ผู้เขียน: lalika69_admin

พม. ออกมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตั้งหลักหลังน้ำลด ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน 5 โรงรับจำนำรัฐ

หลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายในหลายพื้นที่ สิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญต่อไม่ใช่แค่การทำความสะอาดบ้าน แต่ยังรวมถึงการซ่อมแซมทรัพย์สิน การฟื้นฟูอาชีพ และการจัดการค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน ข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหาตัวช่วยด้านการเงินคือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่านโรงรับจำนำของรัฐ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสตั้งหลักได้เร็วขึ้น

มาตรการนี้มีชื่อว่า “สธค. ช่วยภัยน้ำท่วม ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน” โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ถือเป็นความช่วยเหลือที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าสินเชื่อรูปแบบใหม่ เพราะผู้ใช้บริการเดิมสามารถใช้สิทธิตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยไม่ต้องเริ่มต้นกระบวนการขอสินเชื่อใหม่ทั้งหมด

พม. ออกมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตั้งหลักหลังน้ำลด ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน 5 โรงรับจำนำรัฐ

นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และรายได้ของประชาชนจำนวนมาก หลายครอบครัวต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งค่าซ่อมบ้าน ค่าเดินทาง ค่าซ่อมอุปกรณ์ทำมาหากิน และค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน

เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบ สำนักงานธนานุเคราะห์ หรือ สธค. จึงจัดมาตรการฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน สำหรับผู้ใช้บริการในสาขาที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ สาขา 9 สะพานใหม่ สาขา 19 บางกะปิ สาขา 30 ร่มเกล้า สาขา 45 ปทุมธานี (เทพกุญชร) และสาขา 46 ลาดกระบัง

ใครมีสิทธิรับมาตรการฟรีดอกเบี้ย

ผู้ใช้บริการที่มาส่งดอกเบี้ย ผ่อนเงินต้น หรือเพิ่มเงินต้น ณ สาขาที่เข้าร่วมมาตรการ ระหว่างวันที่ 9-31 ตุลาคม 2569 จะได้รับสิทธิฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนในรอบตั๋วถัดไป โดยมาตรการนี้ครอบคลุมทุกวงเงิน และกำหนดให้ผู้ใช้บริการ 1 คนได้รับ 1 สิทธิ์

  • ใช้บริการได้เฉพาะ 5 สาขาที่เข้าร่วมมาตรการ
  • ต้องดำเนินการระหว่างวันที่ 9-31 ตุลาคม 2569
  • รองรับการส่งดอกเบี้ย ผ่อนเงินต้น หรือเพิ่มเงินต้น
  • ได้รับสิทธิฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนในรอบตั๋วถัดไป
  • จำกัดสิทธิ 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ และครอบคลุมทุกวงเงิน

เบื้องต้นคาดว่าจะมีประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการประมาณ 4,900 ราย คิดเป็นวงเงินใช้บริการรวมกว่า 100.57 ล้านบาท และช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนได้ประมาณ 1.11 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การฟรีดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือน แต่เมื่อรวมประโยชน์ของผู้ใช้บริการหลายพันราย ก็สามารถช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ครอบครัวได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทำไมมาตรการนี้จึงสำคัญกับคนหลังน้ำลด

ช่วงหลังน้ำลดมักเป็นช่วงที่หลายครอบครัวต้องใช้เงินจำนวนมากที่สุด เพราะต้องเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงนำอุปกรณ์กลับมาใช้ประกอบอาชีพ หากเป็นเกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ การหยุดงานระหว่างเกิดน้ำท่วมอาจทำให้รายได้หายไปหลายวันหรือหลายสัปดาห์

การลดดอกเบี้ยลงหนึ่งเดือนจึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการเงิน เพราะเงินที่ไม่ต้องจ่ายสามารถนำไปใช้กับสิ่งจำเป็นได้ทันที เช่น ซื้อวัสดุซ่อมบ้าน ซื้ออุปกรณ์ทำงาน จ่ายค่าเดินทาง หรือสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว นอกจากนี้ยังช่วยลดความกังวลในช่วงที่รายได้อาจยังไม่กลับมาเป็นปกติ

สำหรับผู้ที่สนใจใช้สิทธิ ควรตรวจสอบรายละเอียดกับสาขา สธค. ที่เข้าร่วมโดยตรง เตรียมเอกสารหรือตั๋วจำนำที่เกี่ยวข้อง และสอบถามเงื่อนไขก่อนดำเนินการ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะเรื่องวันเวลาการเข้าร่วม สิทธิของผู้ใช้บริการ และรอบตั๋วที่จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ย

มาตรการ พม. ออกมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตั้งหลักหลังน้ำลด ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน 5 โรงรับจำนำรัฐ จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้ตรงจุด ในมุมมองของผู้เขียน การช่วยเหลือหลังภัยพิบัติไม่ควรหยุดอยู่ที่การแจกสิ่งของหรือการเยียวยาระยะสั้นเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมเรื่องสภาพคล่องและโอกาสในการกลับมาประกอบอาชีพด้วย

ในอนาคต แนวทางช่วยเหลือผ่านหน่วยงานใกล้ตัวประชาชนมีแนวโน้มสำคัญมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรม หากคุณหรือคนใกล้ตัวได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ควรตรวจสอบสิทธิและติดต่อสาขาที่เข้าร่วมโดยเร็ว อย่าปล่อยให้ความช่วยเหลือที่มีอยู่ผ่านไป เพราะการลดภาระเพียงเล็กน้อยในวันนี้ อาจช่วยให้ครอบครัวกลับมาตั้งหลักและเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น

ที่มา – พม. ออกมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตั้งหลักหลังน้ำลด ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน 5 โรงรับจำนำรัฐ

ชิน ก็อดซิลล่า 2 เตรียมถ่ายทำพฤศจิกายนนี้

ข่าวดีสำหรับแฟนหนังสัตว์ประหลาดญี่ปุ่นกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อมีรายงานว่า ชิน ก็อดซิลล่า 2 อาจเริ่มเดินหน้าถ่ายทำในประเทศญี่ปุ่นภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ แม้รายละเอียดอย่างเป็นทางการจากสตูดิโอยังมีไม่มากนัก แต่กระแสข่าวดังกล่าวก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ชมกลับมาพูดถึงหนึ่งในภาพยนตร์ไคจูที่โดดเด่นที่สุดของยุคใหม่อีกครั้ง

ภาพยนตร์ Shin Godzilla ภาคแรกเข้าฉายในปี 2016 และสร้างความประทับใจด้วยแนวทางที่แตกต่างจากหนัง Godzilla ทั่วไป ผลงานเรื่องนี้ไม่ได้เน้นเพียงฉากการต่อสู้ขนาดใหญ่ แต่ยังนำเสนอภาพของรัฐบาล ระบบราชการ การตัดสินใจในภาวะวิกฤต และความหวาดกลัวของประชาชนอย่างเข้มข้น จึงไม่น่าแปลกใจที่แฟน ๆ จะตั้งความหวังกับภาคต่ออย่างมาก

ชิน ก็อดซิลล่า 2

ตามรายงานจากสื่อญี่ปุ่น Smart Flash ซึ่งมี Dread Central นำมาเผยแพร่ต่อ ภาคต่อของ Shin Godzilla มีแผนเริ่มถ่ายทำในญี่ปุ่นช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยยังไม่มีการประกาศชื่อภาคอย่างเป็นทางการ รวมถึงยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องหลัก วันฉาย หรือรายละเอียดเกี่ยวกับการออกแบบร่างใหม่ของก็อดซิลล่าอย่างชัดเจน ข้อมูลทั้งหมดในเวลานี้จึงควรพิจารณาในฐานะข่าววงการที่ยังรอการยืนยัน

ชิน ก็อดซิลล่า 2 อาจได้นักแสดงเดิมกลับมา

หนึ่งในรายละเอียดที่น่าสนใจคือ Hiroki Hasegawa และนักแสดงหลักคนอื่น ๆ มีแนวโน้มกลับมารับบทเดิมอีกครั้ง หากข้อมูลนี้เป็นจริง ภาคต่อก็อาจยังคงเชื่อมโยงกับเหตุการณ์และโลกของภาพยนตร์ภาคแรกได้โดยตรง การกลับมาของตัวละครเดิมจะช่วยให้เรื่องราวมีความต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้สร้างสำรวจผลกระทบระยะยาวหลังจากญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหญ่

นอกจากนักแสดงชุดเดิมแล้ว ยังมีรายงานว่า Tasuku Emoto จาก Shin Kamen Rider และ Minami Hamabe จาก Godzilla Minus One อาจเข้าร่วมทีมนักแสดงด้วย การปรากฏตัวของ Minami Hamabe ยิ่งทำให้แฟนหนังจับตามอง เพราะเธอเพิ่งมีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ Godzilla ที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุว่าทั้งสองคนจะรับบทเป็นใคร หรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในภาคแรกมากน้อยเพียงใด

ทำไมข่าวภาคต่อจึงน่าสนใจ

เสน่ห์ของ Shin Godzilla อยู่ที่การนำเสนอสัตว์ประหลาดในฐานะภัยพิบัติที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยพลังของฮีโร่เพียงคนเดียว ภาพยนตร์ใช้บรรยากาศกดดันและการประชุมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งเพื่อสะท้อนวิธีที่สังคมรับมือกับเหตุการณ์ที่เกินความคาดหมาย หากมีการสร้างภาคใหม่จริง ผู้ชมจึงคาดหวังว่าทีมงานจะยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านการเมือง สังคม และความสมจริงเอาไว้

อีกประเด็นที่น่าติดตามคือทิศทางของสัตว์ประหลาดในภาคใหม่ ผู้สร้างอาจเลือกนำเสนอ Godzilla ในรูปแบบภัยคุกคามที่พัฒนาขึ้น หรืออาจเพิ่มไคจูตัวอื่นเข้ามาเพื่อขยายจักรวาล เรื่องนี้ยังเป็นเพียงการคาดเดา แต่การออกแบบสิ่งมีชีวิตและการใช้เทคนิคพิเศษจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดว่า ชิน ก็อดซิลล่า 2 จะมีภาพจำแตกต่างจากภาคแรกหรือไม่

สิ่งที่แฟน ๆ ควรจับตา

  • การยืนยันอย่างเป็นทางการจากสตูดิโอและทีมผู้สร้าง
  • รายชื่อนักแสดงที่จะกลับมาและนักแสดงหน้าใหม่
  • ชื่อเรื่องอย่างเป็นทางการ รวมถึงผู้กำกับและทีมเขียนบท
  • แนวทางการออกแบบ Godzilla และไคจูตัวใหม่
  • กำหนดการถ่ายทำ ตัวอย่างแรก และวันเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะยืนยันเรื่องราวของภาคต่อ แต่ช่วงเวลาการถ่ายทำที่ถูกพูดถึงถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ หากกองถ่ายเริ่มทำงานในเดือนพฤศจิกายนจริง ข่าวเกี่ยวกับนักแสดง ฉากถ่ายทำ และภาพเบื้องหลังอาจทยอยออกมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แฟน ๆ จึงควรติดตามประกาศจากแหล่งข่าวทางการมากกว่าข่าวลือบนโซเชียลมีเดีย

การกลับมาของแฟรนไชส์นี้ยังมีความหมายต่อวงการหนังไคจูญี่ปุ่น เพราะ Shin Godzilla แสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์สัตว์ประหลาดสามารถเล่าเรื่องที่จริงจัง มีชั้นเชิง และสะท้อนสังคมร่วมสมัยได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฉากแอ็กชันเพียงอย่างเดียว หากทีมงานสามารถต่อยอดแนวคิดเดิมพร้อมนำเสนอประเด็นใหม่ได้ ภาคต่อก็มีโอกาสสร้างความประทับใจให้ทั้งแฟนเก่าและผู้ชมรุ่นใหม่

ในมุมมองของแฟนหนัง ข่าวนี้ควรเป็นความหวังที่มาพร้อมความระมัดระวัง เพราะยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดหลายส่วน แต่การได้เห็นชื่อของนักแสดงที่คุ้นเคยและนักแสดงรุ่นใหม่ถูกเชื่อมโยงกับโปรเจกต์ ก็ทำให้ ชิน ก็อดซิลล่า 2 กลายเป็นหนึ่งในหนังญี่ปุ่นที่น่าจับตามองที่สุดในช่วงเวลานี้ หากผู้สร้างรักษาความกล้าในการเล่าเรื่องของภาคแรกไว้ได้ ภาคต่ออาจกลายเป็นบทใหม่ที่ทรงพลังของตำนานก็อดซิลล่า

แฟน ๆ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำหนดถ่ายทำ นักแสดง และตัวอย่างแรกได้จากประกาศอย่างเป็นทางการ ระหว่างนี้การกลับไปชม Shin Godzilla ภาคแรกอีกครั้งก็เป็นวิธีที่ดีในการทบทวนบรรยากาศและแนวคิดสำคัญ ก่อนที่ ชิน ก็อดซิลล่า 2 จะเผยรายละเอียดให้เราได้เห็นมากขึ้น

ที่มา – ‘Shin Godzilla 2’ Is Reportedly Filming This November

แมวรักเราจริงไหม ไขคำตอบจากพฤติกรรมและงานวิจัย

เคยไหมที่คุณมองแมวซึ่งกำลังนอนขดอยู่ข้าง ๆ แล้วสงสัยว่า แมวรักเราจริงไหม แมวอาจไม่ได้แสดงความรักแบบสุนัขที่วิ่งเข้ามาต้อนรับหรือกระดิกหางอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าแมวไม่ผูกพันกับคนเลี้ยง ตรงกันข้าม งานวิจัยด้านพฤติกรรมสัตว์พบว่าแมวจำนวนมากสามารถสร้างสายสัมพันธ์ทางสังคมที่มั่นคงและมีความหมายกับมนุษย์ได้ เพียงแต่พวกมันสื่อสารผ่านภาษากาย เสียงร้อง และการเลือกอยู่ใกล้ในแบบของตัวเอง

คำว่า “ความรัก” เป็นคำที่มีความหมายซับซ้อนและวัดได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังพูดถึงสัตว์ที่ไม่สามารถบอกความรู้สึกผ่านภาษาแบบมนุษย์ได้ นักวิทยาศาสตร์จึงมักใช้คำว่า ความผูกพัน หรือสายสัมพันธ์ระหว่างแมวกับเจ้าของแทนการสรุปว่าแมวรู้สึกเหมือนมนุษย์ทุกประการ ถึงอย่างนั้น หลักฐานหลายด้านก็ชี้ว่าแมวเห็นเราเป็นบุคคลสำคัญในชีวิต และรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีเราอยู่ใกล้

แมวรักเราจริงไหม คำตอบจากมุมมองวิทยาศาสตร์

นักวิจัยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับมนุษย์จากพฤติกรรมหลายรูปแบบ เช่น การเข้ามาหา การเลือกอยู่ใกล้ การแสดงความเครียดเมื่อถูกแยกจากเจ้าของ และการกลับมาทักทายเมื่อเจ้าของปรากฏตัวอีกครั้ง แมวบางตัวจะใช้เจ้าของเป็นเหมือน “ฐานที่ปลอดภัย” เมื่ออยู่ในสถานที่ใหม่ พวกมันอาจสำรวจรอบบ้านได้อย่างมั่นใจขึ้นเมื่อมีคนคุ้นเคยอยู่ด้วย และจะกลับมาหาเป็นระยะเพื่อเติมความรู้สึกมั่นคง

การศึกษาบางชิ้นยังพบว่าแมวสามารถแยกแยะเสียงของเจ้าของออกจากเสียงคนแปลกหน้าได้ แม้แมวจะไม่เดินมาหาทุกครั้งที่ได้ยินชื่อหรือเสียงเรียก แต่การตอบสนองอาจเกิดขึ้นในรูปแบบเล็ก ๆ เช่น หันหู ขยับหัว กระดิกหาง หรือมองกลับมา นอกจากนี้ ปฏิสัมพันธ์ที่แมวเป็นฝ่ายเริ่มและยุติเองอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความผูกพันและความเครียด เช่น ออกซิโทซินและคอร์ติซอล อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าแมวมีความรักเหมือนมนุษย์โดยตรง

แมวรักเราจริงไหม ดูได้จากสัญญาณเหล่านี้

แมวแต่ละตัวมีบุคลิกแตกต่างกัน บางตัวชอบกอดและนอนบนตัก ขณะที่บางตัวแสดงความรักด้วยการนั่งอยู่ห่าง ๆ แต่ยังคงอยู่ในห้องเดียวกัน ดังนั้นอย่าตัดสินความผูกพันจากการที่แมวไม่ยอมให้จับเพียงอย่างเดียว สัญญาณที่อาจบอกว่าแมวรู้สึกไว้ใจและผูกพันกับคุณ ได้แก่

  • เดินเข้ามาคลอเคลียหรือเอาหัวชน: การเอาหน้าหรือแก้มถูตัวคุณช่วยฝากกลิ่นและแสดงว่าคุณเป็นคนคุ้นเคย
  • กะพริบตาช้า ๆ: พฤติกรรมนี้มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณผ่อนคลายและไว้ใจ คุณสามารถกะพริบตาช้า ๆ ตอบกลับได้
  • นอนหงายหรือเผยท้อง: ไม่ได้แปลว่าต้องการให้ลูบท้องเสมอไป แต่สะท้อนว่าแมวรู้สึกปลอดภัยพอที่จะอยู่ในท่าที่ป้องกันตัวได้ยาก
  • เดินตามหรือเลือกอยู่ใกล้: แมวอาจไม่ขึ้นมานั่งบนตัว แต่การอยู่ในห้องเดียวกันหรือปรากฏตัวเมื่อคุณทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการเข้าสังคม
  • ส่งเสียงร้องกับคุณ: แมวจำนวนมากใช้เสียงร้องเพื่อสื่อสารกับมนุษย์โดยเฉพาะ เช่น เรียกให้เปิดประตู ขอเล่น หรือทักทาย
  • นวดด้วยเท้าและส่งเสียงคราง: พฤติกรรมนี้มักเกี่ยวข้องกับความสบายใจ แม้เสียงครางบางครั้งอาจเกิดขึ้นเมื่อแมวเครียดหรือไม่สบายได้เช่นกัน จึงควรดูบริบทอื่นประกอบ

การเอาหัวชนหรือถูแก้มกับคนเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั้งระหว่างแมวกับแมว และแมวกับมนุษย์ กลิ่นจากต่อมบริเวณใบหน้าช่วยให้แมวทำเครื่องหมายความคุ้นเคย ไม่ได้หมายความว่าแมวกำลังแสดงความเป็นเจ้าของในแบบก้าวร้าวเสมอไป แต่เป็นการสร้างกลิ่นร่วมและบอกว่า “คุณคือคนที่ไว้ใจได้”

ความผูกพันของแมวแตกต่างจากความรักของมนุษย์

สิ่งสำคัญคือเราไม่ควรตีความพฤติกรรมแมวโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางมากเกินไป แมวไม่ได้จำเป็นต้องมองเราเป็น “แมวตัวใหญ่ที่ไม่มีขน” เพราะแมวสามารถปรับวิธีสื่อสารตามคู่สนทนาได้ ความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับคนจึงอาจเป็นความสัมพันธ์รูปแบบเฉพาะที่มีทั้งความไว้วางใจ การพึ่งพา และความคุ้นเคย โดยไม่จำเป็นต้องเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างแมวด้วยกัน หรือระหว่างคนกับสุนัข

แมวยังมีประวัติวิวัฒนาการและการทำให้เชื่องแตกต่างจากสุนัข บรรพบุรุษของแมวบ้านมีพฤติกรรมค่อนข้างสันโดษและพึ่งพาตัวเองได้มากกว่า แมวจึงยังคงสัญชาตญาณการล่าและความต้องการพื้นที่ส่วนตัวเอาไว้ แม้จะสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งก็ตาม นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมแมวบางตัวจึงรักเจ้าของ แต่ก็ยังต้องการเวลาสงบ ๆ หรือต้องการเป็นฝ่ายเลือกว่าจะเข้าหาเมื่อใด

ประสบการณ์ในช่วงวัยลูกแมวก็มีผลอย่างมากต่อนิสัยในอนาคต ลูกแมวที่ได้รับการสัมผัสอย่างอ่อนโยนและมีประสบการณ์ที่ดีจากมนุษย์ในช่วงสำคัญของการพัฒนา มักปรับตัวเข้ากับบ้านและคนได้ง่ายกว่า ส่วนแมวที่เคยถูกทำร้าย ถูกทอดทิ้ง หรือขาดการเข้าสังคม อาจใช้เวลานานกว่าจะไว้ใจใคร นั่นไม่ได้แปลว่าแมวตัวนั้นไม่มีความรัก แต่หมายถึงมันต้องการความปลอดภัยและความอดทนมากขึ้น

ทำอย่างไรให้แมวรู้สึกผูกพันและปลอดภัยกับเรา

หากอยากสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแมว ควรเคารพขอบเขตและปล่อยให้แมวเป็นฝ่ายเลือกเข้าหา หลีกเลี่ยงการอุ้ม กอด หรือจับตัวในเวลาที่แมวแสดงสัญญาณไม่สบายใจ การเล่นด้วยของเล่นที่เหมาะสม การให้อาหารตามเวลา การพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล และการจัดพื้นที่หลบพักอย่างสงบ ล้วนช่วยทำให้แมวคาดเดาสิ่งแวดล้อมได้และรู้สึกมั่นคง

  • สร้างกิจวัตรที่สม่ำเสมอ ทั้งเวลาอาหาร เวลาเล่น และเวลาพักผ่อน
  • ให้แมวมีทางเลือก เช่น จุดนอนสูง ที่ซ่อนตัว และพื้นที่สำหรับลับเล็บ
  • ใช้การเล่นแบบจำลองการล่า เพื่อให้แมวได้ออกกำลังกายและระบายพลังงาน
  • สังเกตภาษากาย เช่น หาง ฟู หูพับ รูม่านตา และการขยับตัว ก่อนสัมผัสแมว
  • ให้รางวัลเมื่อแมวเข้าหาหรือมีพฤติกรรมที่ผ่อนคลาย โดยไม่บังคับให้ทำซ้ำ

แล้วสรุปว่า แมวรักเราจริงไหม คำตอบที่รอบคอบที่สุดคือ แมวสามารถสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่มั่นคงและมีความหมายกับมนุษย์ได้ หลายตัวต้องการอยู่ใกล้เจ้าของ ใช้เจ้าของเป็นที่พึ่งเมื่อรู้สึกไม่มั่นคง และแสดงพฤติกรรมทักทายหรือสัมผัสอย่างเป็นมิตร เพียงแต่เราไม่อาจยืนยันได้ว่าความรู้สึกนั้นเหมือนกับความรักของมนุษย์ทุกแง่มุม

ท้ายที่สุด ความรักของแมวอาจไม่ได้มาในรูปแบบเสียงเรียกหวาน ๆ หรือการกอดทุกวัน แต่อาจซ่อนอยู่ในการเลือกมานอนข้างคุณ การกะพริบตาช้า ๆ หรือการเดินตามคุณไปอีกห้อง หากแมวของคุณกำลังแสดงสัญญาณเหล่านี้ ลองตอบกลับด้วยความอ่อนโยนและเคารพพื้นที่ของมัน เพราะสายสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้เกิดจากการบังคับ แต่ค่อย ๆ เติบโตจากความไว้ใจในทุกวัน

ที่มา – Do Cats Really Love Us?

น้ำท่วมบางคล้า มวลน้ำล้อม ‘วัดปากน้ำโจ้โล้’ เร่งระบายลงบางปะกง

น้ำท่วมบางคล้า มวลน้ำล้อม ‘วัดปากน้ำโจ้โล้’ เร่งระบายลงบางปะกง กลายเป็นสถานการณ์ที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลเอ่อเข้าท่วมชุมชน เส้นทางสัญจร และพื้นที่โดยรอบศาสนสถานสำคัญของอำเภอบางคล้า แม้ระดับน้ำจะสร้างความลำบากในการเดินทาง แต่ร้านค้าและสถานประกอบการบางส่วนยังคงเปิดให้บริการ เพื่อรองรับประชาชนและผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางในพื้นที่

จากการลงพื้นที่สำรวจบริเวณวัดปากน้ำโจ้โล้ ถนนวนะภูติ ตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า พบว่าน้ำได้ล้อมรอบพื้นที่วัดอย่างชัดเจน เส้นทางเข้าสู่วัดบางช่วงมีน้ำท่วมขัง ทำให้ผู้เดินทางต้องเพิ่มความระมัดระวังและปรับเปลี่ยนวิธีสัญจร สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของชุมชนใกล้เคียง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการ และประชาชนที่ต้องเดินทางไปทำงานหรือทำธุระ

น้ำท่วมบางคล้า มวลน้ำล้อม ‘วัดปากน้ำโจ้โล้’ เร่งระบายลงบางปะกง

ปัจจัยสำคัญของน้ำท่วมครั้งนี้มาจากมวลน้ำสะสมในพื้นที่ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา โดยมีน้ำค้างทุ่งรวมประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอบ้านสร้างและอำเภอบางแตน มีระดับน้ำท่วมสูง หน่วยงานภาครัฐจึงเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องมือและเรือผลักดันน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายออกจากพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ได้ติดตามสถานการณ์ฝน น้ำท่วม และแนวโน้มการระบายน้ำในลุ่มน้ำสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดแนวทางช่วยเหลือประชาชน การทำงานในลักษณะนี้มีความสำคัญ เพราะสถานการณ์น้ำในพื้นที่ราบลุ่มสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเมื่อมีฝนตกเพิ่มหรือเกิดน้ำทะเลหนุน

เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่บางคล้า

สำหรับพื้นที่บางคล้า กรมชลประทานได้นำเครื่องผลักดันน้ำประมาณ 40 เครื่องเข้าติดตั้งบริเวณอำเภอบางคล้าและสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ขณะที่กองทัพเรือได้ติดตั้งอุปกรณ์ผลักดันน้ำเบื้องต้นอีก 10 เครื่องบริเวณจุดตัดมอเตอร์เวย์กับแม่น้ำบางปะกง และมีแผนเพิ่มเครื่องมืออีก 16 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำยังมีข้อจำกัดจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม รวมถึงภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งทำให้น้ำไหลออกได้ช้ากว่าปกติ เจ้าหน้าที่จึงต้องบริหารจังหวะการระบายอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนริมแม่น้ำและพื้นที่เศรษฐกิจ การติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำจะช่วยเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนตัวของน้ำ แต่ยังจำเป็นต้องอาศัยการประเมินระดับน้ำและสภาพอากาศแบบวันต่อวัน

คาดสถานการณ์ทยอยคลี่คลายช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

สทนช. คาดการณ์ว่า หากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มเติม สถานการณ์ในจังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรีจะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นความหวังของประชาชนในพื้นที่ แต่ทุกคนยังควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง เพราะปริมาณฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ระดับน้ำเปลี่ยนแปลงได้

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องเตรียมรับมือฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม รวมถึงติดตามสถานการณ์เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีปริมาณน้ำประมาณ 724 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 102% ของความจุ จึงมีการจำลองสถานการณ์รุนแรงที่สุด เพื่อควบคุมการระบายน้ำผ่านตัวเมืองเพชรบุรีไม่ให้เกิน 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และลดความเสี่ยงต่อประชาชน

สำหรับกรุงเทพมหานคร สถานการณ์น้ำได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มลดลง และเขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำประมาณ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังมีพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำได้อีกมาก กรมชลประทานจึงเตรียมพื้นที่แก้มลิงและแผนระบายน้ำ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตและเพาะปลูกได้ตามปกติโดยเร็ว

ประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อน้ำยังล้อมพื้นที่

  • ติดตามประกาศระดับน้ำและเส้นทางสัญจรจากหน่วยงานท้องถิ่นเป็นระยะ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านจุดน้ำเชี่ยวหรือถนนที่มีระดับน้ำสูงกว่าขอบทาง
  • ยกเครื่องใช้ไฟฟ้า เอกสารสำคัญ และสิ่งของจำเป็นขึ้นที่สูง
  • เตรียมยา อาหาร น้ำดื่ม ไฟฉาย และแบตเตอรี่สำรองให้พร้อม
  • ช่วยกันดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

น้ำท่วมบางคล้า มวลน้ำล้อม ‘วัดปากน้ำโจ้โล้’ เร่งระบายลงบางปะกง สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการน้ำในยุคนี้ต้องทำงานแข่งกับทั้งเวลา ภูมิอากาศ และข้อจำกัดทางภูมิประเทศ การติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จะช่วยลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด สำหรับประชาชนในพื้นที่ ขอให้เตรียมพร้อมอย่างมีสติ และตรวจสอบเส้นทางก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง

ที่มา – น้ำท่วมบางคล้า มวลน้ำล้อม ‘วัดปากน้ำโจ้โล้’ เร่งระบายลงบางปะกง

เผยโฉมของเล่น Street Fighter ของเจสัน โมโมอา

วงการภาพยนตร์และของสะสมกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อ Hasbro เปิดเผยภาพของเล่นจากภาพยนตร์ Street Fighter เรื่องใหม่ และชิ้นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดก็คือ Blanka ตัวละครร่างยักษ์สีเหลืองผู้ปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ โดยบทความนี้จะพาไปดูรายละเอียดของของเล่นรุ่นใหม่ พร้อมพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างตัวละคร Blanka กับเจสัน โมโมอา นักแสดงผู้มีภาพลักษณ์โดดเด่นและเหมาะกับบทนักสู้เป็นอย่างมาก

สำหรับแฟนภาพยนตร์ เจสัน โมโมอาเป็นนักแสดงที่มีผลงานหลากหลายและมักรับบทตัวละครที่มีพลัง บุคลิกดุดัน หรือมีรูปลักษณ์สะดุดตา ตั้งแต่ Aquaman, Lobo และ Conan ไปจนถึงผลงานใน Dune, Minecraft, Stargate Atlantis และ Game of Thrones ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงมองว่าเขาเป็นนักแสดงที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดของสะสมได้มากมาย และการเปิดตัวของเล่นชิ้นนี้ก็ยิ่งทำให้กระแสความสนใจเพิ่มขึ้น

เผยโฉมของเล่น Street Fighter ของเจสัน โมโมอา

ของเล่น Blanka จาก Hasbro มีขนาดประมาณ 6 นิ้ว และได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงจากภาพยนตร์ Street Fighter ที่กำลังจะเข้าฉาย จุดเด่นของฟิกเกอร์อยู่ที่รูปลักษณ์แบบสัตว์ป่าสีเหลือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Blanka ในเกมต้นฉบับ รวมถึงสัดส่วนที่ดูแข็งแรงและพร้อมต่อสู้ รายละเอียดบนใบหน้าและร่างกายช่วยถ่ายทอดความดิบเถื่อนของตัวละครได้อย่างชัดเจน แม้จะดูน่ากลัวในแวบแรก แต่ก็ยังมีเสน่ห์แบบของเล่นสะสมที่ทำให้แฟน ๆ อยากนำไปจัดแสดง

เผยโฉมของเล่น Street Fighter ของเจสัน โมโมอา พร้อมจุดเด่นสำคัญ

Hasbro ระบุว่า Blanka เป็นนักสู้จากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยพลังและความดุร้าย ฟิกเกอร์รุ่นนี้มาพร้อมข้อต่อที่สามารถขยับได้หลายตำแหน่ง จึงจัดท่าต่อสู้หรือท่าแอ็กชันต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ นักสะสมสามารถจัดให้ Blanka อยู่ในท่าเตรียมโจมตี ท่ากระโดด หรือท่าป้องกันตัวได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ประกอบฉากที่ช่วยจำลองพลังไฟฟ้าของตัวละคร ทำให้สามารถสร้างภาพการโจมตีด้วยกระแสไฟฟ้าได้อย่างสนุกสนาน

  • ฟิกเกอร์ขนาดประมาณ 6 นิ้ว เหมาะสำหรับจัดแสดงบนชั้นสะสม
  • มีข้อต่อหลายจุดเพื่อรองรับท่าทางการต่อสู้หลากหลายรูปแบบ
  • มาพร้อมอุปกรณ์เสริมสำหรับจำลองพลังไฟฟ้า
  • สามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนศีรษะเพื่อแสดงสีหน้าและเสียงคำรามของ Blanka
  • ออกแบบโดยอ้างอิงจากภาพยนตร์ Street Fighter เรื่องใหม่

หนึ่งในรายละเอียดที่น่าสนใจคือฟิกเกอร์สามารถเปลี่ยนศีรษะเพื่อแสดงสีหน้าแบบคำรามของนักรบ ทำให้บุคลิกของ Blanka ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ติดตั้งเพิ่มเติมยังช่วยให้ผู้สะสมสามารถสร้างฉากการต่อสู้ในแบบของตัวเองได้ เมื่อวางร่วมกับตัวละครอย่าง Chun-Li, Ryu หรือ Ken ก็จะช่วยให้ชุดของเล่นดูเหมือนฉากหนึ่งจากภาพยนตร์หรือเกมได้อย่างลงตัว

Blanka กับบทบาทในภาพยนตร์ Street Fighter

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า Blanka จะมีบทบาทมากน้อยเพียงใดในภาพยนตร์เรื่องใหม่ เนื้อหาหลักคาดว่าจะให้ความสำคัญกับ Chun-Li, Ryu และ Ken ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญของแฟรนไชส์ อย่างไรก็ตาม การที่ Hasbro เปิดตัวของเล่น Blanka ตั้งแต่ช่วงแรกก็แสดงให้เห็นว่าตัวละครนี้น่าจะมีความสำคัญต่อภาพรวมของภาพยนตร์ หรืออย่างน้อยก็เป็นตัวละครที่ผู้ชมจดจำได้ดีและช่วยเพิ่มสีสันให้กับเรื่องราว

Blanka เป็นตัวละครที่โดดเด่นมาตั้งแต่เกม Street Fighter II ในยุคที่เกมตู้อาร์เคดได้รับความนิยมอย่างมาก รูปลักษณ์ของเขาแตกต่างจากนักสู้คนอื่นอย่างชัดเจน ทั้งผิวสีเขียวในเกม ทรงผมที่ดูยุ่งเหยิง และความสามารถในการปล่อยกระแสไฟฟ้า นอกจากการต่อสู้แล้ว Blanka ยังมีภาพลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างความดุร้ายกับความเป็นมิตร จึงเป็นตัวละครที่แฟนเกมหลายรุ่นรู้สึกผูกพัน

ความน่าสนใจอีกอย่างคือบุคลิกของเจสัน โมโมอาที่ดูเหมาะกับตัวละครพลังสูงและมีความเป็นสัตว์ป่า เขามีรูปร่างใหญ่ น้ำเสียงทรงพลัง และสามารถถ่ายทอดทั้งความแข็งแกร่งกับอารมณ์ขันได้ในเวลาเดียวกัน หากภาพยนตร์นำเสนอ Blanka ในแนวทางที่มีทั้งฉากแอ็กชันและช่วงเวลาที่สนุกสนาน ตัวละครนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวขโมยซีนของเรื่องได้ แม้จะไม่ได้เป็นศูนย์กลางของเนื้อหาก็ตาม

กำหนดพรีออเดอร์และสิ่งที่นักสะสมควรรู้

ของเล่น Blanka เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่าน Walmart ในวันที่ 8 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ผู้ที่สนใจควรตรวจสอบรายละเอียดราคา ค่าจัดส่ง และเงื่อนไขการจัดส่งระหว่างประเทศก่อนตัดสินใจซื้อ เนื่องจากสินค้าลิขสิทธิ์จากภาพยนตร์มักมีจำนวนจำกัด และอาจได้รับความสนใจจากทั้งนักสะสมฟิกเกอร์กับแฟนเกมรุ่นเก่า

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาของสะสมจาก Street Fighter ฟิกเกอร์ชิ้นนี้มีจุดขายมากกว่าการเป็นของเล่นธรรมดา เพราะสามารถเชื่อมโยงโลกของเกม ภาพยนตร์ และวัฒนธรรมป๊อปเข้าด้วยกัน การมีข้อต่อจำนวนมากทำให้เหมาะกับการถ่ายภาพ การจัดฉาก และการวางคู่กับฟิกเกอร์ตัวละครอื่น ขณะเดียวกัน รายละเอียดของเอฟเฟกต์ไฟฟ้าก็ช่วยเพิ่มความโดดเด่นเมื่อนำไปจัดแสดงในตู้สะสม

โดยสรุป การเผยโฉมของเล่น Street Fighter ของเจสัน โมโมอา สร้างความตื่นเต้นให้แฟน ๆ ได้จากทั้งดีไซน์ของ Blanka และความเป็นไปได้ที่ตัวละครจะมีบทบาทน่าจดจำในภาพยนตร์ แม้เรายังต้องรอชมเนื้อเรื่องจริงก่อนตัดสินว่า Blanka จะโดดเด่นเพียงใด แต่ฟิกเกอร์รุ่นนี้ก็มีรายละเอียดมากพอที่จะทำให้แฟนเกมและนักสะสมสนใจได้ทันที หากคุณชื่นชอบตัวละครสายพลังและของสะสมที่จัดท่าได้หลากหลาย นี่อาจเป็นอีกชิ้นที่ควรจับตาและเตรียมกดพรีออเดอร์

ที่มา – Behold! Jason Momoa’s ‘Street Fighter’ Toy Has Been Revealed

สคบ. ช่วยย้ายรถจมน้ำเคหะร่มเกล้า ดูแลครบวงจร

สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเจ้าของรถยนต์ที่ต้องเผชิญปัญหารถจอดตกค้าง รถถูกน้ำท่วม หรือไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้ร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล กรุงเทพมหานคร กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เคหะร่มเกล้าอย่างเป็นระบบ

ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการนำรถออกจากพื้นที่น้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมตั้งแต่การจัดหารถยก การนำรถไปเก็บรักษาในจุดปลอดภัย การประเมินความเสียหาย การซ่อมแซม ไปจนถึงการประสานงานด้านประกันภัยและสินเชื่อ ถือเป็นแนวทางช่วยเหลือแบบครบวงจรที่ช่วยลดภาระให้ผู้ประสบภัยได้อย่างมาก

สคบ. ช่วยย้ายรถจมน้ำเคหะร่มเกล้า ดูแลครบวงจร

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 มีการปล่อยแถวขบวนรถยกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อเข้าช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายรถยนต์ของประชาชนที่จอดตกค้างและจมน้ำในพื้นที่เคหะร่มเกล้า ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลร่มเกล้า โดยมีรถยนต์ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือประมาณ 34 คัน

การปฏิบัติงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนรถยกทั้งหมด 27 คัน แบ่งเป็นรถจากสถานีตำรวจต่าง ๆ จำนวน 15 คัน รถจากกรุงเทพมหานคร 7 คัน และรถจากกระทรวงคมนาคมอีก 5 คัน เจ้าหน้าที่ได้นำรถของประชาชนไปยังจุดเก็บรักษาที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม และช่วยเปิดเส้นทางให้น้ำระบายได้สะดวกขึ้น

สำหรับประชาชนที่ต้องการขอความช่วยเหลือด้านการจราจรหรือการเคลื่อนย้ายรถ สามารถติดต่อสายด่วนจราจร 1197 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง การให้บริการดังกล่าวช่วยให้ผู้ประสบภัยไม่ต้องเสี่ยงนำรถออกจากพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่งอาจทำให้เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าเสียหายหนักกว่าเดิม

ทำไมการเคลื่อนย้ายรถอย่างถูกวิธีจึงสำคัญ

รถยนต์ของหลายครอบครัวไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สินราคาแพง แต่ยังเป็นเครื่องมือสำหรับเดินทางไปทำงาน ประกอบอาชีพ รับส่งสมาชิกในครอบครัว และสร้างรายได้ในแต่ละวัน หากรถถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน ความเสียหายอาจลุกลามไปยังเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ควบคุมความปลอดภัย

ดังนั้น การเคลื่อนย้ายรถโดยรถยกที่เหมาะสมจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เจ้าของรถไม่ควรพยายามสตาร์ตรถทันทีหลังน้ำลด เพราะน้ำอาจเข้าไปในห้องเครื่องหรือระบบไฟฟ้า การฝืนสตาร์ตอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายมากขึ้น และอาจส่งผลต่อการพิจารณาสินไหมจากบริษัทประกันภัยได้

เจ้าของรถควรถ่ายภาพสภาพรถ ระดับน้ำ และบริเวณโดยรอบไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นติดต่อบริษัทประกันภัยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำก่อนดำเนินการใด ๆ การเก็บเอกสาร เช่น กรมธรรม์ สำเนาทะเบียนรถ ใบแจ้งเหตุ และภาพถ่ายความเสียหาย จะช่วยให้กระบวนการเคลมมีความชัดเจนและรวดเร็วขึ้น

สคบ. ดูแลค่ารถยก ค่าซ่อม และการเคลมประกัน

นอกจากการนำรถออกจากพื้นที่น้ำท่วมแล้ว สคบ. ยังมีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กำกับดูแลค่าบริการรถยกและรถลากให้เป็นธรรม ลดความเสี่ยงจากการเรียกเก็บค่าบริการเกินจริงในช่วงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน

ในด้านการซ่อมแซม มีการประสานสมาคมอู่กลางการประกันภัยเพื่อช่วยประเมินราคาซ่อมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงจัดหาส่วนลดอะไหล่แท้และการรับประกันงานซ่อม แนวทางนี้ช่วยให้เจ้าของรถสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และมีข้อมูลประกอบการเปรียบเทียบก่อนเลือกอู่หรือศูนย์บริการ

  • รถยกและรถลาก: ประสานงานเพื่อให้คิดค่าบริการอย่างเหมาะสมและโปร่งใส
  • การประเมินราคา: ขอคำแนะนำและประเมินค่าซ่อมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนที่กำหนด
  • อะไหล่และงานซ่อม: สนับสนุนส่วนลดอะไหล่แท้ พร้อมการรับประกันตามเงื่อนไข
  • การเคลมประกัน: ช่วยประสานบริษัทประกันภัยเพื่อลดขั้นตอนและเร่งรัดการพิจารณา

ช่วยประสานพักหนี้และสินเชื่อฟื้นฟู

ผู้ประสบภัยบางรายยังมีภาระผ่อนรถหรือสินเชื่ออื่น ๆ แม้รถจะไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ สคบ. จึงประสานสถาบันการเงินเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือ เช่น การพักชำระเงินต้น การลดหรือพักดอกเบี้ย การลดค่างวด การขยายเวลาชำระหนี้ และการขอสินเชื่อเพื่อฟื้นฟู ทั้งนี้ ผู้ขอรับความช่วยเหลือจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน

ประชาชนควรติดต่อธนาคารหรือบริษัทไฟแนนซ์โดยเร็ว พร้อมเตรียมเอกสารยืนยันผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น ภาพถ่ายรถ เอกสารจากหน่วยงานในพื้นที่ และข้อมูลสัญญาสินเชื่อ การแจ้งปัญหาอย่างเป็นทางการจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและเสนอแนวทางที่เหมาะสมได้เร็วขึ้น

สิ่งที่เจ้าของรถควรทำหลังรถถูกน้ำท่วม

  • อย่าสตาร์ตรถหรือเปิดระบบไฟฟ้า หากยังไม่แน่ใจว่าน้ำเข้าเครื่องยนต์หรือไม่
  • ถ่ายภาพและวิดีโอความเสียหายทุกมุม รวมถึงระดับน้ำและสถานที่จอดรถ
  • ติดต่อบริษัทประกันภัยก่อนนำรถเข้าซ่อมหรือถอดชิ้นส่วนสำคัญ
  • ใช้บริการรถยกที่มีข้อมูลชัดเจน และสอบถามค่าบริการก่อนเริ่มงาน
  • เก็บใบเสร็จ ใบรับรถ และเอกสารการประเมินราคาไว้ให้ครบถ้วน
  • หากพบการเรียกเก็บเงินไม่เป็นธรรม ให้ติดต่อหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อขอคำแนะนำ

ภาพรวมของภารกิจ สคบ. ช่วยย้ายรถจมน้ำเคหะร่มเกล้า สะท้อนให้เห็นว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยยุคใหม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การเคลื่อนย้าย การซ่อม การประกันภัย และภาระทางการเงิน

ในระยะยาว การมีระบบแจ้งเหตุและฐานข้อมูลรถที่ได้รับผลกระทบแบบดิจิทัลจะช่วยให้การช่วยเหลือรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น เจ้าของรถควรติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐ เก็บข้อมูลกรมธรรม์และสัญญาสินเชื่อไว้ในโทรศัพท์ และหลีกเลี่ยงการโอนเงินให้ผู้ให้บริการที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน หากได้รับผลกระทบ อย่ารอจนปัญหาบานปลาย ให้โทรขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1197 และประสานบริษัทประกันภัยทันที เพื่อรักษาสิทธิของตนเองให้ครบถ้วน

ที่มา – สคบ. จับมือ บชน.-กทม.-คมนาคม ปล่อยรถยกลุยช่วยย้ายรถจมน้ำเคหะร่มเกล้า ดูแลครบวงจรตั้งแต่รถยกยันเคลมประกัน

สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน?

ประเด็น สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน? กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งการป้องกันน้ำท่วม งบประมาณภาครัฐ และความเชื่อมั่นของคนกรุงเทพฯ หลายคนอาจเข้าใจว่า กทม. ยกเลิกโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ แต่เมื่อแยกข้อมูลให้ละเอียด จะพบว่ามีความแตกต่างระหว่าง “แนวคิดแก้มลิง” กับ “โครงการบึงรับน้ำ 6 แห่ง” อย่างชัดเจน

บทความนี้จะพาไล่เรียงเรื่องราวแบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่ที่มาของโครงการ งบประมาณกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท เหตุผลที่มีการทบทวนแผน ไปจนถึงข้อสงสัยเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยใช้ข้อมูลเชิงระบบและมุมมองด้านการบริหารจัดการเมืองมาประกอบ

สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน?

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ กทม. ไม่ได้ยกเลิกแนวคิดแก้มลิงทั้งหมด แนวคิดดังกล่าวยังคงเป็นส่วนสำคัญของระบบป้องกันน้ำท่วม โดยอาศัยการผันน้ำ พักน้ำ ควบคุมการระบาย และเตรียมพื้นที่ให้พร้อมรับน้ำระลอกใหม่ พื้นที่บึง หนอง คลอง และอ่างเก็บน้ำจึงยังมีบทบาทต่อการรับน้ำในช่วงฝนตกหนัก

ส่วนโครงการที่ถูกทบทวนคือโครงการบึงรับน้ำ 6 แห่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากแผนบริหารจัดการน้ำภายหลังมหาอุทกภัยปี 2554 ไม่ใช่โครงการตามพระราชดำริโดยตรง โครงการหลายแห่งประสบปัญหาจากการทำประชาพิจารณ์ การคัดค้านของเจ้าของที่ดิน และข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้การเดินหน้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายเดิม

ทำไมโครงการบึงรับน้ำจึงใช้งบสูง

กรณีบึงคู้บอนและบึงบางชันเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด พื้นที่ทั้งสองแห่งอยู่ห่างจากคลองสายหลัก จึงไม่ได้มีเพียงค่าเวนคืนและค่าขุดบึงเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างระบบเชื่อมต่อ เช่น คลอง ท่อ สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และการปรับปรุงคลองเดิม เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงมีการประเมินงบประมาณสูงถึงประมาณ 11,000 ล้านบาท

  • ค่าที่ดินคู้บอนประมาณ 2,184 ล้านบาท
  • ค่าขุดบึงและอาคารคู้บอนประมาณ 324 ล้านบาท
  • ค่าที่ดินบางชันประมาณ 1,466 ล้านบาท
  • ค่าขุดบึงและอาคารบางชันประมาณ 172 ล้านบาท
  • ค่าสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำประมาณ 450 ล้านบาท
  • ค่าปรับปรุงคลองหลักประมาณ 6,404 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ต้นทุนก้อนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การขุดบึงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อทำให้บึงสามารถทำงานร่วมกับโครงข่ายระบายน้ำทั้งเมืองได้จริง การตัดสินใจจึงควรพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ อายุการใช้งาน ผลกระทบต่อชุมชน และความคุ้มค่าต่อเงินภาษี

ทางเลือกใหม่คือการระบายน้ำต่อเนื่อง

หลังจากมีการทบทวนแผน กทม. หันมาให้ความสำคัญกับโมเดลการระบายน้ำต่อเนื่องมากขึ้น แนวทางนี้เชื่อมโยงอุโมงค์ระบายน้ำ การปรับปรุงคลองแนวเหนือใต้ และการใช้พื้นที่รับน้ำที่มีอยู่แล้วให้ทำงานร่วมกัน จุดเด่นคือสามารถลำเลียงน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยงได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องรอให้บึงเต็มก่อนแล้วจึงค่อยระบาย

จากการเปรียบเทียบเชิงวิศวกรรม โมเดลการระบายน้ำต่อเนื่องอาจช่วยลดระดับน้ำในคลองได้ราว 30-50 เซนติเมตร และครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 247 ตารางกิโลเมตร ขณะที่งบประมาณรวมอยู่ที่ประมาณ 6,500 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าโมเดลบึงรับน้ำเดิมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษา ความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ และการบริหารแบบเรียลไทม์ในวันที่ฝนตกหนัก

แก้มลิงของกรุงเทพฯ ยังมีอยู่หรือไม่

คำตอบคือยังมี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า กทม. มีพื้นที่รับน้ำจากเดิมประมาณ 34 แห่ง และมีแผนเพิ่มเป็น 38 แห่ง รวมถึงเป้าหมายในอนาคตที่อาจขยายเป็น 45 แห่ง ความสามารถในการรองรับน้ำโดยรวมจึงเพิ่มจากประมาณ 13.7 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็นมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร

บึงหนองบอนก็เป็นอีกตัวอย่างของการใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถบริหารจัดการน้ำได้ราว 5 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปริมาณที่บึงคู้บอนจะรองรับได้จริงหลายเท่า เมื่อเชื่อมต่อกับคลอง อุโมงค์ และระบบระบายน้ำ บึงหนองบอนจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่กักเก็บน้ำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรับ พัก และระบายน้ำแบบครบวงจร

ประเด็นเอื้อนายทุนควรมองอย่างไร

ข้อสงสัยเรื่องการยกเลิกโครงการเพื่อช่วยบริษัทอสังหาริมทรัพย์เป็นประเด็นที่สังคมสามารถตั้งคำถามได้ แต่การสรุปว่าเอื้อประโยชน์ควรอาศัยหลักฐานที่รอบด้าน ข้อมูลจาก กทม. ระบุว่าเอกชนบางรายเริ่มสะสมที่ดินก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และก่อนมีการกำหนดพื้นที่บึงรับน้ำหลายปี ต่อมาราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นจนทำให้ค่าเวนคืนมีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท

ในมุมหนึ่ง หากรัฐเดินหน้าเวนคืนด้วยงบประมาณจำนวนมาก เจ้าของที่ดินก็จะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย ดังนั้น การยกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่าอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นการช่วยเอกชนเสมอไป แต่อาจเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้เงินภาษีจำนวนมากกับระบบที่ให้ผลลัพธ์ไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของรัฐต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และควรเปิดเผยแบบจำลองน้ำ รายละเอียดงบประมาณ รวมถึงผลการประเมินจากหน่วยงานอิสระ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าแผนใหม่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงชื่อโครงการ แต่แก้ปัญหาได้จริง

สรุปมุมมองต่อการบริหารน้ำในอนาคต

สำหรับคำถามในประเด็น สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน? คำตอบที่รอบคอบคือ ต้องพิจารณาจากประสิทธิภาพและความคุ้มค่ามากกว่ากระแสข่าวเพียงด้านเดียว การยกเลิกบึงรับน้ำบางแห่งไม่ได้เท่ากับการยกเลิกแนวคิดแก้มลิง และไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่าเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ทุน

แนวโน้มสำคัญของเมืองยุคใหม่คือการใช้ข้อมูล เซนเซอร์ ระบบพยากรณ์ฝน และการควบคุมประตูระบายน้ำแบบทันสถานการณ์มาทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานเดิม กทม. ควรสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม และวัดผลหลังใช้งานจริง หากทุกฝ่ายติดตามตัวเลขน้ำท่วม งบประมาณ และผลกระทบอย่างโปร่งใส กรุงเทพฯ ก็มีโอกาสพัฒนาระบบจัดการน้ำที่ยืดหยุ่นและคุ้มค่ามากขึ้น

ที่มา – สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน?

DSI สนธิกำลัง 9 หน่วยงาน ปูพรมค้น 3 จุดกลางกรุง

ประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจคือ DSI สนธิกำลัง 9 หน่วยงาน ปูพรมค้น 3 จุดกลางกรุง เพื่อขยายผลเครือข่ายนอมินีที่เกี่ยวข้องกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายพันล้านบาทในประเทศไทย ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเชิงรุกของภาครัฐในการตรวจสอบธุรกิจที่อาจมีชาวต่างชาติเข้ามาควบคุมกิจการผ่านบุคคลสัญชาติไทย

แม้ข่าวนี้จะเกี่ยวข้องกับคดีธุรกิจและกฎหมายเป็นหลัก แต่ก็เป็นเรื่องที่คนทั่วไปควรติดตาม เพราะการใช้ตัวแทนนอมินีอาจส่งผลต่อความโปร่งใสของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การแข่งขันทางธุรกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

DSI สนธิกำลัง 9 หน่วยงาน ปูพรมค้น 3 จุดกลางกรุง

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ร่วมกับ 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุดในกรุงเทพมหานคร เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ โดยหน่วยงานที่เข้าร่วมประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตำรวจสันติบาล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บก.ปอศ. และกรมการจัดหางาน

พื้นที่เป้าหมายในการตรวจค้น ได้แก่ มูลนิธิชาบาดแห่งประเทศไทย หรือ Chabad House บนถนนพระอาทิตย์ อาคาร ITF Silom Palace ชั้น 17 ในเขตบางรัก และโครงการก่อสร้างอาคารชาบัดเฮาส์ภายในซอยสุขุมวิท 22 เขตคลองเตย การลงพื้นที่พร้อมกันทั้ง 3 จุดมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายเอกสารหรือทรัพย์สิน และช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพความเชื่อมโยงของบุคคลกับนิติบุคคลได้ชัดเจนขึ้น

จุดเริ่มต้นของการขยายผลคดี

คดีดังกล่าวต่อเนื่องจากการตรวจค้นในพื้นที่อำเภอบางละมุงและเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบข้อมูลที่อาจเชื่อมโยงกับนักธุรกิจชาวอิสราเอลรายหนึ่ง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ประกอบการตัวจริงของบริษัทหลายแห่ง แต่มีพฤติการณ์ให้พนักงานชาวไทยเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการแทน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบว่าโครงสร้างดังกล่าวเป็นการดำเนินธุรกิจผ่านนอมินีหรือไม่ หากพบว่ามีการใช้บุคคลไทยเป็นตัวแทนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ก็อาจนำไปสู่ความผิดตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทั้งหมดจำเป็นต้องรอการตรวจสอบพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมอย่างรอบด้าน ผู้เกี่ยวข้องยังคงมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้คดีตามขั้นตอน

เจ้าหน้าที่พบข้อสังเกตภายในมูลนิธิ

ระหว่างการตรวจค้นมูลนิธิชาบาดแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่ได้รับความร่วมมือจากผู้ดูแลสถานที่ แต่พบข้อสังเกตหลายประการ โดยเฉพาะขนาดห้องทำงานที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับจำนวนกิจกรรมและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังพบว่ามีบริษัทอื่นตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันประมาณ 4-5 แห่ง

เจ้าหน้าที่ยังไม่พบเอกสารสำคัญบางรายการ เช่น รายชื่อคณะกรรมการหรือบัญชีเงินบริจาค โดยได้รับคำชี้แจงว่าเอกสารอาจถูกจัดเก็บไว้ที่สำนักงานในซอยสุขุมวิท 22 ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกตรวจค้นเช่นกัน ประเด็นนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบต่อว่าเอกสารมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิ บริษัทต่าง ๆ หรือเครือข่ายบุคคลใดบ้าง

สำหรับกระแสข่าวเกี่ยวกับชั้นใต้ดินของอาคารมูลนิธิ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบร่วมกับกรุงเทพมหานครแล้วไม่พบชั้นใต้ดินตามที่มีการกล่าวอ้าง อาคารดังกล่าวมีทั้งหมด 5 ชั้น ประกอบด้วยพื้นที่ร้านอาหาร ศาสนกิจ และที่พักอาศัย รวมถึงส่วนต่อเติมชั้น 6

ทำไมคดีนอมินีจึงสำคัญต่อคนทั่วไป

กรณีนอมินีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ หากมีการใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการแทนโดยไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจริง อาจทำให้ธุรกิจบางกลุ่มได้เปรียบผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังอาจทำให้การตรวจสอบแหล่งเงินทุน การเสียภาษี และการถือครองทรัพย์สินทำได้ยากขึ้น

การที่ DSI ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานจึงมีความสำคัญ เพราะแต่ละหน่วยงานมีข้อมูลและอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลบริษัทและผู้ถือหุ้น กรมสรรพากรตรวจสอบเส้นทางภาษี สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบสถานะบุคคล ขณะที่หน่วยงานด้านแรงงานและตำรวจช่วยตรวจสอบกิจกรรมทางธุรกิจในมิติอื่น ๆ

ในมุมของประชาชน ข่าว DSI สนธิกำลัง 9 หน่วยงาน ปูพรมค้น 3 จุดกลางกรุง ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนร่วมลงทุน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือทำธุรกิจกับบริษัทที่มีโครงสร้างซับซ้อน โดยควรพิจารณาเอกสารการจดทะเบียน ผู้มีอำนาจลงนาม แหล่งที่มาของเงิน และเงื่อนไขสัญญาอย่างละเอียด

หลังจากนี้ หลักฐานที่รวบรวมได้จากทั้ง 3 จุดจะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อสรุปความเชื่อมโยงของบุคคล บริษัท และกลุ่มคนไทยที่อาจมีบทบาทในฐานะนอมินี กระทรวงยุติธรรมเตรียมแถลงผลปฏิบัติการอย่างเป็นทางการต่อไป

มุมมองที่น่าติดตามคือ หน่วยงานรัฐอาจเพิ่มการใช้ข้อมูลดิจิทัลและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบธุรกิจข้ามชาติรวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิม สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และรอผลสรุปตามกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ด่วนตัดสินผู้เกี่ยวข้อง

ที่มา – DSI สนธิกำลัง 9 หน่วยงาน ปูพรมค้น 3 จุดกลางกรุง ขยายผลเครือข่ายทุนอิสราเอล สางปมนอมินีฮุบอสังหาฯ มูลค่าหลายพันล้านบาท

ในหลวง เสด็จทอดพระเนตร สมเด็จพระราชินี ทรงฝึกบินเดี่ยว Gripen เป็นครั้งแรก พระราชทานช่อดอกไม้เป็นกำลังใจ

วันนี้ (8 ตุลาคม 2569) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยัง กองบิน 7 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อทอดพระเนตรการฝึกทำการบินเดี่ยวกับเครื่องบินขับไล่แบบที่ 20 หรือ JAS 39 Gripen ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถด้านการบิน และความมุ่งมั่นในการฝึกฝนตามมาตรฐานของกองทัพอากาศ

บรรยากาศในครั้งนี้เต็มไปด้วยความปลื้มปีติและความประทับใจ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ มารับเสด็จพร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บังคับการกองบิน 7 และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จากนั้นทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารทรงงาน เพื่อรับฟังการถวายบรรยายแผนการบินและขั้นตอนการฝึกอย่างละเอียด

ในหลวง เสด็จทอดพระเนตร สมเด็จพระราชินี ทรงฝึกบินเดี่ยว Gripen เป็นครั้งแรก พระราชทานช่อดอกไม้เป็นกำลังใจ

หลังจากทรงรับฟังแผนการบินแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังซองจอดเครื่องบินพระที่นั่ง Gripen เพื่อทอดพระเนตรการตรวจเช็กความเรียบร้อยของเครื่องบิน JAS 39 C Gripen ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบที่นั่งเดี่ยว ก่อนที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะทรงนำเครื่องบินไปยังทางวิ่ง Rwy22 และเริ่มการฝึกบินเดี่ยวตามแผนที่กำหนดไว้

การบินเดี่ยว หรือ Solo Flight ถือเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับนักบิน เพราะผู้ทำการบินต้องสามารถควบคุมเครื่องบิน ประเมินสถานการณ์ และปฏิบัติตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยได้ด้วยตนเอง การฝึกบินเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง Gripen จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความแม่นยำ สมาธิ และการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ

การฝึกบิน Gripen ผ่านขั้นตอนมาตรฐานอย่างเข้มงวด

ก่อนที่จะทรงทำการบินเดี่ยว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฝึกบินตามมาตรฐานของกองทัพอากาศ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคมถึง 4 กันยายน และวันที่ 25 กันยายนถึง 8 ตุลาคม 2569 เพื่อทรงฝึกผ่านเครื่องฝึกบินจำลอง หรือ Simulator รวมถึงฝึกปฏิบัติจริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญถวายคำแนะนำอย่างใกล้ชิด

การใช้เครื่องฝึกบินจำลองมีบทบาทสำคัญในโลกการบินยุคใหม่ เพราะช่วยให้นักบินเรียนรู้ระบบควบคุม การรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ และการตัดสินใจในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ก่อนจะก้าวไปสู่การปฏิบัติจริง ความสำเร็จในครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการฝึกเพียงระยะสั้น แต่เป็นผลจากความทุ่มเทและการเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง

พระปรีชาสามารถด้านการบินที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเริ่มทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2533 กับเครื่องบินแบบ T-41 D ฝูงบิน 604 กองบิน 6 และทรงมีประสบการณ์กับเครื่องบินหลากหลายแบบ ทั้ง Cessna T-41, CT-4E Airtrainer, Pilatus PC-9, Mooney M-20M และ Piper PA-34 Seneca

นอกจากนี้ ยังทรงทำการบินกับเครื่องบิน Boeing 737 ทั้งรุ่น 737-400 และ 737-800 รวมถึงทรงฝึกบินกับเครื่องบิน JAS 39 D Gripen แบบ 2 ที่นั่ง ก่อนที่จะทรงทำการบินเดี่ยวด้วยเครื่องบิน JAS 39 C Gripen โดยมีชั่วโมงบินรวมกับเครื่องบินทุกแบบ 1,188.48 ชั่วโมง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง

  • ทรงมีประสบการณ์การบินกับเครื่องบินหลายประเภท
  • ทรงผ่านการฝึกด้วยเครื่องฝึกบินจำลองตามขั้นตอนมาตรฐาน
  • ทรงฝึกบิน JAS 39 D Gripen แบบ 2 ที่นั่งก่อนบินเดี่ยว
  • ทรงมีชั่วโมงบินรวมมากกว่า 1,188 ชั่วโมง

ในโอกาสเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรการวิ่งขึ้นและลงของเครื่องบินพระที่นั่ง Gripen ตามแผนการฝึก เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลงจากเครื่องบินอย่างเรียบร้อย จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานช่อดอกไม้แสดงความยินดี และทรงประดับเครื่องหมาย Gripen Order Golden Patch หรืออาร์มปักสีทองทรงเกียรติ แก่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนบทบาทด้านการบินของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วยเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องอาศัยทักษะและความชำนาญของนักบินเป็นอย่างมาก

สำหรับผู้ที่สนใจทั้งเรื่องเทคโนโลยีการบินและพระราชกรณียกิจ ข่าวนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการผสานระหว่างความรู้ด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย และการฝึกฝนอย่างมีวินัย เครื่องบิน Gripen ไม่ได้เป็นเพียงอากาศยานสมรรถนะสูง แต่ยังเป็นระบบเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยนักบินซึ่งมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ

โดยสรุป ในหลวง เสด็จทอดพระเนตร สมเด็จพระราชินี ทรงฝึกบินเดี่ยว Gripen เป็นครั้งแรก พระราชทานช่อดอกไม้เป็นกำลังใจ เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจแก่ประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการฝึกฝนอย่างเป็นขั้นตอน ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ เรื่องนี้ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นว่า ความสามารถในทุกด้านเกิดขึ้นได้จากความตั้งใจ ความอดทน และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีการบินและพระราชกรณียกิจจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อทำความเข้าใจเบื้องหลังความสำเร็จอย่างรอบด้าน

ที่มา – ในหลวง เสด็จทอดพระเนตร สมเด็จพระราชินี ทรงฝึกบินเดี่ยว Gripen เป็นครั้งแรก พระราชทานช่อดอกไม้เป็นกำลังใจ