ผู้เขียน: lalika69_admin

สภากทม. ไฟเขียวงบฯ เพิ่มเติม ปี 69 วงเงิน 3.2 หมื่นล้าน – ผู้ว่าฯ พร้อมรับข้อสังเกตเร่งแก้ปัญหาหนี้ รถไฟฟ้าสายสีเขียว

สภากทม. ไฟเขียวงบฯ เพิ่มเติม ปี 69 วงเงิน 3.2 หมื่นล้าน – ผู้ว่าฯ พร้อมรับข้อสังเกตเร่งแก้ปัญหาหนี้ รถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นหัวข้อที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อกรุงเทพมหานครจำเป็นต้องหามาตรการบริหารจัดการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อมหาประชาชนอย่างกว้างขวาง

สภากทม. ไฟเขียวงบฯ เพิ่มเติม ปี 69 วงเงิน 3.2 หมื่นล้าน – ผู้ว่าฯ พร้อมรับข้อสังเกตเร่งแก้ปัญหาหนี้ รถไฟฟ้าสายสีเขียว

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร ได้มีการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 4 ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 ซึ่งมีวาระสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณา ญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปี 69 โดย ภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย ประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้รายงานว่า ร่างข้อบัญญัติดังกล่าวมีวงเงินรวม 32,625,106,200 บาท ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ 48 เสียง ปราศจากเสียงคัดค้าน

ประเด็นสำคัญ: ความเสี่ยงด้านหนี้ O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวิสามัญ ได้提出 2 ข้อสังเกตที่สำคัญเพื่อให้สภาฯ ได้วินิจฉัย ได้แก่ 1) ปัญหาค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุง (O&M) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2) การเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อลดภาระดอกเบี้ย ซึ่งตามรายงาน ปรากฏว่า ความล่าช้าอาจก่อให้เกิดภาระทางการเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง

ที่น่าจับตา คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้กล่าวตอบรับ พร้อมแสดงความตั้งใจที่จะพิจารณาแนวทางใหม่ ทั้งในเรื่องการชำระหนี้ รวมถึงการปรับราคาค่าโดยสารให้สอดคล้องกับความเป็นจริง นับเป็นสัญญาณที่ดี ว่า ผู้บริหารเริ่มใส่ใจกับผลกระทบต่อผู้โดยสารมากขึ้น

วิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ: ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าต้องได้รับการแก้ไขทันที

จากข้อมูลที่เปิดเผย สภากทม. ไฟเขียวงบฯ เพิ่มเติม ปี 69 วงเงิน 3.2 หมื่นล้าน – ผู้ว่าฯ พร้อมรับข้อสังเกตเร่งแก้ปัญหาหนี้ รถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นตัวอย่างของการบริหารงบประมาณที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเชิงความยั่งยืนของโครงสร้างหนี้ ทั้งยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพการบริการที่ผู้ใช้ต้องได้รับ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หนี้จาก O&M มีผลกระทบไม่เพียงแค่เรื่องการเงิน แต่ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของระบบขนส่ง ที่หากไม่ได้รับการแก้ไขจะอาจทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลง จึงถือว่า ข้อสังเกตจากสภาฯ ครั้งนี้ถือเป็นเสียงเตือนที่สำคัญอย่างยิ่ง

หากพิจารณาในมุมกว้าง สภากทม. ไฟเขียวงบฯ เพิ่มเติม ปี 69 วงเงิน 3.2 หมื่นล้าน – ผู้ว่าฯ พร้อมรับข้อสังเกตเร่งแก้ปัญหาหนี้ รถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของหน่วยงานท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ และยังแสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างสภา/ผู้ว่าฯ สามารถเป็นหนึ่งกลไกในการก้าวผ่านวิกฤตทางการเงิน

ในฐานะผู้ติดตาม คุณควรให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ เพราะ คุณคือผู้ใช้บริการโดยตรง และมีสิทธิ์ที่จะได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพ อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวในอนาคต ว่าจะมีการปรับค่าโดยสารหรือมาตรการใดเพิ่มเติม

ที่มา – สภากทม. ไฟเขียวงบฯ เพิ่มเติม ปี 69 วงเงิน 3.2 หมื่นล้าน – ผู้ว่าฯ พร้อมรับข้อสังเกตเร่งแก้ปัญหาหนี้ รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ถนนชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงโป่งน้ำร้อน จันทบุรี พร้อมใช้งานเคลื่อนกำลังพล

ถนนชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงโป่งน้ำร้อน จันทบุรี พร้อมใช้งานเคลื่อนกำlังพล

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางกองทัพเรือได้ออกมาเปิดเผยข่าวสำคัญเกี่ยวกับความคืบหน้าในการก่อสร้างถนนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดย ถนนชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงโป่งน้ำร้อน จันทบุรี พร้อมใช้งานเคลื่อนกำlังพล ตามที่มีการวางแผนไว้อย่างละเอียด

จากข้อมูลที่ได้รับ พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้ระบุว่า ถนนสายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคง ตลอดจนการส่งกำลังบำรุง รวมถึงการเคลื่อนกำlังพลในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่อาจเกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชายแดนอันเป็นจุดร้อน ซึ่งมีทั้งพื้นที่รูปตัวยู และ ตัวก. ที่เคยเกิดการลุกล้ำอธิปไตยจากฝั่งกัมพูชา

วิศวกรรมทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตย

การดำเนินการตัดคูเลต ถมดิน ปรับภูมิประเทศ ตลอดจนการระดมทรัพยากร แรงงาน ร่วมกับประชาชนพื้นที่ ถือเป็นความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ในการช่วยกันฟื้นฟูพื้นที่ ให้กลับมาเป็นดินแดนของไทย ตามที่มีประวัติศาสตร์และกฎหมายรับรอง ถนนชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงโป่งน้ำร้อน จันทบุรี พร้อมใช้งานเคลื่อนกำlังพล นี้ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวป้องกันชายแดน

ปัจจุบันมีการรายงานความคืบหน้าไปแล้ว 13 กิโลเมตร จากความยาว 15 กิโลเมตร ทั้งยังมีแผนปรับปรุงพื้นผิวด้วยลูกรัง ทำให้พื้นที่พร้อมสำหรับยานยนต์ อาวุธหนัก และการเคลื่อนกำlังพลทางยุทธวิธี

ความตึงเครียดยังคงอยู่ ความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญ

แม้จะมีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่แต่สถานการณ์ชายแดนจันทบุรี-ตราด ยังคงมีความซับซ้อน บางพื้นที่ยังไม่มีการสับเปลี่ยนกำlังพล เนื่องจากการรักษาความมั่นคง รักษาอธิปไตย คือภารกิจสำคัญ ที่ไม่อาจประมาทได้แม้แต่น้อย ทหารเรือจึงต้องยังคงตรึงกำlังไว้ พร้อมทั้งติดตามประเด็นการลุกล้ำจากฝั่งกัมพูชา ทั้งสิ่งปลูกสร้าง คูเลต ป่ายาง ไปจนถึงฐานที่มั่น ที่ยังอยู่ในจุดหมายทบทวน

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายติดตั้งรั้ว 17 จุดในพื้นที่ ตามมติ สมช. ที่ได้รับความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย ยิ่งทำให้ความมั่นคงและปลอดภัย ทั้งของประชาชนและหน่วยทหารในพื้นที่ดีขึ้น ซึ่งโครงการ ถนนชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงโป่งน้ำร้อน จันทบุรี พร้อมใช้งานเคลื่อนกำlังพล มีบทบาทเป็นศูนย์กลาง ทั้งในด้านการป้องกัน ดูแล และบูรณาการ

เรียกได้ว่า ความร่วมมือ ความเข้าใจ ความจริงใจ ของประชาชนและเจ้าหน้าที่ มีความสำคัญไม่แพ้การยุทธวิธีใดๆ ที่ทำให้อาณาเขตไทยยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ กำลังใจจากสังคมคือพลังสำคัญ ที่ทำให้กองทัพเรือมั่นใจว่า จะปกป้องพรมแดน 1 ตารางนิ้ว ด้วยหัวใจและอาวุธ

หากคุณเป็นผู้ที่ใส่ใจเรื่องความมั่นคง นวัตกรรม และความร่วมมือ อย่าพลาดติดตามเครือข่ายข่าวสารต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามพัฒนาการของอีกหลากหลายโครงการที่มีความหมายต่ออนาคตของบ้านเมือง รวมถึง ถนนชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงโป่งน้ำร้อน จันทบุรี พร้อมใช้งานเคลื่อนกำlังพล ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

ที่มา – โฆษก ทร. เผย สิ้นต.ค.นี้ ถนนชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงโป่งน้ำร้อน จันทบุรี พร้อมใช้งานเคลื่อนกำlังพล

ใช้หุ่นยนต์ลุยรื้อ สน.สามเสน พร้อมถมทรายกว่า 5,000 ลบ.ม. เพิ่มความมั่นคงของผนังดิน

เมื่อเร็วๆ นี้ สถานการณ์ถนนสามเสน ซึ่งเกิดการทรุดตัวจนทำให้อาคารบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบ ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนและผู้ติดตามข่าวสารทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีรายงานว่า ใช้หุ่นยนต์ลุยรื้อ สน.สามเสน พร้อมถมทรายกว่า 5,000 ลบ.ม. เพิ่มความมั่นคงของผนังดิน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ใช้หุ่นยนต์ลุยรื้อ สน.สามเสน พร้อมถมทรายกว่า 5,000 ลบ.ม. เพิ่มความมั่นคงของผนังดิน

วันที่ 5 ตุลาคม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณถนนสามเสน ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ พบว่าอาคาร สน.สามเสน ยังคงมีการขยับและทรุดตัวอยู่เล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา ทีมงานได้นำหุ่นยนต์ขึ้นไปรื้อถอนโครงสร้างบางส่วนของอาคาร เช่น กรอบหน้าต่าง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้เป็นมติจากคณะกรรมการด้านเทคนิคที่มีผู้เชี่ยวชาญในการประเมินสถานการณ์ โดยได้รับมอบหมายจากรัฐบาล

ระบายน้ำ-ฉีดซีเมนต์ ป้องกันผนังดินทรุด

นอกจากการรื้อถอน ยังมีการดำเนินการถมทรายอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อคืนได้ถมทรายไป 800 คิว หรือประมาณ 3,800 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งวันนี้ตอนเช้า ได้มีการถมทรายเพิ่มอีก 1,200 ลูกบาศก์เมตร รวมเป็นปริมาณทรายกว่า 5,000 ลูกบาศก์เมตร ที่ถูกใช้ในการเสริมความมั่นคงของผนังดิน ช่วยลดความเสี่ยงจากการทรุดตัวในอนาคต

ทั้งนี้ อาคารโดยรอบที่อาจได้รับผลกระทบอยู่ในระดับที่ปลอดภัย ไม่มีการเคลื่อนตัวหรือขยับมากผิดปกติ สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจต่อประชาชนได้เป็นอย่างดี

เตรียมฉีดซีเมนต์ พร้อมเปิดบริการโรงพยาบาล

ในขั้นตอนถัดไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการฉีดซีเมนต์รอบผนังดินในพื้นที่ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและทำให้สามารถดำเนินโครงการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินต่อได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง ทั้งนี้ โรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้เปิดให้บริการตามปกติแล้ว ผู้ป่วยที่มีการนัดหมายก่อนหน้าสามารถเข้ารับบริการได้ตามตาราง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีทันสมัย เช่น หุ่นยนต์เข้ามาใช้งาน เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการวิกฤติอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องเดินทางผ่านย่านสามเสน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมติดตามการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ใช้หุ่นยนต์ลุยรื้อ สน.สามเสน พร้อมถมทรายกว่า 5,000 ลบ.ม. เพิ่มความมั่นคงของผนังดิน

ทุกสิ่งที่ต้องจำก่อนดู ‘Tron: Ares’

โลกของ Tron กลับมาบนจอเงินอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ด้วย Tron: Ares ซึ่งเป็นโลกที่ซับซ้อนกว่าที่คุณอาจคิด Ares เป็นภาคที่สามของแฟรนไชส์ Tron ที่มีทั้งภาพยนตร์แอนิเมชันทีวี เกม คอมิก และอื่นๆ อีกมากมาย ความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดจากในปี 1982 ผู้เขียนและผู้กำกับ Steven Lisberger สร้างโลกคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัย ด้วยกฎเกณฑ์ ภาษา และอื่นๆ ของตัวเอง

Tron มุ่งเน้นไปที่การสร้างโลกทั้งบนจอและนอกจอ และแทนที่จะนั่งดูภาพยนตร์สองภาคแรก (ซึ่งแน่นอนว่าเราขอแนะนำให้ทำ) เราอยากให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องราว ตัวละคร และกฎของโลกนี้ เพื่อให้คุณสามารถกระโดดเข้าสู่ Tron: Ares ในวันที่ 10 ตุลาคมได้อย่างเต็มตัว มาดูกันเลย

ทุกสิ่งที่ต้องจำก่อนดู ‘Tron: Ares’

ลองนึกภาพโลกภายในคอมพิวเตอร์ของคุณ โปรแกรมแต่ละตัวมีรูปร่างเหมือนคน และคุณที่อยู่หน้าคีย์บอร์ดหรือเมาส์คือผู้ควบคุม โลกนี้เรียกว่า “The Grid” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่จริงหรือเข้าถึงได้ จนกระทั่ง Kevin Flynn ทำได้

Kevin Flynn ซึ่งรับบทโดย Jeff Bridges เป็นโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะที่ถูกไล่ออกจากบริษัท Encom และเปิดอาร์เคดของตัวเองชื่อ Flynn’s Encom ตอนนี้ถูก Ed Dillinger บริหาร ซึ่งขโมยผลงานของ Flynn และรับเครดิตเอง เพื่อพิสูจน์ว่าเขาถูกขโมย Flynn บุกเข้า Encom และถูกส่งไปยัง The Grid โดยโปรแกรมรักษาความปลอดภัยชั่วร้ายชื่อ MCP หรือ Master Control Program เมื่ออยู่ใน The Grid Flynn ตระหนักว่าทักษะคอมพิวเตอร์ของเขาทำให้เขาเป็นพลังที่แข็งแกร่ง และด้วยความช่วยเหลือจากโปรแกรมอื่นๆ เขาก็ทำลาย MCP และพิสูจน์ว่า Dillinger ขโมยผลงานของเขา สุดท้ายเขากลายเป็น CEO ของ Encom

ชื่อภาพยนตร์ Tron มาจากโปรแกรมรักษาความปลอดภัยฮีโร่ที่ปกป้อง The Grid เขารับบทโดย Bruce Boxleitner (ซึ่งยังรับบทเป็นเพื่อนสนิทของ Flynn ชื่อ Alan Bradley) และเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ช่วย Flynn เอาชนะ MCP ในภาคแรก ตัวละครนี้กลับมาใน Tron: Legacy ก่อนอื่นในฐานะ “Rinzler” ที่ถูกโปรแกรมใหม่ให้เป็นตัวร้าย แล้วกลับมาด้านดีและเสียสละตัวเองเพื่อ Flynn

Tron ยังเป็นชื่อเกมที่ Kevin Flynn สร้างที่ Encom หลังจากประสบการณ์ใน The Grid ซึ่งกลายเป็นเกมยอดนิยมในโลกของภาพยนตร์

กฎพื้นฐานของ The Grid และทุกสิ่งที่ต้องจำก่อนดู ‘Tron: Ares’

ใน The Grid มี “programs” (ซึ่งเข้าใจง่าย) และ “users” จนถึงตอนนี้ มีผู้ใช้เพียงคนเดียวที่เข้าสู่และปรากฏตัวใน The Grid: Flynn และขณะที่อยู่ที่นั่น เขาต้องหลีกเลี่ยงการถูก “derezzed” ซึ่งหมายถึง “ถูกฆ่า” เมื่ออยู่ใน The Grid ชีวิตของคนๆ หนึ่งผูกติดกับ “identity disc” ที่สวมไว้ด้านหลัง

เกมเป็นส่วนสำคัญของ The Grid บางครั้งเกมเหล่านี้ถูกควบคุมโดยผู้ใช้ แต่บ่อยครั้งเกิดขึ้นระหว่างโปรแกรมเพื่อแสดงการคำนวณ เกมดังที่สุดคือ Lightcycle ซึ่งคล้ายเกม Snake แบบหรูหราที่คุณชนขอบเขตของตัวเองไม่ได้ ภาคที่สอง Tron: Legacy แนะนำเกมอื่นๆ รวมถึงเกมโยน disc ใส่กัน

เจ็ดปีหลังจากเป็น CEO ของ Encom Kevin Flynn หายตัวไป ทิ้งลูกชาย Sam ไว้ ด้วยการสันนิษฐานว่า Kevin ตาย Sam กลายเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ Encom เขายังเด็ก ดังนั้นคนอื่นเข้ามาบริหารจนเขาอายุมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Ed Dillinger Jr. ลูกชายของผู้บริหารที่เสื่อมเสียจากภาคแรก รับบทโดย Cillian Murphy

เมื่อสัญญาณลึกลับเรียก Sam ที่โตแล้ว (Garrett Hedlund) กลับไปยังอาร์เคดร้างของพ่อ เขาถูกส่งไปยัง The Grid และกลายเป็นผู้ใช้คนที่สองที่ปรากฏตัวที่นั่น ขณะนั้น Sam พบพ่อของเขา Kevin ซึ่งติดอยู่ในนั้น นานปีก่อน Kevin พยายามใช้และสร้าง The Grid ให้เป็นประโยชน์ต่อโลกจริง ด้วยความช่วยเหลือจาก Tron และโปรแกรมที่เขาสร้างชื่อ Clu ซึ่งเป็นตัวคู่ดิจิทัลของเขา

จากนั้น Kevin และ Clu ค้นพบรูปแบบชีวิตใหม่ทั้งหมดใน The Grid ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “Isos” (isomorphic algorithms) Kevin คิดว่า Isos คือก้าวกระโดดที่เขาต้องการเพื่อเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น แต่ Clu ไม่เห็นด้วยและก่อกบฏ เขาทำลาย Isos จับ Flynn และยึด The Grid

ตลอด Legacy เราดู Sam, Kevin และ Iso สุดท้าย Quorra (Olivia Wilde) ร่วมมือกันเพื่อเอาชนะ Clu และช่วย Kevin กับ Sam ออกจาก The Grid

เพื่อช่วย Sam และ Quorra Flynn รวมตัวกับ Clu ซึ่งทำลายทั้งคู่ หรืออย่างน้อยเราคิดแบบนั้นก่อนเห็นตัวอย่าง Ares

Tron: Legacy จบลงด้วย Sam ที่ควบคุม Encom เต็มตัว กับ Quorra ในโลกจริง เธอเป็นกุญแจสู่การวิวัฒนาการมนุษย์และดิจิทัลใหม่ เนื่องจากเธอไม่ได้ถูกสร้างทางชีวภาพ ภาพยนตร์จบด้วยคำสัญญาแห่งอนาคตที่ค้างคา

จากตัวอย่าง Tron: Ares เรารู้ว่า Encom กลายเป็นบริษัทเกมวิดีโอที่ประสบความสำเร็จ และ Dillinger อีกคน Julian (Evan Peters) มีบริษัทคู่แข่งและรัน Grid ของตัวเอง เรื่องราวจาก Tron: Legacy จะมีส่วนไหม? เราไม่รู้ แต่ตอนนี้คุณรู้แล้วว่า The Grid, user, Identity Disc, lightcycles, Kevin Flynn และ Flynn’s Arcade คืออะไร นั่นคือสิ่งสำคัญ

Tron และ Tron: Legacy สตรีมบน Disney+ แล้ว Tron: Ares เข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 10 ตุลาคม

อยากรู้ข่าว io9 เพิ่ม? ดูวันปล่อย Marvel, Star Wars, และ Star Trek ล่าสุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปกับ DC Universe บนจอเงินและทีวี และทุกอย่างที่ต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ทุกสิ่งที่ต้องจำก่อนดู ‘Tron: Ares’ จะช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับภาพยนตร์ได้เต็มที่ อย่าลืมดูภาคเก่าเพื่อเข้าใจโลกดิจิทัลที่ล้ำสมัยนี้!

ที่มา – Everything to Remember Before Seeing ‘Tron: Ares’

10% ผืนดินโลกเสี่ยงไฟป่าพิบัติ

ในเดือนมกราคม ปีนี้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาเกือบ一个月ต่อสู้กับไฟป่ากว่าโหลในลอสแองเจลิส แม้จะพยายามเต็มที่ แต่ไฟป่าขนาดใหญ่สองแห่งอย่าง Eaton และ Palisades ยังคงกลายเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับสองและสามในประวัติศาสตร์แคลิฟอร์เนีย ร่วมกันเผาผืนดิน 38,000 เอเคอร์ ทำลายโครงสร้าง 16,000 แห่ง และคร่าชีวิตผู้คน 31 ราย

ส่วนที่ทำให้เรื่องนี้เศร้าสร้อยคือ มันไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป ทั่วโลก จากชิลีไปแคนาดา กรีซ ออสเตรเลีย โปรตุเกส แอลจีเรีย และสหรัฐฯ ภัยพิบัติไฟป่าที่รุนแรงและควบคุมยากแบบนี้กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ ใหม่ การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อวันพฤหัสบดี เผยให้เห็นขอบเขตของการเพิ่มขึ้นทั่วโลกนี้ พบว่าพื้นที่เสี่ยงภัยไฟป่าสูงใกล้ชุมชนมนุษย์ครอบคลุม 10% ของผืนดินโลก

การศึกษาพบว่า 10% ของผืนดินโลกเสี่ยงภัยพิบัติไฟป่า

“การเพิ่มขึ้นของภัยพิบัติไฟป่าไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นความจริง” ดร.คริสตัล โคลเดน ผู้ร่วมวิจัยและรองศาสตราจารย์ผู้อำนวยการศูนย์ความยืดหยุ่นต่อไฟของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมอร์เซด กล่าวในแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัย “เป็นเวลาหลายทศวรรษ ไฟป่าเคยกระทบพื้นที่ที่ไม่มีคนอยู่อาศัยมากนัก แต่ไฟป่าทันสมัยกำลังคร่าชีวิตผู้คนมากขึ้นและทำลายบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าเดิม”

นักวิจัยวิเคราะห์บันทึกภัยพิบัติไฟป่าทั่วโลกจากปี 1980 ถึง 2023 โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลส่วนตัวของบริษัทประกันภัย Munich Re และฐานข้อมูลสาธารณะสากล พวกเขามุ่งเน้นเหตุการณ์ที่คร่าชีวิต 10 รายขึ้นไป หรือติดอันดับ 200 อันดับต้น ๆ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุด

จากไฟป่า 200 ลูกที่แพงที่สุด 43% เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นสี่เท่าของภัยพิบัติไฟป่าเชิงเศรษฐกิจ และเพิ่มขึ้นสามเท่าของไฟป่าที่คร่าชีวิต 10 รายขึ้นไปตั้งแต่ปี 1980

การเพิ่มขึ้นของความหายนะนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการลงทุนดับเพลิงที่พุ่งสูง ในสหรัฐฯ การใช้จ่ายด้านการปราบปรามไฟของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าเป็น 4.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 แต่ภัยพิบัติอย่างไฟลอสแองเจลิส ไฟลาฮานา และไฟ Durkee กลับเกิดขึ้นบ่อยขึ้น

การคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติไฟป่า

ทีมวิจัยยังพัฒนาแบบจำลองที่มองเกินช่วงเวลาศึกษา เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงไฟป่าสูงใกล้ชุมชนมนุษย์ ซึ่งเผยให้เห็นความเสี่ยงต่อชีวิตใน 10% ของพื้นที่ดินโลก และช่วยให้พวกเขาคาดการณ์ภัยพิบัติใหญ่ได้สำเร็จ เช่น ไฟลอสแองเจลิส และไฟ Las Tablas ในชิลีปี 2024 ที่คร่าชีวิต

“นี่คือแผนที่นำทางสำหรับสถานที่ที่ภัยพิบัติครั้งต่อไปมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุด” ดร.เดวิด โบว์แมน ศาสตราจารย์และผู้อำนวยการศูนย์ไฟของมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย กล่าวในแถลงการณ์ “แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เปลี่ยนเกมพื้นฐาน เราต้องปรับตัวให้อยู่กับไฟ ไม่ใช่แค่ต่อสู้กับมัน”

นักวิจัยพบว่าสภาพอากาศ “ภัยพิบัติสุดขีด” กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น สภาพอากาศไฟรุนแรงและการแห้งแล้งของชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตั้งแต่ปี 1980 ขณะที่ภัยแล้งรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่า สามเท่า ครึ่งหนึ่งของภัยพิบัติทั้งหมดที่วิเคราะห์เกิดขึ้นในสภาวะที่เอื้อต่อไฟป่าที่สุดในบันทึก

“ส่วนใหญ่ของภัยพิบัติไฟป่าทั่วโลกเกิดขึ้นด้วยสภาพอากาศไฟนรกที่ครอบงำความพยายามดับเพลิง” ดร.จอห์น อบาซโซกลู ศาสตราจารย์และนักอุตุนิยมวิทยาที่ UC Merced กล่าวในแถลงการณ์ “ยิ่งไปกว่านั้น สภาพอากาศไฟสุดขีดเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นบ่อยขึ้น เพิ่มโอกาสของไฟป่าพิบัติ” เขากล่าวเพิ่ม “ในขณะที่เราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในไฟป่าระบาดในแคลิฟอร์เนีย ปัจจัยเดียวกันได้เกิดขึ้นทั่วโลก”

“มันชัดเจนและไม่คลุมเครือว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีบทบาท” ดร.คาลัม คันนิงแฮม ผู้วิจัยหลังปริญญาเอกที่ศูนย์ไฟของมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย กล่าวกับ The Guardian “นี่ไม่ใช่แค่ไฟใหญ่ขึ้น แต่เป็นไฟที่เกิดในสภาพอากาศสุดขีดที่เพิ่มขึ้น ทำให้หยุดยั้งไม่ได้”

ภัยพิบัติไฟป่าที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่เพียงกระทบสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก การศึกษานี้เน้นย้ำความจำเป็นในการวางแผนและปรับตัว เช่น การสร้างเขตกันชนรอบชุมชน การจัดการป่าอย่างยั่งยืน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เราควรเริ่มเตรียมพร้อมวันนี้เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินจากภัยคุกคามที่กำลังใกล้เข้ามา

ที่มา – 10% of Earth’s Land Is at Risk of Wildfire Disaster, Study Finds

ชมโมเดลจำลองสวยงามใน Frankenstein ของเดล โตโร

เหลืออีกไม่กี่สัปดาห์ เราก็จะได้ชมภาพยนตร์ที่กิเยร์โม่ เดล โตโรเกิดมาเพื่อสร้างมัน นั่นคือ Frankenstein สุดยอดผลงานที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 17 ตุลาคม ก่อนสตรีมบน Netflix วันที่ 7 พฤศจิกายน ผู้กำกับรางวัลออสการ์คนนี้เพิ่งแชร์ภาพเบื้องหลังที่สวยงามมากๆ มาให้เราได้ดู

โมเดลจำลองสวยงามใน Frankenstein ของกิเยร์โม่ เดล โตโร

บนแพลตฟอร์ม X เดล โตโรโพสต์ภาพใหม่ๆ จากการถ่ายทำภาพยนตร์ทั้งหมด 9 ภาพ บางภาพเป็นนักแสดงระหว่างพักเบรก แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือภาพของ โมเดลจำลองสวยงามใน Frankenstein ของกิเยร์โม่ เดล โตโร ที่ใช้ในการผลิต อาคารขนาดใหญ่ ลานกว้าง และเครื่องจักรยักษ์ใหญ่ ทุกอย่างถูกสร้างในสเกลเล็กๆ แต่เมื่อนำไปใช้ในภาพยนตร์ จะดูยิ่งใหญ่สมจริงบนจอ

ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเตรียมโมเดลจำลองที่ละเอียดอ่อน เช่น การประกอบส่วนต่างๆ ของฉากย่อย หรือการตกแต่งให้สมจริง กิเยร์โม่ เดล โตโรเชื่อในพลังของงานปฏิบัติจริง (practical effects) ซึ่งเป็นหัวใจของสไตล์การกำกับของเขา ทำให้ภาพยนตร์มีมิติที่ CGI ไม่สามารถเลียนแบบได้

รายละเอียดน่าทึ่งของโมเดลจำลองสวยงามใน Frankenstein

จากภาพที่แชร์ เรายังไม่เห็นภาพยนตร์เต็มๆ แต่รายละเอียดในโมเดลเหล่านี้ช่างน่าประทับใจ ตั้งแต่พื้นผิวที่ดูสมจริง ไปจนถึงการจัดแสงที่ช่วยให้ดูมีชีวิตชีวา นี่คือสิ่งที่เราคาดหวังจากเดล โตโร ผู้ที่มีบ้านหลังที่สองเต็มไปด้วยของสะสมภาพยนตร์,神话 และไอเท็มต่างๆ ที่สะท้อนถึงความหลงใหลของเขา

โมเดลจำลองสวยงามใน Frankenstein ของกิเยร์โม่ เดล โตโร ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ประกอบฉาก แต่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรื่องราวของเมอรี เชลลีย์มีชีวิตอีกครั้ง ภาพหนึ่งแสดงการเตรียมโมเดลส่วนย่อย อีกภาพเป็นขั้นตอนการตกแต่งสุดท้าย ที่ทำให้ทุกอย่างดูน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ยังมีภาพนักแสดงอื่นๆ เช่น ออสการ์ ไอแซคที่กำลังสวมบทศิลปินดังเบอร์นี่ ไรท์สัน (ดูได้ที่ลิงก์นี้: คลิกที่นี่) ภาพไอแซคบนกองถ่าย (คลิกที่นี่) ภาพดัน ลอสเทน ผู้กำกับภาพที่สวยงามด้วยแสงหลัง (คลิกที่นี่) และภาพมีอา กอธที่กำลังถือกะโหลกศีรษะ สมกับชื่อของเธอ (คลิกที่นี่)

ภาพยนตร์ Frankenstein เขียนและกำกับโดยกิเยร์โม่ เดล โตโร ดัดแปลงจากนิยายของเมอรี เชลลีย์ นำแสดงโดยออสการ์ ไอแซคในบทดร.แฟรงเกนสไตน์, เจค็อบ เอลอร์ดีในบทสัตว์ประหลาด, มีอา กอธ, เฟลิกซ์ คัมเมอเรอร์, เดวิด แบรดลีย์, ลาร์ส มิคเคลเซ่น, คริสเตียน คอนเวอรี่, ชาร์ลส์ แดนซ์ และคริสทอฟ วอลซ์

การใช้โมเดลจำลองสวยงามใน Frankenstein ของกิเยร์โม่ เดล โตโร แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างโลกที่จับต้องได้ ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความน่ากลัวและความงามของเรื่องราวคลาสสิกนี้ ด้วยเทคนิคเหล่านี้ ภาพยนตร์น่าจะเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเดล โตโร

หากคุณหลงรักภาพยนตร์แนวนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารล่าสุดจาก io9 เกี่ยวกับการเปิดตัว Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who เพื่อไม่พลาดอัปเดตที่น่าตื่นเต้น

ในฐานะแฟนภาพยนตร์ ผมเชื่อว่าการใช้ practical effects แบบนี้จะทำให้ Frankenstein โดดเด่นเหนือกว่าเรื่องอื่นๆ มันคือศิลปะที่แท้จริง ลองนึกภาพความมหัศจรรย์ที่รออยู่บนจอ!

  • โมเดลจำลองช่วยเพิ่มความสมจริงให้ฉากใหญ่ๆ
  • เดล โตโรมักใช้เทคนิคนี้ในผลงานก่อนหน้า
  • เตรียมตัวรับชมความงามของ Frankenstein

ที่มา – Look at the Gorgeous Practical Miniatures Guillermo del Toro Used on ‘Frankenstein’

รีวิว Oakley Meta HSTN: แว่น AI กีฬาแผนสับสน

ไม่ว่าผมจะใช้เวลากับการเขียนและคิดเกี่ยวกับ гаджет นานแค่ไหน ก็ยังมีบางสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือความก้าวหน้า ไม่ใช่แค่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น แต่รวมถึง ความเร็ว ที่มันเกิดขึ้นด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ แว่นอัจฉริยะ

เมื่อวานนี้ (ไม่ใช่ตามตัวอักษร แต่หมายถึงในอดีตอันใกล้) Meta ขายแว่นคู่เดียว: แว่น Ray-Ban Meta AI (รุ่นที่ 1) ซึ่งไม่มีหน้าจอ แต่มาพร้อมผู้ช่วยเสียง ลำโพงเปิด และกล้องในตัว ตอนนี้? ไม่ใช่แค่มีหลายรุ่นของแว่นอัจฉริยะเหล่านั้น แต่ยังมีเวอร์ชันที่เรียกว่า Meta Ray-Ban Display ที่มีหน้าจอในตัว และนั่นเป็นแค่ หนึ่งเส้นทาง ของแว่น AI; ยังมีเส้นทางอื่นที่ Meta ทำแว่น AI สำหรับกีฬา ร่วมกับ Oakley แทน EssilorLuxottica เจ้าของ Ray-Ban

ความหลากหลายนี้ให้ตัวเลือกมากขึ้นสำหรับใครที่สนใจซื้อแว่นอัจฉริยะ แต่ก็หมายถึงต้องคิดมากขึ้น คุณไม่ใช่แค่ตัดสินใจว่าต้องการแว่นอัจฉริยะหรือไม่ แต่ยังต้องเลือกว่าคู่ไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ อย่าง гаджет ทุกตัว ทางที่ดีคือตอบคำถามนี้ทีละคู่ เราสามารถเริ่มจากจุดเริ่มต้นใหม่ได้

รีวิว Oakley Meta HSTN: แว่น AI กีฬาแผนสับสน

แว่น Oakley Meta HSTN AI บันทึกวิดีโอ 3K และมีแบตเตอรี่ที่ยาวนาน แต่ยังไม่ก้าวหน้ากว่าของ Oakley และ Meta อย่างรุ่น Vanguard

ข้อดี

  • บันทึกวิดีโอความละเอียด 3K
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมง
  • เสียงลำโพงดังและชัดเจนกว่า
  • ออกแบบสำหรับกีฬา กระชับไม่หลุดง่าย

ข้อเสีย

  • การสวมใส่กระชับเกินไปสำหรับบางคน
  • ยังไม่บันทึก 60 fps (แต่จะอัปเดตเร็วๆ นี้)
  • กันน้ำระดับ IPX4 เท่ากับรุ่นเก่า
  • ตำแหน่งในตลาดสับสนเมื่อเทียบกับรุ่นอื่น

ตอนนี้มีแว่น Oakley Meta AI สมาร์ทสองคู่ที่ซื้อได้ แต่คู่ที่หาได้ง่ายคือ Meta’s HSTN (ออกเสียงว่า how-stuhn) ที่วางขายในเดือนสิงหาคม สรุปสั้นๆ HSTN ออกแบบสำหรับกีฬา นอกจากกรอบที่ต่างจาก Ray-Ban แล้ว ยังบันทึกวิดีโอ 3K (เหมือน Ray-Ban Meta Gen 2 ล่าสุด) และมีฟีเจอร์ที่เหมาะกับกีฬาแอคชัน

เริ่มจากสิ่งแรกที่คุณสังเกตเห็น—รูปลักษณ์ แตกต่างจาก Ray-Ban ที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยม HSTN มีเลนส์กลมกรอบมุมเหลี่ยม มันเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ผมคิดว่าดีไซน์ HSTN อาจทำให้คนเห็นต่างมากกว่า Ray-Ban ที่ใส่แล้วเข้ากับคนส่วนใหญ่ ผมส่วนตัวไม่ชอบ HSTN บนหน้าผม แต่ขึ้นกับรูปหน้า—คนหน้าทรงกลมหรือรีใส่แล้วดูดีกว่า แล้วผมก็ไม่ใช่ Anna Wintour อยู่แล้ว จะรู้เรื่องแฟชั่นได้ยังไง?

เพราะรูปร่างต่างและบริษัทออกแบบต่าง HSTN สวมใส่ต่างจาก Ray-Ban ผมทดสอบคู่เลนส์เปลี่ยนสีและตินต์ “Amethyst”—มันกระชับกว่า สเต็มกอดขมับแน่น เหมาะกับกีฬาที่ต้องการความมั่นใจว่าแว่นไม่หลุด สะพานจมูกก็แน่นกว่า Ray-Ban Meta ทั้งสองรุ่น สำหรับคนจมูกใหญ่แบบผม (เรียกตัวเองว่า Beak Brigade) อาจรู้สึกได้

โดยรวม ผมพบว่า HSTN สวมใส่สบายน้อยกว่า Ray-Ban Meta AI ในระยะยาว แต่แว่นอัจฉริยะเป็นเรื่องส่วนตัว คุณอาจรู้สึกต่าง สิ่งที่ต้องจำคือมันกระชับ—ถ้าคุณ敏感เรื่องนี้ เตือนแล้วนะ

การอัปเกรดใหญ่สุดของ Oakley Meta HSTN (ตอนเปิดตัว) คือบันทึกวิดีโอ 3K ก่อนหน้านี้ แว่น AI ของ Meta จำกัดที่ 1080p ซึ่งพอสำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าคุณต้องการวิดีโอคุณภาพสูงจากแว่น มันอาจไม่พอ

การอัปเกรดนี้ดีตอนเปิดตัวฤดูร้อน แต่ Ray-Ban Meta Gen 2 และ Oakley Vanguard (ออกปลายตุลาคม) ก็บันทึก 3K ได้ Ray-Ban เริ่มที่ $379 ขณะที่ HSTN เริ่ม $399 แปลกที่แว่นกินกันเองเรื่องฟีเจอร์หลัก แต่บางคนอาจชอบสไตล์ Oakley และมีจุดต่างที่ผมจะพูดต่อ

ข่าวดีคือทั้งคู่บันทึก 3K คุณอาจไม่เห็นตอนแรก แต่ซูมดูพิกเซล ความต่างระหว่าง 1080p กับ 3K ชัดเจน เหมือนที่ผมเปรียบเทียบ Ray-Ban Meta Gen 1 และ Gen 2 วิดีโอดีขึ้นมาก อาจไม่สำคัญสำหรับทุกคน—หลายคนใช้ถ่ายรูปนิ่งเท่านั้น เซ็นเซอร์ 12 ล้านพิกเซลเหมือนกันระหว่าง Ray-Ban และ Oakley—แต่สำหรับวิดีโอ มันอัปเกรดชัดเจน

ถ้าคุณใช้ Oakley Meta HSTN สำหรับกีฬา (เช่น ถ่ายสกี) คุณจะได้ฟุตเทจไม่เบลอหรือลายน้อยกว่า เพื่อย้ำความต่าง ดูเปรียบเทียบด้านล่าง: Ray-Ban Meta Gen 1 (ซ้าย) vs Oakley Meta HSTN (ขวา)

สิ่งที่ไม่ได้จากกล่องคือบันทึก 60 fps แต่โฆษก Meta บอกว่าจะมา “ปลายฤดูใบไม้ร่วง” แต่ 3K จะจำกัดที่ 1080p สำหรับ 60 fps

รีวิว Oakley Meta HSTN: ประสิทธิภาพแบตเตอรี่

ความต่างใหญ่ระหว่าง HSTN กับ Ray-Ban Gen 1 คือแบตเตอรี่ แม้ rating เดียวกับ Ray-Ban Meta Gen 2 แต่ยาวกว่า Gen 1 ที่ 4 ชั่วโมง Meta บอก HSTN ใช้งาน 8 ชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงจากการทดสอบ ขึ้นกับการใช้งาน เหมือนที่ผมรีวิว Ray-Ban Gen 2

ผมทดสอบ: ฟังเพลง 1 ชั่วโมงที่ 75% เสียง โทร 10 นาที ถ่ายวิดีโอ 3K สองสามคลิป แบตจาก 100% เหลือ 70% ใน 2 ชั่วโมง ฟังเพลง drain แบตเร็วสุด โดยเฉพาะเสียงดัง

สรุป ถ้าใช้งานทั่วไป HSTN ได้ 8 ชั่วโมงตามโฆษณา แต่ฟังเพลงเสียงดังอาจได้ 6-7 ชั่วโมง กล่องชาร์จมีแบต 48 ชั่วโมง แตกต่างจาก Ray-Ban—หนาและผ้าเหมือนผ้า ผมชอบ Ray-Ban น้อยกว่า โดยเฉพาะ Gen 2 ที่แบตเท่ากัน แต่ยังดีกว่า Gen 1 ที่ตายก่อน 4 ชั่วโมงจริง

พูดถึงเสียง มันเซอร์ไพรส์ใหญ่ ตอนทดสอบ HSTN เสียงดังกว่า Ray-Ban Meta Gen 1 และ 2 Meta บอกสปีกเกอร์เดียวกัน แต่ขึ้นกับการสวมใส่ HSTN เข้ากับผมดีเรื่องเสียง และผมใช้แว่นอัจฉริยะหลักๆ สำหรับเสียงและโทร มันเซอร์ไพรส์ดี ถ้าคุณวิ่งหรือเล่นกีฬาจะชอบแน่

ถ้าถามผมตรงๆ เกี่ยวกับ Oakley Meta HSTN AI ผมตอบว่า… สับสน มีดี: แบตยาวกว่า Gen 1 เสียงดีกว่า บันทึก 3K (เหมือน Gen 2) แต่บางส่วน HSTN ควรผลักดันมากกว่านี้ ทำให้ appealing น้อยลง

หนึ่งในนั้น (เพราะสำหรับนักกีฬา) คือกันน้ำ HSTN มี IPX4 เหมือน Gen 1 และ 2 ยากทางวิศวกรรม แต่ไม่เป็นไปไม่ได้เพราะ Oakley Vanguard ที่จะมา มี IP67 กันน้ำและฝุ่นดีกว่า

อีกอย่าง HSTN ไม่บันทึก 60 fps (ต่างจาก Gen 2) ซึ่งน่าเสียดายสำหรับกีฬาแอคชันที่เฟรมเรทสำคัญกว่าความละเอียด ตรงๆ ถ้าผมเป็นนักกีฬาแอคชัน ผมไม่เลือก HSTN เหนือ Vanguard แม้ Vanguard เป็น wraparound แต่ถ้าผ่านเรื่องดู Vanguard บันทึก 60 fps IP สูงกว่า บล็อกลมดีกว่า และสปีกเกอร์ดังสุดใน Oakley

แล้วรูปลักษณ์ กรอบกลมหนา appeal บางคน แต่ไม่ใช่ผม ใช่ มันดูเหมือนแว่นปกติกว่า Vanguard แต่ HSTN สำหรับนักกีฬา ถ้าจะเน้นกีฬา ควรไปสุดทาง ในภาษาโค้ช: ทิ้ง 110% บนสนาม

HSTN มีเท้าวางครึ่งกีฬา ครึ่งปกติ ทำให้ตำแหน่งแปลก Ray-Ban Meta Gen 2 ทำเกือบทุกอย่างที่ HSTN ทำ (และมากกว่า) ในสไตล์ที่เหมาะคนมากกว่า ถ้าต้องการแว่นทั่วไป HSTN ไม่ใช่ตัวเลือกแรก และสำหรับกีฬาดีสุด ด้วย Vanguard มา HSTN ยังไม่ใช่

นี่ยังไม่นับปัญหาใหญ่ของแว่น Meta: Meta AI ยัง variable เกินไป ทำงานเมื่ออยาก และคำสั่งเสียงต้องปรับปรุงเพราะเป็นหลักในการใช้แว่นไร้จอ แม้ touchpad ตอบสนองดี และเรื่อง privacy Meta ควรทำดีกว่านี้

ไม่ใช่ว่า HSTN ไม่ดี—มันดี—แต่เสียจุดเล็กน้อย ด้วยราคาสูงกว่า Gen 2 และ Vanguard มา ผมสงสัยว่า HSTN สำหรับใคร

สรุปแล้ว ถ้าคุณชื่นชอบสไตล์กีฬาและต้องการแว่น AI ที่ใช้งานได้จริง ลองพิจารณา Oakley Meta HSTN แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์ครบ Vanguard อาจดีกว่า สุดท้าย การเลือกแว่นอัจฉริยะต้องลองสวมเองเพื่อความเหมาะสม

ที่มา – Oakley Meta HSTN Review: Sporty AI Glasses With a Confusing Game Plan

ทรัมป์โพสต์วิดีโอ AI แปลกประหลาดของสถาปนิก Project 2025 เป็นยมทูต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์วิดีโอใหม่ลงใน Truth Social เมื่อคืนวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการสานต่อประเพณีการเผยแพร่เนื้อหาแปลกประหลาดที่สุดจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา วิดีโอหนึ่งในนั้นถูกสร้างด้วย AI และนำเสนอรัส วอต (Russ Vought) ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) ในบทบาทยมทูต… และทรัมป์กำลังตีคาวเบลล์

ทรัมป์โพสต์วิดีโอ AI แปลกประหลาดของสถาปนิก Project 2025 เป็นยมทูต

วิดีโอดังกล่าวซึ่งโพสต์ราว 22:40 น. ตามเวลาตะวันออก ถูกตั้งบนเพลงพาร็อดดี้ของเพลงฮิตปี 1976 จาก Blue Öyster Cult ชื่อ “Don’t Fear the Reaper” โดยเปิดฉากด้วยภาพพายุของอาคารรัฐสภาในวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงตัวละครที่สวมเสื้อคลุมดำยาว

ตัวละครหนึ่งถูกเปิดเผยว่าเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังตีคาวเบลล์ที่ไม่ตรงจังหวะกับเพลงเลย ขณะที่อีกตัวละครคือรัส วอต ผู้อำนวยการ OMB ผู้เป็นสถาปนิกหลักของ Project 2025 แผนอนุรักษ์นิยมที่จะลดขนาดรัฐบาลกลาง ซึ่งทรัมป์และพันธมิตรพยายามแสร้งทำเป็นว่าไม่ใช่แผนของทรัมป์จริงๆ ระหว่างการหาเสียงชิงประธานาธิบดีปี 2024

“ตอนนี้เวลาของพวกเขามาถึงแล้ว ที่นี่อำนาจหายไป” เพลงเปิดด้วยภาพรัฐสภา “รัส วอตคือยมทูต เขาควบคุมปากกา เงินทุน และสมอง”

เพลงดำเนินต่อไป โดยบรรยายพรรคเดโมแครตว่าเป็น “เด็กน้อย” และแสดงวอตเป็นผู้ที่จะทำการตัดงบประมาณรุนแรงต่อกำลังแรงงานรัฐบาลกลาง มีหมวกโซเบรโรโผล่มาสองใบ ซึ่งกลายเป็นมีมบนฝั่งขวาที่เหยียดเชื้อชาติ

วิดีโอ AI แปลกประหลาดที่สะท้อน Project 2025

แนวคิดคือพรรคเดโมแครตปิดรัฐบาลเพราะต้องการให้เงินดูแลสุขภาพแก่ผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่ง ไม่เป็นความจริง แต่ทรัมป์และพันธมิตรในสภาคองเกรสพูดซ้ำๆ การปิดรัฐบาลเข้าสู่วันที่สามแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะจบลง เนื่องจากพรรครีพับลิกันควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

ทรัมป์เพิ่งโพสต์วิดีโอที่สร้างด้วย AI แสดงรัส วอตเป็นยมทูต ตั้งบนเพลง Don’t Fear the Reaper

[ภาพหรือเอ็มเบด]

— Matt Novak (@paleofuture.bsky.social) 2 ตุลาคม 2025 เวลา 19:43 น.

วิดีโอที่ทรัมป์โพสต์ดูเหมือนจะถูกผลิตโดย Dilley Meme Team กลุ่มผู้สร้างวิดีโอออนไลน์ที่ก่อตั้งโดย เบรนเดน ดิลลีย์ กลุ่มนี้ทำเนื้อหาโปรทรัมป์และสนับสนุน QAnon ทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าทรัมป์และรีพับลิกันกำลังต่อสู้กับกลุ่มนักล่าเด็กในพรรคเดโมแครตอย่างลับๆ แต่ วิดีโอใหม่นี้ไม่ได้ทำให้ทรัมป์และพันธมิตรดูเหมือนวีรบุรุษที่มาช่วยเหลือ

จริงๆ แล้ว การแสดงวอตเป็นยมทูตน่าจะสะท้อนเป้าหมายของเขาอย่างยุติธรรม ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 วอตบอกว่าเขาต้องการทำให้ข้าราชการรัฐบาลกลางได้รับบาดแผลทางจิตใจ และนั่นคือสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำมานานก่อนการปิดรัฐบาล

“เราต้องการให้ข้าราชการได้รับบาดแผลทางจิตใจอย่างรุนแรง” วอตกล่าวในปี 2024 ตามวิดีโอที่ ProPublica ได้มา “ตอนเช้าที่พวกเขาตื่นขึ้นมา เราต้องการให้พวกเขาไม่อยากไปทำงานเพราะถูกมองว่าเป็นตัวร้าย”

แน่นอน วิดีโอที่แสดงวอตเป็นยมทูตทำให้เขาดูเป็นตัวร้ายในสายตาคนส่วนใหญ่ แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็น นักการเมืองฝั่งขวาชาตินิยมดูสับสนมากขึ้นว่าใครคือฝ่ายดี

“เราต้องการปิดงบประมาณของพวกเขาเพื่อให้ EPA ไม่สามารถออกกฎต่ออุตสาหกรรมพลังงานของเราได้เพราะไม่มีกำลังคนทางการเงิน เราต้องการให้พวกเขารู้สึกบอบช้ำ” วอตกล่าวต่อ

แต่คำขู่อาณัติทั้งหมดของวอตไม่น่ากลัวอีกต่อไป ทรัมป์ได้ตัดกำลังแรงงานรัฐบาลกลางและงบประมาณโครงการทั้ง ในประเทศ และ ต่างประเทศ อย่างรุนแรง ส่งผลกระทบเลวร้าย หลังจากเก้าเดือนที่ทรัมป์ใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดรัฐบาลกลาง (มักช่วยโดยเอลอน มัสก์และ DOGE) มีคำถามจริงๆ ว่าพวกเขาจะตัดอะไรได้อีกมากแค่ไหน

ยังมีคำถามว่าทรัมป์รู้หรือไม่ว่ามีอะไรถูกโพสต์ลงบัญชีโซเชียลมีเดียของเขา และเนื้อหา AI ที่บ้าคลั่งแบบไหนจะตามมา ประธานาธิบดีโพสต์วิดีโอ AI ของตัวเองเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว โปรโมทสิ่งที่เรียกว่า “med beds” ทฤษฎีสมคบคิดที่ใกล้เคียง QAnon ว่าตียงเวทมนตร์สามารถรักษาโรคได้ทุกชนิดแต่ถูกอุตสาหกรรมยาเก็บซ่อน

ทรัมป์ยังโพสต์วิดีโอ AI เมื่อคืนวันพฤหัสบดี แสดงเขากำลังโยนหมวก “Trump 2028” ลงบนหัวของตัวแทน Hakeem Jeffries หัวหน้าพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร

อีกวิดีโอ AI จากทรัมป์บน Truth Social ครั้งนี้คือการโยนหมวก Trump 2028 ลงบนหัว Hakeem Jeffries

[ภาพหรือเอ็มเบด]

— Matt Novak (@paleofuture.bsky.social) 2 ตุลาคม 2025 เวลา 20:41 น.

วิดีโอดังกล่าวมีเบาะแสละเอียดว่าอาจเป็น AI รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าทรัมป์ไม่มี协调พอที่จะโยนหมวกแบบนั้น แต่จะยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะบอกว่าอะไรปลอมในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน OpenAI เปิดตัว แอป Sora เมื่อสัปดาห์นี้ที่ทำวิดีโอ AI ดูสมจริงมาก และแม้จะเชิญเท่านั้น แต่เครื่องมือสร้างของปลอมที่น่าเชื่อถือกำลังแพร่หลาย

ทรัมป์และพันธมิตรไม่ใช่คนจริงจัง แม้จะควบคุมอำนาจทั้งหมด และนักข่าวถามประธานสภาผู้แทนราษฎร Mike Johnson เกี่ยวกับวิธีที่พรรคของเขาล้อเลียนเดโมแครตด้วยวิดีโอโง่ๆ เหล่านี้

นักข่าว Fox News ถาม Mike Johnson: “คุณจะพูดว่า ‘พวกเขาไม่เพลิดเพลินกับสิ่งนี้’ แล้วนาทีต่อไปบอกว่า ‘โอ้ พวกเขากำลังสนุกและล้อเลียน’ ได้อย่างไร?” pic.twitter.com/O9FyURrnTb

— Aaron Rupar (@atrupar) 3 ตุลาคม 2025

“สิ่งที่พวกเขาพยายามสนุกและทำให้เบาสมองคือการชี้ให้เห็นถึงความน่าขันของจุดยืนเดโมแครต และพวกเขาใช้มีมและเครื่องมือโซเชียลมีเดียทั้งหมด” จอห์นสันกล่าว

“บางคนพบว่ามันบันเทิง แต่ในท้ายที่สุด การตัดสินใจยากลำบาก และผมบอกคุณ พวกเขาไม่เพลิดเพลินกับมันเลย”

การโพสต์วิดีโอ AI แบบนี้จากทรัมป์แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างอำนาจและความบันเทิงที่อันตราย ซึ่งอาจนำไปสู่ความสับสนในสังคมมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับทรัมป์โพสต์วิดีโอ AI แปลกประหลาดของสถาปนิก Project 2025 เป็นยมทูต? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – Trump Posts Bizarre AI Video of Project 2025 Architect as the Grim Reaper

ผู้ช่วยเสียงขอเริ่มใหม่: ควรให้จริงไหม?

หากคุณเชื่อคำโฆษณาของ Google และ Amazon ยุคของ ผู้ช่วยเสียง ก็กลับมาอีกครั้งในแบบที่ล้ำหน้ากว่าเดิม สัปดาห์นี้ทั้งสองบริษัทได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบนิเวศสมาร์ทโฮมของพวกเขา โดยเน้นไปที่ลำโพงอัจฉริยะรุ่นใหม่ เช่น Google Home Speaker และผลิตภัณฑ์ Echo รุ่นใหม่ที่มีเสียงดีขึ้นและชิปประมวลผลเร็วขึ้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้ช่วยเสียงรุ่นอัปเกรดที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) อย่าง ChatGPT สำหรับ Google คือ Gemini for Home และสำหรับ Amazon คือ Alexa+ ซึ่งทั้งคู่ถูกมองว่าเป็นการขยายตัวครั้งแรกที่แท้จริงนับตั้งแต่ผู้ช่วยเสียงเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน

ผู้ช่วยเสียงขอเริ่มใหม่ ควรให้โอกาสจริงไหม?

ทั้งสองบริษัทมองว่า Alexa+ และ Gemini for Home ไม่ใช่แค่รุ่นใหม่ แต่เป็นการปฏิวัติที่แท้จริง พวกเขาสัญญาว่าครั้งนี้คุณจะทำทุกอย่างได้ ลองนึกภาพสั่ง Uber ผ่าน Alexa+ ตรวจกล้องบ้านเพื่อดูว่าวแมวของคุณทำอะไรทั้งวันด้วย Gemini หรือปิดไฟทุกดวงในบ้านยกเว้นดวงเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องสั่งหลายคำสั่งและหวังว่ามันจะเวิร์ค มันฟังดูยอดเยี่ยม เหมือนกับคอมพิวติ้งแบบแวดล้อมที่เราปรารถนามาตั้งแต่ผู้ช่วยเสียงเข้ามาในบ้าน แต่ถ้าพูดตรงๆ มันอาจเป็นแค่คำโฆษณาเกินจริง

ผมไม่สงสัยเลยว่าบอทแชทสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในบางด้าน เรเห็นแล้วว่ามันถูกนำไปใช้ใน การค้นหา เพื่อตอบคำถามซับซ้อน การเปรียบเทียบ และคำแนะนำ รวมถึงความสามารถสร้างสรรค์เมื่อรวมกับโมเดลอย่าง Veo หรือ Sora มันยังเขียนโค้ดแอปพื้นฐานได้แค่พิมพ์ไอเดีย แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เรามีตัวอย่างที่พิสูจน์แล้ว แต่สำหรับผู้ช่วยเสียง? หลักฐานยังน้อยมาก

ความท้าทายในการอัปเกรดผู้ช่วยเสียง

ท่ามกลางกระแสจาก Amazon สัปดาห์นี้ มีจุดที่ขาดหายไปชัดเจน แม้ Alexa+ จะเข้าถึงได้ใน early access แล้ว แต่ยังไม่ประกาศวันวางจำหน่ายกว้างขวางหลังจากโฆษณามาหนึ่งปี มันยังอยู่ใน early access สำหรับลูกค้าในสหรัฐฯ ซึ่งอาจหมายถึง Amazon กำลังปรับแต่งให้ดี หรือในมุมมองที่ pesimistic ว่ามันยังไม่พร้อมสำหรับตลาดใหญ่

ยืนยันทฤษฎีนี้คือ Siri จำได้ไหมที่ Apple สัญญา Siri รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย LLM ใน Apple Intelligence เมื่อมิถุนายน 2024? มันยังมาไม่ถึง และไม่มีสัญญาณว่าจะมาเมื่อไหร่ เหตุผลน่าจะคือมันยังไม่พร้อม แม้ Apple จะเป็นบริษัทเทคที่ร่ำรวยที่สุด การสร้างผู้ช่วยเสียงด้วย LLM จึงยากกว่าที่คิด

บางที Amazon หรือ Google อาจสำเร็จมากกว่า โดยเฉพาะ Google ที่ลงทุนมหาศาลใน Gemini แต่ก็ยังมีเรื่องให้สงสัย ผมเพิ่งได้ briefing เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมใหม่ของ Google รวมถึง Gemini for Home และตามที่ Google บอก การใส่ LLM เข้าไปในผู้ช่วยเสียงไม่ใช่เรื่องง่าย

Gemini อาจเก่งเรื่องภาษาธรรมชาติ แต่ไม่เหมาะกับงานง่ายๆ อย่างเปิด-ปิดไฟ เพราะบอทชอบ overthink ทำให้ดีสำหรับงานซับซ้อนแต่ไม่ใช่งานพื้นฐาน Anish Kattukaran หัวหน้าผลิตภัณฑ์ Google Home and Nest บอก Gizmodo ว่าคำสั่งง่ายๆ ต้องเวิร์ค 10 จาก 10 ครั้ง

ด้วยเหตุนี้ Google แยกโมเดลใน Gemini for Home LLM ขั้นสูงจะไม่ใช้สำหรับเปิดไฟหรือตั้งนาฬิกา เมื่อคุณพูด “Hey Google” มันจะใช้ Gemini แบบเรียบง่ายสำหรับงานทั่วไปอย่างตั้งเวลา เล่นเพลง ค้นหาเว็บ เมื่อพูด “Hey Google, let’s chat” จะเปิด Gemini Live mode ที่ใช้ LLM เต็มรูปแบบสำหรับการสนทนา สร้างสูตรอาหารหรือวางแผนเที่ยว ทำให้พูดได้ธรรมชาติโดยไม่รู้สึกว่ากำลังสั่งงาน

คำถามคือ Gemini แบบเรียบง่ายมี Gemini เท่าไหร่กันแน่? และมันขั้นสูงจริงแค่ไหน? นอกจากนี้ Gemini for Home ยังอยู่ใน early access เหมือน Alexa+ ปัญหาการ retrofit LLM เข้ากับผู้ช่วยเสียงเป็นเรื่องทั่วไป

ผมไม่อยากผิดพลาด แต่ผมหวังว่าผมจะผิด ผมมีสมาร์ทโฮมแบบง่ายๆ และเคยหงุดหงิดกับการใช้งานแม้งานง่ายๆ ผมพร้อมสำหรับผู้ช่วยเสียงรุ่นใหม่ แม้ต้องจ่ายรายเดือน แต่หลังจากสิบปีของความคาดหวังที่พังทลาย สำหรับ Gemini, Alexa และ Siri ผมอยากเห็นผลลัพธ์ก่อนจะเชื่อใน ผู้ช่วยเสียงขอเริ่มใหม่ ควรให้โอกาสจริงไหม? มันอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริง หากบริษัทเหล่านี้พิสูจน์ได้ ลองอัปเกรดระบบของคุณดู แล้วบอกเราว่ามันเวิร์คจริงไหม

ที่มา – Voice Assistants Are Begging for a Do-Over. Should You Really Give Them One?