สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน?
ประเด็น สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน? กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งการป้องกันน้ำท่วม งบประมาณภาครัฐ และความเชื่อมั่นของคนกรุงเทพฯ หลายคนอาจเข้าใจว่า กทม. ยกเลิกโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ แต่เมื่อแยกข้อมูลให้ละเอียด จะพบว่ามีความแตกต่างระหว่าง “แนวคิดแก้มลิง” กับ “โครงการบึงรับน้ำ 6 แห่ง” อย่างชัดเจน
บทความนี้จะพาไล่เรียงเรื่องราวแบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่ที่มาของโครงการ งบประมาณกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท เหตุผลที่มีการทบทวนแผน ไปจนถึงข้อสงสัยเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยใช้ข้อมูลเชิงระบบและมุมมองด้านการบริหารจัดการเมืองมาประกอบ
สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน?
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ กทม. ไม่ได้ยกเลิกแนวคิดแก้มลิงทั้งหมด แนวคิดดังกล่าวยังคงเป็นส่วนสำคัญของระบบป้องกันน้ำท่วม โดยอาศัยการผันน้ำ พักน้ำ ควบคุมการระบาย และเตรียมพื้นที่ให้พร้อมรับน้ำระลอกใหม่ พื้นที่บึง หนอง คลอง และอ่างเก็บน้ำจึงยังมีบทบาทต่อการรับน้ำในช่วงฝนตกหนัก
ส่วนโครงการที่ถูกทบทวนคือโครงการบึงรับน้ำ 6 แห่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากแผนบริหารจัดการน้ำภายหลังมหาอุทกภัยปี 2554 ไม่ใช่โครงการตามพระราชดำริโดยตรง โครงการหลายแห่งประสบปัญหาจากการทำประชาพิจารณ์ การคัดค้านของเจ้าของที่ดิน และข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้การเดินหน้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายเดิม
ทำไมโครงการบึงรับน้ำจึงใช้งบสูง
กรณีบึงคู้บอนและบึงบางชันเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด พื้นที่ทั้งสองแห่งอยู่ห่างจากคลองสายหลัก จึงไม่ได้มีเพียงค่าเวนคืนและค่าขุดบึงเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างระบบเชื่อมต่อ เช่น คลอง ท่อ สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และการปรับปรุงคลองเดิม เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงมีการประเมินงบประมาณสูงถึงประมาณ 11,000 ล้านบาท
- ค่าที่ดินคู้บอนประมาณ 2,184 ล้านบาท
- ค่าขุดบึงและอาคารคู้บอนประมาณ 324 ล้านบาท
- ค่าที่ดินบางชันประมาณ 1,466 ล้านบาท
- ค่าขุดบึงและอาคารบางชันประมาณ 172 ล้านบาท
- ค่าสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำประมาณ 450 ล้านบาท
- ค่าปรับปรุงคลองหลักประมาณ 6,404 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ต้นทุนก้อนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การขุดบึงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อทำให้บึงสามารถทำงานร่วมกับโครงข่ายระบายน้ำทั้งเมืองได้จริง การตัดสินใจจึงควรพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ อายุการใช้งาน ผลกระทบต่อชุมชน และความคุ้มค่าต่อเงินภาษี
ทางเลือกใหม่คือการระบายน้ำต่อเนื่อง
หลังจากมีการทบทวนแผน กทม. หันมาให้ความสำคัญกับโมเดลการระบายน้ำต่อเนื่องมากขึ้น แนวทางนี้เชื่อมโยงอุโมงค์ระบายน้ำ การปรับปรุงคลองแนวเหนือใต้ และการใช้พื้นที่รับน้ำที่มีอยู่แล้วให้ทำงานร่วมกัน จุดเด่นคือสามารถลำเลียงน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยงได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องรอให้บึงเต็มก่อนแล้วจึงค่อยระบาย
จากการเปรียบเทียบเชิงวิศวกรรม โมเดลการระบายน้ำต่อเนื่องอาจช่วยลดระดับน้ำในคลองได้ราว 30-50 เซนติเมตร และครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 247 ตารางกิโลเมตร ขณะที่งบประมาณรวมอยู่ที่ประมาณ 6,500 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าโมเดลบึงรับน้ำเดิมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษา ความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ และการบริหารแบบเรียลไทม์ในวันที่ฝนตกหนัก
แก้มลิงของกรุงเทพฯ ยังมีอยู่หรือไม่
คำตอบคือยังมี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า กทม. มีพื้นที่รับน้ำจากเดิมประมาณ 34 แห่ง และมีแผนเพิ่มเป็น 38 แห่ง รวมถึงเป้าหมายในอนาคตที่อาจขยายเป็น 45 แห่ง ความสามารถในการรองรับน้ำโดยรวมจึงเพิ่มจากประมาณ 13.7 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็นมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร
บึงหนองบอนก็เป็นอีกตัวอย่างของการใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถบริหารจัดการน้ำได้ราว 5 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปริมาณที่บึงคู้บอนจะรองรับได้จริงหลายเท่า เมื่อเชื่อมต่อกับคลอง อุโมงค์ และระบบระบายน้ำ บึงหนองบอนจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่กักเก็บน้ำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรับ พัก และระบายน้ำแบบครบวงจร
ประเด็นเอื้อนายทุนควรมองอย่างไร
ข้อสงสัยเรื่องการยกเลิกโครงการเพื่อช่วยบริษัทอสังหาริมทรัพย์เป็นประเด็นที่สังคมสามารถตั้งคำถามได้ แต่การสรุปว่าเอื้อประโยชน์ควรอาศัยหลักฐานที่รอบด้าน ข้อมูลจาก กทม. ระบุว่าเอกชนบางรายเริ่มสะสมที่ดินก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และก่อนมีการกำหนดพื้นที่บึงรับน้ำหลายปี ต่อมาราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นจนทำให้ค่าเวนคืนมีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท
ในมุมหนึ่ง หากรัฐเดินหน้าเวนคืนด้วยงบประมาณจำนวนมาก เจ้าของที่ดินก็จะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย ดังนั้น การยกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่าอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นการช่วยเอกชนเสมอไป แต่อาจเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้เงินภาษีจำนวนมากกับระบบที่ให้ผลลัพธ์ไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของรัฐต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และควรเปิดเผยแบบจำลองน้ำ รายละเอียดงบประมาณ รวมถึงผลการประเมินจากหน่วยงานอิสระ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าแผนใหม่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงชื่อโครงการ แต่แก้ปัญหาได้จริง
สรุปมุมมองต่อการบริหารน้ำในอนาคต
สำหรับคำถามในประเด็น สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน? คำตอบที่รอบคอบคือ ต้องพิจารณาจากประสิทธิภาพและความคุ้มค่ามากกว่ากระแสข่าวเพียงด้านเดียว การยกเลิกบึงรับน้ำบางแห่งไม่ได้เท่ากับการยกเลิกแนวคิดแก้มลิง และไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่าเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ทุน
แนวโน้มสำคัญของเมืองยุคใหม่คือการใช้ข้อมูล เซนเซอร์ ระบบพยากรณ์ฝน และการควบคุมประตูระบายน้ำแบบทันสถานการณ์มาทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานเดิม กทม. ควรสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม และวัดผลหลังใช้งานจริง หากทุกฝ่ายติดตามตัวเลขน้ำท่วม งบประมาณ และผลกระทบอย่างโปร่งใส กรุงเทพฯ ก็มีโอกาสพัฒนาระบบจัดการน้ำที่ยืดหยุ่นและคุ้มค่ามากขึ้น
ที่มา – สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน?
