ผู้เขียน: lalika69_admin

ผู้กำกับ The Purge คืนจอพร้อมโปรเจกต์ฮีโร่ Vigilant

สวัสดีครับคอหนังทุกคน! วันนี้มีข่าวฮอตๆ จากวงการฮอลลีวูดที่น่าตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะแฟนๆ ของภาพยนตร์ตระกูลระทึกขวัญ เมื่อมีรายงานยืนยันว่า ผู้กำกับ The Purge คืนจอพร้อมโปรเจกต์ฮีโร่ Vigilant ซึ่งครั้งนี้เขาจะมาเปลี่ยนแนวทางการเล่าเรื่องให้ดุเดือดกว่าเดิม โดยเปลี่ยนจากคืนล้างบาปมาเป็นการตั้งคำถามเรื่องศีลธรรมของเหล่าพลเมืองที่ลุกขึ้นมาล่าอาชญากรเพื่อเงินรางวัล

ผู้กำกับ The Purge คืนจอพร้อมโปรเจกต์ฮีโร่ Vigilant

โปรเจกต์ Vigilant ถือเป็นผลงานใหม่ที่เจมส์ เดอโมนาโก (James DeMonaco) จะมากุมบังเหียน โดยเนื้อหาจะเล่าเกี่ยวกับโครงการนำร่องที่ให้รางวัลเป็นเงินสดแก่พลเมืองที่จับตัวอาชญากรได้ แต่เมื่อประเทศกำลังจะโหวตเพื่อนำโครงการนี้ไปใช้ทั่วประเทศ เส้นแบ่งระหว่างความเป็นฮีโร่และนักล่าก็เริ่มเลือนลางจนนำไปสู่ความวุ่นวายครั้งใหญ่ที่คุมไม่อยู่ครับ

รายละเอียดน่าสนใจจากโปรเจกต์ Vigilant

นอกจากข่าวนี้แล้ว วงการซีรีส์และภาพยนตร์ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • Steve Buscemi เตรียมเข้าสมทบในซีรีส์ Far Cry ของทาง FX ที่ดัดแปลงมาจากเกมชื่อดัง
  • การเปลี่ยนตัวนักแสดงในภาพยนตร์ G.I. Joe ที่มีข่าวว่า Bradley Cooper อาจเข้ามาแทนที่ Chris Hemsworth
  • Adam Scott ซุ่มพัฒนาซีรีส์เรื่อง Shifter ที่ดัดแปลงจากกราฟิกโนเวลสุดล้ำ
  • การรวมตัวของนักแสดงแถวหน้าในผลงานใหม่ของ Ridley Scott เรื่อง The Dog Stars

เป็นที่ชัดเจนว่าการที่ ผู้กำกับ The Purge คืนจอพร้อมโปรเจกต์ฮีโร่ Vigilant นั้นเป็นการยกระดับแนวทางการเล่าเรื่องแอ็กชันระทึกขวัญให้มีความซับซ้อนและกดดันในเชิงสังคมมากขึ้น ซึ่งคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลงานชิ้นนี้จะสามารถสั่นประสาทคนดูได้เหมือนกับตอนที่เขาทำ The Purge หรือไม่

หากคุณเป็นสายเสพภาพยนตร์และซีรีส์ไซไฟ แฟนตาซี หรือสยองขวัญ ข้อมูลเหล่านี้ถือว่าคุ้มค่าแก่การเฝ้ารอเป็นอย่างยิ่งครับ ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ซีรีส์ Doctor Who ที่ทาง BBC มุ่งมั่นจะผลิตต่อ หรือโปรเจกต์ Creature Horror เรื่อง Skeletons ที่รวมนักแสดงระดับมาสเตอร์ไว้มากมาย วงการบันเทิงปีนี้บอกเลยว่าไม่เหงาแน่นอน!

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการที่ผู้กำกับสายดาร์กหันมาเล่นกับประเด็นฮีโร่แบบสีเทาๆ แบบนี้? ลองคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ เพราะผมเชื่อว่า Vigilant จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการได้ดีแน่นอน

ที่มา – ‘The Purge’ Director Returns With Superhero Twist in ‘Vigilant’

จุดเริ่มต้นของการรวมร่าง Smart Glasses และหูฟังไร้สาย

ในยุคที่เทคโนโลยีสวมใส่อัจฉริยะกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เราคงเห็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Meta, Google, Apple หรือแม้แต่ค่ายจากจีนอย่าง Rokid ต่างพาเหรดกันเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะออกมาไม่หยุดหย่อน แต่ใครจะไปคิดว่าเทรนด์ล่าสุดที่จะเกิดขึ้นคือ จุดเริ่มต้นของการรวมร่าง Smart Glasses และหูฟังไร้สาย เข้าด้วยกันในรูปแบบใหม่ที่แปลกประหลาดกว่าที่เคย

กระแสนิยมเมื่อ Smart Glasses จับคู่กับหูฟังไร้สาย

ตอนนี้มีอุปกรณ์ที่น่าจับตามองในตลาดหลายตัว เช่น Auriview X1 ที่โปรโมทตัวเองว่าเป็นหูฟัง AI แบบ Bone Conduction ที่ติดกล้องถ่ายภาพได้ ซึ่งถือเป็น จุดเริ่มต้นของการรวมร่าง Smart Glasses และหูฟังไร้สาย ที่ฉีกกฎเดิมๆ เพราะแทนที่จะเป็นแว่นตา แต่มันกลับมาในรูปทรงของหูฟังที่สวมครอบศีรษะ ซึ่งหลายคนอาจมองว่ามันคืออุปกรณ์ลูกผสมแนว Frankenstein ที่ดูแปลกตาแต่ก็แฝงฟังก์ชันที่น่าสนใจไว้มากมาย

ทำไมดีไซน์แบบหัวฟังถึงมาแรงกว่าแว่นตา?

ถึงแม้ว่าหลายคนจะตั้งคำถามว่าใครจะอยากใส่หูฟังที่มีกล้องยื่นออกมาให้ดูเด่นสะดุดตา แต่ในมุมมองของผู้พัฒนา นี่คือการตอบโจทย์คนที่อยากได้ฟีเจอร์ของแว่นตาอัจฉริยะ โดยไม่ต้องทนใส่แว่นตาจริงๆ จุดเริ่มต้นของการรวมร่าง Smart Glasses และหูฟังไร้สาย จึงกลายเป็นการทดลองครั้งใหญ่ในตลาด Wearables ที่พยายามสร้าง Category ใหม่ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Rollme Aircam หรือ MusicCam ที่เน้นเสียงคุณภาพสูงควบคู่ไปกับกล้อง AI

  • Auriview X1: โดดเด่นเรื่องแบตเตอรี่ที่เล่นเพลงได้ต่อเนื่องถึง 30 ชั่วโมง
  • Rollme Aircam: เน้นคุณภาพเสียง Hi-Fi ด้วยไดรเวอร์ 16mm
  • Mozin Fold M1 Pro: มาพร้อมชิป RISC-V และรองรับการทำงาน AI ขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะอุปกรณ์จำพวกแว่นตาอัจฉริยะมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแอบบันทึกภาพโดยไม่มีสัญญาณเตือน แต่ในอุปกรณ์หูฟังติดกล้องเหล่านี้ กลับยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนเรื่องไฟบ่งบอกสถานะการบันทึก ซึ่งอาจสร้างความไม่สบายใจให้กับคนรอบข้างได้

ในภาพรวม นี่อาจไม่ใช่เทรนด์ที่จะมาแทนที่สมาร์ทโฟนได้ในทันที แต่มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวงการเทคโนโลยีสวมใส่กำลังอยู่ในสภาวะ “คลั่งไคล้การทดลอง” หากคุณชอบอะไรที่แปลกใหม่และไม่กลัวที่จะดูโดดเด่นในที่สาธารณะ อุปกรณ์ประเภทนี้อาจเป็นของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าสนใจในอนาคตครับ

ที่มา – An Unholy Union of Smart Glasses and Wireless Earbuds Is Upon Us

สสว. จับมือ สวส. เปิดตัว ‘SE Future Makers’ ปั้นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเริ่มคุ้นหูกับคำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” หรือ Social Enterprise (SE) กันมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ? วันนี้ผมมีข่าวดีสำหรับใครที่เป็นผู้ประกอบการ หรือคนที่อยากเปลี่ยนไอเดียธุรกิจให้กลายเป็นพลังบวกต่อสังคม มาอัปเดตโครงการสุดปังที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ นั่นคือ สสว. จับมือ สวส. เปิดตัว ‘SE Future Makers’ ปั้นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ซึ่งบอกเลยว่างานนี้เขารวมมือกันผลักดันเต็มที่เพื่อสร้างธุรกิจไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

สสว. จับมือ สวส. เปิดตัว ‘SE Future Makers’ ปั้นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

โครงการนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องผลกำไรเท่านั้น แต่หัวใจหลักคือการมุ่งเน้น “การสร้างผลกระทบเชิงบวก” ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายใหญ่คือการทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้นผ่านกลไกธุรกิจที่ยั่งยืนครับ ทางคุณโกศล ปัทมะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำชัดเจนว่า การพัฒนาที่แท้จริงต้องเข้าถึงทุกคน ทั้งเทคโนโลยี แหล่งเงินทุน และช่องทางการตลาด เพื่อให้ภูมิปัญญาชาวบ้านถูกยกระดับสู่สินค้าพรีเมียมที่ใครๆ ก็อยากครอบครอง

ทำไมโครงการนี้ถึงน่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่?

หากคุณกำลังมองหาเวทีพัฒนาตัวเอง สสว. จับมือ สวส. เปิดตัว ‘SE Future Makers’ ปั้นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน นี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยคุณในเรื่องดังต่อไปนี้ครับ:

  • ติดอาวุธความรู้: ตั้งแต่การบริหารธุรกิจ การประยุกต์ใช้แนวคิด ESG ไปจนถึงการตลาดสมัยใหม่
  • ที่ปรึกษาใกล้ชิด: คุณจะได้รับคำแนะนำแบบตัวต่อตัว (Coaching) จากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสังคมโดยเฉพาะ
  • โอกาสทางธุรกิจ: เปิดช่องทางการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อหาพาร์ทเนอร์ที่ใช่
  • การเข้าถึงแหล่งทุน: เตรียมพร้อมแผนธุรกิจให้สมบูรณ์เพื่อขยายโอกาสในการขอทุนสนับสนุน

อัครพล ลีลาจินดามัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) ยังเสริมอีกว่า โครงการนี้เปิดกว้างมาก สำหรับใครที่ทำธุรกิจสุขภาพ, ธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ, ธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรือสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ก็สามารถเข้าร่วมเพื่อนำองค์ความรู้ไปต่อยอดให้วิสาหกิจของคุณแข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างมั่นคง

มุมมองเทรนด์การทำธุรกิจในอนาคต: ผมมองว่านี่คือโอกาสทองครับ เพราะปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่มี “หัวใจ” การทำธุรกิจแบบมีธรรมาภิบาลและคืนกำไรให้สังคมไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นเส้นทางสู่ความอยู่รอดในระยะยาว การเข้าร่วมโปรแกรมบ่มเพาะฝีมือแบบนี้ นอกจากจะได้ทักษะใหม่ๆ แล้ว คุณยังจะได้เข้าสู่เครือข่ายที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้กิจการของคุณไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป

ใครที่สนใจอย่ารอช้าครับ โครงการนี้เปิดรับสมัครแล้วโดยไม่มีค่าใช้จ่าย! นี่คือโอกาสที่จะช่วยให้คุณก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดเดิมๆ และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของคุณเองได้อย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ว่าจะเริ่มจากธุรกิจเล็กๆ ในชุมชนหรือสตาร์ทอัพที่มีแผนการตลาดกว้างไกล การได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากหน่วยงานภาครัฐในวันนี้ คือก้าวแรกสู่ความสำเร็จในวันหน้าแน่นอนครับ

ที่มา – สสว. จับมือ สวส. เปิดตัว ‘SE Future Makers’ ปั้นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

ต้องปล้นธนาคารเหล็กถึงจะซื้อ A Game of Thrones รุ่นพิเศษนี้ได้

ต้องปล้นธนาคารเหล็กถึงจะซื้อ A Game of Thrones รุ่นพิเศษนี้ได้

เมื่อแฟนพันธุ์แท้ของ George R.R. Martin ได้เห็นหนังสือ A Game of Thrones รุ่นพิเศษจาก Folio Society ที่มีการตกแต่งอย่างหรูหราด้วยปกหนังมังกร หลายคนคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งในความประณีต แต่แน่นอนว่าราคาค่าตัวที่สูงถึง 2,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ นั้น อาจจะทำให้แม้แต่ตระกูลแลนนิสเตอร์เองยังต้องปาดเหงื่อ นี่คือหนังสือรุ่นลิมิเต็ดที่ผลิตขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 30 ปีของมหากาพย์เรื่องนี้โดยเฉพาะ

ถึงแม้ราคาจะสูงลิ่วจนต้องเปรียบเปรยว่าอาจจะต้องปล้นธนาคารเหล็กแห่งบราวอสไปซื้อ แต่ความศรัทธาของแฟนคลับนั้นยิ่งใหญ่กว่าเสมอ เพราะหลังจากเปิดให้จองไม่นาน หนังสือจำนวนจำกัดเพียง 1,000 เล่มทั่วโลกก็ขายหมดเกลี้ยงในทันที สำหรับใครที่พลาดโอกาสไป หรือไม่มีงบประมาณมากพอที่จะครอบครอง เรามาดูรายละเอียดกันว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงกลายเป็นของล้ำค่าที่น่าสะสมที่สุดในตอนนี้

รายละเอียดความอลังการของ A Game of Thrones ฉบับสมบูรณ์

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่นิยาย แต่ออกแบบมาให้เป็นงานศิลปะที่มีรายละเอียดครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น:

  • ปกหุ้มแบบหนังมังกรที่ทำด้วยมือ พร้อมดีไซน์ปกที่โดดเด่น
  • มีลายเซ็นของ George R.R. Martin บนฉลากปิดทองคำแท้ในหนังสือทุกเล่ม
  • กล่องใส่หนังสือชั้นเยี่ยมที่บุด้วยวัสดุเนื้อดี พร้อมช่องเก็บแผนที่โดยเฉพาะ
  • แผนที่ดินแดนเวสเทรอสแบบทำจากผ้าลินิน บรรจุมาพร้อมกับเนื้อหาฉบับเต็ม 872 หน้า
  • คำนำพิเศษจากนักเขียนชื่อดัง Joe Abercrombie

ความประณีตในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นขอบหนังสือที่ปิดทองทั้งสามด้าน หรือการออกแบบตัวอักษรโดย Stephen Raw ทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่ครองใจนักสะสมทั่วโลกอย่างแท้จริง การที่มันขายหมดอย่างรวดเร็วถือเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าพลังของแฟนๆ ที่ชื่นชอบ A Game of Thrones นั้นยังคงแข็งแกร่งเสมอ แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ

ในระหว่างที่เราอดทนรอคอยหนังสือเล่มใหม่หรือข่าวคราวเกี่ยวกับ The Winds of Winter ของ Martin เราก็ยังมีผลงานอื่นๆ จากอาณาจักรเจ็ดราชอาณาจักรให้ติดตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้นในชุด Tales of Dunk and Egg หรือการรับชมซีรีส์ House of the Dragon เพื่อเติมเต็มความคิดถึง

หากคุณคือแฟนตัวยงที่ชื่นชอบงานสะสมระดับพรีเมียม การติดตามข่าวสารจากผู้ผลิตอย่าง Folio Society ไว้อย่างใกล้ชิดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะของสะสมระดับตำนานแบบนี้ไม่ได้เปิดวางจำหน่ายบ่อยๆ สำหรับผม การได้เห็นผลงานศิลปะที่ทำออกมาได้ละเอียดขนาดนี้เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก แม้จะไม่มีโอกาสครอบครองด้วยตัวเองก็ตาม

ที่มา – You’ll Need to Rob the Iron Bank of Braavos to Buy This Limited Edition ‘A Game of Thrones’

บก.ปปป. เร่งรวมพยานหลักฐานคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เชิญทีม มศว-โรงพิมพ์ ให้ปากคำ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคมไทย นั่นคือกรณีการตรวจสอบการทุจริตการสอบท้องถิ่นที่สะเทือนวงการข้าราชการไทย ซึ่งล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพื่อสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดครับ

บก.ปปป. เร่งรวมพยานหลักฐานคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เชิญทีม มศว-โรงพิมพ์ ให้ปากคำ

หลังจากที่มีการควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องหาระดับสั่งการส่งฟ้องศาลไปแล้ว ทางกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. ยังคงเดินหน้าทำงานเชิงรุกกันอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีการเรียกตัวบุคลากรจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และตัวแทนจากบริษัทโรงพิมพ์ เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของคดีนี้เลยทีเดียวครับ

เจาะลึกความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบ

การที่ บก.ปปป. เร่งรวมพยานหลักฐานคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เชิญทีม มศว-โรงพิมพ์ ให้ปากคำ ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่เป็นการขยายผลจากคำให้การของผู้ต้องหาที่พาดพิงถึงบุคคลในสถาบันการศึกษาและโรงพิมพ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการสอบ โดยเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบช่องโหว่ตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ กระบวนการคัดเลือก ไปจนถึงการตรวจกระดาษคำตอบ เพื่อไม่ให้มีมดปลวกตัวไหนรอดพ้นไปได้ครับ

  • ทีมงาน บก.ปปป. มุ่งเน้นการตรวจสอบทุกมิติ ตั้งแต่ผู้ออกข้อสอบจนถึงคนพิมพ์
  • ผู้ที่ถูกเชิญเข้ามาให้ข้อมูลต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมาก
  • สำนวนการสอบสวนจะถูกส่งไปยัง ป.ป.ช. เพื่อการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมที่สุด

ในมุมมองของผม กรณีการทุจริตครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของระบบราชการไทยครับ การทุจริตสอบไม่เพียงแต่เป็นการทำร้ายคนเก่งที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานรัฐอย่างรุนแรง การที่หน่วยงานตรวจสอบทำงานอย่างโปร่งใสและจริงจังในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แม้เราจะยังต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร แต่เชื่อได้เลยว่ามาตรฐานการสอบแข่งขันในอนาคตจะต้องรัดกุมมากกว่าเดิมแน่นอนครับ

ผมอยากฝากเตือนน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการว่า ความพยายามและการเตรียมตัวอย่างสุจริตคือทางเดียวที่ยั่งยืนที่สุดครับ อย่าหลงเชื่อขบวนการเหล่านี้นะครับ เพราะสุดท้ายแล้วนอกจากจะไม่ได้งานที่หวังไว้ ยังอาจต้องสูญเสียทั้งเงินและอนาคตไปกับเรื่องผิดกฎหมายอีกด้วย ใครมีข้อสงสัยหรืออยากติดตามข้อมูลข่าวสารอัปเดต ก็เกาะติดเพจของเราไว้ได้เลยครับ เราจะคอยมาอัปเดตเรื่องราวแวดวงต่างๆ ให้ฟังกันบ่อยๆ แน่นอน

ที่มา – บก.ปปป. เร่งรวมพยานหลักฐานคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เชิญทีม มศว-โรงพิมพ์ ให้ปากคำ

ดีเอสไอคุมตัว ‘โค้ชเจมส์’ ฝากขังศาลอาญา เจ้าตัวยันบริสุทธิ์-ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ปมชวนลงทุน Forex

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนในโลกโซเชียลที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก กับกรณีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ดำเนินการจับกุมตัว นายธีรพงษ์ คงแก้ว หรือที่เรารู้จักกันในนาม ดีเอสไอคุมตัว ‘โค้ชเจมส์’ ฝากขังศาลอาญา เจ้าตัวยันบริสุทธิ์-ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ปมชวนลงทุน Forex ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมตัวเขาได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เรื่องราวมันมีอยู่ว่า โค้ชเจมส์ ถือเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายเทรดที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก โดยถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมชักชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาลงทุนในตลาด Forex โดยอ้างผลตอบแทนที่สูงเกินจริง ซึ่งในวันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์ให้ฟังกันครับว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นกฎหมายใหญ่โต

สถานการณ์ล่าสุด: ดีเอสไอคุมตัว ‘โค้ชเจมส์’ ฝากขังศาลอาญา เจ้าตัวยันบริสุทธิ์-ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ปมชวนลงทุน Forex

หลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่จากศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าวร่วมกับทีมสอบสวนคดีพิเศษควบคุมตัว โค้ชเจมส์ก็ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนครับ โดยเขาได้ยืนยันหนักแน่นว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นเป็นการให้ความรู้เรื่องศาสตร์การลงทุนเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงประชาชนแต่อย่างใด

โค้ชเจมส์ยังชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบริษัทต่างๆ ว่าเป็นการเทรดจริง ไม่ใช่การนำเงินมาหมุนเวียนในรูปแบบแชร์ลูกโซ่ และที่สำคัญเขาบอกว่าไม่ได้การันตีผลตอบแทนหรือแนะนำให้ใครไปขายทรัพย์สินมาลงทุนเพื่อหวังรวยทางลัดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ฝั่งของดีเอสไอได้รวบรวมหลักฐานและพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า โค้ชเจมส์มีบทบาทเป็น IB (Introducing Broker) ที่คอยพาคนเข้าสู่ระบบเทรดและชวนลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง

ข้อหาหนักที่ต้องเผชิญในคดี Forex

การดำเนินการของ DSI ในครั้งนี้ถือว่าเข้มข้นมากครับ เพราะพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาหลายกระทงที่ถือว่าร้ายแรงต่อธุรกิจการเงินและประชาชน ดังนี้ครับ:

  • ข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
  • ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
  • ข้อหาร่วมประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ข้อหาร่วมกันนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์
  • ข้อหาสมคบและร่วมกันกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

จะเห็นได้ว่าการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาด Forex โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งในแง่ของกฎหมายและเงินลงทุนของตัวผู้เสียหายเอง

มุมมองทิ้งท้ายสำหรับชาวโซเชียล: ในยุคที่คอร์สสอนเทรดมีให้เห็นทั่วไปบน Facebook และ TikTok สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราคือ “สติ” ครับ อย่าหลงเชื่อคำสัญญาเรื่องกำไรมหาศาล หรือวิธีการเทรดที่ได้เงินเร็วเกินจริง การลงทุนในตลาดการเงินมีความเสี่ยงสูงมากอยู่แล้ว หากใครกำลังศึกษาข้อมูล ควรตรวจสอบกับหน่วยงานทางการ เช่น กลต. ให้แน่ชัดก่อนตัดสินใจโอนเงินให้ใครนะครับ เพราะสุดท้ายความรับผิดชอบต่อเงินในกระเป๋าของเรา ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราเองครับ

ที่มา – ดีเอสไอคุมตัว ‘โค้ชเจมส์’ ฝากขังศาลอาญา เจ้าตัวยันบริสุทธิ์-ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ปมชวนลงทุน Forex

ราคาบ้านถูกลงจริงหรือ? ถ้าเราตีมูลค่าด้วย Bitcoin

เชื่อหรือไม่ว่าวิกฤตราคาบ้านแพงหูฉี่ที่เรากำลังเผชิญอยู่อาจเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา? วันนี้เราจะพาทุกคนไปส่องบทวิเคราะห์สุดแหวกแนวจาก Fidelity Digital Assets ที่ตั้งคำถามน่าสนใจว่า ราคาบ้านถูกลงจริงหรือ? ถ้าเราตีมูลค่าด้วย Bitcoin ซึ่งเป็นการมองมุมกลับที่ทำเอาหลายคนต้องหยุดคิดตามเลยทีเดียว

มุมมองใหม่ที่ว่า ราคาบ้านถูกลงจริงหรือ? ถ้าเราตีมูลค่าด้วย Bitcoin

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับข่าวว่าบ้านแพงขึ้นทุกปี แต่บทความจาก Zack Wainwright นักวิจัยของ Fidelity กลับชี้ให้เห็นว่า หากเราเลิกใช้สกุลเงินทั่วไป (Fiat Currency) มาเป็นหน่วยวัด แล้วหันมาใช้ Bitcoin แทน เราจะเห็นภาพที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาเชื่อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาบ้านที่พุ่งสูงขึ้น แต่อยู่ที่ค่าเงินที่เราถืออยู่นั่นแหละที่กำลังเสื่อมถอยลงทุกวัน

ทำไมการคิดว่า ราคาบ้านถูกลงจริงหรือ? ถ้าเราตีมูลค่าด้วย Bitcoin ถึงกลายเป็นกระแส?

คำอธิบายของเรื่องนี้คือการมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดและเป็นกลางจากอำนาจรัฐ หากเราย้อนกลับไปดูข้อมูลตั้งแต่ปี 2020 จะพบว่าราคาบ้านหากคำนวณเป็นหน่วย Bitcoin นั้นถดถอยลงไปถึง 10 เท่า ซึ่งนี่คือสิ่งที่ Fidelity พยายามสื่อสารว่า ในโลกที่เงินดอลลาร์หรือเงินเฟียตอ่อนแอลง การถือครองสินทรัพย์ที่แท้จริงคือทางรอด

  • สินทรัพย์ที่แท้จริงไม่เคยด้อยค่า
  • สกุลเงินทั่วโลกกำลังเสื่อมอำนาจซื้อ
  • Bitcoin คือเครื่องมือเก็บมูลค่าในระยะยาว

แน่นอนว่าแนวคิดนี้ถูกตั้งคำถามจากนักวิจารณ์หลายท่านที่มองว่า การนำสกุลเงินที่มีความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin มาใช้เป็นมาตรฐานวัดมูลค่าบ้านอาจเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่นี่คือสัญญาณเตือนให้เราหันมาทบทวนระบบการเงินในปัจจุบันมากขึ้น

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่ามุมมองนี้เป็นความจริงที่ซ่อนอยู่ หรือเป็นเพียงแค่การปั่นกระแสของฝั่งคริปโตเคอร์เรนซีกันแน่? ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การกระจายความเสี่ยงและศึกษาเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลไว้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายในยุคที่เงินเฟ้อพุ่งสูงเช่นนี้ครับ

ที่มา – Fidelity: Actually, Homes Are Getting Cheaper (as Long as You Price Them in Bitcoin)

ทางการลาวช่วยจับ 2 ผู้สั่งการ ยัดเฮโรอีนกระเป๋าช้างไทยไปออสเตรเลีย ดีเอสไอเปิดเส้นทางรับ-ส่งข้ามโขง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นข่าวที่น่าสนใจและเข้มข้นมากเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมข้ามชาติที่โด่งดังไปทั่วโลก กับกรณี ทางการลาวช่วยจับ 2 ผู้สั่งการ ยัดเฮโรอีนกระเป๋าช้างไทยไปออสเตรเลีย ดีเอสไอเปิดเส้นทางรับ-ส่งข้ามโขง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของเจ้าหน้าที่ไทยและ สปป.ลาว ที่ร่วมมือกันทลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่นี้ครับ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา หลายคนคงพอจะจำข่าวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ถูกจับกุมที่ออสเตรเลียได้ดี ว่ากันว่าเธอเป็นเพียงเหยื่อในขบวนการนี้ เพราะมีการนำเอาเฮโรอีนมาซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางลายช้างไทยอย่างแนบเนียน ล่าสุดทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้ออกมาเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าตกใจว่า เครือข่ายนี้ทำกันเป็นขบวนการใหญ่ที่มีฐานที่มั่นอยู่ใน สปป.ลาว

ความคืบหน้าล่าสุด: ทางการลาวช่วยจับ 2 ผู้สั่งการ ยัดเฮโรอีนกระเป๋าช้างไทยไปออสเตรเลีย ดีเอสไอเปิดเส้นทางรับ-ส่งข้ามโขง

จากการขยายผลอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานบูรณาการ ได้แก่ ป.ป.ส., ดีเอสไอ และตำรวจปราบปรามยาเสพติด ทำให้ศาลอาญาอนุมัติหมายจับชาวลาว 3 รายที่เป็นหัวโจกสั่งการหลัก ได้แก่ สายัน บัวระพา, นัน บัวระพา และอุ่น เนาวะราด ในข้อหาสมคบและจำหน่ายยาเสพติดข้ามชาติ ล่าสุด ทางการลาวช่วยจับ 2 ผู้สั่งการ ยัดเฮโรอีนกระเป๋าช้างไทยไปออสเตรเลีย ดีเอสไอเปิดเส้นทางรับ-ส่งข้ามโขง ได้สำเร็จ 2 ราย คือนายสายันและนายนัน ส่วนอีกรายเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตามตัวอยู่ครับ

เปิดเส้นทางข้ามโขงที่เครือข่ายยาเสพติดใช้

ทางดีเอสไอได้เปิดเผยแผนผังการขนส่งว่า เครือข่ายนี้ทำงานกันมานานกว่า 2-3 ปี โดยมีพฤติกรรมคือ:

  • มีการนำยาเสพติดข้ามฝั่งแม่น้ำโขงมาในพื้นที่ จ.เลย
  • ใช้จุดนัดพบที่ “ต้นมะเดื่อ” เป็นที่รับของก่อนนำเข้ากรุงเทพฯ
  • ซุกซ่อนเฮโรอีนในสินค้าโอทอป เช่น ผ้าไหม หรือชั้นซับในของกระเป๋าเดินทาง
  • ใช้โซเชียลมีเดียอย่าง Line และ Facebook ในการสั่งการ

ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นบทเรียนราคาแพงให้กับการขนส่งสินค้าและกระเป๋าเดินทางที่เราอาจคาดไม่ถึง การที่กระเป๋า “ลายช้างไทย” ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพแบบนี้ ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นเวลาเดินทางหรือรับฝากของจากบุคคลอื่น ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นจากบริษัทขนส่งเอกชน เพื่อไม่ให้ช่องโหว่ทางกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือขององค์กรอาชญากรรมครับ

ข้อคิดฝากไว้: ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันผ่านแอปพลิเคชัน มิจฉาชีพก็ดูเหมือนจะปรับตัวเร็วขึ้นมาก ความมั่นคงทางยาเสพติดไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าหลงเชื่อหรือรับฝากของจากคนแปลกหน้าเด็ดขาด แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ระดับชีวิตได้ครับ

ที่มา – ทางการลาวช่วยจับ 2 ผู้สั่งการ ยัดเฮโรอีนกระเป๋าช้างไทยไปออสเตรเลีย ดีเอสไอเปิดเส้นทางรับ-ส่งข้ามโขง

นักเรียนคนแรกสู่ผู้บริหาร KIS International School กับภารกิจสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจากมือรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง

ในโลกของการศึกษานานาชาติที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดในปัจจุบัน การจะหาโรงเรียนสักแห่งที่มีรากฐานยึดมั่นในวิสัยทัศน์เดิมตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ นักเรียนคนแรกสู่ผู้บริหาร KIS International School กับภารกิจสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจากมือรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง คือเรื่องราวที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ เมื่อคุณพริษฐ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตนักเรียนคนแรกของโรงเรียนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ในฐานะผู้บริหาร เพื่อสานต่อสิ่งที่เขามองว่าคือ “บ้าน” ที่หล่อหลอมตัวตนของเขามาตลอดเกือบ 30 ปี

ความพิเศษของการบริหารโดยคนที่เติบโตมากับระบบนั้น คือความเข้าใจที่มากกว่าแค่ตัวเลขทางธุรกิจ แต่คือความเข้าใจในจิตวิญญาณและความรู้สึกของนักเรียนอย่างแท้จริง พริษฐ์ไม่ได้มองว่าโรงเรียนคือสถานที่สอนหนังสือทั่วไป แต่เขาให้ความสำคัญกับแนวคิด “Inspiring Individuals” ที่เน้นให้เด็กแต่ละคนค้นพบศักยภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่จำเป็นต้องเดินตามพิมพ์เขียวที่สังคมขีดไว้ให้

นักเรียนคนแรกสู่ผู้บริหาร KIS International School กับภารกิจสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจากมือรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง

การกลับมาในฐานะผู้บริหารของเขาไม่ได้เริ่มจากความว่างเปล่า แต่เป็นการนำประสบการณ์จากการออกไปเรียนรู้โลกกว้างที่ University of California, Berkeley มาผสานเข้ากับหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ที่ KIS เชื่อมั่นมาโดยตลอด โดยพริษฐ์เชื่อว่าในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ ทักษะการคิดวิเคราะห์และการปรับตัวสำคัญกว่าการนั่งท่องจำตำราเพียงอย่างเดียว

นอกจากเรื่องหลักสูตรแล้ว นักเรียนคนแรกสู่ผู้บริหาร KIS International School กับภารกิจสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจากมือรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ยังสะท้อนถึงการสร้างชุมชน (Community) ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเขาตั้งใจจะส่งต่อสิ่งนี้ไปยังแคมปัสใหม่อย่าง KIS Reignwood Park เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับความมั่นใจแบบที่เขาเคยได้รับ ให้พวกเขากล้าลอง กล้าล้ม และกล้าเติบโตในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและเข้าใจบริบทของเด็กยุคใหม่

ก้าวต่อไปของการศึกษาในยุค AI

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสูงมาก ความรู้ในวันนี้อาจกลายเป็นเรื่องล้าสมัยในวันพรุ่งนี้ ดังนั้น การสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของอาคารสถานที่ แต่อยู่ที่การ “ติดอาวุธทางความคิด” ให้เด็ก ๆ สามารถเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learner) ได้ด้วยตนเอง

ในมุมมองของผู้บริหารท่านนี้ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเปรียบเทียบว่าใครเก่งกว่าใคร แต่อยู่ที่การสนับสนุนให้เด็กแต่ละคนเติบโตในจังหวะเวลาของตนเอง หากคุณเป็นผู้ปกครองที่กำลังมองหาสถานที่ที่เข้าใจความแตกต่างของลูกอย่างแท้จริง KIS คือภาพสะท้อนของการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าเกรดเฉลี่ย นี่คือแนวโน้มสำคัญที่โรงเรียนระดับโลกต้องมี เพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพออกสู่สังคมในอนาคต

หากคุณมีความเชื่อมั่นในการสร้างศักยภาพให้บุตรหลานแบบเฉพาะตัว การได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่ KIS คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดที่คุณจะมอบให้แก่พวกเขาครับ

ที่มา – นักเรียนคนแรกสู่ผู้บริหาร KIS International School กับภารกิจสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจากมือรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง [ADVERTORIAL]