ผู้เขียน: lalika69_admin

อาเล็ก-ธีรเดช และหมิว-ณัชชา เป็นแบรนด์มิวส์คนล่าสุดของ Bobbi Brown

อาเล็ก-ธีรเดช และหมิว-ณัชชา เป็น Brand Muse คนล่าสุด Bobbi Brown

แฟนคลับความสวยแบบธรรมชาติเตรียมตัวตื่นเต้นได้เลย เพราะล่าสุด Bobbi Brown ผู้นำด้านเครื่องสำอางแนว Natural Beauty ได้ประกาศแต่งตั้งสองนักแสดงดาวรุ่งขวัญใจมหาชนอย่าง อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ และ หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ ขึ้นเป็น Brand Muse คนใหม่ล่าสุดของแบรนด์!

ข่าวดีนี้ไม่ใช่แค่การแนะนำแคมเปญใหม่เท่านั้น แต่ยังสื่อถึงทิศทางของความงามในยุคปัจจุบันที่เน้นเรื่องความจริงแท้ ความเป็นตัวเอง และการดูแลผิวแบบมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Real Skin” ที่สะท้อนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ต้องการหน้ากากความสวย แต่ต้องการผิวดูสดใส ดูมีชีวิตชีวาอย่างเป็นธรรมชาติ — และนั่นคือเหตุผลที่ทั้งอาเล็กและหมิวถูกเลือกให้เป็นตัวแทนของภาพลักษณ์นี้

อาเล็กกับสไตล์การดูแลผิวแบบเรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ

ในโลกที่ตารางงานแน่นจนแทบไม่ได้หายใจ อาเล็ก-ธีรเดช ก็เหมือนคนเมืองทั่วไปที่ต้องเดินทางรวดเร็ว ทำงานต่อเนื่อง แต่เขาก็ยังคงดูสดชื่น ผิวดีตลอดวันได้ ด้วย “Vitamin Enriched Face Base” ผลิตภัณฑ์ขายดีอันดับ 1 ของ Bobbi Brown ในประเทศไทยต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

เขาระบุอย่างมั่นใจว่า “ผมใช้แค่ตัวเดียว ทั้งบำรุงและเป็นไพรเมอร์ ก็พร้อมออกจากบ้านได้ทุกวัน” ซึ่งไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่ยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูเอิบอิ่มในทันที จึงเหมาะกับทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ชีวิตเร่งรีบ

หมิว-ณัชชากับการคงความเป๊ะตลอดวันด้วย Real Skin Duo

ส่วนหมิว-ณัชชา นักแสดงสาวดาวรุ่งที่ผ่านทั้งงานละคร งานถ่ายคอนเทนต์ ไปจนถึงการออกกำลังกาย แต่ยังคงผิวหน้าดูชุ่มชื้น เนียนเรียบ ไม่ดรอปกลางวัน ก็เพราะพึ่งพิง Bobbi Brown Real Skin Duo ซึ่งประกอบไปด้วย Vitamin Enriched Face Base และ Weightless Skin Foundation

รองพื้นตัวนี้มาพร้อมเทคโนโลยี Smart Skin-Balancing ที่ไม่ใช่แค่ให้ผิวเนียน แต่ยังช่วยปรับสมดุลผิว ควบคุมความมันนาน 12 ชั่วโมง กันน้ำ ไม่ดรอป แถมยังบางเบาจนแทบไม่รู้สึกว่าเเต่งหน้า

การที่ทั้งคู่ได้เป็น Brand Muse คนล่าสุดของ Bobbi Brown แสดงให้เห็นว่าเทรนด์ความงามกำลังย้ายจาก “ผิวสมบูรณ์แบบ” ไปสู่ “ผิวที่ดูมีชีวิต” และ “ผิวที่ดูเป็นธรรมชาติ” มากขึ้น — และนี่คือจุดแข็งของ Bobbi Brown ที่ยึดมั่นใน Philosophy นี้มาโดยตลอด

สำหรับใครที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์ผิวแบบ Real Skin ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชิ้นมีจำหน่ายแล้วที่เคาน์เตอร์ Bobbi Brown ทุกสาขา และช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ หรือจะจองคลาส “Do My Makeup Like a Pro” เพื่อรับคำแนะนำและเทคนิคแต่งหน้าจาก Makeup Artist มือโปรตัวต่อตัวก็ได้เช่นกัน

ความงามแบบ Real Skin กำลังมาแรง และการที่ อาเล็ก-ธีรเดช และหมิว-ณัชชา เป็น Brand Muse คนล่าสุด Bobbi Brown ก็ทำให้ภาพลักษณ์นี้ดูใกล้ตัว ดูจริง และดูใช่สำหรับทุกคนมากยิ่งขึ้น หากคุณกำลังมองหาความงามที่ไม่ต้องพยายามเกินไป การเริ่มต้นด้วยการดูแลผิวให้แข็งแรง แล้วแต่งให้ดูเป็นธรรมชาติ อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหามานาน

ที่มา – อาเล็ก-ธีรเดช และหมิว-ณัชชา เป็น Brand Muse คนล่าสุด Bobbi Brown

เบียoncé สร้างประวัติศาสตร์! ทัวร์ Cowboy Carter ทำรายได้สูงสุดในวงการคันทรี

ถ้าพูดถึงศิลปินหญิงระดับตำนานที่ยังคงเฉิดฉายและสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเพลงได้อย่างต่อเนื่อง ก็คงไม่มีใครเกิน เบยอนเซ่ อีกแล้วล่ะค่ะ เพราะล่าสุด ทัวร์คอนเสิร์ต Cowboy Carter ของเธอได้ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่และน่าจดจำ พร้อมกลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการดนตรีโลก หลังจากที่เว็บไซต์ Billboard Boxscore เผยข้อมูลว่าเธอทำรายได้ไปสูงถึง 407.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการจัดแสดงทั้งหมด 32 รอบ และขายบัตรไปได้มากกว่า 1.6 ล้านใบ ทั่วโลก!

เบยอนเซ่ ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์คอนเสิร์ตคันทรีด้วยทัวร์ Cowboy Carter

ตัวเลขขนาดนี้ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ยังเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับ วงการเพลงคันทรี อีกด้วย เพราะจากข้อมูลของ Pollstar ยืนยันว่า Beyoncé คือศิลปินคนแรกที่พาทัวร์คันทรีทำรายได้ทะลุ 400 ล้านดอลลาร์ ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสถิติที่ไม่เคยมีศิลปินแนวคันทรีคนใดทำได้มาก่อน

ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ เธอทำเงินได้มากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ ด้วยจำนวนการแสดงเพียง 32 โชว์เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่า Renaissance World Tour เมื่อปี 2023 ที่ทำรายได้ถึง 579 ล้านดอลลาร์จากการแสดง 56 รอบ นั่นหมายความว่า เบยอนเซ่ สร้างรายได้ต่อรอบได้อย่างมหาศาล และมีประสิทธิภาพสูงกว่าทัวร์อื่นๆ อย่างชัดเจน

ก้าวข้ามขอบเขตหลากหลายของดนตรี

  • ทำลายกำแพงของแนวเพลง คันทรีไม่ใช่แนวดนตรีที่โดดเด่นในบทบาทของเธอ แต่เธอก็ผสานได้อย่างลงตัว
  • ดึงดูดแฟนเพลงทั่วโลก ทั้งผู้ฟังเพลงป๊อป โซล และแฟนเพลงคันทรี
  • ผสานวัฒนธรรม แฟชั่น และประวัติศาสตร์แอฟริกัน-อเมริกันเข้ากับจิตวิญญาณของคันทรี

นอกจากความสำเร็จด้านการเงินแล้ว ทัวร์ Cowboy Carter ยังเป็นการแสดงพลังของสตรี และความเป็นผู้นำในวงการดนตรีของเบยอนเซ่อย่างแท้จริง เพราะเธอไม่ได้แค่ร้องเพลง แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับแฟนๆ ด้วยแขกรับเชิญสุดพิเศษ ทั้ง Jay-Z, ลูกสาวทั้งสองอย่าง Blue Ivy และ Rumi รวมถึงศิลปินดังอย่าง Miley Cyrus และ Shaboozey

แต่สิ่งที่แฟนๆ พูดถึงมากที่สุดคงเป็นการปรากฏตัวของ Kelly Rowland และ Michelle Williams บนเวทีปิดทัวร์ สองสมาชิกจาก Destiny’s Child ที่กลับมารียูเนียนกับเบยอนเซ่อีกครั้ง สร้างโมเมนต์แห่งความอบอุ่นและประทับใจจนแฟนเพลงรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลา

ความสำเร็จของ Beyoncé ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์คอนเสิร์ตคันทรีด้วยทัวร์ Cowboy Carter ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ถึงการเคาะประตูใหม่ในวงการดนตรีที่เคยถูกมองจากหลายมุม แสดงให้เห็นว่าดนตรีไม่ควรมีขอบเขต และศิลปินที่กล้าท้าทายอาจเปลี่ยนแปลงมาตรฐานทั้งหมดได้ในพริบตา

หากคุณยังไม่ได้ติดตามทัวร์นี้ ผลักดันตัวเองให้มองย้อนกลับไป เพราะนี่อาจเป็นหนึ่งในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของดนตรีโลกในยุคปัจจุบันก็เป็นได้

ที่มา – Beyoncé ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์คอนเสิร์ตคันทรีด้วยทัวร์ Cowboy Carter

LVMH เจรจาขาย Marc Jacobs มูลค่า 3.2 หมื่นล้านบาท: อนาคตของแบรนด์จะเป็นอย่างไร?

ข่าวใหญ่ในวงการแฟชั่นโลก! ตามรายงานจากหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal และแหล่งข่าวจาก Reuters เปิดเผยว่า LVMH ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับของฝรั่งเศส กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาขายแบรนด์ Marc Jacobs ให้กับบริษัทอื่น โดยมูลค่าในดีลมีแนวโน้มสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญหลังแบรนด์อยู่ภายใต้การดูแลของ Bernard Arnault มาเกือบ 30 ปีเต็ม

LVMH กำลังเจรจาขายแบรนด์ Marc Jacobs ด้วยมูลค่าคาดการณ์ถึง 3.2 หมื่นล้านบาท

ข่าวนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทั้ง LVMH หรือ Marc Jacobs แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า การเจรจาครั้งนี้อยู่ในขั้นตอนที่ค่อนข้างล้ำลึกแล้ว โดยบริษัทที่มีแนวโน้มจะเข้าซื้อมากที่สุด ได้แก่ Authentic Brands Group (ABG) ซึ่งเป็นบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันถือครองแบรนด์ดังอย่าง Reebok, Champion, และ Juicy Couture หากดีลนี้สำเร็จ ก็จะหมายถึงการส่งคืน Marc Jacobs กลับไปสู่รากเหง้าของตัวดีไซเนอร์ที่เริ่มต้นในเมืองนิวยอร์กนั่นเอง

อีกหนึ่งผู้เล่นที่มีข่าวเชื่อมโยงคือ WHP Global บริษัทที่เคยเข้าซื้อแบรนด์แฟชั่นระดับพรีเมียมอย่าง Vera Wang และ Rag & Bone รวมถึงแบรนด์ดังยุค 90 อย่าง Isaac Mizrahi ที่กลับมาทวงความนิยมผ่านโมเดล licensing และคอลเลกชันจำกัด

ทำไม LVMH ถึงต้องขาย Marc Jacobs?

แม้ Marc Jacobs จะเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ทางดีไซน์และมีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น แต่สัญญาณเชิงกลยุทธ์ของ LVMH ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็บ่งชี้ถึงแนวโน้มการปรับพอร์ตโฟลิโอ ยกตัวอย่างเช่น:

  • การขาย Off-White™ ให้กับ Bluestar Alliance เมื่อเดือนกันยายน 2024
  • การส่งคืนหุ้น Stella McCartney ทั้งหมดในเดือนมกราคม หลังร่วมลงทุนตั้งแต่ปี 2019

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า LVMH อาจต้องการโฟกัสทรัพยากรและสายพานการผลิตไปยังแบรนด์หลักอย่าง Louis Vuitton, Dior หรือ Celine ที่สร้างรายได้และกำไรสูงกว่า ขณะที่ Marc Jacobs แม้จะมีความสำคัญทางวัฒนธรรม แต่อาจไม่ได้ขับเคลื่อนตัวเลขผลประกอบการเท่าที่ควร

เส้นทางของ Marc Jacobs ตลอด 30 ปีกับ LVMH

Marc Jacobs ก่อตั้งแบรนด์ส่วนตัวในปี 1984 และต่อมาในปี 1997 ได้ขายกิจการให้กับ LVMH โดยในเวลาเดียวกันก็ได้รับตำแหน่ง Creative Director ของ Louis Vuitton ถือเป็นยุคทองที่เขารับหน้าที่ทั้งสองแบรนด์พร้อมกัน จนกระทั่งในปี 2013 จึงตัดสินใจลาออกจาก LVMH เพื่อโฟกัสที่แบรนด์ของตัวเองเต็มตัว

ยังมีจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2015 ที่แบรนด์ย่อย Marc by Marc Jacobs ถูกยกเลิก เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ให้หรูหราและมีโฟกัสที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ปัจจุบันแบรนด์เน้นโชว์คอลเลกชันแบบอิสระที่นิวยอร์ก และมีสินค้าไลน์หลักคือกระเป๋า ไม่ว่าจะเป็น The Tote Bag, The Sack Bag Dual, และรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง The Cristina นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะฟื้นไลน์ Marc Jacobs Beauty ในปีนี้ หลังจากที่เคยปิดตัวลงในปี 2021

การขายตามข่าวนี้อาจเป็นโอกาสให้ Marc Jacobs กลับมาใกล้ชิดกับกลุ่มแฟนๆ อเมริกันได้อีกครั้งผ่านโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นกว่าและตลาดท้องถิ่นที่เข้าใจแบรนด์ดีที่สุด

มุมมองจบบทความ: แม้ LVMH จะมีการปรับกลยุทธ์ แต่เทรนด์การขายแบรนด์ที่มีความเป็น lifestyle สูงให้กับบริษัทที่ชำนาญด้าน licensing และ digital engagement ก็เป็นทิศทางใหม่ของวงการ luxury ที่คุ้มค่ากับการจับตาดูผลลัพธ์

ที่มา – LVMH กำลังเจรจาขายแบรนด์ Marc Jacobs ด้วยมูลค่าคาดการณ์ถึง 3.2 หมื่นล้านบาท

จับสายลับกัมพูชา เป็นทหารยศร้อยโท เข้าสอดแนม พิกัดชายแดนไทยฝั่งจันทบุรี-ตราด

จับสายลับกัมพูชา เป็นทหารยศร้อยโท เข้าสอดแนม พิกัดชายแดนไทยฝั่งจันทบุรี-ตราด

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เหตุการณ์ไม่ปกติบริเวณชายแดนฝั่งตะวันออกของไทยได้กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการความมั่นคง หลังเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจังหวัดจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ได้ควบคุมตัวชายสัญชาติกัมพูชาที่ถูกสงสัยว่าเป็น สายลับกัมพูชา และเข้ามาสอดแนมข้อมูลทางทหารบริเวณชายแดนไทยฝั่งจันทบุรี-ตราด

ข้อมูลผู้ต้องสงสัยและเส้นทางการเข้ามาในไทย

ชายคนดังกล่าวคือ MR. OEUN KHOEM (คึม เอือน) อายุ 43 ปี สัญชาติกัมพูชา เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2025 ด้วยวีซ่า NON-B ซึ่งมีกำหนดหมดอายุในวันที่ 11 มีนาคม 2027 โดยระบุที่อยู่อาศัยไว้ที่ ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

แม้เอกสารจะยังอยู่ในสถานะถูกต้องตามกฎหมาย แต่ข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยข่าวกรองทำให้เจ้าหน้าที่เริ่มเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเขา หลังพบว่าเขาได้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวโพสต์ข้อความก่อความตึงเครียด เช่น ‘THAILAND ATTACKS FIRST CAMBODIA DEFENDS’ พร้อมรูปภาพที่ดูมีเจตนาชัดเจน

หลักฐานมัดตัว: เครื่องแบบทหารและโทรศัพท์มือถือ

ระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบ ชุดเครื่องแบบทหารกัมพูชา ซ่อนอยู่ในรถปิกอัพยี่ห้อมาสด้า ทะเบียน กล 2141 จันทบุรี และยังพบอีกชุดหนึ่งที่บ้านพักของเขา วัตถุเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ตอกย้ำความน่าสงสัยเกี่ยวกับตัวเขา

การสอบปากคำร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจันทบุรี และกองกำกับการสืบสวน ภูธรจังหวัดจันทบุรี แสดงให้เห็นว่า เอกสารของเขาถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถปิดบังเจตนาในการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ทางทหารได้

  • พบอุปกรณ์สื่อสารและสมาร์ทโฟนจำนวนมาก
  • ข้อมูลในมือถือถูกส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเพื่อถอดรหัสและวิเคราะห์
  • มีการติดต่อกับบุคคลต้องสงสัยในกัมพูชาอย่างสม่ำเสมอ

สารภาพภาพชัดเจน: รับเป็นทหารยศร้อยโท

ภายใต้การสอบสวนเข้มข้น OEUN KHOEM ให้การยอมรับว่าตนเองเป็น ทหารยศร้อยโท ในหน่วยข่าวกรองของกองทัพกัมพูชา หมายเลขประจำตัว 157625 และเข้ามาในไทยด้วยภารกิจลับเพื่อสอดแนมความเคลื่อนไหวของทหารไทยบริเวณชายแดน ทั้งนี้ ข้อมูลที่เขาเก็บรวบรวมจะถูกส่งกลับไปเพื่อใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการวางแผนในกรณีเกิดความขัดแย้ง

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ลับๆ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดด้านความมั่นคงชายแดนที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ หากไม่มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

การ จับสายลับกัมพูชา เป็นทหารยศร้อยโท เข้าสอดแนม พิกัดชายแดนไทยฝั่งจันทบุรี-ตราด ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของหน่วยข่าวกรองไทยที่สามารถป้องกันภัยคุกคามได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยรักษานิ่งสงบบนเส้นแบ่งประเทศได้เป็นอย่างดี

ประชาชนทั่วไปควรตระหนักว่า แม้จะดูไกลตัว แต่การเฝ้าระวังพฤติกรรมคนแปลกหน้าในพื้นที่ชายแดนถือเป็นหน้าที่ร่วมกัน หากพบสิ่งผิดปกติ ควรรายงานเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – จับสายลับกัมพูชา เป็นทหารยศร้อยโท เข้าสอดแนม พิกัดชายแดนไทยฝั่งจันทบุรี-ตราด

คอนเสิร์ต BIRD FANFEST 20XX เลื่อนจำหน่ายบัตรเป็น 1 ก.ย. นี้

บรรยากาศความตื่นเต้นของแฟนเพลงเบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ กำลังค่อยๆ ทวีความร้อนแรงขึ้นทุกที กับการกลับมาจัดคอนเสิร์ตใหญ่ในรูปแบบ BIRD FANFEST 20XX ที่แฟนๆ รอคอย แต่ล่าสุด ก็มีข่าวการปรับเปลี่ยนแผนการสำคัญที่ทุกคนควรรู้ ก่อนจะรีบกดซื้อบัตรในวันที่คาดหวังไว้

คอนเสิร์ต BIRD FANFEST 20XX เลื่อนจำหน่ายบัตรเป็น 1 ก.ย. นี้

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ทาง GMM Music ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า ได้ตัดสินใจเลื่อนการจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ต BIRD FANFEST 20XX จากกำหนดเดิมที่คาดว่าจะขายในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ไปเป็นวันที่ 1 กันยายน 2568 แทน โดยให้เหตุผลชัดเจนว่า เนื่องจาก “สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน และอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ” ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในหลายพื้นที่

นอกจากการแจ้งเลื่อนวันขายบัตรแล้ว ทีมงานยังได้แสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการภัยพิบัติ และร่วมส่งกำลังใจให้ทุกคนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย

เหตุผลที่การเลื่อนครั้งนี้มีความสำคัญ

การตัดสินใจเลื่อนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับโปรแกรมงาน แต่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของ GMM Grammy อย่างแท้จริง แสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นงานบันเทิงระดับประเทศ แต่ความปลอดภัยและจิตสำนึกของประชาชนมาก่อนเสมอ

แฟนๆ หลายคนอาจรู้สึกผิดหวังที่ต้องรอต่อไปอีกหนึ่งเดือน แต่หากมองในแง่ดี การเลื่อนครั้งนี้อาจเปิดโอกาสให้เตรียมตัวได้ดีขึ้นทั้งในด้านการวางแผนเดินทาง การจัดการงบประมาณ และโดยเฉพาะการจองคิวซื้อบัตรที่อาจมีการแข่งขันสูง

BIRD FANFEST 20XX มีอะไรพิเศษ?

สำหรับรายละเอียดคอนเสิร์ต BIRD FANFEST 20XX ถือว่าเป็นงานใหญ่ที่สุดของเบิร์ดในปีนี้ จัดขึ้นที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ในวันที่ 21-23 พฤศจิกายน 2568 แบ่งเป็นรอบการกุศลในวันศุกร์ที่ 21 พ.ย. และการแสดงเต็มรูปแบบในวันเสาร์-อาทิตย์

ไฮไลต์สำคัญคือการร่วมเวทีกันของนักร้องชายจาก 3 เจเนอเรชัน ได้แก่

  • บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
  • โจอี้-ภูวศิษฐ์ อนันต์พรสิริ
  • ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา

การรวมตัวนี้ไม่เพียงสร้างพลังความสนุก แต่ยังเป็นการเชื่อมสะพานดนตรีข้ามยุค ที่ควรค่าแก่การจับตามองอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ทีมงานขออภัยในความไม่สะดวก และขอขอบคุณทุกคนที่เข้าใจในเหตุผลด้านความปลอดภัยและเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมกำชับว่า โปรดติดตามข่าวสารอัปเดตจากช่องทาง official อย่าง Facebook เพจ GMM Grammy และ Bird Thongchai เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย

เข้าใจว่าแฟนเพลงหลายคนรอคอยคอนเสิร์ต BIRD FANFEST 20XX มาโดยตลอด แต่การรอคอยที่ปลอดภัย ย่อมดีกว่าความเร่งรีบในช่วงวิกฤต อย่าลืมตั้งเตือนในปฏิทินไว้ให้ดี วันที่ 1 กันยายนนี้ คือวันสำคัญที่คุณต้องพร้อมกดบัตร!

เคล็ดลับสำหรับแฟนๆ: เตรียมบัญชีที่ใช้ซื้อ ข้อมูลที่อยู่ และช่องทางชำระเงินให้เรียบร้อยล่วงหน้า ควรเช็กอินฟลูหน้าเว็บไซต์ก่อนเวลาอย่างน้อย 15 นาที และพยายามใช้เครือข่ายที่เสถียรที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการค้างหรือโหลดไม่ทัน

แม้ต้องรอต่อ แต่ความพิเศษของ BIRD FANFEST 20XX ยังคงมีครบ – ทั้งความสนุก ความอบอุ่น และความประทับใจที่เบิร์ดจะมอบให้แฟนๆ อย่างเต็มเปี่ยม

อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วมคอนเสิร์ตแห่งปีนี้! ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมตัวให้พร้อมวันที่ 1 กันยายนนี้

ที่มา – คอนเสิร์ต BIRD FANFEST 20XX เลื่อนจำหน่ายบัตรเป็น 1 ก.ย. นี้

นานาชาติยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง ย้ำทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลง

ข่าวดีจากเวทีการทูตในภูมิภาค เมื่อไทยและกัมพูชาสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้สำเร็จ หลังการเจรจาที่มาเลเซียเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าสำคัญที่ทั้งโลกจับตา โดยหลากหลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่างออกมากล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีกับ ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายรักษาสันติภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นานาชาติยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง ย้ำทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลึง

สหประชาชาติเป็นหนึ่งในองค์กรแรกที่ตอบสนองต่อข่าวดังกล่าว โดยนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า การบรรลุ นานาชาติยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง ย้ำทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลง เป็น “ก้าวสำคัญ” ในการยุติความขัดแย้งและความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน พร้อมเน้นย้ำให้ทั้งไทยและกัมพูชาเคารพข้อตกลงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการหาทางออกระยะยาวด้วยสันติวิธี

จีนชี้ ความสงบของไทย-กัมพูชา คือผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค

ทางด้านจีน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับทั้งสองประเทศ ก็ได้แสดงจุดยืนผ่านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย โดยระบุว่า ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ “ไม่อาจแยกจากกันได้” และเป็นมิตรที่ดีของจีน การรักษาสันติภาพและสงบยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นผลประโยชน์พื้นฐานของทุกฝ่าย

จีนยังชื่นชมบทบาทของอาเซียนที่เข้ามาผลักดันการหยุดยิงอย่างแข็งขัน โดยเน้นว่าจะยังคงสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับทั้งสองประเทศ เพื่อสนับสนุนบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา โดยไม่แทรกแซงกิจการภายใน

เสียงสนับสนุนจากตะวันตก: สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป

ไม่เพียงแต่ในภูมิภาคเอเชียเท่านั้น ที่มาของเสียงสนับสนุนยังมาจากตะวันตก โดยแคทเธอรีน เวสต์ รัฐมนตรีด้านกิจการอินโด-แปซิฟิกของสหราชอาณาจักร ได้ทวีตแสดงความยินดีกับข้อตกลงดังกล่าว พร้อมกล่าวยกย่องบทบาทของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย และการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาสำเร็จลุล่วง

เช่นเดียวกับหญิงหญิงกายา กัลลัส ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป ที่ระบุผ่านโพสต์ใน X (เดิมคือ Twitter) ว่า “ข้อตกลงหยุดยิงนี้เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ” หลังเกิดการปะทะอย่างรุนแรงหลายวัน และขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างสุจริตใจ พร้อมมอบความขอบคุณมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ความสงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องของสองประเทศ แต่เป็นผลสะท้อนสู่เสถียรภาพทั้งภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก ด้วยเหตุนี้ ความพยายามในการรักษา นานาชาติยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง ย้ำทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลง จึงต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว

ข้อคิดสุดท้าย: ข้อตกลงหยุดยิงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การบรรลุสันติภาพอย่างแท้จริงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง การเปิดใจเจรจา และความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งกลับมาทำลายสิ่งที่ทุกฝ่ายเพิ่งสร้างขึ้นอีกครั้ง

ที่มา – นานาชาติยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง ย้ำทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลง

โฆษกทบ. เผยกองทัพไทย-กัมพูชา หารือแล้ว ด้านโฆษกรัฐบาลระบุไทยเตรียมส่งหลักฐานแจง ‘สหรัฐฯ-จีน’ หลังกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงบ่ายนี้

ข่าวด่วนจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา! ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ได้มีความคืบหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ โดย โฆษกทบ. เผยกองทัพไทย-กัมพูชา หารือแล้ว ในประเด็นการหยุดยิงและคลี่คลายสถานการณ์ โดย พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เจรจาผ่านทางโทรศัพท์กับรองผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 ของกัมพูชา ในเรื่องการชะลอการยิง การไม่เคลื่อนย้ายหรือเสริมกำลัง และการร่วมมือช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสงคราม

โฆษกทบ. เผยกองทัพไทย-กัมพูชา หารือแล้ว: ข้อตกลงสำคัญกลางความตึงเครียด

ผลการประชุมเบื้องต้นระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ การหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ ห้ามยิงใส่ประชาชน การไม่เพิ่มกำลังทหารบริเวณชายแดน รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการส่งกลับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ทั้งยังตกลงให้มีการตั้งชุดประสานงานข้ามชาติ ฝ่ายละ 4 นาย เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังต้องรอผลการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568

รัฐบาลไทยเตรียมส่งหลักฐานให้สหรัฐฯ-จีน

ด้าน จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า กัมพูชายังคงมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในหลายพื้นที่ โดยรัฐบาลต้องรอข้อมูลจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 เพื่อยืนยันจุดที่มีการยิงและรวบรวมพยานหลักฐานประกอบ จากนั้นทางไทยจะส่งเอกสารทั้งหมดให้กับผู้สังเกตการณ์ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและจีน ภายในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อแสดงความโปร่งใสและขอความเป็นธรรมในเวทีนานาชาติ

จิรายุย้ำว่า รัฐบาลไทยได้ตั้งข้อสั่งการ 4 ด้านหลัก ได้แก่

  • ให้กองทัพปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนเต็มที่
  • ย้ำจุดยืนเรียกเอกอัครราชทูตกลับประเทศ
  • ให้กระทรวงมหาดไทยดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  • ให้ ศบ.ทก. สอบอพยพและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

แสดงความเป็นสุภาพบุรุษทางทหารแม้ถูกยั่วยุ

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ จิรายุเน้นว่ากองทัพไทยมีแนวทางทำสงครามอย่างสุภาพบุรุษ โดยไม่โจมตีเป้าหมายพลเรือน ต่างจากฝั่งกัมพูชาที่มีหลักฐานการยิงใส่พื้นที่ชุมชนไทยซึ่งเผยแพร่ไปทั่วโลก

รัฐบาลเน้นว่าจะรายงานสถานการณ์ทุกชั่วโมงผ่านช่องทางทางการ และขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในข้อมูลทางการ พร้อมเตือนภัย IO หรือสงครามข้อมูล ที่อาจมาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พยายามปลุกปั่นให้คนไทยแตกแยก

อย่าลืมว่า โฆษกทบ. เผยกองทัพไทย-กัมพูชา หารือแล้ว ไม่ใช่เพียงข่าวด่วน แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค การเผยแพร่ข้อมูลอย่างโปร่งใสจะช่วยรักษาสันติภาพอย่างยั่งยืน หากคุณมีข้อมูลจริง ช่วยแชร์ แต่ช่วยกันวิเคราะห์ด้วยเหตุผล

ร่วมเป็นพลังสังคมที่มีภูมิคุ้มกันต่อข่าวปลอม โดยตรวจแหล่งที่มาให้ดี และสนับสนุนหน่วยงานทางการที่รายงานข้อมูลอย่างน่าเชื่อถือ

ที่มา – โฆษกทบ. เผยกองทัพไทย-กัมพูชา หารือแล้ว ด้านโฆษกรัฐบาลระบุไทยเตรียมส่งหลักฐานแจง ‘สหรัฐฯ-จีน’ หลังกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงบ่ายนี้

‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ชี้ Global Compact กุญแจสู่โลกที่ยั่งยืน พลิกวิกฤต ‘3D’ สร้างสันติภาพและการเติบโต

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการเมืองโลกที่ตึงเครียด ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ นายกสมาคมเครือข่าย Global Compact แห่งประเทศไทย (GCNT) กลับมองว่า นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับการปรับตัวและดำเนินก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน ผ่านแนวทาง Global Compact ที่ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสเพื่อสร้างสันติภาพและการเติบโตอย่างแท้จริง

‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ชี้ Global Compact กุญแจสู่โลกที่ยั่งยืน พลิกวิกฤต ‘3D’ สร้างสันติภาพและการเติบโต

ตามที่Global Compact กำหนดไว้ 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป็นหัวใจสำคัญของโลกในอนาคต แต่ความคืบหน้าที่ยังช้า และวิกฤตหลายด้านที่เร่งตัวขึ้น กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนต้องลุกขึ้นมารับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการกับ ‘3D’ สามความท้าทายหลักที่ศุภชัยชี้ว่า จะกำหนดทิศทางของโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า

  • Digitalization: ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันมาแรง แต่ต้องใช้อย่างมีจริยธรรม หากใช้ผิดทางอาจสร้างช่องว่างทางสังคมหรือถูกดัดแปลงเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
  • Deglobalization: การเมืองโลกที่แบ่งขั้ว ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศลดลง ทั้ง ๆ ที่เราจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือความไม่เท่าเทียม
  • Decarbonization: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังคงพุ่งสูง ส่งผลต่อระบบนิเวศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจึงไม่อาจรอช้าได้

ความไว้ใจคือพื้นฐานของสันติภาพ

ศุภชัยเน้นย้ำว่า การจะพลิกวิกฤตทั้ง 3D ได้ ต้องเริ่มจากการฟื้นฟู ‘ความไว้ใจ’ ระหว่างผู้คนและประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ SDG ข้อที่ 16 ด้านสันติภาพและสถาบันที่เข้มแข็ง การเปิดเวทีเจรจา การแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และการออกแบบ Governance ที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คือสิ่งที่จำเป็น

เขาชี้ว่า “การขจัดความเกลียดชังด้วยความเกลียดชังนั้นไม่มีวันสำเร็จ แต่ต้องเริ่มจากใจที่เปิดรับและเข้าใจกัน” การหยุดยิงแม้เพียงช่วงสั้น ๆ ก็ยังสร้างพื้นที่ให้คนกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ นี่คือตัวอย่างของ Positive Impact จากการตั้งใจเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

เอกชนคือตัวเร่งแห่งการเปลี่ยนแปลง

ภาคธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรทางเศรษฐกิจ แต่เป็น ‘ผู้เร่งการเปลี่ยนผ่าน’ (Catalyst) ที่แท้จริง โดยเฉพาะผ่านการรายงาน ESG ที่ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 70% ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มดำเนินการแล้ว ทว่า ความเปลี่ยนแปลงระบบจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ SME และผู้ประกอบการนอกตลาดเข้ามาร่วมด้วย

‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ชี้ Global Compact กุญแจสู่โลกที่ยั่งยืน พลิกวิกฤต ‘3D’ สร้างสันติภาพและการเติบโต ทั้งในมุมของการพัฒนาเรื่องจริยธรรม คุณธรรม และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคม

ดิจิทัลและเทคโนโลยี ช่วยลดคอร์รัปชันได้อย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งความท้าทายในระบบเศรษฐกิจไทยคือ ‘เศรษฐกิจใต้ดิน’ ที่ประเมินว่าอาจถึง 50% ของ GDP การเดินหน้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) และการใช้ Digital ID จะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับ และลดการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการศึกษา ศุภชัยเสนอไอเดีย ‘Learning Center’ ที่เชื่อมโยงกับการแก้ปัญหา SDGs ให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง พร้อมการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อปลูกฝัง Mindset แห่งความยั่งยืน

ทิ้งท้ายด้วยแนวคิด ‘Forward Faster Together’ ที่สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือ เมื่อธุรกิจ เยาวชน และสังคมร่วมกันผลักดัน การเติบโตและความยั่งยืนจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ไม่มีผู้แพ้ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน — และนี่ก็คือโลกที่เรายังมีโอกาสสร้างได้จริง

ที่มา – ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ชี้ Global Compact กุญแจสู่โลกที่ยั่งยืน พลิกวิกฤต ‘3D’ สร้างสันติภาพและการเติบโต

ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ – เงินช่วยเหลือล่าช้า ประชาชนชายแดนเดือดร้อน

ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ ช่วยเหลือไม่ทันการณ์

เหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อมาเกือบ 1 สัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งมีประชาชนหลายแสนคนต้องหนีออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย และย้ายไปอยู่ในศูนย์อพยพชั่วคราวหลายร้อยแห่ง

แม้ความเดือดร้อนจะลุกลามทุกชั่วโมง แต่ความช่วยเหลือจากรัฐกลับมาช้ากว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุหลักนั้นไม่ใช่เพราะขาดงบประมาณ แต่เป็นเพราะข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ ที่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าพื้นที่นั้นคือ ‘เขตภัยพิบัติ’ หรือ ‘เขตสงคราม’ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น ‘ไม่กล้า’ ใช้เงินกลางหรือวงเงินรองรับฉุกเฉิน กลัวจะทำผิดระเบียบจนถูกลงโทษ

งบประมาณมี แต่ใช้ไม่ทันเวลา

ธนา กิจไพบูลย์ชัย ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 3 จากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า แม้ในพื้นที่จะมีการจัดตั้งศูนย์อพยพมาตั้งแต่วันแรก แต่การช่วยเหลือกลับต้องพึ่งพิง “เงินบริจาค” ของประชาชน ไม่ใช่เงินภาครัฐ เพราะยังไม่มีการประกาศใช้งบช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ

แม้ระเบียบกรมบัญชีกลางจะอนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติวงเงินทดรองได้สูงสุด 100 ล้านบาทต่อจังหวัด และให้เบิกย้อนหลังได้ แต่ข้าราชการยังลังเล เพราะกลัวจะถูกตรวจสอบภายหลัง หากไม่มีหนังสือสั่งการจากส่วนกลางชัดเจน โดยเฉพาะจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

  • จังหวัดศรีสะเกษมีเพียงอำเภอเดียวที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ
  • แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ใช้งบช่วยเหลือได้ หากเกิดภัยสงคราม แต่ยังขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
  • ชาวบ้านเสียค่าใช้จ่ายไปแล้วหลายหมื่น-แสนบาท ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ผ้าห่ม ยารักษาโรค แต่ยังไม่รู้ว่าจะเบิกคืนได้เมื่อไร

ประชาชนเป็นแรงผลักดันสำคัญ

ตวงทิพย์ จินตะเวช ส.ส. อุบลราชธานี เขต 11 ก็เล่าถึงความเดือดร้อนในพื้นที่เช่นกัน โดยขณะนี้อุบลราชธานีมีศูนย์อพยพอย่างเป็นทางการ 67 แห่ง และมีผู้ลี้ภัยกว่า 20,000 คน แต่ส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพา “น้ำใจของประชาชน” และ “ข้าวของบริจาค”

แม้มีอุปกรณ์และงบประมาณในระบบ แต่ขั้นตอนราชการยังช้า หน่วยงานต่างๆ ขาดความเชื่อมโยง และไม่มีคำสั่งชัดเจนจากส่วนกลางให้ “ลุยเลย” ส่งผลให้มือหน้าที่ท้องถิ่นต้องแบกรับภาระหนัก ต้องจัดการเองทั้งหมด

ธนา ได้เสนอแนวทางที่ควรทำทันที คือ “รัฐบาลควรโอนเงินตรงให้ อปท. โดยไม่ต้องผ่านอำเภอ” และให้ สตง. ตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งจะช่วยให้เงินถึงมือเร็วที่สุด เพราะ อปท. มีเจ้าหน้าที่ที่สามารถเบิกจ่ายได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีคำถามคาใจของชาวบ้าน เช่น ค่าใช้จ่ายเยียวยาครอบครัวละ 3,000 บาท จะพอใช้หรือไม่ ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อเป็นเดือน? แล้วสัตว์เลี้ยงที่สูญหายหนีตายไปกับเจ้าของล่ะ? มีการชดเชยไหม? เจ้าหน้าที่ทหารและอปท. ที่ทำงานหนักในพื้นที่ ได้รับความคุ้มครองหรือยัง?

ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ ไม่ใช่ข้ออ้าง เมื่อชีวิตคนเดือดร้อน รัฐบาลต้อง “ปลดล็อกด่วน” ไม่ใช่รอบทสรุปหรือรายงานจากเจ้าหน้าที่ แล้วค่อยตัดสินใจ ทุกวินาทีที่เสียไป คือคนที่กำลังหิว เหนื่อย และกลัวอยู่ในศูนย์อพยพ

เราโชคดีที่คนไทยยังมีน้ำใจ แต่เรื่องแบบนี้ไม่ควรพึ่ง “บุญคุณ” หรือ “จิตอาสา” เพียงอย่างเดียว รัฐต้องเข้ามากำหนดกรอบ คลายข้อจำกัด และปลดล็อกงบประมาณให้ตรงจุด ทันท่วงที

เมื่องบประมาณมีอยู่ 800,000 ล้านบาทในเงินกลาง 90,000 ล้านบาทในงบฉุกเฉิน ทำไมยังต้องให้ประชาชนบริจาค? ความจริงแล้ว ชาวบ้านไม่ต้องการช่วยด้วยตัวเองอีกต่อไป พวกเขายอมรับภาระมานานเกินไปแล้ว

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้อง “แสดงบทบาท” อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ “แสดงความเสียใจ”

Call to Action: คุณก็สามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้ เช่นการแชร์ข่าวนี้ หรือร่วมกันกดดันให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือ และแก้ไขข้อจำกัดด้านงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม อย่าให้ ‘ระเบียบ’ กลายเป็นกำแพงระหว่างรัฐกับประชาชนอีกต่อไป

ที่มา – ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ เกือบ 1 สัปดาห์ เงินยังไม่ถึงมือประชาชนชายแดน