ผู้เขียน: lalika69_admin

OpenAI ชิงส่วนแบ่งตลาดคืนจาก Anthropic ในปี 2026

OpenAI ชิงส่วนแบ่งตลาดคืนจาก Anthropic ในปี 2026 กลายเป็นประเด็นสำคัญในวงการปัญญาประดิษฐ์ หลังรายงานซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก OpenRouter ระบุว่า OpenAI มีความคืบหน้าอย่างมากในการแย่งส่วนแบ่งการใช้งานกลับคืนมา โดยเฉพาะงานด้านการเขียนโค้ดและการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำหรับองค์กร

ข้อมูลดังกล่าวได้รับการรายงานโดย Wall Street Journal และสะท้อนให้เห็นการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นระหว่างบริษัท AI รายใหญ่ ทั้ง OpenAI และ Anthropic ต่างพยายามนำเสนอโมเดลที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ซึ่งต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมากและมีการใช้งานต่อเนื่องในระดับองค์กร

OpenAI ชิงส่วนแบ่งตลาดคืนจาก Anthropic ในปี 2026

ในช่วงต้นปี 2026 ส่วนแบ่งการใช้งานของ OpenAI อยู่ที่ต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ แต่ในเดือนล่าสุดตัวเลขเพิ่มขึ้นเกือบแตะ 50 เปอร์เซ็นต์ การเปลี่ยนแปลงนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ Anthropic มีภาพลักษณ์โดดเด่นในกลุ่มงานเขียนโปรแกรม งานวิเคราะห์ข้อมูล และเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้ระดับมืออาชีพ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากรายงานไม่ได้หมายความว่า OpenAI ครองตลาดทั้งหมด หรือ Anthropic สูญเสียลูกค้าไปโดยตรง แต่แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนการประมวลผลที่ถูกส่งผ่านระบบของ OpenRouter มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ธุรกิจและนักพัฒนาอาจกำลังทดลองใช้โมเดลของ OpenAI มากขึ้น เพราะต้องการเปรียบเทียบความเร็ว คุณภาพ ราคา และความสามารถในการรองรับงานที่ซับซ้อน

OpenAI ชิงส่วนแบ่งตลาดคืนจาก Anthropic ในปี 2026 ได้อย่างไร

OpenRouter ทำหน้าที่คล้ายระบบจัดเส้นทางสำหรับบริการ AI โดยสามารถเลือกส่งคำขอของผู้ใช้ไปยังผู้ให้บริการที่เหมาะสมกับเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ราคาถูกกว่า ประมวลผลได้เร็วกว่า หรือให้ผลลัพธ์มีคุณภาพมากกว่า ลักษณะการทำงานเปรียบได้กับแพลตฟอร์มที่เลือกแหล่งสตรีมภาพยนตร์ให้โดยอัตโนมัติ ตามความต้องการด้านความละเอียดและค่าใช้จ่าย

เมื่อผู้ใช้จำนวนมากเลือกโมเดลตามประสิทธิภาพและราคา ระบบจึงช่วยสะท้อนแนวโน้มการใช้งานจริงได้ระดับหนึ่ง ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า OpenAI อาจปรับปรุงข้อเสนอสำหรับลูกค้าองค์กรได้ตรงจุดกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการเขียนโค้ด การทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ธุรกิจ การสรุปเอกสาร หรือการสร้างเนื้อหาที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง

  • OpenAI มีส่วนแบ่งการใช้งานเพิ่มจากต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์เป็นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์
  • การแข่งขันเน้นหนักไปที่งานเขียนโค้ดและการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • ราคา ความเร็ว และคุณภาพของโมเดลเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
  • ข้อมูลส่วนใหญ่สะท้อนพฤติกรรมของสตาร์ทอัปที่ใช้ AI เป็นแกนหลัก

ข้อควรระวังคือข้อมูลของ OpenRouter มาจากกลุ่มสตาร์ทอัปที่ใช้ AI เป็นหลัก หรือที่เรียกว่า AI-native startups แม้จะมีบริษัทเทคโนโลยีดั้งเดิมบางส่วนรวมอยู่ด้วย แต่ข้อมูลดังกล่าวอาจยังไม่ใช่ภาพแทนของตลาดองค์กรทั้งหมด ดังนั้นจึงควรใช้ตัวเลขนี้เพื่อดูแนวโน้ม ไม่ใช่สรุปว่า OpenAI ชนะ Anthropic ในทุกด้าน

การปรับกลยุทธ์ของ OpenAI มุ่งสู่ตลาดธุรกิจ

อีกปัจจัยที่อาจช่วยให้ OpenAI เติบโตขึ้นคือการปรับโฟกัสทางธุรกิจ ในเดือนมีนาคมมีรายงานว่าบริษัทกำลังทบทวนทิศทางผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ โดยลดความสำคัญของโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งานหลักสำหรับธุรกิจ Sora ซึ่งเป็นแอปโซเชียลสำหรับสร้างวิดีโอด้วย AI ก็ถูกยุติลง ขณะที่แผนพัฒนาเครื่องมือสร้างเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ถูกระงับอย่างไม่มีกำหนด

Fidji Simo ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งซีอีโอฝ่ายแอปพลิเคชันของ OpenAI เคยสื่อสารภายในบริษัทว่า OpenAI ไม่ควรพลาดโอกาสสำคัญเพราะเสียสมาธิไปกับโครงการรอง และควรสร้างความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์ด้านประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะการใช้งานในภาคธุรกิจ แนวคิดนี้สะท้อนว่าบริษัทกำลังจัดลำดับความสำคัญใหม่ เพื่อแข่งขันในตลาดที่มีมูลค่าสูงและสร้างรายได้ต่อเนื่อง

สำหรับลูกค้าองค์กร การเลือกผู้ให้บริการ AI ไม่ได้พิจารณาเพียงความสามารถในการตอบคำถามทั่วไป แต่ยังรวมถึงความปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบเดิม การควบคุมค่าใช้จ่าย และการให้บริการที่มีเสถียรภาพ หาก OpenAI สามารถพัฒนาประเด็นเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสเปลี่ยนการทดลองใช้งานให้กลายเป็นสัญญาระยะยาว

ผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด AI

การที่ OpenAI ชิงส่วนแบ่งตลาดคืนจาก Anthropic ในปี 2026 อาจทำให้การแข่งขันด้านราคาและประสิทธิภาพรุนแรงขึ้น ผู้ใช้งานมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากโมเดลที่ดีขึ้น ราคาที่สมเหตุสมผลขึ้น และตัวเลือกที่หลากหลายกว่าเดิม ขณะเดียวกันบริษัท AI ก็ต้องลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาโมเดลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความได้เปรียบของตัวเอง

Anthropic ยังมีจุดแข็งด้านความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และการใช้งานสำหรับนักพัฒนา ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของ OpenAI ไม่ได้แปลว่าการแข่งขันสิ้นสุดลง ตรงกันข้าม ทั้งสองบริษัทอาจต้องเร่งเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ปรับราคา และสร้างเครื่องมือสำหรับองค์กรให้ตอบโจทย์มากขึ้นในเวลาเดียวกัน

ในมุมของผู้ใช้ การเปรียบเทียบโมเดลจากหลายค่ายก่อนเลือกใช้งานยังเป็นเรื่องจำเป็น ควรพิจารณาประเภทงาน งบประมาณ ความเป็นส่วนตัว และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบที่มีอยู่ ไม่ควรตัดสินจากตัวเลขส่วนแบ่งตลาดเพียงอย่างเดียว เพราะประสบการณ์ใช้งานจริงของแต่ละองค์กรอาจแตกต่างกัน

โดยสรุป รายงานนี้แสดงให้เห็นว่า OpenAI กำลังกลับมาแข็งแกร่งในตลาดงานด้านโค้ดและผลิตภาพ พร้อมปรับกลยุทธ์ให้เน้นลูกค้าธุรกิจมากขึ้น หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป การแข่งขันระหว่าง OpenAI และ Anthropic จะเป็นแรงผลักดันสำคัญของอุตสาหกรรม AI ในปีนี้ ผู้ประกอบการและนักพัฒนาควรติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด และทดลองใช้เครื่องมือที่เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยี AI ให้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

หากคุณกำลังมองหาแพลตฟอร์ม AI สำหรับองค์กร นี่คือช่วงเวลาที่ดีในการเปรียบเทียบราคา ความสามารถ และความปลอดภัยของแต่ละบริการก่อนตัดสินใจ เพราะการแข่งขันครั้งนี้อาจนำไปสู่โซลูชันที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – Report Suggests OpenAI Has Clawed Tons of Market Share Back From Anthropic in 2026

กทม. ตั้ง War Room รับมือขยะน้ำท่วม ระดมกำลังกว่า 500 ชีวิต ปูพรมฟื้นฟู ‘ลาดกระบัง-สะพานสูง’ 9-11 ต.ค. นี้

กรุงเทพมหานครเดินหน้าแผนฟื้นฟูพื้นที่หลังสถานการณ์น้ำท่วม โดยตั้งศูนย์บัญชาการ War Room เพื่อประสานงานด้านการจัดเก็บและขนย้ายขยะอย่างเป็นระบบ ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการรับมือน้ำท่วมไม่ได้จบลงทันทีเมื่อน้ำลด เพราะสิ่งที่ตามมาคือขยะตกค้างจำนวนมาก ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง เศษกิ่งไม้ และขยะทั่วไปที่ถูกน้ำพัดมากองรวมกันตามชุมชนและเส้นทางสัญจร

สำหรับภารกิจครั้งนี้ กทม. ตั้ง War Room รับมือขยะน้ำท่วม ระดมกำลังกว่า 500 ชีวิต ปูพรมฟื้นฟู ‘ลาดกระบัง-สะพานสูง’ 9-11 ต.ค. นี้ โดยมี พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรในภาวะอุทกภัย สำนักสิ่งแวดล้อม การประชุมจัดขึ้นที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมวางแผนอย่างใกล้ชิด

กทม. ตั้ง War Room รับมือขยะน้ำท่วม ระดมกำลังกว่า 500 ชีวิต ปูพรมฟื้นฟู ‘ลาดกระบัง-สะพานสูง’ 9-11 ต.ค. นี้

เป้าหมายสำคัญของแผนงานคือการเร่งจัดการขยะตกค้างในเขตลาดกระบังและเขตสะพานสูง ซึ่งได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่จะทำงานต่อเนื่องระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2569 โดยแบ่งกำลังออกเป็น 2 ทีม รวมมากกว่า 500 คน การระดมกำลังในระดับนี้ช่วยให้การฟื้นฟูครอบคลุมทั้งถนนสายหลัก ชุมชน ตรอก ซอย และจุดที่รถเก็บขยะตามปกติเข้าถึงได้ยาก

นอกจากกำลังคนแล้ว สำนักสิ่งแวดล้อมยังเตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์สนับสนุนหลายประเภท เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น อุปกรณ์หลักประกอบด้วยรถบรรทุกเทท้าย รถคีบขยะ และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หรือ PPE เช่น ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย และเครื่องมือสำหรับจัดการขยะที่อาจมีสิ่งปนเปื้อน เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง เพราะขยะหลังน้ำท่วมอาจมีทั้งของมีคม สารเคมี เชื้อโรค และสัตว์มีพิษซ่อนอยู่

แผนปฏิบัติงานเน้นเข้าถึงซอยแคบและจุดตกค้าง

หนึ่งในความท้าทายของการเก็บขยะหลังน้ำท่วมคือขยะจำนวนมากไม่ได้อยู่บนถนนใหญ่ แต่กระจายอยู่ตามตรอกซอกซอยแคบ ซึ่งรถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าไปถึงได้โดยตรง แผนของ กทม. จึงออกแบบให้เจ้าหน้าที่ชักลากขยะชิ้นใหญ่และขยะตกค้างออกจากพื้นที่ก่อน จากนั้นจึงนำมารวมไว้ที่จุดพักขยะด้านนอกชุมชน

เมื่อขยะถูกนำมารวมกันแล้ว รถคีบขยะจะเข้ายกขยะขึ้นรถบรรทุกเทท้าย เพื่อขนย้ายออกจากพื้นที่ไปยังศูนย์กำจัดมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร ขั้นตอนนี้ช่วยลดการกีดขวางทางสัญจร ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และช่วยป้องกันไม่ให้ขยะไหลย้อนกลับเข้าสู่ท่อระบายน้ำเมื่อเกิดฝนตกซ้ำ

  • ทีมสำรวจและชักลาก: เข้าตรวจสอบพื้นที่ เก็บขยะชิ้นใหญ่ และนำขยะออกจากตรอกซอย
  • ทีมขนย้าย: รวบรวมขยะที่จุดพักและใช้รถคีบขยะยกขึ้นรถบรรทุก
  • ทีมความปลอดภัย: ดูแลการใช้ PPE และประเมินความเสี่ยงจากขยะอันตราย
  • ทีมประสานงาน: เชื่อมข้อมูลระหว่างสำนักงานเขต สำนักสิ่งแวดล้อม และชุมชน

ในมุมของประชาชน ความร่วมมือในช่วงฟื้นฟูมีความสำคัญไม่แพ้การทำงานของเจ้าหน้าที่ หากมีขยะชิ้นใหญ่ เช่น ที่นอน โซฟา ตู้ โต๊ะ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหาย ควรนำไปวางรวมในจุดที่สำนักงานเขตกำหนด ไม่ควรทิ้งกีดขวางทางน้ำหรือวางปะปนกับขยะทั่วไปโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะอาจทำให้การคัดแยกและขนย้ายล่าช้า

ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสขยะเปียกโดยตรง สวมรองเท้าบูทหรือรองเท้าที่ปิดมิดชิด และใช้ถุงมือเมื่อต้องทำความสะอาดพื้นที่ หากพบสายไฟ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือภาชนะที่อาจมีสารเคมี ควรแยกออกจากขยะทั่วไปและแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ การถ่ายภาพจุดขยะและส่งพิกัดให้สำนักงานเขตยังเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่จัดลำดับความเร่งด่วนได้แม่นยำขึ้น

กทม. ตั้ง War Room รับมือขยะน้ำท่วม ระดมกำลังกว่า 500 ชีวิต ปูพรมฟื้นฟู ‘ลาดกระบัง-สะพานสูง’ 9-11 ต.ค. นี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงภารกิจเก็บขยะ แต่เป็นการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนในพื้นที่โดยตรง การใช้ข้อมูลพื้นที่ การสื่อสารแบบเรียลไทม์ และการจัดสรรเครื่องจักรให้เหมาะกับสภาพชุมชน จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพกว่าการใช้วิธีเดียวกับทุกพื้นที่

แนวโน้มในอนาคต กทม. และหน่วยงานท้องถิ่นอาจต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น เช่น แผนที่ดิจิทัลสำหรับติดตามจุดขยะ ระบบแจ้งพิกัดผ่านโทรศัพท์มือถือ และฐานข้อมูลเครื่องจักรที่พร้อมใช้งาน การเตรียมแผนล่วงหน้าและการมีส่วนร่วมของชุมชนจะทำให้การรับมือน้ำท่วมครั้งต่อไปคล่องตัวขึ้น ทุกคนสามารถช่วยได้ด้วยการคัดแยกขยะ แจ้งจุดตกค้าง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้พื้นที่กลับมาสะอาด ปลอดภัย และใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

ที่มา – กทม. ตั้ง War Room รับมือขยะน้ำท่วม ระดมกำลังกว่า 500 ชีวิต ปูพรมฟื้นฟู ‘ลาดกระบัง-สะพานสูง’ 9-11 ต.ค. นี้

ทลายเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ รวบ 6 ผู้ต้องหาซุกไอซ์ 1,178 กก. ท้ายเรือสินค้า กลางอ่าวไทย

ปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดครั้งใหญ่เกิดขึ้นกลางอ่าวไทย หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานร่วมกันสกัดเรือสินค้าที่ต้องสงสัยว่าใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ ผลการตรวจค้นพบไอซ์น้ำหนักรวม 1,178 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในช่องลับบริเวณท้ายเรือ พร้อมควบคุมตัวกัปตันและลูกเรือชาวไทยรวม 6 ราย ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง

ทลายเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ รวบ 6 ผู้ต้องหาซุกไอซ์ 1,178 กก.

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หรือ บช.ปส. ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบังคับการตำรวจน้ำ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. รวมถึงหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา หรือ DEA Bangkok แถลงผลการปฏิบัติการร่วม ภายใต้ชื่อ “ปฏิบัติการสยบไพรีมัจฉานุปราบสมุทร”

การปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเป้าหมายไปที่เครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดทางทะเล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นขบวนการที่มีความเชื่อมโยงกับการค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยสามารถติดตามและสกัดเรือบรรทุกยาเสพติดลอตใหญ่ได้ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนล่าง เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เส้นทางการติดตามเรือ EAST HARBOUR 1

คดีนี้เริ่มต้นจากการสืบสวนของศูนย์วิเคราะห์ข่าวยาเสพติดสงขลา กองบังคับการข่าวกรองยาเสพติด ซึ่งพบข้อมูลว่าเรือชื่อ EAST HARBOUR 1 อาจมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามชาติมาตั้งแต่ต้นปี 2569 เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเรือลำดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในวันที่ 4 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าเรือ EAST HARBOUR 1 ออกจากชายฝั่งจังหวัดสงขลา และมีทิศทางมุ่งหน้าไปยังพื้นที่อ่าวไทย ซึ่งเป็นจุดที่คาดว่าอาจมีการรับส่งยาเสพติด กองบังคับการตำรวจน้ำจึงประสานชุดปฏิบัติการพิเศษทางน้ำ “มัจฉานุ” และนำเรือตรวจการณ์ 817 ออกติดตามเพื่อเก็บข้อมูลและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

กระทั่งวันที่ 7 ตุลาคม เวลาประมาณ 00.30 น. เจ้าหน้าที่พบพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าเรือ EAST HARBOUR 1 ได้รับยาเสพติดแล้ว และกำลังเตรียมเคลื่อนที่ไปส่งมอบให้กับผู้รับช่วงต่อ จึงตัดสินใจขับไล่ติดตามและเข้าควบคุมเรือไว้ได้สำเร็จ โดยปฏิบัติการเป็นไปตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยทางทะเล

พบไอซ์ 1,178 กิโลกรัมซุกในช่องลับ

จากการตรวจค้นเรือ เจ้าหน้าที่พบกัปตันและลูกเรือชาวไทยรวม 6 ราย พร้อมของกลางเป็นยาเสพติดประเภทไอซ์ บรรจุเป็นก้อนในถุงชาและซุกซ่อนอยู่ภายในกระสอบ รวมทั้งหมด 39 กระสอบ กับอีก 8 ก้อน น้ำหนักรวมประมาณ 1,178 กิโลกรัม จุดที่ซ่อนของกลางอยู่บริเวณช่องลับท้ายเรือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดจึงจะพบ

นอกจากยาเสพติด เจ้าหน้าที่ยังยึดเรือ EAST HARBOUR 1 มูลค่าประมาณ 7 ล้านบาทไว้เป็นของกลาง การยึดเรือถือเป็นส่วนสำคัญของคดี เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบเอกสารการครอบครอง เส้นทางเดินเรือ ระบบการติดต่อสื่อสาร และความเชื่อมโยงกับบุคคลหรือกลุ่มทุนที่อาจอยู่เบื้องหลัง

  • ผู้ต้องหา: กัปตันและลูกเรือชาวไทยรวม 6 ราย
  • ของกลางหลัก: ไอซ์น้ำหนักรวม 1,178 กิโลกรัม
  • วิธีการซุกซ่อน: บรรจุในถุงชาและกระสอบภายในช่องลับท้ายเรือ
  • เรือของกลาง: EAST HARBOUR 1 มูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท

แจ้งข้อกล่าวหาและเร่งขยายผล

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 6 รายในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือเมทแอมเฟตามีน โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ลักษณะการกระทำเข้าข่ายเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

หลังจากนี้ ผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดจะถูกส่งให้พนักงานสอบสวน บก.ปส.4 ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนเส้นทางการเงิน ผู้สั่งการ ผู้จัดหาเรือ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรับส่งยาเสพติด เพื่อขยายผลไปถึงเครือข่ายระดับใหญ่ ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติการบนเรือเท่านั้น

คดีทลายเครือข่ายค้ายาข้ามชาติครั้งนี้ยังสะท้อนแนวโน้มการใช้เส้นทางทะเลเป็นช่องทางลำเลียงยาเสพติดที่เจ้าหน้าที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การประสานข้อมูลแบบเรียลไทม์ การใช้เทคโนโลยีติดตามเรือ และการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน จะมีบทบาทมากขึ้นในการสกัดกั้นขบวนการลักษณะนี้

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวควรอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและไม่เผยแพร่รายละเอียดที่อาจกระทบต่อรูปคดี ขณะเดียวกัน การแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการลำเลียงยาเสพติดอย่างปลอดภัยและผ่านช่องทางทางการ ก็เป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญในการช่วยลดปัญหายาเสพติดในสังคม

ทลายเครือข่ายค้ายาข้ามชาติครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปิดโปงเครือข่ายที่ใหญ่กว่า ความคืบหน้าหลังจากการสอบสวนและการขยายผลจึงเป็นประเด็นที่ควรติดตามต่อไป เพราะการตัดวงจรยาเสพติดอย่างยั่งยืนต้องดำเนินการให้ถึงผู้สั่งการและแหล่งเงินทุน พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางทะเลอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ทลายเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ รวบ 6 ผู้ต้องหาซุกไอซ์ 1,178 กก. ท้ายเรือสินค้า กลางอ่าวไทย

วิกฤตน้ำท่วมสวนมะม่วงบางคล้ากว่า 10 วัน ต้นจมมิดนับพัน เกษตรกรลุยน้ำเร่งกู้ผลผลิต

สถานการณ์ วิกฤตน้ำท่วมสวนมะม่วงบางคล้ากว่า 10 วัน ต้นจมมิดนับพัน เกษตรกรลุยน้ำเร่งกู้ผลผลิต สะท้อนความเสียหายครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรในอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังพื้นที่สวนมะม่วงหลายแห่งต้องเผชิญน้ำท่วมขังต่อเนื่องเป็นเวลานาน ระดับน้ำบางจุดสูงจนเกือบถึงเรือนยอดของต้นมะม่วง สร้างความกังวลให้กับเกษตรกรและครอบครัวอย่างมาก

จากการลงพื้นที่สำรวจ พบว่าต้นมะม่วงขนาดเล็กจำนวนมากถูกน้ำท่วมจนมิดและทยอยยืนต้นตาย ขณะที่ต้นขนาดใหญ่ก็เริ่มได้รับผลกระทบจากรากที่แช่น้ำนาน ดินขาดอากาศ และระบบรากไม่สามารถดูดซึมธาตุอาหารได้ตามปกติ หากน้ำยังไม่ลดลงในเร็ววัน ความเสียหายอาจขยายวงกว้างและกระทบต่อการทำสวนในฤดูกาลถัดไป

วิกฤตน้ำท่วมสวนมะม่วงบางคล้ากว่า 10 วัน ต้นจมมิดนับพัน เกษตรกรลุยน้ำเร่งกู้ผลผลิต

เกษตรกรในพื้นที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา โดยพาครอบครัวลุยน้ำที่สูงถึงระดับหน้าอกเพื่อเก็บมะม่วงจากต้นที่ยังพอมีผลผลิตสมบูรณ์ ผลมะม่วงถูกนำใส่ตะกร้าพลาสติก ก่อนลำเลียงผ่านแพทุ่นลอยน้ำไปยังบริเวณริมถนน ภาพการทำงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามของชาวสวนที่ต้องการรักษาผลผลิตส่วนสุดท้ายเอาไว้ แม้จะต้องเผชิญความเสี่ยงและความเหนื่อยล้าจากการทำงานท่ามกลางกระแสน้ำ

มะม่วงที่เก็บกู้ได้จะถูกคัดแยกและขนขึ้นรถกระบะหรือรถบรรทุกทางการเกษตร เพื่อส่งไปจำหน่ายที่ตลาดไทภายในวันเดียวกัน เกษตรกรจำเป็นต้องเร่งระบายผลผลิต เพราะหากปล่อยให้ผลมะม่วงแช่น้ำหรือค้างอยู่ในสวนต่อไป คุณภาพจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ขายได้ราคาต่ำหรืออาจไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้เลย

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลผลิตในรอบนี้

ความเสียหายจากน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนมะม่วงที่สูญเสีย แต่ยังรวมถึงต้นทุนการดูแลสวน ค่าแรงเก็บเกี่ยว ค่าเดินทาง และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกษตรกรบางรายต้องหยุดงานประจำหรือดึงสมาชิกในครอบครัวมาช่วยกันกู้ผลผลิต ขณะที่รายได้จากการขายอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เกษตรกรรายหนึ่งเปิดเผยว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การปลูกมะม่วงอาจไม่ได้สร้างกำไรมากนัก แต่ยังพอประคองตัวและไม่ถึงขั้นขาดทุน ทว่าน้ำท่วมครั้งนี้มีความรุนแรงและยาวนานกว่าที่เคยพบเจอ จึงแทบมองไม่เห็นโอกาสทำกำไร สิ่งที่ทำได้ในเวลานี้คือปล่อยต้นที่เสียหายจนไม่สามารถฟื้นตัว และเร่งเก็บผลผลิตจากต้นที่ยังมีโอกาสรอด

  • ต้นมะม่วงขนาดเล็กจำนวนมากจมน้ำและตายก่อน
  • ต้นขนาดใหญ่เสี่ยงยืนต้นตายจากรากแช่น้ำนาน
  • ผลผลิตที่ยังสมบูรณ์ต้องเร่งเก็บเกี่ยวและขนส่ง
  • ค่าแรงและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นจากการทำงานในพื้นที่น้ำท่วม
  • ผู้เช่าสวนได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับเจ้าของที่ดิน

เสียงเรียกร้องให้ช่วยเหลือผู้เช่าสวน

ประเด็นสำคัญที่เกษตรกรต้องการให้ภาครัฐพิจารณาคือมาตรการเยียวยาที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้เช่าสวนซึ่งอาจไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินเป็นของตนเอง แม้จะเป็นผู้ลงทุนลงแรงและดูแลสวนมาตลอดหลายปี แต่กลับมีความกังวลว่าจะเข้าถึงความช่วยเหลือได้ไม่เท่าเทียมกับเจ้าของพื้นที่

มาตรการช่วยเหลืออาจประกอบด้วยเงินชดเชยความเสียหาย การสนับสนุนต้นพันธุ์และปัจจัยการผลิต การพักชำระหนี้ ตลอดจนการช่วยเหลือด้านการตลาดเพื่อระบายผลผลิตที่กู้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างละเอียดและสื่อสารหลักเกณฑ์การขอรับความช่วยเหลือให้ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเตรียมเอกสารและยื่นเรื่องได้ทันเวลา

วิกฤตน้ำท่วมสวนมะม่วงบางคล้ากว่า 10 วัน ต้นจมมิดนับพัน เกษตรกรลุยน้ำเร่งกู้ผลผลิต ไม่ใช่เพียงข่าวความเสียหายของสวนแห่งหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าความผันผวนของสภาพอากาศกำลังส่งผลต่ออาชีพเกษตรกรโดยตรง การวางแผนรับมือน้ำท่วมในอนาคตจึงอาจต้องครอบคลุมตั้งแต่ระบบระบายน้ำ การยกระดับพื้นที่ การเลือกพันธุ์พืช ไปจนถึงการทำประกันภัยผลผลิต

ในระยะยาว การช่วยเหลือควรเดินหน้าไปพร้อมกับการฟื้นฟู ไม่ใช่เพียงจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดเหตุเท่านั้น ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม หากพบสินค้าจากสวนบางคล้าในตลาด การเลือกซื้อและช่วยประชาสัมพันธ์ก็เป็นอีกแรงสำคัญที่ช่วยให้ชาวสวนมีรายได้กลับมาเริ่มต้นใหม่

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงควรเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายเตรียมระบบรับมือภัยพิบัติที่รวดเร็วและเข้าถึงเกษตรกรทุกกลุ่ม เพราะเบื้องหลังมะม่วงแต่ละตะกร้าคือแรงงาน เวลา และความหวังของคนทำสวนจำนวนมาก การช่วยกันรักษาตลาดและผลผลิตที่ยังเหลืออยู่ในวันนี้ อาจเป็นกำลังใจสำคัญให้ชุมชนเกษตรกรบางคล้าผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ที่มา – วิกฤตน้ำท่วมสวนมะม่วงบางคล้ากว่า 10 วัน ต้นจมมิดนับพัน เกษตรกรลุยน้ำเร่งกู้ผลผลิต

ประกันสังคมชวนนายจ้าง-ผู้ประกันตนตรวจสอบสิทธิ ก่อนเลือกตั้ง 11 ต.ค. เผยเปลี่ยนสถานที่ 32 แห่งหนีอุทกภัย

สำนักงานประกันสังคมเชิญชวนนายจ้างและผู้ประกันตนทั่วประเทศเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 โดยผู้มีสิทธิควรตรวจสอบรายชื่อและสถานที่เลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันความสับสนและช่วยให้การเดินทางไปใช้สิทธิเป็นไปอย่างราบรื่น

ประเด็นสำคัญในครั้งนี้คือ ประกันสังคมชวนนายจ้าง-ผู้ประกันตนตรวจสอบสิทธิ ก่อนเลือกตั้ง 11 ต.ค. เผยเปลี่ยนสถานที่ 32 แห่งหนีอุทกภัย หลังสถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบต่อพื้นที่จัดการเลือกตั้งบางแห่ง คณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งประจำจังหวัดจึงพิจารณาปรับเปลี่ยนสถานที่เลือกตั้งรวม 32 แห่ง เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกของผู้มีสิทธิทุกคน

ประกันสังคมชวนนายจ้าง-ผู้ประกันตนตรวจสอบสิทธิ ก่อนเลือกตั้ง 11 ต.ค. เผยเปลี่ยนสถานที่ 32 แห่งหนีอุทกภัย

นายจ้างและผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้หลายช่องทาง ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อสำนักงานประกันสังคมด้วยตนเอง โดยสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th จากนั้นตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสถานที่เลือกตั้งตามขั้นตอนที่ระบบกำหนด นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถใช้ระบบ e-Service ส่วนผู้ประกันตนสามารถใช้ระบบ e-Self Service ได้เช่นกัน

สำหรับผู้ที่ใช้งานสมาร์ตโฟนเป็นประจำ ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน SSO Plus หรือสอบถามข่าวสารผ่าน LINE Official Account ที่ชื่อว่า @ssothai ช่องทางดิจิทัลเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเช็กสถานที่เลือกตั้งอย่างรวดเร็วจากที่บ้านหรือที่ทำงาน

ช่องทางตรวจสอบสิทธิและสถานที่เลือกตั้ง

  • เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th
  • ระบบ e-Service สำหรับนายจ้าง
  • ระบบ e-Self Service สำหรับผู้ประกันตน
  • แอปพลิเคชัน SSO Plus
  • LINE Official Account @ssothai
  • สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

สำนักงานประกันสังคมระบุว่า ในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 จะมีการส่งข้อความ SMS แจ้งสถานที่เลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิที่เคยแจ้งความประสงค์ระบุพื้นที่ใช้สิทธิเลือกตั้งไว้กับสำนักงานประกันสังคม อย่างไรก็ตาม ผู้มีสิทธิควรตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองอีกครั้งผ่านช่องทางทางการ เพราะข้อความอาจมาถึงไม่พร้อมกัน หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้อาจมีการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนสถานที่เลือกตั้งจำนวน 32 แห่งเป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ หากเดินทางไปยังสถานที่เดิมโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด อาจทำให้เสียเวลาและพลาดโอกาสในการใช้สิทธิ ดังนั้น ก่อนออกจากบ้านควรเช็กทั้งชื่อของตนเอง สถานที่เลือกตั้ง วันและเวลา รวมถึงเส้นทางการเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัด

การเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนมีความสำคัญต่อทิศทางการบริหารงานประกันสังคม ผู้แทนที่ได้รับเลือกจะเข้ามามีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะจากกลุ่มนายจ้างและผู้ประกันตน ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงจะช่วยให้การพัฒนาสิทธิประโยชน์และบริการต่าง ๆ สอดคล้องกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

สำหรับผู้ประกันตน การเลือกผู้แทนที่มีความรู้และเข้าใจระบบแรงงานอาจช่วยผลักดันประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล เงินทดแทน การคุ้มครองแรงงาน และการสื่อสารสิทธิประโยชน์ให้เข้าถึงประชาชนได้ดีขึ้น ขณะที่ฝ่ายนายจ้างก็มีบทบาทสำคัญในการเสนอแนวทางที่ทำให้ระบบประกันสังคมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเหมาะสมกับภาคธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง

เตรียมตัวอย่างไรก่อนออกไปใช้สิทธิ

  • ตรวจสอบว่ามีชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่
  • ตรวจสอบสถานที่เลือกตั้งล่าสุด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใน 32 แห่งที่มีการเปลี่ยนแปลง
  • เตรียมเอกสารหรือหลักฐานที่ใช้ยืนยันตัวตนตามที่กำหนด
  • วางแผนเส้นทางและเผื่อเวลาเดินทางให้เหมาะสม
  • ติดตามประกาศจากสำนักงานประกันสังคมผ่านช่องทางทางการ

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สามารถติดต่อศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน หรือ ศอ.ลต. ได้ที่หมายเลข 0 2956 2929 นอกจากนี้ยังติดต่อสายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506 กด 9 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน เจ้าหน้าที่พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิ รายชื่อ และสถานที่เลือกตั้ง

โดยสรุป ประกันสังคมชวนนายจ้าง-ผู้ประกันตนตรวจสอบสิทธิ ก่อนเลือกตั้ง 11 ต.ค. เผยเปลี่ยนสถานที่ 32 แห่งหนีอุทกภัย เป็นข้อมูลที่ทุกคนควรตรวจสอบก่อนเดินทาง การใช้สิทธิอย่างมีข้อมูลไม่เพียงช่วยลดความผิดพลาด แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมกำหนดทิศทางระบบประกันสังคมในอนาคต มองในภาพรวม การแจ้งข้อมูลผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และ SMS สะท้อนแนวโน้มการให้บริการภาครัฐที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น ขอเชิญนายจ้างและผู้ประกันตนตรวจสอบข้อมูลวันนี้ และออกไปใช้สิทธิของตนเองอย่างพร้อมเพรียง

ที่มา – ประกันสังคมชวนนายจ้าง-ผู้ประกันตนตรวจสอบสิทธิ ก่อนเลือกตั้ง 11 ต.ค. เผยเปลี่ยนสถานที่ 32 แห่งหนีอุทกภัย

ปภ. เผยยอดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐพุ่ง 1.4 ล้านครัวเรือน ยันปรับลดตรวจเอกสารเหลือ 1 วัน โอนล็อตแรกวันนี้

สถานการณ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเริ่มมีความคืบหน้าอย่างชัดเจน หลังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เปิดเผยยอด ลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐ สูงถึง 1,422,167 ครัวเรือน สะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากหันมาใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อยื่นขอรับเงินช่วยเหลือ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความสะดวกในช่วงที่หลายพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ปภ. ระบุว่า การเยียวยาประชาชนแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ เงินทดรองราชการ เงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี และเงินจากประกันภัยพิบัติ โดยแต่ละส่วนมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนการยื่นเรื่องแตกต่างกัน ประชาชนจึงควรตรวจสอบสิทธิของตนเองอย่างละเอียดก่อนส่งคำร้อง

ลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐ ตรวจเอกสารเร็วขึ้นเหลือ 1 วัน

จุดเด่นสำคัญของการ ลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐ คือการปรับกระบวนการตรวจสอบเอกสารให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อประชาชนยื่นคำร้องผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ หรือเลือกเข้ามาดำเนินการแบบ Walk-in ท้องถิ่นจะรับเรื่องและตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น จากนั้นจึงส่งต่อให้ระดับอำเภอและจังหวัดรับรอง ก่อนส่งให้ ปภ. ตรวจสอบขั้นตอนสุดท้าย โดยใช้เวลาเพียง 1 วันทำการ จากเดิมที่อาจใช้เวลานานกว่านี้

หลังจาก ปภ. ตรวจสอบแล้ว ธนาคารออมสินจะดำเนินการตรวจสอบตามระเบียบทางการเงินอีก 1 วันทำการเช่นกัน จากเดิมใช้เวลาประมาณ 3 วัน การลดระยะเวลาในขั้นตอนนี้ช่วยให้ผู้ประสบภัยมีโอกาสได้รับเงินเร็วขึ้น และเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับครอบครัวที่ต้องเร่งซ่อมแซมบ้าน ซื้อเครื่องใช้จำเป็น หรือฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด

ยอดลงทะเบียนสูงสุดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า กรุงเทพมหานครมียอดลงทะเบียนสูงสุด จำนวน 582,855 ครัวเรือน ตามด้วยจังหวัดสมุทรปราการ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายชุมชน ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าระบบออนไลน์สามารถรองรับคำร้องจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน

สำหรับการโอนเงินล็อตแรก ปภ. ได้ส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินแล้วจำนวน 8,219 ครัวเรือน ในพื้นที่สมุทรปราการ สระแก้ว ตราด จันทบุรี และแม่ฮ่องสอน รวมวงเงิน 68,003,000 บาท โดยธนาคารออมสินมีกำหนดโอนเงินล็อตแรกภายในวันที่ประกาศข้อมูล ความคืบหน้านี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประชาชนที่รอความช่วยเหลือและต้องการวางแผนจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเร่งด่วน

เงินช่วยเหลือมีอะไรบ้าง

เงินทดรองราชการเป็นความช่วยเหลือที่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร หรืออธิบดี ปภ. หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องมีหลายรายการ เช่น ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำไม่เกิน 88,600 บาท ค่าเช่าบ้านไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 2 เดือน และค่าเครื่องมือประกอบอาชีพหลักไม่เกิน 13,500 บาทต่อครอบครัว

นอกจากนี้ ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องนอนโรงพยาบาลเกิน 3 วัน อาจได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท หากพิการจะได้รับ 16,500 บาท ส่วนค่าจัดการศพอยู่ที่ไม่เกิน 35,700 บาทต่อราย และหากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว อาจได้รับเงินเพิ่มอีกไม่เกิน 35,700 บาท ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยต้องยื่นคำร้องต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร

สำหรับเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี ครอบคลุมพื้นที่ 66 จังหวัด โดยกรณีน้ำท่วมไม่เกิน 7 วันและมีทรัพย์สินเสียหาย อาจได้รับเงิน 9,000 บาทต่อครัวเรือน หากน้ำท่วมบ้านติดต่อกันเกิน 7 วัน ก็ได้รับ 9,000 บาทต่อครัวเรือนเช่นกัน ขณะที่กรณีน้ำล้อมบ้านจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้นานเกิน 7 วัน จะได้รับ 5,000 บาทต่อครัวเรือน รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงแต่ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้จากสถานการณ์น้ำท่วม

กรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่มหรืออุทกภัย ไม่ว่าจะเป็นการจมน้ำ ถูกกระแสน้ำพัด หรือถูกไฟฟ้าดูด มีการกำหนดค่าปลงศพไว้สูงสุด 2 ล้านบาทต่อราย ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับความสูญเสียอย่างรุนแรง

อีกหนึ่งช่องทางคือเงินประกันภัยพิบัติ

นอกจากเงินช่วยเหลือจากภาครัฐแล้ว ยังมีเงินประกันภัยพิบัติที่ให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 โดยขณะนี้มีการอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้ผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว 1 ราย เป็นเงิน 2,000,000 บาท และเตรียมโอนเข้าบัญชีทายาทภายในวันที่ประกาศข้อมูล ส่วนอีก 1 รายในจังหวัดสิงห์บุรีอยู่ระหว่างตรวจสอบเงื่อนไข

สำหรับผู้ที่ต้องการ ลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐ ควรตรวจสอบข้อมูลส่วนตัว เลขบัญชีธนาคาร และเอกสารประกอบให้ถูกต้องก่อนยืนยันคำร้อง หากยื่นเรื่องแบบ Walk-in ควรติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นหรือสำนักงานเขตที่รับผิดชอบโดยตรง การเตรียมเอกสารให้ครบจะช่วยลดโอกาสที่เรื่องถูกตีกลับและทำให้กระบวนการรับเงินเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ในมุมมองของการให้บริการภาครัฐ เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนแบบเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ระบบออนไลน์ควรเดินควบคู่กับช่องทางออฟไลน์ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุ ผู้ไม่มีสมาร์ตโฟน หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตจำกัดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผู้ประสบภัยควรติดตามประกาศจาก ปภ. และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเก็บหลักฐานความเสียหายไว้ให้ครบ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองและครอบครัว

ที่มา – ปภ. เผยยอดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐพุ่ง 1.4 ล้านครัวเรือน ยันปรับลดตรวจเอกสารเหลือ 1 วัน โอนล็อตแรกวันนี้

สทนช. ยืนยันเจ้าพระยาคลี่คลาย พร้อมเร่งระบายน้ำภาคตะวันออก

สถานการณ์น้ำท่วมยังเป็นประเด็นที่หลายพื้นที่ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประชาชนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคตะวันออก และพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครกับฉะเชิงเทรา ล่าสุด สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ออกมาอัปเดตข้อมูลสำคัญ พร้อมยืนยันว่า สทนช. ยืนยันเจ้าพระยาคลี่คลาย ในภาพรวม แต่ยังต้องเร่งบริหารจัดการมวลน้ำจากหลายลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล โดยรองเลขาธิการ สทนช. ระบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มดีขึ้น แม่น้ำปิงมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดระดับลงประมาณชั่วโมงละ 1-2 เซนติเมตร หากปริมาณฝนไม่เพิ่มขึ้นมาก การระบายน้ำอาจปรับลดแบบขั้นบันได จากระดับปัจจุบันประมาณ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

สทนช. ยืนยันเจ้าพระยาคลี่คลาย แต่ยังต้องจับตาระดับน้ำ

แม้ภาพรวมของแม่น้ำเจ้าพระยาจะเริ่มผ่อนคลาย แต่สถานการณ์ยังไม่ควรประมาท เพราะระดับน้ำในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ปริมาณน้ำที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ที่ประมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะเดียวกัน การตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำในกรุงเทพฯ พบว่าบางจุดมีระดับต่ำกว่า 95 เซนติเมตร และบางจุดต่ำกว่า 120 เซนติเมตร จึงยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงที่มีฝนตกซ้ำ

การติดตามสถานการณ์ในยุคนี้ไม่ได้อาศัยเพียงการรายงานจากหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ยังใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ระบบตรวจวัดระดับน้ำ และข้อมูลพยากรณ์อากาศเข้ามาช่วยวิเคราะห์ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินทิศทางของมวลน้ำได้รวดเร็วขึ้น ประชาชนเองก็ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ก่อนแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย

เฝ้าระวังลุ่มน้ำแม่กลองและเพชรบุรี

สำหรับลุ่มน้ำแม่กลองและลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประมาณ 98.5 เปอร์เซ็นต์ การบริหารจัดการจึงต้องพิจารณาควบคู่กับปริมาณฝนที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ เขื่อนยังคงระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเขื่อนแม่กลองตอนล่างระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 1,127 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำแม่กลองด้านท้ายสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 1,300-1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

จุดที่ต้องติดตามคือความแตกต่างของระดับตลิ่ง โดยตลิ่งฝั่งขวามีระดับต่ำกว่าฝั่งซ้าย จึงอาจได้รับผลกระทบก่อนหากมีน้ำหลากเพิ่มเติม ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรีมีการคาดการณ์ว่าอาจเกิดฝนตกหนักในช่วงวันที่ 11-12 ตุลาคม จังหวัดจึงเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การเตรียมเครื่องสูบน้ำ และการแจ้งเตือนประชาชนในจุดที่อาจมีน้ำล้นตลิ่ง

มวลน้ำภาคตะวันออกไหลเข้าสู่พื้นที่รอยต่อ

ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา คาดว่ามีปริมาณน้ำรวมประมาณ 2,100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 10 เท่าของความจุเขื่อนขุนด่านปราการชล มวลน้ำส่วนใหญ่ไหลมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง โดยมีทั้งน้ำจากลุ่มน้ำปราจีนบุรี แม่น้ำนครนายก และลุ่มน้ำฉะเชิงเทราบริเวณคลองท่าลาด

ลักษณะภูมิประเทศฝั่งตะวันออกของฉะเชิงเทราที่มีภูเขาสูง ทำให้มวลน้ำเคลื่อนตัวได้เร็ว และบางส่วนไหลข้ามคันกั้นน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิตเข้าสู่พื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯ และฉะเชิงเทรา ประเด็นนี้จึงต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหลายหน่วยงาน เพื่อไม่ให้การระบายน้ำจากพื้นที่หนึ่งสร้างผลกระทบต่ออีกพื้นที่หนึ่ง

รัฐบาลได้เน้นย้ำแนวทางระบายน้ำแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ไปจนถึงบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต โดยมีกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ กระทรวงกลาโหม และกรมชลประทานร่วมกันวางแผนผลักดันน้ำออกสู่คลองชายทะเล

  • เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง
  • สูบน้ำและปิดล้อมคันกั้นน้ำจุดสำคัญ
  • ประสานกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงให้ระบายอย่างเป็นระบบ
  • ติดตามข้อมูลฝนและระดับน้ำผ่านระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

ในพื้นที่บางคล้า บางน้ำเปรี้ยว และบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำประมาณ 4 เครื่อง เพื่อเร่งการระบายและลดแรงกดดันตามแนวคันกั้นน้ำ แม้ปีนี้จะมีปริมาณน้ำมากกว่าปี 2556 แต่หน่วยงานระบุว่ามวลน้ำบางส่วนถูกผลักเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ และฉะเชิงเทรา ทำให้ระดับน้ำสูงสุดอาจต่ำกว่าปีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การระบายอาจใช้เวลาพอสมควร

สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือการเตรียมของจำเป็น ย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเอกสารสำคัญขึ้นที่สูง ตรวจสอบเส้นทางเดินทาง และติดตามประกาศเตือนภัยอย่างสม่ำเสมอ หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงไม่ควรรอให้น้ำเพิ่มระดับจนเดินทางลำบาก การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก

โดยสรุป สทนช. ยืนยันเจ้าพระยาคลี่คลาย แต่ภาพรวมของประเทศยังมีหลายจุดที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกและแนวรอยต่อกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา เทคโนโลยีข้อมูลและการสื่อสารแบบเรียลไทม์จะมีบทบาทมากขึ้นในการรับมือภัยน้ำท่วม ดังนั้นควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ พร้อมช่วยกันแชร์ข่าวสารที่ตรวจสอบแล้ว เพื่อให้ชุมชนเตรียมพร้อมและผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – สทนช. ยืนยันเจ้าพระยาคลี่คลาย เร่งระบายน้ำภาคตะวันออกข้ามคันกั้นรอยต่อ กทม.-ฉะเชิงเทรา ยอมรับน้ำมากกว่าปี 56

ชัชชาติ ลุยตรวจน้ำท่วมฟลอร่าวิลล์ หนองจอก เร่งแก้น้ำวนกลับ

ชัชชาติ ลุยตรวจน้ำท่วมฟลอร่าวิลล์ หนองจอก ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังอย่างใกล้ชิด หลังฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้หลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเขตหนองจอกและพื้นที่รอยต่อจังหวัดใกล้เคียง ต้องเผชิญกับมวลน้ำจำนวนมาก ประชาชนในหมู่บ้านฟลอร่าวิลล์จำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากน้ำที่เข้าท่วมถนนภายในโครงการและบริเวณรอบบ้าน

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาด้วยตนเองภายในหมู่บ้านฟลอร่าวิลล์ ซอยสุวินทวงศ์ 38 เขตหนองจอก หมู่บ้านแห่งนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ แบ่งออกเป็น 24 เฟส และมีประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ 7,300 คน โดยตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างเขตหนองจอกกับเขตมีนบุรี

ชัชชาติ ลุยตรวจน้ำท่วมฟลอร่าวิลล์ หนองจอก เร่งแก้ปมน้ำวนกลับ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญของน้ำท่วมครั้งนี้มาจากฝนที่ตกหนักสะสมในกรุงเทพฯ สูงถึงประมาณ 350 มิลลิเมตร รวมถึงมวลน้ำจากพื้นที่ปริมณฑล เช่น ปทุมธานีและฉะเชิงเทรา ซึ่งไหลเข้ามาสมทบในพื้นที่ทุ่งและคลองย่อยเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันหมู่บ้านไม่มีแนวคันกั้นน้ำที่แข็งแรงเพียงพอ หรือแนวคันเดิมไม่สามารถต้านทานแรงดันน้ำได้ จึงเกิดน้ำทะลักเข้าพื้นที่อย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฟลอร่าวิลล์เท่านั้น แต่ยังพบในหลายหมู่บ้านที่อยู่ตามแนวรอยต่อระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดข้างเคียง จุดที่ทำให้การแก้ปัญหาซับซ้อนคือ พื้นที่โดยรอบมีลักษณะเป็นทุ่งรับน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่สูบน้ำออก น้ำจากพื้นที่รอบนอกก็อาจไหลวนกลับเข้ามาอีกครั้ง ทำให้การระบายน้ำไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

แม้ถนนสายหลักบริเวณใกล้เคียงจะเริ่มแห้งแล้ว แต่ถนนภายในหมู่บ้านบางจุดยังมีน้ำท่วมสูงประมาณ 50–70 เซนติเมตร เนื่องจากระดับน้ำในหมู่บ้านใกล้เคียงกับระดับน้ำในคลอง จึงไม่สามารถระบายออกทางคลองแสนแสบได้ตามปกติ ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการน้ำในเขตเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสูบน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาทิศทางน้ำ ระดับคลอง และพื้นที่รองรับน้ำโดยรอบร่วมกัน

แผนผลักดันน้ำลงอุโมงค์ยักษ์

กรุงเทพมหานครจึงวางแนวทางผลักดันน้ำลงสู่ทิศใต้ โดยใช้คลองลำปลาทิวเป็นเส้นทางแยกไปยังคลองประเวศบุรีรมย์ ก่อนส่งต่อเข้าสู่เขตลาดกระบังเพื่อระบายลงอุโมงค์ยักษ์ แผนดังกล่าวต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานเขต เจ้าหน้าที่ระบายน้ำ ทหาร และหน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ในเขตหนองจอกยังมีหมู่บ้านริมคลองอีกกว่า 10 แห่งที่อาจเผชิญปัญหาใกล้เคียงกัน การเร่งระบายน้ำเฉพาะจุดจึงอาจช่วยได้เพียงระยะสั้น ขณะที่การแก้ไขระยะยาวควรมีการสำรวจเส้นทางน้ำอย่างเป็นระบบ ปรับปรุงคันกั้นน้ำ และพัฒนาสถานีสูบน้ำให้รองรับฝนที่ตกหนักมากขึ้น

สิทธิรับเงินเยียวยาและการช่วยเหลือประชาชน

สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น ประชาชนในหมู่บ้านได้ร่วมมือกับกองทัพไทยจัดทำคันดินกั้นน้ำ เพื่อชะลอการไหลเข้าพื้นที่ พร้อมนำน้ำหมักจุลินทรีย์ หรือ EM มาใช้ช่วยปรับสภาพน้ำที่ท่วมขัง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามประกาศจากสำนักงานเขตและหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด เพราะรายละเอียดการลงทะเบียนและหลักฐานที่ใช้รับเงินเยียวยาอาจแตกต่างกันตามหลักเกณฑ์ในแต่ละช่วงเวลา

ชัชชาติยืนยันว่า บ้านเรือนที่ถูกน้ำล้อมรอบนานเกิน 7 วัน มีสิทธิลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาตามหลักเกณฑ์ของรัฐ ประชาชนจึงควรบันทึกภาพความเสียหาย ระบุช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบ และเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบสิทธิ

  • ติดตามประกาศจากสำนักงานเขตและกรุงเทพมหานคร
  • ถ่ายภาพหรือวิดีโอระดับน้ำและความเสียหายของบ้าน
  • จดบันทึกวันที่เริ่มมีน้ำท่วมและวันที่สถานการณ์คลี่คลาย
  • หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหากไม่จำเป็น และระวังไฟฟ้ารั่ว
  • ช่วยกันเก็บขยะไม่ให้กีดขวางท่อ คูคลอง และทางระบายน้ำ

เตรียมรับมือฝนหนักระลอกใหม่

ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า สถานการณ์เริ่มคลี่คลายหลังฝนหยุดตก แต่ช่วงวันที่ 10–12 ตุลาคมอาจมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้น ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจึงควรเตรียมย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ตรวจสอบเครื่องสูบน้ำภายในบ้าน และวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หากมีผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วยติดบ้าน ควรเตรียมยา อาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์จำเป็นให้พร้อม

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า เมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วต้องมีระบบจัดการน้ำที่วางแผนล่วงหน้า ไม่ใช่รอแก้ไขเมื่อเกิดน้ำท่วมแล้ว การทำคันกั้นน้ำเฉพาะหมู่บ้านอาจช่วยลดความเสียหายได้ แต่ควรทำควบคู่กับการเชื่อมโยงข้อมูลระดับน้ำ ระบบแจ้งเตือน และการบริหารพื้นที่รับน้ำทั้งลุ่มน้ำ

การที่ ชัชชาติ ลุยตรวจน้ำท่วมฟลอร่าวิลล์ หนองจอก สะท้อนความสำคัญของการลงพื้นที่จริงและการรับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรง ในระยะต่อไปทุกฝ่ายควรร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และแจ้งจุดเสี่ยงหรือสิ่งกีดขวางทางน้ำทันที เพื่อช่วยลดผลกระทบจากฝนระลอกใหม่และทำให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ ลุยตรวจน้ำท่วมฟลอร่าวิลล์ หนองจอก เร่งแก้ปมน้ำวนกลับ-ดันลงอุโมงค์ยักษ์ ชี้บ้านถูกน้ำล้อมเกิน 7 วันมีสิทธิ์รับเงินเยียวยา

ส.ก. รุมจี้ฝ่ายบริหารสางปมน้ำท่วมกรุง-เยียวยาล่าช้า เสนอจัดงบซื้อเครื่องสูบน้ำประจำเขต ‘ชัชชาติ’ รับพื้นที่ตะวันออกยังเปราะบาง เร่งระบายน้ำเต็มกำลัง

สถานการณ์ น้ำท่วมกรุงเทพฯ เยียวยาล่าช้า กลายเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร หลังสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. จากหลายพื้นที่ร่วมกันเสนอญัตติด้วยวาจา ขอให้ฝ่ายบริหารเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การเดินทาง การดูแลผู้ประสบภัย และการจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

การประชุมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ณ อาคารไอราวัตพัฒนา โดยมีนริสสร แสงแก้ว รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ขณะที่ ส.ก. จากหลายเขตได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งยังมีน้ำสะสมและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

น้ำท่วมกรุงเทพฯ เยียวยาล่าช้า สะท้อนปัญหาหน้างานที่ต้องเร่งแก้

สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือ ดร.จอห์น ส.ก. เขตลาดกระบัง ระบุว่า พื้นที่ยังเผชิญปัญหาหลักหลายด้าน ได้แก่ น้ำท่วมขังที่เริ่มเน่าเสีย ขยะตกค้างตามซอยและชุมชน ความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยา ความยากลำบากในการสัญจร และการขาดแคลนถุงยังชีพ โดยบางจุดการเดินทางมีความเสี่ยงจนมีรายงานผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพน้ำท่วม

สำหรับน้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานาน ประชาชนต้องการให้หน่วยงานนำสาร EM หรือผลิตภัณฑ์บำบัดน้ำเสียเข้ามาช่วยลดกลิ่นและดูแลสุขอนามัย ขณะเดียวกัน ขยะจำนวนมากที่ถูกทิ้งค้างอยู่ในชุมชนก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันของท่อระบายน้ำและทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนแย่ลง

ปมเยียวยาบ้านไม่มีโฉนดและบ้านริมคลอง

อีกหนึ่งประเด็นที่ประชาชนตั้งคำถามมากที่สุดคือหลักเกณฑ์การเยียวยาสำหรับผู้ที่ไม่มีโฉนดที่ดิน หรืออาศัยอยู่ในบ้านริมคลอง สมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก. เขตสายไหม กล่าวว่า ประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าต้องใช้เอกสารใดและมีขั้นตอนอย่างไร จึงอาจทำให้การยื่นขอรับสิทธิ์ล่าช้า

หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ ส.ก. เขตคลองสามวา เสนอให้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ต้องอยู่กับน้ำท่วมนานเกิน 14 วัน หรืออาจยืดเยื้อถึงหนึ่งเดือน ขณะที่ ณพวิทย์ วงศ์อารีย์ ส.ก. เขตหลักสี่ และปิยะวรรณ จระกา ส.ก. เขตสวนหลวง ขอให้กรุงเทพมหานครลดขั้นตอนการขอสำเนาเอกสารซ้ำซ้อน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือได้เร็วขึ้น

ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า การลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐจำเป็นต้องตรวจสอบเลขทะเบียนบ้าน เพื่อป้องกันการรับสิทธิ์ซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตาม ผู้ไม่มีโฉนดสามารถใช้หลักฐานประเภทอื่นประกอบการพิจารณาได้ โดยสำนักงานเขตจะตรวจสอบข้อมูลเป็นรายกรณี

กรุงเทพมหานครยังได้ระดมเจ้าหน้าที่จากเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเข้ามาช่วยตรวจสอบเอกสาร ส่วนศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่าอยู่ระหว่างปรับปรุงระบบ เพื่อลดหรือยกเลิกการเรียกสำเนาเอกสารที่ไม่จำเป็น ถือเป็นแนวทางที่ช่วยให้การบริการภาครัฐคล่องตัวขึ้น

เสนอจัดงบซื้อเครื่องสูบน้ำประจำเขต

ด้านการบริหารจัดการน้ำ วิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก. เขตมีนบุรี เตือนให้ กทม. เตรียมรับมวลน้ำจากคลองหกวาสายล่าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเขตดอนเมือง สายไหม คลองสามวา และหนองจอก พร้อมเสนอให้ชุมชนใช้เงินจากโครงการชุมชนเข้มแข็งจัดซื้อเครื่องสูบน้ำ เพื่อให้สามารถรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง

สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง และอดิสร ฤกษ์ลักษณี ส.ก. เขตดอนเมือง เสนอให้ กทม. จัดสรรงบประมาณซื้อเครื่องสูบน้ำและรถดูดเลนประจำสำนักงานเขต แนวคิดนี้มีความสำคัญ เพราะการรออุปกรณ์จากส่วนกลางอาจทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า โดยเฉพาะในช่วงที่หลายพื้นที่ประสบภัยพร้อมกัน

มธุรส เบนท์ ส.ก. เขตสะพานสูง ยังเรียกร้องให้ กทม. ตรวจสอบโครงการหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่อาจรุกล้ำลำรางสาธารณะ เพราะสิ่งกีดขวางเหล่านี้อาจลดประสิทธิภาพการระบายน้ำและทำให้บางพื้นที่กลายเป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก

ชัชชาติยอมรับพื้นที่ฝั่งตะวันออกยังเปราะบาง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ขณะนี้พื้นที่ฝั่งตะวันออกมีปริมาณน้ำสะสมมากกว่า 350 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้คลองสายหลักจะเริ่มระบายน้ำได้ดีขึ้น แต่คลองประเวศบุรีรมย์ยังระบายได้ช้า เนื่องจากต้องรับน้ำจากพื้นที่ปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง

ผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่า ในช่วงแรกยังมีข้อจำกัดด้านการประสานงาน โดยเฉพาะพื้นที่ลักษณะแอ่งกระทะ เช่น เคหะร่มเกล้าและคลองจั่น ปัจจุบันจึงจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์และแบ่งโซนรับผิดชอบอย่างเป็นระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังถือว่าเปราะบาง เพราะมีน้ำจากจังหวัดข้างเคียงไหลเข้ามาเพิ่มเติม และยังต้องเตรียมรับมือพายุลูกใหม่

ในส่วนของศูนย์พักพิง กันตพงศ์ ดีชัยยะ ส.ก. เขตตลิ่งชัน ตั้งข้อสังเกตว่าศูนย์พักพิงที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. มีผู้พักพิงมากกว่า 700 คน แต่ยังขาดการสนับสนุนจาก กทม. และมีความล่าช้าในการจ่ายยาให้ผู้ป่วย

นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ ชี้แจงว่า จำเป็นต้องใช้ สจล. เป็นศูนย์พักพิงหลัก เพราะโรงพยาบาลนคราภิบาลถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้ แม้ช่วงแรกจะมีปัญหาการประสานงาน แต่ปัจจุบันทีมแพทย์จากหลายหน่วยงานได้เข้าไปดูแลผู้พักพิง รวมถึงกลุ่มเปราะบางอย่างเต็มรูปแบบแล้ว

ภาพรวมของการประชุมสะท้อนว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ เยียวยาล่าช้า ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านการระบายน้ำ แต่เกี่ยวข้องกับระบบเอกสาร งบประมาณ อุปกรณ์ฉุกเฉิน การสื่อสาร และการดูแลประชาชนในศูนย์พักพิงด้วย การมีเครื่องสูบน้ำและรถดูดเลนประจำเขตอาจช่วยลดเวลารอคอยได้มาก ขณะเดียวกัน ระบบเยียวยาควรออกแบบให้เข้าถึงคนที่มีรูปแบบการอยู่อาศัยหลากหลาย ไม่ใช่ยึดเฉพาะผู้ที่มีเอกสารสิทธิ์ครบถ้วน

ในมุมมองของประชาชน สิ่งที่ควรติดตามต่อจากนี้คือความเร็วในการจ่ายเงินเยียวยา แผนระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออก การจัดการขยะและน้ำเสีย รวมถึงความพร้อมของศูนย์พักพิง หากทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์และสื่อสารกับชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง การรับมือวิกฤตน้ำท่วมในอนาคตจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ประชาชนควรติดตามประกาศจากสำนักงานเขตและช่องทางทางการของ กทม. เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย และแจ้งจุดเสี่ยงหรือปัญหาที่พบให้เจ้าหน้าที่ทราบโดยเร็ว เพราะข้อมูลจากคนในพื้นที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นตรงจุดและลดผลกระทบต่อชุมชนได้มากที่สุด

ที่มา – ส.ก. รุมจี้ฝ่ายบริหารสางปมน้ำท่วมกรุง-เยียวยาล่าช้า เสนอจัดงบซื้อเครื่องสูบน้ำประจำเขต ‘ชัชชาติ’ รับพื้นที่ตะวันออกยังเปราะบาง เร่งระบายน้ำเต็มกำลัง