตามองมากครับ

รายชื่อทัพหน้าที่จะมาช่วยปรับโฉมกรุงเทพฯ

รายชื่อของที่ปรึกษาทั้ง 20 ท่านนั้นครอบคลุมทุกมิติชีวิตคนเมืองจริงๆ ครับ ดังนี้:

  • ต่อศักดิ์ โชติมงคล (ประธานที่ปรึกษา)
  • ทศพร ศิริสัมพันธ์ (พัฒนาองค์กร)
  • วุฒิสาร ตันไชย (การพัฒนาท้องถิ่น)
  • วิบูลย์ แสงชมภู (กฎหมาย)
  • ฉันชาย สิทธิพันธุ์ (การแพทย์และสาธารณสุข)
  • ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ (พัฒนาชุมชน)
  • พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (ผังเมือง)
  • ต่อภัสสร์ ยมนาค (ความโปร่งใส)
  • พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย (เศรษฐศาสตร์)
  • บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ (ความยั่งยืนเมือง)
  • พณชิต กิตติปัญญางาม (เศรษฐกิจดิจิทัล)
  • สุนิตย์ เชรษฐา (เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วม)
  • สุพจน์ เตชวรสินสกุล (ประสิทธิภาพเมือง)
  • ปฐมพร ศิรประภาศิริ (สาธารณสุขดิจิทัล)
  • แสงชัย ธีรกุลวาณิช และ ภิมุข สิมะโรจน์ (เศรษฐกิจเมือง)
  • นิติพันธ์ พันธุ์วิโรจน์ (ทรัพยากรบุคคล)
  • วีนัส อัศวสิทธิถาวร (การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์)
  • เกศี จันทราประภาวัฒน์ (การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน)
  • วิลาวัลย์ ธรรมชาติ (การมีส่วนร่วมของภาครัฐ)

การเลือกใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแบบนี้ ยืนยันได้ว่า กทม. กำลังมุ่งเน้นการบริหารแบบบูรณาการที่อาศัยข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์ทางวิชาการ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตคนเมืองเป็นอย่างมาก การมีผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มาเป็นพี่เลี้ยงจะช่วยให้ทุกโครงการที่ออกมามีความแหลมคมและใช้งานได้จริงครับ

ในมุมมองของผม การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกของ ผู้ว่าฯ กทม. ลงนามแต่งตั้ง 20 ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาร่วมขับเคลื่อนงานเมือง ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนเก่งรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญได้มีส่วนร่วมกับนโยบายภาครัฐมากขึ้น หากมองในแง่ของเทรนด์เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ทีมนี้คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นได้จริงๆ เราต้องรอดูผลงานกันต่อไปครับว่านโยบายที่ปรับโฉมใหม่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้มากแค่ไหน มาร่วมลุ้นและติดตามการทำงานของทีมนี้ไปด้วยกันนะครับ!

ที่มา – ผู้ว่าฯ กทม. ลงนามแต่งตั้ง 20 ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาร่วมขับเคลื่อนงานเมือง

ผู้ว่าฯ กทม. สั่งปูพรม 50 เขต ล้างบางขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ สั่งสอบย้อนหลังการออกสูติบัตรถึงปี 2560

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้างมาฝากกันครับ เกี่ยวกับประเด็นการจัดการปัญหาเรื่องการทุจริตทางทะเบียนราษฎร์ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในกรุงเทพมหานคร เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับคดี ‘พ่อทิพย์’ กันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งล่าสุดทางคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการเรื่องนี้แล้วครับ

ผู้ว่าฯ กทม. สั่งปูพรม 50 เขต ล้างบางขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ สั่งสอบย้อนหลังการออกสูติบัตรถึงปี 2560

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือการที่ทาง กทม. ได้เร่งเครื่องตรวจสอบการทำงานของสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต เพื่อจัดการกับกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยช่องว่างในการออกสูติบัตรให้บุตรของชาวต่างด้าวโดยใส่ชื่อบิดาเป็นคนไทยเท็จๆ หรือที่เรียกกันติดปากในโซเชียลว่า ขบวนการพ่อทิพย์ นั่นเองครับ เหตุการณ์นี้ถือเป็นภัยเงียบที่กระทบต่อความมั่นคงของข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของประเทศอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

เพื่อให้มั่นใจว่าเหตุการณ์จะไม่ซ้ำรอยเดิม ทาง กทม. ได้ประกาศนโยบายสำคัญคือการ ผู้ว่าฯ กทม. สั่งปูพรม 50 เขต ล้างบางขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ สั่งสอบย้อนหลังการออกสูติบัตรถึงปี 2560 โดยเน้นไปที่การตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะเคสที่มารดาเป็นชาวต่างด้าวแต่ระบุบิดาเป็นคนไทย ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง นี่คือการทำงานเชิงรุกที่น่าชื่นชมครับ เพราะเป็นการดึงระบบตรวจสอบให้กลับมามีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถืออีกครั้ง

ยกระดับเทคโนโลยีและมาตรการป้องกัน

นอกจากมาตรการตรวจสอบย้อนหลังแล้ว การ ผู้ว่าฯ กทม. สั่งปูพรม 50 เขต ล้างบางขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ สั่งสอบย้อนหลังการออกสูติบัตรถึงปี 2560 ยังครอบคลุมไปถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนสมรสด้วยครับ เจ้าหน้าที่ถูกกำชับให้ใช้แอปพลิเคชัน ThaID ในการยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพหันมาใช้กลอุบายการสมรสอำพรางในการแสวงหาสิทธิประโยชน์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไทย

การดำเนินการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำความสะอาดระบบทะเบียนราษฎร์เท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณไปยังมิจฉาชีพว่าช่องโหว่เดิมๆ ที่ผ่านมาจะถูกปิดตาย และไม่มีใครสามารถทำผิดแล้วลอยนวลได้อีกต่อไป สิ่งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้แก่ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐในทุกภาคส่วนและประชาชนให้มีความตื่นตัวในการสอดส่องดูแลความถูกต้องของข้อมูลราชการ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการผิดกฎหมาย

มุมมองของเรา: การจัดการปัญหาทุจริตในภาครัฐด้วยการใช้เทคโนโลยีร่วมกับการตรวจสอบเชิงรุก คือกุญแจสำคัญของยุคสมัยนี้ครับ หากภาคประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา และหน่วยงานรัฐมีความโปร่งใสแบบที่ กทม. กำลังทำอยู่ เชื่อว่าความเชื่อมั่นของประชาชนจะกลับคืนมาอย่างแน่นอนครับ

สำหรับใครที่มองหาความคืบหน้าของคดีนี้ หมั่นติดตามข่าวสารจากช่องทางหลักไว้นะครับ เพราะนี่คือเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลต่ออนาคตของระบบทะเบียนราษฎร์ของไทยเราโดยตรงครับ

ที่มา – ผู้ว่าฯ กทม. สั่งปูพรม 50 เขต ล้างบางขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ สั่งสอบย้อนหลังการออกสูติบัตรถึงปี 2560

กองปราบฯ ควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหาหลักแก๊งทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เผย ‘จ่าพิชิต’ ทนแรงกดดันเข้ามอบตัว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เกี่ยวกับคดีความที่กระทบต่อความยุติธรรมในการสอบเข้ารับราชการ ซึ่งล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับ กองปราบฯ ควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหาหลักแก๊งทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เผย ‘จ่าพิชิต’ ทนแรงกดดันเข้ามอบตัว หลังจากการสืบสวนอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ความคืบหน้าคดี กองปราบฯ ควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหาหลักแก๊งทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เผย ‘จ่าพิชิต’ ทนแรงกดดันเข้ามอบตัว

ล่าสุดแหล่งข่าวจากกองบังคับการปราบปรามได้เปิดเผยว่า ทีมเจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวผู้ต้องหาหลักได้ครบทั้ง 3 รายแล้ว เริ่มจากคุณอัศวิน หรือ ‘วิน’ ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ที่ถูกนำตัวกลับมาจาก สปป.ลาว รวมถึง น.ส.ศตพร หรือ ‘จ๋า’ ที่ถูกจับกุมได้ถึงภายในรั้วมหาวิทยาลัย และรายสุดท้ายคือ จ่าสิบตรี พิชิต ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ที่ตัดสินใจเดินเข้ามาเข้ามอบตัวด้วยตนเองหลังจากทนแรงกดดันจากเจ้าหน้าที่ไม่ไหว

การตัดสินใจเข้ามอบตัวของจ่าพิชิตนั้น สร้างความสนใจให้กับสังคมไม่น้อย โดยมีรายงานว่าผู้ต้องหาเกิดความกังวลใจหลังจากเจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่พักอาศัยหลายจุดของครอบครัว ทำให้คาดการณ์ว่าเส้นทางการเงินอาจถูกอายัดและกังวลเรื่องความปลอดภัยส่วนตัว จนนำไปสู่การติดต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในที่สุด

เปิด 5 ข้อหาหนักที่กลุ่มผู้ต้องหาต้องเผชิญใน กองปราบฯ ควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหาหลักแก๊งทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เผย ‘จ่าพิชิต’ ทนแรงกดดันเข้ามอบตัว

พนักงานสอบสวนได้จัดหนักกับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย โดยแจ้งข้อหาที่มีอัตราโทษสูงและครอบคลุมความผิดในหลายมิติ ดังนี้:

  • ร่วมกันเป็นอั้งยี่
  • ร่วมกันเป็นซ่องโจร
  • ร่วมกันเอาไปเสีย ซ่อนเร้น หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสาร
  • ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารราชการ
  • ร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

ในขณะนี้ ขบวนการนี้ถือเป็นเครือข่ายใหญ่ที่ทางตำรวจสอบสวนกลางทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. อย่างใกล้ชิด เพื่อขยายผลว่ามีการซัดทอดไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐรายอื่นๆ หรือไม่ ซึ่งต้องรอติดตามความคืบหน้าจากศาลอาญาคดีทุจริตต่อไปครับ

มุมมองส่วนตัวและบทสรุป: เรื่องของการทุจริตสอบราชการเป็นเรื่องที่ทำลายความหวังของคนที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างสุจริต ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินทำได้รวดเร็วขึ้น หากใครที่หวังจะใช้ทางลัดทำผิดกฎหมาย ย่อมหนีไม่พ้นเงื้อมมือของกระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอน เราในฐานะประชาชนควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้สังคมไทยโปร่งใสและสร้างโอกาสที่เป็นธรรมให้กับทุกคนครับ

ที่มา – กองปราบฯ ควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหาหลักแก๊งทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เผย ‘จ่าพิชิต’ ทนแรงกดดันเข้ามอบตัว แจ้งข้อหาหนักรายละ 5 คดี

รมช.ศึกษาธิการขออภัยสังคมปมครูล่วงละเมิดเด็ก รับอดีตโรงเรียนชอบปิดข่าวเคลียร์กันเอง ย้ำจากนี้ไม่มีละเว้น สั่งยึดใบอนุญาตถาวร

รมช.ศึกษาธิการขออภัยสังคมปมครูล่วงละเมิดเด็ก รับอดีตโรงเรียนชอบปิดข่าวเคลียร์กันเอง ย้ำจากนี้ไม่มีละเว้น สั่งยึดใบอนุญาตถาวร

ในฐานะที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองและประเด็นสังคมอยู่เป็นประจำ ต้องบอกเลยว่าข่าวที่สะเทือนใจคนเป็นพ่อเป็นแม่มากที่สุดในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของความปลอดภัยในโรงเรียน โดยเฉพาะประเด็นที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างที่สุดคือกรณีที่ครูผู้สอนล่วงละเมิดเด็กนักเรียน ซึ่งล่าสุดคุณอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยตัวเองเพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นให้กับระบบการศึกษาไทย

สิ่งที่เราต้องยอมรับความจริงกันแบบไม่โลกสวย คือในอดีตที่ผ่านมาหลายโรงเรียนมักจะมีวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการ “ปิดข่าว” หรือจัดการปัญหาภายในกันเองเพื่อรักษาชื่อเสียงของสถานศึกษา จนทำให้เหยื่อไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็น แต่ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด ท่านรัฐมนตรีได้ย้ำชัดว่า รมช.ศึกษาธิการขออภัยสังคมปมครูล่วงละเมิดเด็ก รับอดีตโรงเรียนชอบปิดข่าวเคลียร์กันเอง ย้ำจากนี้ไม่มีละเว้น สั่งยึดใบอนุญาตถาวร ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนผ่านระบบการทำงานไปสู่ความโปร่งใสมากขึ้น

ทำไมการยึดใบอนุญาตถาวรจึงเป็นทางออกที่สังคมต้องการ?

กระแสความต้องการของสังคมในยุคโซเชียลนั้นรวดเร็วและรุนแรง เพราะความปลอดภัยของเด็กเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ อีกต่อไปท่านรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า หากพบกรณีการล่วงละเมิด จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยเฉพาะการประสานงานกับคุรุสภาเพื่อยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแบบถาวร เพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านี้กลับเข้ามาทำร้ายเด็กคนอื่นได้อีกในอนาคต

  • การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย: กระทรวงเตรียมผลักดันการใช้ Traffy Fondue เพื่อรับเรื่องร้องเรียนแบบปิดชื่อผู้แจ้ง เพื่อให้ผู้เสียหายรู้สึกปลอดภัยและกล้าที่จะออกมาเปิดเผยข้อมูล
  • ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์และเสรีภาพ: ก้าวสำคัญที่จะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ เพื่อเป็นช่องทางกลางในการตรวจสอบและจัดการปัญหาอย่างเป็นธรรม
  • เลิกวัฒนธรรมปกปิด: กระทรวงสร้างความชัดเจนว่าปัญหาการล่วงละเมิดไม่ใช่เรื่องน่าอายที่ต้องซุกใต้พรม แต่เป็นเรื่องที่ต้องจัดการด้วยกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมายอมรับว่า รมช.ศึกษาธิการขออภัยสังคมปมครูล่วงละเมิดเด็ก รับอดีตโรงเรียนชอบปิดข่าวเคลียร์กันเอง ย้ำจากนี้ไม่มีละเว้น สั่งยึดใบอนุญาตถาวร ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด การนำเทคโนโลยีอย่างแอปพลิเคชันมาใช้ในการรวบรวมหลักฐานและฐานข้อมูลจะช่วยป้องกันการดึงรั้งของ KPI โรงเรียนที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการรายงานปัญหาจริง

หากจะถามว่านี่คือจุดจบของปัญหาหรือไม่? คงต้องบอกว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาที่ฝังรากลึก เราในฐานะคนในสังคมที่มีมือถือและโซเชียลมีเดียในมือ ควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนให้มีการส่งเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางที่เป็นทางการ เพื่อให้ระบบสามารถจัดการคนผิดได้อย่างถึงที่สุดและทำให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็กอย่างแท้จริง พลังของประชาชนคือส่วนสำคัญที่จะกดดันให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเข้มข้นและไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้อีกต่อไป

ที่มา – รมช.ศึกษาธิการขออภัยสังคมปมครูล่วงละเมิดเด็ก รับอดีตโรงเรียนชอบปิดข่าวเคลียร์กันเอง ย้ำจากนี้ไม่มีละเว้น สั่งยึดใบอนุญาตถาวร

ยูเออีประณามอิหร่านโจมตีเรือน้ำมันที่ฮอร์มุซอย่าง ‘อุกอาจ’ ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีครั้งใหม่

ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในบริเวณจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าข่าวนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่เราต้องเผชิญกันในชีวิตประจำวัน ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจเมื่อทางการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในประเด็น ยูเออีประณามอิหร่านโจมตีเรือน้ำมันที่ฮอร์มุซอย่าง ‘อุกอาจ’ ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีครั้งใหม่ เพื่อตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ยูเออีประณามอิหร่านโจมตีเรือน้ำมันที่ฮอร์มุซอย่าง ‘อุกอาจ’ ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีครั้งใหม่

เหตุการณ์ความไม่สงบนี้เริ่มต้นขึ้นจากการที่มีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น ทางสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศใช้มาตรการทางทหารและเตรียมเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% สำหรับการผ่านช่องแคบดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นค่าดูแลความปลอดภัย ซึ่งแน่นอนว่าอิหร่านเองก็นิ่งเฉยไม่ได้ พร้อมออกมาประกาศกร้าวว่าตนคือผู้พิทักษ์ที่แท้จริงของช่องแคบนี้มาโดยตลอด

ผลกระทบที่คนทั้งโลกต้องจับตามอง

หากเราวิเคราะห์จากมุมมองของผู้ที่สนใจข่าวสารเทคโนโลยีและพลังงาน จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ความขัดแย้งในครั้งนี้มีปัจจัยที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน: เมื่อเส้นทางเดินเรือหลักมีความเสี่ยง พ่อค้าคนกลางและตลาดน้ำมันมักจะตอบสนองด้วยการดันราคาสูงขึ้นทันที นี่คือตัวแปรที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของเราทุกคน
  • การแย่งชิงควบคุมเทคโนโลยีทางทหาร: ทั้งสองฝ่ายมีการใช้โดรน ขีปนาวุธ และระบบนำทาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงทางไซเบอร์และเทคโนโลยีทางการทหารกลายเป็นอาวุธหลักในการทำสงครามยุคใหม่
  • ข้อกฎหมายระหว่างประเทศ: องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ได้ออกมาเน้นย้ำว่าไม่มีกฎหมายรองรับสำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือ ซึ่งเป็นการท้าทายกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างหนัก

แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะแสดงความมั่นใจว่าการเจรจาสันติภาพยังคงเป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้น การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็น “จุดตาย” ที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก การประกาศใช้มาตรการปิดล้อมหรือการเก็บภาษีผ่านทางอาจทำให้นโยบายระดับโลกเปลี่ยนทิศทางไปอย่างสิ้นเชิง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เราอาจจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่รวดเร็วขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในภูมิภาคที่ไร้เสถียรภาพนี้

โดยส่วนตัวผมมองว่า สหรัฐฯ กำลังใช้กลยุทธ์กดดันเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อได้เปรียบทางการเมือง แต่ในโลกของการค้าเสรี การทำเช่นนี้อาจสร้างผลกระทบต่อความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในระยะยาว สิ่งที่ผู้อ่านอย่างพวกเราต้องทำคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะราคาน้ำมันในกระดานโลกอาจสะท้อนความผันผวนนี้ได้ภายในข้ามคืนครับ

ที่มา – ยูเออีประณามอิหร่านโจมตีเรือน้ำมันที่ฮอร์มุซอย่าง ‘อุกอาจ’ ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีครั้งใหม่

ตร. ทลายเครือข่ายลักลอบขนน้ำมันเถื่อน 36 ล้านลิตรส่งเมียนมา สำแดงเท็จไปลาว ทำรัฐสูญภาษีกว่า 226 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจบ้านเราโดยตรงมาฝากกันครับ เกี่ยวกับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งจัดการกับขบวนการผิดกฎหมาย ซึ่งล่าสุดมีการเปิดเผยว่า ตร. ทลายเครือข่ายลักลอบขนน้ำมันเถื่อน 36 ล้านลิตรส่งเมียนมา สำแดงเท็จไปลาว ทำรัฐสูญภาษีกว่า 226 ล้าน ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากว่าเหตุใดขบวนการนี้ถึงทำกันได้แยบยลขนาดนี้

เจาะลึกปฏิบัติการ ตร. ทลายเครือข่ายลักลอบขนน้ำมันเถื่อน 36 ล้านลิตรส่งเมียนมา สำแดงเท็จไปลาว ทำรัฐสูญภาษีกว่า 226 ล้าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการบูรณาการของหลายหน่วยงาน โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร และทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบกลุ่มขบวนการในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย หลังจากพบความผิดปกติของการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งตามกฎหมายแล้วน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำไปสนับสนุนกลุ่มอิทธิพลหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

วิธีการตบตาเจ้าหน้าที่:

  • กลุ่มผู้กระทำผิดใช้เอกสารการส่งออกอันเป็นเท็จ
  • ระบุจุดหมายปลายทางว่าส่งไป สปป.ลาว เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มงวด
  • ความเป็นจริงคือการลักลอบขนน้ำมันมุ่งตรงไปยังประเทศเมียนมา

จากปฏิบัติการตรวจค้นเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ เบื้องต้นพบน้ำมันบรรทุกอยู่ถึงเกือบ 400,000 ลิตร ซึ่งเมื่อตรวจสอบเชิงลึกแล้วพบว่านี่เป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะขบวนการนี้ทำกันเป็นเครือข่ายใหญ่ มีการสวมรอยใช้เส้นทางเดินเรือต่างๆ จนทำให้มียอดน้ำมันที่ถูกลักลอบส่งออกไปแล้วสูงถึง 36.5 ล้านลิตร ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตมหาศาลกว่า 226 ล้านบาท

ผลกระทบและก้าวต่อไปของกระบวนการยุติธรรม

เหตุการณ์ ตร. ทลายเครือข่ายลักลอบขนน้ำมันเถื่อน 36 ล้านลิตรส่งเมียนมา สำแดงเท็จไปลาว ทำรัฐสูญภาษีกว่า 226 ล้าน ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการสูญเสียรายได้ภาษีเท่านั้น แต่ยังเป็นการขัดขวางการสนับสนุนกลุ่มอาชญากรและคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในวงกว้างอีกด้วย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและบัญชีต่างๆ เพื่อสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่และผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

มุมมองและทิศทางในอนาคต:

ในยุคที่เทคโนโลยีการติดตามเส้นทางขนส่งมีความก้าวหน้า การอาศัยช่องโหว่ของเอกสารแบบเดิมเริ่มทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ผมมองว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ติดตามสินค้าควบคุมจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาดกับตัวการใหญ่จะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้อาชญากรไม่กล้าละเมิดกฎหมายอีกต่อไป สำหรับเราในฐานะประชาชน การได้รับรู้ข่าวสารและเป็นหูเป็นตาคือส่วนสำคัญที่ช่วยเฝ้าระวังไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้มาทำลายเศรษฐกิจของเราได้ครับ

ที่มา – ตร. ทลายเครือข่ายลักลอบขนน้ำมันเถื่อน 36 ล้านลิตรส่งเมียนมา สำแดงเท็จไปลาว ทำรัฐสูญภาษีกว่า 226 ล้าน

รมว.สาธารณสุข เผยยอดเจ็บวิกฤตเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงลาดพร้าว 27 ราย สั่งระดมทีม MCATT ดูแลใจผู้รับผลกระทบ

เชื่อว่าเพื่อนๆ คงได้รับทราบข่าวเศร้าเกี่ยวกับเหตุการณ์เพลิงไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าวกันมาบ้างแล้วนะครับ เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่เตือนให้เราต้องตระหนักถึงความปลอดภัยในสถานที่สาธารณะ ล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าติดตามคือ รมว.สาธารณสุข เผยยอดเจ็บวิกฤตเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงลาดพร้าว 27 ราย สั่งระดมทีม MCATT ดูแลใจผู้รับผลกระทบ อย่างเร่งด่วนครับ

เจาะลึกสถานการณ์ รมว.สาธารณสุข เผยยอดเจ็บวิกฤตเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงลาดพร้าว 27 ราย สั่งระดมทีม MCATT ดูแลใจผู้รับผลกระทบ

จากการรายงานยอดผู้ได้รับบาดเจ็บล่าสุด ถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยครับ ข้อมูล ณ เวลา 16.30 น. พบผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 74 ราย จากโรงพยาบาล 17 แห่ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงนี้ ตัวเลขผู้ป่วยที่ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาลมีจำนวน 41 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยสีแดงหรืออาการวิกฤตถึง 27 ราย และผู้ป่วยสีเหลืองอีก 14 ราย ซึ่งทุกฝ่ายกำลังเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีบาดแผลไฟไหม้รุนแรงด้วยการส่งต่อไปยัง Burn Unit ของโรงพยาบาลที่มีความพร้อมสูง

นอกจากการรักษาทางกายภาพที่แพทย์กำลังเร่งมือกันอย่างสุดความสามารถแล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยคือบาดแผลทางใจครับ ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงได้สั่งการให้ทีม MCATT (ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต) จากโรงพยาบาลศรีธัญญา ลงพื้นที่ทันที เพื่อดูแลจิตใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อป้องกันภาวะ PTSD หรือความเครียดสะสมที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัยของชุมชน

ไม่เพียงแค่การรักษาคน แต่ทางกรมอนามัยยังได้ส่งทีม SEhRT เข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบในรัศมี 100 เมตร แม้เบื้องต้นจะไม่พบสารพิษหรือมลพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้มอบหน้ากาก N95 ให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยสูงสุดถือเป็นการดำเนินการเชิงรุกที่น่าชื่นชมครับ

ในแง่ของมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนหันมาสังเกตทางหนีไฟและอุปกรณ์ความปลอดภัยทุกครั้งที่ไปใช้บริการสถานบันเทิง หรือที่สาธารณะที่มีคนพลุกพล่าน การมีสติและรู้ช่องทางออกฉุกเฉินอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยรักษาชีวิตเราได้ในวินาทีที่เกิดเหตุครับ สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์รุนแรง การเข้าหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำปรึกษาไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือความกล้าหาญที่จะดูแลตัวเองครับ

ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับบาดเจ็บทุกท่านหายป่วยโดยเร็ว และขอให้ทีมแพทย์รวมถึงทีม MCATT ปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จลุล่วงเพื่อเยียวยาจิตใจผู้สูญเสียครับ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีมาตรการยกระดับความปลอดภัยในสถานบันเทิงให้เข้มงวดขึ้นอย่างไร เพื่อไม่ให้เหตุการณ์สลดเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

ที่มา – รมว.สาธารณสุข เผยยอดเจ็บวิกฤตเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงลาดพร้าว 27 ราย สั่งระดมทีม MCATT ดูแลใจผู้รับผลกระทบ

Flock หวังกลับมาร่วมงานกับ LAPD หลังถูกยกเลิกสัญญา

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Flock ที่มักเป็นประเด็นถกเถียงในเรื่องของการเฝ้าระวังความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ล่าสุดมีข่าวใหญ่เมื่อทางกรมตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) ได้ตัดสินใจยุติสัญญาการจ้างงานกับทางบริษัท ซึ่งส่งผลให้ Flock หวังกลับมาร่วมงานกับ LAPD หลังถูกยกเลิกสัญญา อีกครั้งในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าการตัดสินใจของตำรวจในครั้งนี้จะสร้างความประหลาดใจให้กับทางบริษัทไม่น้อยก็ตาม

ประเด็นความขัดแย้งเมื่อ Flock หวังกลับมาร่วมงานกับ LAPD หลังถูกยกเลิกสัญญา

การสิ้นสุดสัญญา 3 ปีที่ไม่ได้มีการต่ออายุ ทำให้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดของ Flock ต้องถูกระงับการใช้งานในบางส่วนของภารกิจตำรวจ ทางด้านบริษัทได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการพูดคุยกับ LAPD ต่อไปจะสามารถแก้ไขความเข้าใจผิดที่มีต่อเทคโนโลยีของพวกเขาได้ โดยทาง Flock ยืนยันว่าเทคโนโลยีของตนมีจุดประสงค์หลักเพื่อความปลอดภัยของสังคม และยังมีมาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวที่รัดกุม

มาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวที่ Flock พยายามชี้แจง

นอกจากบริษัทจะกล่าวว่า Flock หวังกลับมาร่วมงานกับ LAPD หลังถูกยกเลิกสัญญา เพื่อสานต่อความสำเร็จในการเฝ้าติดตามความปลอดภัยในเมืองแล้ว พวกเขายังเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ความเป็นส่วนตัวของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
  • ระบบมีการตรวจสอบติดตาม (Auditability) ที่เข้มงวด
  • การเข้าถึงข้อมูลมีการจำกัดสิทธิ์และโปร่งใส
  • การทำงานร่วมกับตำรวจมีขอบเขตที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเฝ้าระวังแบบปูพรม (Mass Surveillance) ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเทคโนโลยีการอ่านป้ายทะเบียนรถที่ทำให้ตำรวจสามารถติดตามเส้นทางของประชาชนได้ทั่วเมือง นักกิจกรรมหลายกลุ่มจึงออกมาคัดค้านและกดดันให้หน่วยงานรัฐหันมาทบทวนการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้มากขึ้น

ในปัจจุบัน LAPD ยังคงมีการใช้งานเทคโนโลยีตรวจจับป้ายทะเบียนจากผู้ให้บริการรายอื่นอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเทคโนโลยีประเภทนี้ยังคงมีสูง แต่ในมุมมองของผู้บริโภคหรือประชาชนทั่วไป การหาจุดสมดุลระหว่างความปลอดภัยของเมืองและการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่หน่วยงานรัฐและบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Flock ต้องเร่งแก้ไข การที่จะได้รับความไว้วางใจกลับคืนมานั้น อาจไม่ใช่แค่เรื่องของประสิทธิภาพเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของความโปร่งใสในการนำข้อมูลไปใช้ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นในระยะยาว

ที่มา – Flock Says ‘We Hope to Resume’ Work With LAPD After Getting Dropped

มือถือ E Ink รุ่นใหม่จาก Hisense ที่ถอดจอแยกได้

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเห็นสมาร์ทโฟนหน้าจอ E Ink ผ่านตากันมาบ้างแล้ว แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่ได้รับความนิยมในวงกว้างเท่ากับหน้าจอสีแบบ LCD หรือ OLED ในปัจจุบัน เพราะคนส่วนใหญ่ยังคงต้องการความสดใสเพื่อความบันเทิงมากกว่าการถนอมสายตา แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราได้ใช้งานทั้งสองอย่างในอุปกรณ์เดียว? ล่าสุด มือถือ E Ink รุ่นใหม่จาก Hisense ที่ถอดจอแยกได้ อย่างรุ่น A10 กำลังเข้ามาเปลี่ยนมุมมองนี้ให้เป็นจริงครับ

ทำไมมือถือ E Ink รุ่นใหม่จาก Hisense ที่ถอดจอแยกได้ ถึงน่าสนใจ?

Hisense A10 ที่เปิดตัวมาด้วยราคาประมาณ 590 ดอลลาร์ ได้แก้ปัญหาความไม่สะดวกในการใช้งานจอ E Ink ด้วยแนวคิดที่ฉลาดมาก คือตัวเครื่องหลักเป็นหน้าจอ E Ink ขนาด 6.13 นิ้ว ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกระดาษ สบายตา เหมาะสำหรับนักอ่าน หรือคนที่ชอบจดบันทึก แต่ทีเด็ดอยู่ที่ฝาหลังที่สามารถติดตั้งหน้าจอสี LCD แบบแม่เหล็กเพิ่มเติมได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณสามารถถอดเก็บเมื่อไม่ต้องการใช้งานได้ ช่วยให้ตัวเครื่องมีความยืดหยุ่นและไม่หนาจนเกินไป

นวัตกรรมหน้าจอในมือถือ E Ink รุ่นใหม่จาก Hisense ที่ถอดจอแยกได้

นอกจากเรื่องหน้าจอแล้ว A10 ยังมาพร้อมกับสเปกที่จัดเต็มเกินคาดสำหรับมือถือกลุ่มนี้

  • รันด้วยระบบปฏิบัติการ Android 15 รุ่นล่าสุด
  • ชิปประมวลผล Snapdragon 8 Gen 3 แรงสะใจ
  • กล้องหน้าและกล้องหลังที่พร้อมใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • ดีไซน์ที่เน้นการใช้งานจริงมากกว่าการเป็นแค่อุปกรณ์เฉพาะทาง

แม้จะเคยมีแบรนด์อย่าง Bigme หรือตำนานอย่าง YotaPhone พยายามทำมือถือสองหน้าจอมาก่อนหน้านี้ แต่ข้อเสียหลักคือความเทอะทะ ซึ่ง Hisense ได้พิสูจน์แล้วว่าการทำให้จอที่สองเป็นแบบถอดได้นั้นคือทางออกที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงมากกว่า

แม้ว่าในตอนนี้ Hisense A10 จะยังคงเป็นกลุ่มสินค้าเฉพาะทาง (Niche Market) และยังไม่รองรับเครือข่ายมือถือในสหรัฐฯ แต่ก็นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองในวงการเทคโนโลยีมือถือครับ สำหรับใครที่เป็นหนอนหนังสือหรือต้องการความสมดุลระหว่างการทำงานและการอ่าน การได้เห็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงเช่นนี้ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากจริงๆ คุณล่ะคิดอย่างไรกับมือถือรุ่นนี้ จะยอมพกจอแยกเพื่อแลกกับการอ่านที่สบายตาขึ้นไหม?

ที่มา – Hisense’s New E Ink Phone Has a Detachable Screen That Actually Makes Sense