ปภ. เผยยอดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐพุ่ง 1.4 ล้านครัวเรือน ยันปรับลดตรวจเอกสารเหลือ 1 วัน โอนล็อตแรกวันนี้
สถานการณ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเริ่มมีความคืบหน้าอย่างชัดเจน หลังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เปิดเผยยอด ลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐ สูงถึง 1,422,167 ครัวเรือน สะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากหันมาใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อยื่นขอรับเงินช่วยเหลือ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความสะดวกในช่วงที่หลายพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ปภ. ระบุว่า การเยียวยาประชาชนแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ เงินทดรองราชการ เงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี และเงินจากประกันภัยพิบัติ โดยแต่ละส่วนมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนการยื่นเรื่องแตกต่างกัน ประชาชนจึงควรตรวจสอบสิทธิของตนเองอย่างละเอียดก่อนส่งคำร้อง
ลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐ ตรวจเอกสารเร็วขึ้นเหลือ 1 วัน
จุดเด่นสำคัญของการ ลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐ คือการปรับกระบวนการตรวจสอบเอกสารให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อประชาชนยื่นคำร้องผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ หรือเลือกเข้ามาดำเนินการแบบ Walk-in ท้องถิ่นจะรับเรื่องและตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น จากนั้นจึงส่งต่อให้ระดับอำเภอและจังหวัดรับรอง ก่อนส่งให้ ปภ. ตรวจสอบขั้นตอนสุดท้าย โดยใช้เวลาเพียง 1 วันทำการ จากเดิมที่อาจใช้เวลานานกว่านี้
หลังจาก ปภ. ตรวจสอบแล้ว ธนาคารออมสินจะดำเนินการตรวจสอบตามระเบียบทางการเงินอีก 1 วันทำการเช่นกัน จากเดิมใช้เวลาประมาณ 3 วัน การลดระยะเวลาในขั้นตอนนี้ช่วยให้ผู้ประสบภัยมีโอกาสได้รับเงินเร็วขึ้น และเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับครอบครัวที่ต้องเร่งซ่อมแซมบ้าน ซื้อเครื่องใช้จำเป็น หรือฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด
ยอดลงทะเบียนสูงสุดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า กรุงเทพมหานครมียอดลงทะเบียนสูงสุด จำนวน 582,855 ครัวเรือน ตามด้วยจังหวัดสมุทรปราการ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายชุมชน ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าระบบออนไลน์สามารถรองรับคำร้องจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน
สำหรับการโอนเงินล็อตแรก ปภ. ได้ส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินแล้วจำนวน 8,219 ครัวเรือน ในพื้นที่สมุทรปราการ สระแก้ว ตราด จันทบุรี และแม่ฮ่องสอน รวมวงเงิน 68,003,000 บาท โดยธนาคารออมสินมีกำหนดโอนเงินล็อตแรกภายในวันที่ประกาศข้อมูล ความคืบหน้านี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประชาชนที่รอความช่วยเหลือและต้องการวางแผนจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเร่งด่วน
เงินช่วยเหลือมีอะไรบ้าง
เงินทดรองราชการเป็นความช่วยเหลือที่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร หรืออธิบดี ปภ. หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องมีหลายรายการ เช่น ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำไม่เกิน 88,600 บาท ค่าเช่าบ้านไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 2 เดือน และค่าเครื่องมือประกอบอาชีพหลักไม่เกิน 13,500 บาทต่อครอบครัว
นอกจากนี้ ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องนอนโรงพยาบาลเกิน 3 วัน อาจได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท หากพิการจะได้รับ 16,500 บาท ส่วนค่าจัดการศพอยู่ที่ไม่เกิน 35,700 บาทต่อราย และหากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว อาจได้รับเงินเพิ่มอีกไม่เกิน 35,700 บาท ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยต้องยื่นคำร้องต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร
สำหรับเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี ครอบคลุมพื้นที่ 66 จังหวัด โดยกรณีน้ำท่วมไม่เกิน 7 วันและมีทรัพย์สินเสียหาย อาจได้รับเงิน 9,000 บาทต่อครัวเรือน หากน้ำท่วมบ้านติดต่อกันเกิน 7 วัน ก็ได้รับ 9,000 บาทต่อครัวเรือนเช่นกัน ขณะที่กรณีน้ำล้อมบ้านจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้นานเกิน 7 วัน จะได้รับ 5,000 บาทต่อครัวเรือน รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงแต่ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้จากสถานการณ์น้ำท่วม
กรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่มหรืออุทกภัย ไม่ว่าจะเป็นการจมน้ำ ถูกกระแสน้ำพัด หรือถูกไฟฟ้าดูด มีการกำหนดค่าปลงศพไว้สูงสุด 2 ล้านบาทต่อราย ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับความสูญเสียอย่างรุนแรง
อีกหนึ่งช่องทางคือเงินประกันภัยพิบัติ
นอกจากเงินช่วยเหลือจากภาครัฐแล้ว ยังมีเงินประกันภัยพิบัติที่ให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 โดยขณะนี้มีการอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้ผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว 1 ราย เป็นเงิน 2,000,000 บาท และเตรียมโอนเข้าบัญชีทายาทภายในวันที่ประกาศข้อมูล ส่วนอีก 1 รายในจังหวัดสิงห์บุรีอยู่ระหว่างตรวจสอบเงื่อนไข
สำหรับผู้ที่ต้องการ ลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปทางรัฐ ควรตรวจสอบข้อมูลส่วนตัว เลขบัญชีธนาคาร และเอกสารประกอบให้ถูกต้องก่อนยืนยันคำร้อง หากยื่นเรื่องแบบ Walk-in ควรติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นหรือสำนักงานเขตที่รับผิดชอบโดยตรง การเตรียมเอกสารให้ครบจะช่วยลดโอกาสที่เรื่องถูกตีกลับและทำให้กระบวนการรับเงินเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ในมุมมองของการให้บริการภาครัฐ เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนแบบเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ระบบออนไลน์ควรเดินควบคู่กับช่องทางออฟไลน์ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุ ผู้ไม่มีสมาร์ตโฟน หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตจำกัดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผู้ประสบภัยควรติดตามประกาศจาก ปภ. และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเก็บหลักฐานความเสียหายไว้ให้ครบ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองและครอบครัว
