ผู้เขียน: lalika69_admin

‘Starfinder: Afterlight’ หรือความท้าทายครั้งใหม่ของ Paizo ในโลกเกมดิจิทัล

‘Starfinder: Afterlight’ หรือความท้าทายครั้งใหม่ของ Paizo ในโลกเกมดิจิทัล

บริษัทพัฒนาเกมบทบาทสมมติแบบดั้งเดิม Paizo กำลังก้าวเข้าสู่วงการเกมดิจิทัลอย่างจริงจังด้วยโปรเจกต์ Starfinder: Afterlight ซึ่งเป็นเกมดิจิทัลแรกจากจักรวาล Sci-Fi ชื่อดังนี้

รูปแบบการเล่นที่น่าประทับใจ

Afterlight ถูกพัฒนาโดย Epictellers Entertainment นำเสนอรูปแบบเกมที่ผสมผสานความลึกของ RPG เข้ากับการต่อสู้แบบต้นฉบับจาก Starfinder โดยเกมจะใช้ระบบต่อสู้แบบผลัดกันเล่น (turn-based) ที่เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชันสองอย่างเป็นทางการ โดยผู้เล่นจะได้สร้างทีมเหล่าบรรพบุรุษนักอวกาศที่มีประวัติและบทบาทเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ขณะเดียวกันผู้เล่นยังสามารถเลือกคลาสตัวละครต่าง ๆ และกำหนดเส้นทางเรื่องราวผ่านการตัดสินใจที่ส่งผลต่อเนื้อหาหลายแนวทาง

บทบาทของนักพากย์ชั้นนำ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ Starfinder: Afterlight คือการได้ Neil Newbon ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะผู้ให้เสียง Astarion ในเกม Baldur’s Gate 3 มารับหน้าที่กำกับทีมนักพากย์ ช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวละครต่าง ๆ ให้มีชีวิตชีวา เรื่องนี้อาจช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับเกมใหม่ ๆ เพราะ Baldur’s Gate 3 ได้รับความสำเร็จอย่างมหาศาลที่นำไปสู่การเติบโตของแฟรนไชส์ Dungeons & Dragons ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

กำหนดการระดมทุน Kickstarter

  • แคมเปญ Kickstarter ของ Starfinder: Afterlight จะเริ่มในเร็ว ๆ นี้
  • แฟน ๆ สามารถเตรียมตัวสนับสนุนได้ผ่านแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ
  • เป้าหมายสูงสุดคือการเพิ่มประสิทธิภาพและเนื้อหาในช่วงวางจำหน่ายแบบ Early Access บน PC ในปี 2026

ความสำเร็จของเกม RPG ดิจิทัลระดับแนวหน้า เช่น Mass Effect และ Baldur’s Gate 3 กลายเป็นโมเดลอย่างเหมาะสมที่ Starfinder: Afterlight สามารถก้าวตามรอยได้ โดยไม่เพียงแค่ขยายฐานแฟนคลับเท่านั้น แต่ยังทำให้เกมกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้หลักให้กับแฟรนไชส์ RPG ของ Paizo

หากคุณเป็นสาวกเกม Sci-Fi หรือ RPG ห้ามพลาดการติดตาม! สำหรับผู้สนใจ อย่าลืมตรวจสอบกำหนดการของ IP ขนาดใหญ่อย่าง Star Wars และการอัปเดตใหม่ของ Star Trek เพื่อไม่พลาดเทรนด์อวกาศตื่นตาที่กำลังมาถึง

ที่มา – ‘Starfinder: Afterlight’ Brings Paizo’s TTRPG to Video GamesThe first-ever ‘Starfinder’ video game will have a Kickstarter campaign soon ahead of its Early Access launch on PC in 2026.

อิโอแนน กรัฟฟิดด์ ยังมีความผูกพันกับบทบาท ‘แฟนแทสติก โฟร์’

อิโอแนน กรัฟฟิดด์ ยังมีความผูกพันกับบทบาท ‘แฟนแทสติก โฟร์’

ในช่วงเวลาที่มีการเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Fantastic Four ฉบับใหม่ หม่อมเอ๋ย นักแสดง อิโอแนน กรัฟฟิดด์ ผู้เคยรับบทเป็นรีด ริชาร์ดส์ ในภาพยนตร์ของ 20th Century Fox ช่วงยุค 2000 ยังคงมีความประทับใจและความภาคภูมิใจในผลงานชุดนั้น แม้ภาพยนตร์เวอร์ชันนี้จะไม่ประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ แต่ก็ยังมีแฟน ๆ ผู้ชื่นชอบเรื่องราวของกลุ่มฮีโรสุดตระการตามตำราคอมมิคที่ถูกดัดแปลงมาให้ครบรส

วิวัฒนาการของตัวละครรีด ริชาร์ดส์

ในบทสัมภาษณ์กับ Vulture สุดหล่อวัย 51 ปีเผยว่า ‘ผมรู้สึกตื่นเต้นบริสุทธิ์ ตอนได้เล่นเป็นรีด’ เขาอาจไม่ได้มีพื้นฐานจากการอ่านคอมมิคมาก่อน แต่ก็ตั้งใจถ่ายทอดตัวละครให้มี ความซื่อสัตย์สุภาพ พร้อมด้วยด้าน ‘เนิร์ดวิทยาศาสตร์’ ที่ช่วยสร้างมิติให้ตัวละครหลักของทีม แฟนแทสติก โฟร์ ในเมื่อฮีโร่ต้องปรับตัวกับพลังแปลกใหม่ อิโอแนนก็ให้ความสำคัญกับการสร้าง ความเป็นมนุษย์ ผ่านการผสมผสานความอ่อนน้อมถ่อมตนเข้ากับความทะเยอทะยานในการแก้ปัญหาโลก

กลุ่มฮีโร่ที่มาพร้อมความเป็นทีม

ความสำเร็จที่เด่นชัดที่สุดของภาพยนตร์ แฟนแทสติก โฟร์ ช่วงปี 2005 คือการสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกทั้งสี่ ในบทสัมภาษณ์ อิโอแนนเล่าว่า ‘เราทุกคนรู้สึกถึงสายสัมพันธ์นี้โดยธรรมชาติ ตั้งแต่วันแรกที่ได้ร่วมงานกัน’ ทั้ง 4 ตัวละครที่รับบทโดยอิโอแนน เจสสิก้า อัลบา คริส เอแวนส์ และไมเคิล ชิกลิส สร้างสมดุลระหว่างการทำภารกิจสุดอลังการและการแซะกันแบบพี่น้องผู้ชมจึงรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของทีม เหมือนได้ชมเพื่อนสนิทเจ็ดชีพจรหายใจเข้าหากัน

แม้จะมีแผนสร้างภาคต่อหลัง Rise of the Silver Surfer ในปี 2007 แต่ปัญหาทางการเงินและการบริหารของ Fox ในยุคนั้นทำให้ฝันดับลง เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ในขณะที่ กรัฟฟิดด์ เผยว่า ‘ไม่มีข้อเสนอเรื่องการกลับมารับบทนี้อีก’ ในแผนการของ Marvel Studios แต่เขาก็ยังภูมิใจที่ได้มีส่วนในเรื่องราวที่สร้างความประทับใจให้แฟน ๆ

นักวายร้ายที่สร้างแรงขับเคลื่อน

บทบาทของ จูเลียน แมคเมาห์ ผู้รับบทวิคเตอร์ วอน ดูม ที่มีความสัมพันธ์ระหองระแหงกับรีดถือเป็นจุดดึงดูดที่สำคัญ ในขณะที่อิโอแนนเปรยว่า ‘คู่ต่อสู้นี่แหละที่สร้างความเข้มข้น ความอิจฉาริษยาและการทรยศที่ซ่อนเร้นอยู่ในอดีตระหว่างสองคน ทำให้เกิดการเผชิญหน้าที่มีน้ำหนักทางจิตใจ’ โดยนำหลักการแสดงจากนักแสดงตำนานอย่าง เจน ฮัคมัน ใน Superman มาใช้เป็นแรงบันดาลใจ

แม้เวลาจะเปลี่ยนแปลง แต่ภาพยนตร์ชุดนี้ยังคงมีความหมายผ่านทาง ‘พลังแห่งความเป็นครอบครัว’ ที่ Tim Story ผู้กำกับวางแนวทางไว้ ทางผู้ชมรุ่นใหม่อาจได้เห็นแนวคิดที่แตกต่างจาก MCU ในปัจจุบัน แต่ผมเชื่อว่าอิโอแนน กรัฟฟิดด์ ยังมีความผูกพันกับบทบาทรีด ริชาร์ดส์ แบบไม่มีวันเลือนราง

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าเรื่องราวของฟิสิกส์ควอนตัมจะพัฒนาไปมากแค่ไหน แต่การได้เห็นรีดสวมหน้ากากยางแบบดั้งเดิม ก็ยังคงสร้างรอยยิ้มให้นักวิจารณ์วัย 30+ ได้อยู่เสมอ โลกภาพยนตร์อาจจะเปลี่ยนทิศกลายเป็นเรื่องจริงจัง แต่การมองย้อนกลับไปยังปี 2005 ก็เหมือนการพบกลับอดีตที่สร้างสรรค์ผ่านมุมมองของ ‘แฟนแทสติก โฟร์’ เวอร์ชัน Fox

ที่มา – Ioan Gruffudd’s Still Fond of His ‘Fantastic Four’ Tenure

รอยสักอันซับซ้อนที่พบบน ‘น้ำแข็งมัมมี่’ อายุ 2,000 ปีเผยศิลปะสักโบราณที่ต้องการทักษะและความไว

รอยสักอันซับซ้อนที่พบบน ‘น้ำแข็งมัมมี่’ อายุ 2,000 ปี

รอยสักอันซับซ้อนที่พบบน ‘น้ำแข็งมัมมี่’ อายุ 2,000 ปี ในไซบีเรีย กลายเป็นการค้นพบที่เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะการสักโบราณ นักวิจัยระบุว่ารอยสักเหล่านี้แม้ในปัจจุบันยังถือว่ายากต่อการทำให้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของศิลปินในยุคโบราณที่ต้องมีการฝึกฝนอย่างเป็นเวลา

การเจอมัมมี่ที่ถูกแช่แข็งในภูเขาแอลตัย ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาโครงสร้างผิวหนังและลวดลายสักได้อย่างละเอียด เป็นครั้งแรกที่ภาพความละเอียดสูงเผยให้เห็นรายละเอียดของรอยสักบนร่างกายผู้หญิงวัย 50 ปีจากยุคเหล็ก โดยใช้เทคนิค near-infrared photography และการสแกน 3 มิติ

ความท้าทายในการสักลวดลายอันซับซ้อน

จากการวิเคราะห์ พบว่ารอยสักทางด้านขวาของร่างกายมีความละเอียดอ่อนมากกว่าด้านซ้าย ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจได้รับการสักจากศิลปิน 2 คนหรือจากการพัฒนาทักษะของศิลปินผู้เดียวกัน นักวิจัยยังสันนิษฐานว่าชนเหล่านี้ได้ใช้เครื่องมือหลากหลายชนิด ทั้งแบบหัวเดียวและหลายหัว เพื่อให้ได้ลวดลายที่คล้ายคลึงกับสัตว์ประหลาดในจินตนาการ เช่น เสือดาว กวาง ไก่ รวมถึงสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์จางๆ ระหว่างสิงโตกับนกอินทรี

“การวิจัยครั้งนี้เป็นการเปิดวิถีทางใหม่ในการเข้าใจการออกแบบร่างกายในสมัยโบราณ” กิโน คาสปาร์ นักโบราณคดีจากสถาบัน Max Planck กล่าว “รอยสักปรากฏให้เห็นความเป็นความรู้เฉพาะทาง ที่ต้องอาศัยทักษะทางเทคนิค ความไวในทางความงาม รวมถึงการฝึกฝนหรือการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ”

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการศึกษานี้คือ:

  • ใช้เทคนิคถ่ายภาพอินฟราเรดช่วยให้เห็นรอยสักที่จางหายไปจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
  • น้ำแข็งมัมมี่ให้ภาพรวมของวัฒนธรรมการสักของชนเผ่าปะซีรีก (Pazyryk) ที่หลากหลาย
  • ชิ้นงานสักที่พบตั้งแต่ยุค 90s จนถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าวังเวียนความเชื่อทางศิลปะของพวกเขา

นอกเหนือจากการใช้เทคนิคสูงในการสักแล้ว รอยสักเหล่านี้ยังสะท้อนระบอบชีวิตของชนเผ่าเผ่าดังกล่าวที่เป็นผู้เลี้ยงม้าและอยู่ระหว่างเส้นทางระหว่างประเทศ ที่ได้เชื่อมทั้งเอเชียและยุโรป การค้นพบนี้ยังท้าทายการศึกษาว่าสะท้อนได้ถึงสังคมที่ให้ความสำคัญกับศิลปะอย่างไร

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังต้องพบปัญหาในอดีต เนื่องจากในอดีตการถ่ายภาพที่ใช้เทคนิคต่ำกว่า ทำให้รอยสักเหล่านี้ไม่ถูกค้นพบ การวิจัยในเชิงลึกจึงเพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน จากความก้าวหน้าเชิงเทคโนโลยีและการศึกษาที่ถี่ถ้วนยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะมองในมุมใด รอยสักอันซับซ้อนที่พบบน ‘น้ำแข็งมัมมี่’ อายุ 2,000 ปี ยังคงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าศิลปะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังฝังอยู่ในวิวัฒนาการของมนุษยชนเผ่าดั้งเดิมที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์และศิลปะได้อย่างน่าทึ่ง ผู้ที่สนใจศิลปะสากลโบราณควรประสานสัมพันธ์กับพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจที่รัสเซียเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

ที่มา – Impossibly Intricate Tattoos Found on 2,000-Year-Old ‘Ice Mummy’As in modern times, tattooing in ancient Siberia was an art that required formal training and artistic sensibilities, researchers say.

แมงกะพรุนสูญพันธุ์ที่หายไป 50 ปี กลับมาในสกอตแลนด์!

แมงกะพรุนสูญพันธุ์กลับมาอีกครั้งหลังหายไปนาน 50 ปี

ข่าวฮือฮาในวงการวิทยาศาสตร์! ช่วงกลางปี 2023 นักท่องเที่ยว Neil Roberts พบแมงกะพรุน Depastrum cyathiforme แมงกะพรุนสูญพันธุ์กลับมาอีกครั้ง! ในทะเลรอบ South Uist ประเทศสกอตแลนด์ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบห้าสิบปีนับจากการพบครั้งสุดท้ายในฝรั่งเศส

เรื่องราวแห่งความหวังของแมงกะพรุนโบราณ

Depastrum cyathiforme หรือแมงกะพรุนขาเดียวที่มีลวดลายหยักคล้ายถ้วย เป็นสปีชีส์ที่โดดเด่นในยุควิคตอเรียน แมงกะพรุนสูญพันธุ์กลับมาอีกครั้ง นี้เคยเป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพประกอบตามวารสารธรรมชาติ แม้จะมีรายงานพบครั้งสุดท้ายในปี 1976

แต่แล้วเมื่อ Neil Roberts ใช้กล้องถ่ายรูปใต้น้ำที่เพิ่งซื้อถ่ายภาพบริเวณทะเลสาบบนชายฝั่ง แมงกะพรุนที่ปรากฏนั้นดันเหมือนกับภาพวาดบนหนังสือโบราณแบบเนี้ยบทุกประการ งานวิจัยต่อจากนั้นยืนยันว่าเขาได้ แมงกะพรุนที่หายไปกว่าครึ่งศตวรรษ คืนมาจริงๆ

  • จุดพบที่สำคัญ: ใต้ท้องหินและซอกหินริมทะเลในบริเวณร่มเย็น
  • ฤดูกาลที่เหมาะที่สุด: ช่วงฤดูร้อน
  • ความหวังอนุรักษ์: สปีชีส์อาจมีประชากรอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนมาก

ความหมายของการค้นพบ

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Guy Freeman เน้นย้ำว่า การมีชีวิตคืนมาของแมงกะพรุนสูญพันธุ์ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับนโยบายอนุรักษ์ เขาเสริมว่าส่วนนี้ไม่มีอะไรพิเศษ แต่อาจมีหินอีกนับไม่ถ้วนที่ซ่อนแมงกะพรุนชนิดนี้อยู่ ดร. Allen Collins จากสถาบันสมิธโซเนียนอธิบายว่า นี่คือจุดตัดสินสปีชีส์ว่าต้องไม่สูญพันธุ์อีก

แมงกะพรุนที่เคยเขียนในประวัติศาสตร์ว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว กลับกลายเป็นว่าอยู่ดีๆ ดันโผล่มาให้เห็นที่อุณหภูมิประมาณ 15-18 องศาเซลเซียสในยุคปัจจุบัน สิ่งที่ทุกคนร่วมมือได้คือ การตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ แมงกะพรุนสูญพันธุ์ที่กลับมาอีกครั้งจะได้มีชีวิตอย่างยั่งยืน

หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวสกอตแลนด์ อย่าลืมพาตาแหลมงูสังเกตแมงกะพรุนรอบๆ ซอกหินในช่วงซัมเมอร์ แม้จะไม่การันตีว่าจะได้พบ แมงกะพรุนที่เคยสูญพันธุ์ แต่การตื่นตัวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะทำให้เรารักษามรดกทางธรรมชาติไว้ได้ต่อไป

ที่มา – แมงกะพรุนสูญพันธุ์ที่หายไป

ในหลวงพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่พลเรือนผู้เสียชีวิตจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวงพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่พลเรือนผู้เสียชีวิตจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ศาลาพระพุทธคุณ วัดมหาพุทธาราม หรือที่รู้จักกันดีในนามวัดพระโต ซึ่งเป็นพระอารามหลวงในจังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลออกเมรุ และพระราชทานเพลิงศพแก่พลเรือนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อบริเวณพิธีอย่างสูง

พิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้ทรงเป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมและพระราชทานเพลิงศพ รวมทั้งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด โดยมีบุคคลสำคัญจาก many กระทรวงและองค์กรที่เกี่ยวข้องมาร่วมแสดงความไว้อาลัย ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด และยังรวมไปถึงเหล่าสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทหาร ตำรวจ ภาคเอกชนและประชาชน

จากการสูญเสียที่เกิดขึ้น คุณนฤมลได้กล่าวถึงความสำคัญของการฟื้นฟูจิตใจของนักเรียน ครู และชุมชนรอบข้างที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ โดยมีแนวร่วมจากทุกภาคส่วนกำลังร่วมมือกันเพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยลดผลกระทบให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากความสูญเสียอย่างเต็มที่

การส่งกำลังใจจากทั่วประเทศ

ภายในพิธีบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความอาลัยอย่างลึกซึ้ง จากการสูญเสียพลเรือนที่ยังมีอายุน้อย หลายรายอยู่ในวัยเรียน และเป็นอนาคตของชาติ คุณนฤมลได้กล่าวว่า ดิฉันขอให้ทุกครอบครัวเข้มแข็ง ให้ทุกคนมีพลังใจเดินหน้าต่อไปด้วยความรักและกำลังใจจากพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ

สำหรับชื่อผู้เสียชีวิตมีดังนี้: รุ่งรัศ ประชัน, ทักษพร ประชัน, พงศภัค ประชัน, กิตติศักดิ์ คำวัง, อรุณรัตน์ วันศรี, สาวิตรี อ่อนทรวง, และสมศรี ลาภบุญ โดยทั้งหมดถือเป็นความสูญเสียวที่เป็นมิได้ในทุกมุมมองของสังคม คุณนฤมลระบุอีกว่ากระทรวงศึกษาธิการพร้อมดูแลเยียวยาอารมณ์และความรู้สึกของชุมชนทั้งหมดที่ระบบหลังการสูญเสียเพื่อนและครอบครัวที่กระทบกระเทือนมากที่สุด

การแสดงความอาลัยจากบุคคลสำคัญ

ไม่เพียงแต่ทางการระดับจังหวัด แต่ยังมีการส่งพวงหรีดจากบุคคลระดับประเทศ รวมทั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร รองนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม เวชยชัย และตัวแทนจากรัฐบาลหลายด้าน

สำหรับท่านที่เข้าร่วมงาน จะเห็นได้ถึงความตั้งใจและความผูกพันของประชาชนพื้นที่ที่ยังคงส่งเสริมและเคารพครอบครัวที่ได้รับผลกระทบในรูปแบบอย่างยิ่งใหญ่

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วม
  • ดำเนินการตามพระบรมราชานุเคราะห์โดยตรงด้วยช่วยเหลือจากทีมงานระดับชาติ
  • สิ่งสำคัญคือรัฐบาลพร้อมเดินหน้าเพื่อสนับสนุนทุกด้าน

ที่มาในครั้งนี้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทั่วประเทศให้หันมาสนใจพื้นที่แนวชายแดนและช่วยส่งเสริมด้านความปลอดภัยเพื่อคืนความสงบสุขและลดการสูญเสียของประชาชนได้มากขึ้นกว่าที่เคยเป็น

การร่วมไว้อาลัยกับครอบครัวผู้เสียชีวิตไม่ใช่เพียงแค่การแสดงออกทางจิตใจ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงการรับผิดชอบของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะรัฐที่ต้องดูแลประชาชนให้ปลอดภัยที่สุด

ที่มา – ในหลวงพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่พลเรือนผู้เสียชีวิตจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

SEC เปลี่ยนแนวทางนโยบายคริปโท ทรัมป์เร่งผลักดันการยอมรับ

การเปลี่ยนแนวทางของ SEC ในตลาดคริปโท ทรัมป์เร่งผลักดันการทำให้คริปโทถูกต้องตามกฎหมาย

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC) เปิดตัวแผนปฏิวัติครั้งประวัติศาสตร์ในด้านการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยประธาน SEC พอล แอตกินส์ ประกาศแผนใหญ่ภายใต้ชื่อ Project Crypto เพื่อปรับทิศทางการทำงานให้ทันสภาวะตลาดและมุ่งสู่เป้าหมายให้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางคริปโทของโลก

แอ็กตินส์ระบุว่า การเปิดนโยบายใหม่นี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคริปโทในประเทศ ด้วยการปรับเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน รวมทั้งผลักดันให้มีการพิจารณารวมพันธุกรรมทางการเงินแบบ Decentralized Finance (DeFi) และ Super App ที่รวมระบบการชำระเงินกับฟีเจอร์อื่นๆ เช่น โซเชียลมีเดีย

แผนยุทธศาสตร์ crypto ใหม่ของ SEC

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการยกเลิกการนับคริปโทส่วนใหญ่ว่าเป็น ‘หลักทรัพย์’ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมอย่างคล่องตัว ในขณะเดียวกันก็ตั้งใจลดขั้นตอนราชการที่ยุ่งยาก เทียบกับยุคของอดีตเลขาธิการ SEC แกรี เจนส์เลอร์ ที่เข้มงวดกับกฎระเบียบจนมีการฟ้องร้องแพลตฟอร์มอย่าง Coinbase และ Binance

ทิศทางใหม่ของสหรัฐฯ ที่ชัดเจน

ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์รับตำแหน่ง การออกกฎหมาย Genius Act เป็นการวางรากฐานกฎหมายสกุลเงินสเตเบิลคอยน์ครั้งแรก เช่นเดียวกับการตั้งสภาพัฒนาการคริปโทระดับรัฐบาลกลาง นำโดยเดวิด แซคส์ ซึ่งเคยออกรายงาน 160 หน้าเมื่อต้นเดือนนี้

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือดีลความร่วมมือระหว่าง JP Morgan กับ Coinbase ที่อนุญาตการซื้อขายคริปโทผ่านบัตรเครดิต Chase ส่วนธนาคาร Bank of America ก็เตรียมออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ในต้นปี 2025 การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนการเคลื่อนไหวอย่างจริงจังของ การเปลี่ยนแนวทางของ SEC ในตลาดคริปโท ทรัมป์เร่งผลักดันการทำให้คริปโทถูกกฎหมาย

ข้อถกเถียงและความเสี่ยงที่ตามมา

แม้โครงสร้างกฎหมายใหม่จะดึงดูดแพลตฟอร์มมากมาย แต่ก็มีเสียงวิจารณ์เรื่องการลดทอนความโปร่งใส อย่างองค์กร Federal Banking Watchdog ชี้จุดอ่อนที่อาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบเสียหายกว่า 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ตามข้อมูล FBI

ความขัดแย้งผลประโยชน์ยิบ

กลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นทรัมป์ได้ประโยชน์จากนโยบายที่กำหนด เช่นแพลตฟอร์ม World Liberty Financial สเตเบิลคอยน์ USD1 และธุรกิจขุดบิตคอยน์ของอีริก ทรัมป์ เส้นแบ่งระหว่างอำนาจส่วนตัวกับรัฐบาลกำลังพร่าเลือนลง ทำให้巨型 özelเน็ตสภาพการกำกับดูแล

ท่าทีของ SEC อาจมองง่ายไปในการรองรับนวัตกรรมในโลกดิจิทัล แต่เราต้องไม่ลืมว่าคริปโทยังมีความผันผวน และต้องการโอกาสร่วมมือของภาคปฏิบัติการเพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว

ที่มา – The SEC Shifts Gears on Crypto—Trump’s Big Push to Legitimize Crypto Is Underway

นักวิชาการเตือน ดีลทรัมป์ไทยได้ประโยชน์ไม่มาก ควรมุ่งสู่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ

นักวิชาการเตือน ดีลทรัมป์ไทยได้ประโยชน์ไม่มาก ควรมุ่งสู่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ

ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ รองศาสตราจารย์และอธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้อัตราภาษีนำเข้าไทยไว้ที่ 19% ว่า ดีลนี้แม้จะช่วยให้ไทยได้คลายความกังวลชั่วขณะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักวิชาการเตือน ดีลทรัมป์ไทยได้ประโยชน์ไม่มาก เนื่องจากหลายประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเวียดนาม ก็ได้รับการปฏิบัติในอัตราภาษีใกล้เคียงหรือเทียบเท่าไทย

จากที่ได้มีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ ‘สงครามการค้าจีน–สหรัฐฯ และผลกระทบต่อไทย’ โดยหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ ดร.สมภพได้เน้นย้ำว่า ไทยควรเร่งปรับตัวTowards สู่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ เนื่องจากแนวโน้มโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจที่เข้มข้นขึ้น

สหรัฐฯ ถอยไปสู่เศรษฐกิจแบบเดิม

ภายใต้ยุคทรัมป์ สหรัฐฯ ได้แสดงให้เห็นชัดว่ากำลังพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงการตั้งกำแพงภาษีกับเหล็กและอะลูมิเนียม เพื่อดึงบริษัทต่างชาติให้ย้ายฐานการผลิตกลับเข้ามาภายในประเทศ โดยหวังจะลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ก็ยังพยายามกลับมาเน้นการขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน และแร่แรร์เอิร์ธเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีในอนาคต

จีนก้าวหน้า สู่ Service-Based แบบสหรัฐฯ

ในทางตรงกันข้าม จีนเองก็กำลังเดินสวนทางสหรัฐฯ โดยเปลี่ยนผ่านจากการเป็น ‘โรงงานของโลก’ มุ่งสู่การพัฒนา เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ ซึ่งรวมถึงการลงทุนในภาคการท่องเที่ยว การกีฬา และการแพทย์แบบครบวงจร

ดร.สมภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยควรพิจารณากลยุทธ์นี้อย่างจริงจัง เพราะประเทศของเรามีศักยภาพไม่น้อยในด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ การบริการ และวัฒนธรรม ซึ่งหากลงทุนในภาคบริการจะช่วยดันให้ภาคการผลิตเติบโตตามตัว ด้วยการผลิตวัตถุดิบหรือเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับบริการต่างๆ

7 เสาหลักของการพัฒนาที่แข่งกันได้

ดร.สมภพ ได้ยกตัวอย่าง ว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างตั้งอยู่บนพื้นฐานสำคัญ 7 อย่าง ได้แก่

  • ระบบคมนาคมขนส่งที่ทันสมัย
  • ระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
  • เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • ระบบการเงินที่มีเสถียรภาพ
  • เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อการลงทุนและตลาด
  • การพัฒนาคนให้มีศักยภาพ
  • การเมืองที่มีเสถียรภาพและสามารถรองรับการปรับตัวได้

ซึ่งเป็นทางเดินที่ไทยสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลก

ควรแลกเปลี่ยนอะไรแทนการพึ่งพาการส่งออก

แทนที่จะพึ่งพาการส่งออกที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เราควรวางรากฐานให้มั่นให้กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านบริการ การท่องเที่ยว การแพทย์ บันเทิง หรือแม้กระทั่งความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่โมเดลเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและไม่ต้องแข่งขันราคากับประเทศอื่นตลอดเวลา

ท้ายที่สุดนักวิชาการเตือน ดีลทรัมป์ไทยได้ประโยชน์ไม่มาก เราไม่ควรมองเพียงเรื่องภาษีนำเข้าระยะสั้น แต่ต้องมองให้ไกลถึงอนาคตที่ไทยสามารถ ‘ขายบริการ’ ให้โลกได้ในแบบเดียวกับสหรัฐฯ และจีน ท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีและการค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่มีใครชะล้างความจริง

ที่มา – นักวิชาการเตือน ดีลทรัมป์ไทยได้ประโยชน์ไม่มาก ควรมุ่งสู่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ

แม่ทัพภาค 2 ประชุมผู้ว่าฯ ภาคอีสาน เอาจริงมาตรการกำจัดโดรน บูรณาการเจ้าหน้าที่สาวถึงเบื้องหลัง

แม่ทัพภาค 2 เรียกประชุมผู้ว่าฯ ภาคอีสาน เจริญมาตรการป้องกันโดรนเข้มงวดขึ้น

วันนี้ (3 สิงหาคม) พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ทำการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 20 จังหวัดในภาคอีสาน ผ่านระบบ VTC หรือการประชุมทางไกลแบบเห็นภาพ โดยประเด็นหลักที่นำมาหารือคือ มาตรการกำจัดโดรน อย่างจริงจัง หลังพบความเคลื่อนไหวน่าสงสัยและการใช้งานโดรนที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงในพื้นที่ภาคอีสาน

การบูรณาการระหว่างหน่วยงานหลักเพื่อควบคุมสถานการณ์

ในที่ประชุม พล.ท. บุญสิน ให้แต่ละจังหวัดดำเนินมาตรการร่วมกับตำรวจ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยขอให้จัดหานวัตกรรมหรืออุปกรณ์ที่ใช้ต่อต้านโดรนเช่น เครื่อง Anti Drone เพื่อป้องกันไม่ให้โดรนบินล่องหนเข้ามาในพื้นที่สำคัญ รวมถึงเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังในสถานที่สำคัญ เช่นศาลากลาง สนามกีฬา คลังอาวุธ สถานีตำรวจ สถานีขนส่ง และโดยเฉพาะสนามบิน ซึ่งมักตกเป็นพื้นที่เป้าหมายในการจารกรรมหรือก่อการร้าย

เน้นลงโทษผู้อยู่เบื้องหลังอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ในประชุมยังได้กำหนดให้มีการสร้างชุดลาดตระเวนพิสูจน์ตัวบุคคลที่ไม่สังกัดในพื้นที่ หากพบว่ามีลักษณะพฤติกรรมเข้าข่ายความผิดปกติ เช่น ใช้งานโดรนผิดวัตถุประสงค์ หรือเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ได้รับคำสั่งให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือลักษณะไส้ศึก ซึ่งโทษอาจถึงขั้นประหารชีวิต ทั้งนี้ยังได้ให้กำชับห้ามปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยแบบง่ายๆ โดยต้องสืบสาวกลุ่มเป้าหมายเพื่อค้นหาต้นตอผู้อยู่เบื้องหลัง

ปัจจัยที่อาจเชื่อมโยงกับโดรนที่ผิดปกติ

แม่ทัพภาค 2 ยังได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดการใช้โดรนผิดวัตถุประสงค์ในพื้นที่ อาจมาจากกลุ่มแรงงานต่างชาติหรือมือที่สามที่ได้รับผลกระทบจาก มาตรการปราบปรามการค้ามนุษย์ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สถานบ่อนการพนัน หรือประเทศเพื่อนบ้าน อาจใช้การส่งโดรนมาเพื่อจารกรรมข้อมูล หรือสอดแนมก่อความไม่สงบ หากมีการยืนยันชัดเจนว่าบุคคลนั้นเป็นชาวต่างชาติ เจ้าหน้าที่ไทยจะดำเนินคดีก่อนส่งตัวกลับประเทศ และขึ้นบัญชีดำไม่ให้นำบุคคลดังกล่าวเข้ามาในไทยได้อีก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง

พล.ท. บุญสิน ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีกองกำลังของฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกองหนุนของไทยมีความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ปล่อยให้เกิดช่องว่างในการลักลอบข้ามแดนหรือการจารกรรมผ่านโดรนข้ามพรมแดน

ปฏิบัติการร่วมกับกัมพูชาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

สำหรับประเด็นล่าสุด พ.อ. ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้แจ้งว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (09.00 น.) มีการ ทำลายวัตถุระเบิดและกระสุนระเบิด บริเวณยอดภูมะเขือ ซึ่งได้แจ้งฝ่ายกัมพูชาให้รับทราบเป็นการล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือตึงเครียดเพิ่มเติมในพื้นที่ชายแดน

ถือเป็นการยกระดับมาตรการด้านความมั่นคง โดยเฉพาะ การบูรณาการกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ กอ.รมน. ภาคประชาชน และเอกชน ที่ต้องทำงานร่วมกันแบบเป็นระบบ ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการโดรนที่ผิดกฎหมายในอนาคต หากต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมและวางแผนที่รอบคอบของหน่วยงานภายในประเทศ คือความสำคัญที่อาจไม่ใช่เพียงป้องกันภัยในทันทีทันได แต่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างคล่องตัว

หากคุณติดตามข่าวความมั่นคง หรือสนใจเทคโนโลยีด้านโดรนและการป้องกัน เราขอแนะนำให้ติดตามการอัปเดตมาตรการจากภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่ออนาคตของ การใช้งานโดรนในประเทศไทย ทั้งสำหรับผู้ใช้งานในเชิงธุรกิจ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ชื่นชอบโดรนเพื่อการถ่ายภาพเท่านั้น การเข้าใจข้อกฎหมายชัดเจนจะช่วยปกป้องไม่ให้ตัวคุณตกเป็นจำเลยในเรื่องนี้

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 ประชุมผู้ว่าฯ ภาคอีสาน เอาจริงมาตรการกำจัดโดรน บูรณาการเจ้าหน้าที่สาวถึงเบื้องหลัง

ประมวลภาพ ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ ประสานเสียงชี้เจรจาหยุดยิงทำไทยเสียเปรียบ นัดขับไล่รัฐบาลครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ม็อบรวมพลังแผ่นดินเพื่อปกป้องอธิปไตยได้จัดกิจกรรมชุมนุมในช่วงเย็น บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยพลังและความมุ่งมั่นของผู้เข้าร่วมชุมนุมที่ต้องการสะท้อนเสียงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ แกนนำแต่ละคนทยอยขึ้นปราศรัยอย่างเข้มข้น โดยเน้นย้ำว่าการเจรจาหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขของรัฐบาลชุดปัจจุบันนั้นทำให้ไทยเสียเปรียบในการควบคุมดินแดน โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทตาควาย

ทักษิณ-ฮุนเซน ขัดแย้งหรือร่วมมือกันทำลายไทย?

แก้วสรร อติโพธิ อดีต ส.ว. ได้ตั้งข้อสงสัยไว้ 4 ประเด็นหลัก ว่าทักษิณกับฮุนเซนมีความขัดแย้งจริงหรือไม่ทำไมฮุนเซนจึงยังไม่หยุดการรุกล้ำของกัมพูชา และอนาคตสถานการณ์อาจบานปลายไปสู่สงครามขนาดใหญ่ได้หรือไม่ และสุดท้ายไทยควรต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งแก้วสรรเน้นว่า ทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล เพื่อลดการทำลายประเทศในทุกด้าน

สมชาย แสวงการ ชี้ ไส้ศึกคือต้นเหตุความอ่อนแอ

สมชาย แสวงการ อดีต ส.ว. ได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า มีไส้ศึกในทำเนียบรัฐบาลที่ทำให้นโยบายและคำสั่งทหารใช้ยุติการสู้รบได้ในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ทั้งที่ไทยยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ จากการที่กองทัพไทยมีแสนยานุภาพอันดับหนึ่งในอาเซียน แต่กลับถูกกัมพูชาตามรุกล้ำ

เจษฎ์ โทณะวณิก เสนอฉีกเอ็มโอยู ช่วยรักษาอธิปไตย

ด้านเจษฎ์ โทณะวณิก นักกฎหมายและนักกิจกรรม ได้เสนอว่ารัฐบาลควรฉีกสัญญา MOU 43 และ MOU 44 ออก เพื่อแสดงพลังเอกภาพของชาติ ไม่ยินยอมให้การเมืองเป็นเครื่องมือทำลายชาติที่ถูกสร้างจากกลุ่มคนที่ไม่รักชาติ โดยเขาเชื่อว่าหากมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง เราจะไม่วิกลจริงใดๆ กับดินแดนของไทย

จตุพร ชี้ เจรจาหยุดยิงตอนเสียเปรียบคือความผิดพลาด

จตุพร พรหมพันธุ์ หนึ่งในแกนนำของกลุ่ม ซึ่งขึ้นปราศรัยปิดท้ายงานชุมนุม ได้ระบุว่า การเจรจาหยุดยิงในช่วงเวลาที่ไทยเสียเปรียบอย่างชัดเจนถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะการเจรจาในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 จตุพรยังเสนอให้ฉีกสัญญาและยึดปราสาทตาควายคืนให้ได

“การที่รัฐบาลไม่มีท่าทีจะแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดเหตุเจรจา ก็ทำให้ความเชื่อมั่นลดลงทุกวัน ถ้าเขาไม่แก้ปัญหาได้จริง ๆ เราต้องไม่รออีกแล้ว ต้องทำให้พวกเขาจากไป”

  • จตุพรมองว่า การหยุดยิงในเวลาที่เหมาะสมที่สุดของศัตรู ทำให้เสียตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์
  • สมชายตั้งข้อสังเกตว่า จีนมีอิทธิพลทางการเมืองผ่านการเจรจาของรัฐบาลไทย
  • เจษฎ์เสนอแนวคิดใหม่ทางการทูต โดยไม่เจรจากับกัมพูชาในรูปแบบปัจจุบัน

บทสรุปจากที่ชุมนุมและคำมั่นสัญญาครั้งหน้า

หลังจากปราศรัยด้วยความเข้มข้น ผู้ร่วมชุมนุมได้ร้องเพลงบ้านเกิดเมืองนอน และเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อแสดงความรักชาติ โดยแกนนำระบุชัดว่า ครั้งหน้าจะนำประชาชนเดินขบวนบุกทำเนียบรัฐบาลเพื่อกดดันรัฐบาลให้ลาออกและกอบกู้ไวซึ่งศักดิ์ศรีของประเทศไทย

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ห่วงใยอนาคตของประเทศ และต้องการเห็นรัฐบาลที่มั่นคงและรักษาอธิปไตยได้จริง ติดตามการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ อย่าให้ความอ่อนแอมาเป็นจุดพิษของชาติ คุณก็สำคัญในกระบวนการนี้