ผู้เขียน: lalika69_admin

อัยการยื่นศาลแพ่งอายัดทรัพย์ทนายตั้ม 74 ล้านบาทซ้ำ ระหว่างรออุทธรณ์ ด้าน อสส. สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่ชื่นชอบข่าวดราม่าบันเทิงและเรื่องกฎหมายสุดเข้มข้น วันนี้ผมมีอัพเดทคดีร้อนแรงที่หลายคนจับตา นั่นคือ อัยการยื่นศาลแพ่งอายัดทรัพย์ทนายตั้ม 74 ล้านบาทซ้ำ ระหว่างรออุทธรณ์ ด้าน อสส. สั่งตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริง ครับ คดีนี้มาจากกรณีฉ้อโกงของ “ทนายตั้ม” หรือนายษิทรา เบี้ยบังเกิด และภรรยา กับคู่กรณีดังอย่างเจ๊อ้อย หรือจตุพร อุบลเลิศ ที่ก่อนหน้านี้ศาลแพ่งยกคำร้องริบทรัพย์ไปเมื่อ 24 ก.พ. แต่ล่าสุดอัยการไม่ยอมแพ้ ยื่นใหม่ทันที!

อัยการยื่นศาลแพ่งอายัดทรัพย์ทนายตั้ม 74 ล้านบาทซ้ำ ระหว่างรออุทธรณ์ ด้าน อสส. สั่งตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริง

มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ นะครับ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา นายสุเทพ เยี่ยมศิริ อัยการผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 ได้บุกยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งอีกครั้ง ขออายัดทรัพย์สินชั่วคราวมูลค่า 74 ล้านบาท ซึ่งรวมอสังหาฯ และเงินฝากธนาคารของทนายตั้มและภรรยา เหตุผลหลักที่อัยการยกมานั้นหนักแน่นมาก:

  • ทรัพย์สินเหล่านี้เชื่อมโยงกับความผิดฐานฉ้อโกงที่ทำเป็นปกติธุระ และฟอกเงิน
  • เป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูง โอนย้ายง่าย ถ้าไม่อายัด ตอนบังคับคดีจะลำบาก ผู้เสียหายอย่างเจ๊อ้อยจะเดือดร้อนหนัก

ศาลแพ่งรับทราบและสั่งอายัดทันที! ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำอุทธรณ์ออกมา โดยอาศัย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 59 ประกอบ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 254(1) และ 260 ครับ นี่คือกลไกคุ้มครองชั่วคราวที่ฉลาดมาก ในฐานะคนติดตามคดีมาหลายปี ผมบอกเลยว่าการอายัดแบบนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ทรัพย์หายตัวไป เหมือนหลายคดีที่เคยเจอ

พื้นหลังคดีทนายตั้ม vs เจ๊อ้อย ที่คุณต้องรู้

ย้อนไปก่อนหน้านี้ คดีนี้เริ่มจากข้อหาฉ้อโกงที่เจ๊อ้อยอ้างว่าถูกทนายตั้มโกงเงิน 74 ล้านในรูปแบบปกติธุระ ศาลแพ่งเคยยกคำร้องริบทรัพย์เพราะหลักฐานยังน้ำหนักเบา แต่ตอนนี้ระหว่างรออุทธรณ์ อัยการเลยใช้ช่องทางนี้ซ้ำ เพื่อไม่ให้ทรัพย์ไหลออกนอกระบบ ส่วนคำสั่งอายัดฉุกเฉินมีผล 7 วันก่อน แต่ถ้าอัยการยื่นต่อเนื่อง ก็ยื้อได้ยาวๆ จนศาลอุทธรณ์ตัดสิน

อสส. เข้าตรวจสอบแล้ว สัญญาณร้อนแรง

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ อัยการสูงสุด (อสส.) สั่งตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงทันที หลังทราบคำพิพากษายกคำร้องริบ นายสุเทพก็ไปชี้แจงแล้วด้วย ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณว่าคดีอาจมีจุดพลิกผัน เพราะอสส. ไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ โดยเฉพาะคดีฟอกเงินที่กระทบภาพลักษณ์ระบบยุติธรรม นักกฎหมายอย่างผมเห็น trend ว่าปีหลังๆ คดี celeb อย่างนี้ อสส. เข้มงวดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

จากประสบการณ์ติดตามคดีบันเทิงเทค (อย่างคดี crypto scam ที่คล้ายกัน) การอายัดทรัพย์คือกุญแจสำคัญ ถ้าศาลอุทธรณ์สั่งริบจริง ทนายตั้มอาจต้องคืนเงินเต็มๆ แต่ถ้าปลดล็อก เงิน 74 ล้านก็กลับมาได้ทันที เพื่อนๆ คิดยังไง คดีนี้จะจบยังไง?

ในมุม expert ผมแนะนำว่าผู้เสียหายควรเตรียมหลักฐานน้ำหนักหน่วงให้ศาลอุทธรณ์ ส่วนทนายฝั่งจำเลยก็ต้องหาทางโต้เหตุผลอายัดให้ได้ Trend ในไทยตอนนี้ คดีฟอกเงินจาก celeb กำลังมาแรง เพราะเทคโนโลยีโอนเงินเร็ว ทำให้อัยการต้องใช้เครื่องมือแบบนี้บ่อยขึ้น สุดท้ายแล้ว ความยุติธรรมต้องมาก่อนนะครับ

ติดตามอัพเดทคดีนี้และข่าวบันเทิงกฎหมายอื่นๆ ได้ที่บล็อกเรา คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณเชียร์ฝั่งไหน!

ที่มา – อัยการยื่นศาลแพ่งอายัดทรัพย์ทนายตั้ม 74 ล้านบาทซ้ำ ระหว่างรออุทธรณ์ ด้าน อสส. สั่งตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริง

เลือกตั้ง 2569 : จิราพรเผยพร้อมทำทุกหน้าที่ หลังมีกระแสลุ้นคืนเก้าอี้รัฐมนตรี ปัดข่าวภูมิใจไทยตีชื่อกลับ ย้ำเพื่อไทยเสนอชื่อตามความสามารถ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนจากวงการการเมืองไทยกันแบบเป็นกันเองหน่อยนะ ในหัวข้อ เลือกตั้ง 2569 : จิราพรเผยพร้อมทำทุกหน้าที่ หลังมีกระแสลุ้นคืนเก้าอี้รัฐมนตรี ปัดข่าวภูมิใจไทยตีชื่อกลับ ย้ำเพื่อไทยเสนอชื่อตามความสามารถ ซึ่งเป็นข่าวที่หลายคนกำลังจับตามอง โดยเฉพาะแฟนๆ พรรคเพื่อไทยและคนที่ติดตามสถานการณ์หลังเลือกตั้ง 2569 มาดูกันว่าจิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด มีอะไรน่าสนใจบ้าง

เลือกตั้ง 2569 : จิราพรเผยพร้อมทำทุกหน้าที่ หลังมีกระแสลุ้นคืนเก้าอี้รัฐมนตรี ปัดข่าวภูมิใจไทยตีชื่อกลับ ย้ำเพื่อไทยเสนอชื่อตามความสามารถ

ที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ จิราพรเดินทางมารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้วให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD อย่างตรงไปตรงมา เธอเล่าว่าการเลือกตั้งในร้อยเอ็ดทั้ง 8 เขตดุเดือดมาก แม้จะเป็นฐาน stronghold ของเพื่อไทย แต่ก็เข้มข้นสุดๆ เพราะประชาชนยังศรัทธานโยบายและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ผลออกมาเพื่อไทยคว้า 4 เขต สุดเจ๋งคือมี 2 เขตที่อดีตคนของพรรคย้ายไปพรรคอื่น แต่ส่งหน้าใหม่ลงแทน แล้วชนะขาดลอย! นี่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฐานเสียงและกลยุทธ์ที่เฉียบคมของทีมงานเลยครับ

ช่วงรอยต่อหลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ จิราพรไม่ได้นั่งรอเฉยๆ เธอลงพื้นที่พบปะประชาชนในงานที่ถูกกฎหมาย ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ให้ความไว้วางใจ ไม่ว่าจะเพื่อไทยเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เธอพร้อมลุยเต็มที่ ทั้งรับฟังปัญหาท้องถิ่นและทำงานในสภา “ทิศทางร่วมรัฐบาล พรรคจะยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ดีขึ้น” คำพูดนี้ฟังดูมั่นใจและจริงใจมาก

ปัดข่าวลือเรื่องภูมิใจไทยตีชื่อรัฐมนตรีกลับ

มีกระแสข่าวว่าชื่อรัฐมนตรีเพื่อไทยถูกตีกลับเพราะภูมิใจไทยอยากได้คนรุ่นใหม่ จิราพรบอกว่าไม่ทราบจริง แนะให้ถามพรรคภูมิใจไทยเอง และย้ำว่าเพื่อไทยคัดคนตามความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ เพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือ mindset ที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ไม่ใช่แค่เล่นการเมือง

ส่วนกระแสลุ้นให้เธอกลับมารัฐมนตรีสมัยใหม่ หลังจากเคยทำหน้าที่มาแล้ว จิราพรขอบคุณทุกคนที่เชียร์ และบอกว่าการได้กลับมาเป็น ส.ส. ก็ภูมิใจสุดๆ แล้ว แต่ถ้าพรรคหรือประชาชนมอบหมายบทบาทอื่น เธอพร้อม 100% “ยินดีทำทุกหน้าที่” คำนี้ชัดเจน ไม่เกี่ยง!

  • ร้อยเอ็ดยังเป็นฐานเพื่อไทย แม้แข่งดุเดือด
  • ชนะ 4 จาก 8 เขต ส่งหน้าใหม่ลุยสำเร็จ
  • พร้อมทำงาน ไม่ว่าจะรัฐบาลหรือค้าน
  • ปัดข่าวตีชื่อ ย้ำคัดคนเก่ง
  • ลุ้นคืนเก้าอี้ แต่ไม่เกี่ยงตำแหน่ง

จากมุมมองของผมที่ติดตามการเมืองมานาน เห็นได้ชัดว่าเลือกตั้ง 2569 นี้ พรรคเพื่อไทยยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน กลยุทธ์ส่งหน้าใหม่ชนะย้ายพรรค แสดงถึง adaptability ที่ดี เหมือน tech startup ที่ปรับตัวไวให้เข้ากับตลาด ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลลุ้นไปทางไหน เราคงเห็นทีมเวิร์คระหว่างพรรคร่วมที่น่าติดตาม แนวโน้มคือการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นผลงานจริง ไม่ใช่แค่ชื่อเสียง

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้าจิราพรได้คืนเก้าอี้ จะเอานโยบายอะไรมาลุยต่อ? ติดตามกันต่อได้ที่ เว็บผลเลือกตั้ง 2569 หรือ เว็บเลือกตั้ง 2569 อย่าลืมแชร์ความเห็นในคอมเมนต์นะ ว่าคุณคิดยังไงกับกระแสนี้!

สรุปแล้ว เลือกตั้ง 2569 : จิราพรเผยพร้อมทำทุกหน้าที่ หลังมีกระแสลุ้นคืนเก้าอี้รัฐมนตรี ปัดข่าวภูมิใจไทยตีชื่อกลับ ย้ำเพื่อไทยเสนอชื่อตามความสามารถ เป็นสัญญาณดีว่าการเมืองเรายังมีคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน อย่าพลาดอัปเดตข่าวใหม่ๆ นะครับ

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : จิราพรเผยพร้อมทำทุกหน้าที่ หลังมีกระแสลุ้นคืนเก้าอี้รัฐมนตรี ปัดข่าวภูมิใจไทยตีชื่อกลับ ย้ำเพื่อไทยเสนอชื่อตามความสามารถ

ป.ป.ช. ส่งมอบทองคำแท่งยึดทรัพย์คดีอดีตอธิบดีกรมสรรพากร ร่ำรวยผิดปกติ มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท คืนสู่แผ่นดิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวร้อนๆ มาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เหมือนกับ剧情ในละครน้ำเน่าแต่เป็นของจริงซะด้วย เรื่องราวของการปราบปรามทุจริตที่ ป.ป.ช. เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ป.ป.ช. ส่งมอบทองคำแท่งยึดทรัพย์คดีอดีตอธิบดีกรมสรรพากร ร่ำรวยผิดปกติ มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท คืนสู่แผ่นดิน นี่แหละครับที่ทำให้เรารู้สึกว่าความยุติธรรมยังมีอยู่จริง!

ป.ป.ช. ส่งมอบทองคำแท่งยึดทรัพย์คดีอดีตอธิบดีกรมสรรพากร ร่ำรวยผิดปกติ มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท คืนสู่แผ่นดิน

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินสุดอลังการให้กระทรวงการคลัง โดยมี สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. มอบหมายให้ ประทีป คงสนิท รองเลขาธิการ และ พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ เป็นตัวแทนหลัก ทรัพย์สินที่พูดถึงคือ ทองคำแท่งน้ำหนักรวม 20,976 บาททองคำ มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท! กรมธนารักษ์รับมอบเพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายเลยครับ

คดีนี้มาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1256/2567 ระหว่างอัยการสูงสุด (โจทก์) กับ สาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ผู้ถูกกล่าวหา คดีเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 เมื่อ ป.ป.ช. ชี้มูลว่าสาธิต ร่ำรวยผิดปกติสมัยเป็นอธิบดีกรมสรรพากร วันที่ 28 ตุลาคม 2559 นั่นเอง

เส้นทางการเงินที่ป.ป.ช. สืบเจอ

จากการตรวจสอบ ป.ป.ช. พบหลักฐานเด็ดคือรายการสั่งซื้อทองคำแท่งในชื่อสาธิต ผ่านบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัช จำกัด รวม 15 รายการ! คณะกรรมการเห็นว่าทรัพย์นี้เพิ่มขึ้นผิดปกติ ได้มาโดยมิชอบจากการใช้อำนาจหน้าที่ จนศาลฎีกาพิพากษายึดให้ตกเป็นของรัฐในที่สุด

  • ทองคำแท่งรวมน้ำหนัก 20,976 บาททองคำ
  • มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท (ณ ราคาปัจจุบัน)
  • ยึดตามคำพิพากษาศาลฎีกา 1256/2567
  • คืนให้กระทรวงการคลัง – กรมธนารักษ์

บทเรียนจากคดีนี้สำหรับสังคมไทย

ในฐานะคนที่ติดตามข่าวการเมืองและทุจริตมานาน ผมมองว่าคดี ป.ป.ช. ส่งมอบทองคำแท่งยึดทรัพย์คดีอดีตอธิบดีกรมสรรพากร ร่ำรวยผิดปกติ มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท คืนสู่แผ่นดิน นี้เป็นสัญญาณดีมากครับ แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบเส้นทางการเงินของ ป.ป.ช. แม่นยำแค่ไหน เหมือนกับเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ track ธุรกรรมได้ทุกขั้นตอนเลยทีเดียว สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบข่าวบันเทิง คดีนี้มันดราม่ากว่าละครซะอีก จากอธิบดีใหญ่กลายเป็นคดีร่ำรวยผิดปกติ!

ย้อนดูประวัติ สาธิต รังคสิริ เคยเป็นข้าราชการอาวุโสในกรมสรรพากร รับผิดชอบเรื่องภาษีมหาศาล แต่ทรัพย์สินเพิ่มพรวงผิดปกติ ทำให้ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบตั้งแต่ปี 2559 จนถึงชั้นศาลฎีกา ใช้เวลาหลายปีแต่พิสูจน์ได้ชัดเจน หลักฐาน 15 รายการซื้อทองจากฮั่วเซ่งเฮง เป็นจุดเด็ดที่ปิดคดี

คดีแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ คิดถึงคดีใหญ่ๆ อย่างยิ่งใกล้กรณีอื่นๆ ที่ ป.ป.ช. ยึดทรัพย์มูลค่ามหาศาลคืนชาติ มันช่วยลดช่องโหว่ทุจริตได้จริง โดยเฉพาะในหน่วยงานเก็บภาษีอย่างกรมสรรพากรที่ sensitive สุดๆ

จากมุมมอง expert ผมเห็น trend ว่าการยึดทรัพย์ร่ำรวยผิดปกติกำลังเข้มข้นขึ้นในไทย ตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 83 ที่ให้อำนาจยึดทรัพย์ที่ได้โดยทุจริตได้โดยตรง เงิน 1,500 ล้านนี้จะนำไปพัฒนาประเทศ เช่น สาธารณูปโภค หรือการศึกษาได้เลยครับ น่าจะทำให้ประชาชนมั่นใจในระบบมากขึ้น

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าความโปร่งใสแบบนี้คือกุญแจสำคัญ เหมือนในโลก tech ที่เราต้องการ data transparency เพื่อป้องกัน scam ถ้าทุกหน่วยงานทำได้แบบนี้ ไทยเราจะก้าวหน้าแน่นอน! เพื่อนๆ ลองแชร์ความเห็นใต้โพสต์หน่อยนะครับ ว่าคิดยังไงกับคดีนี้ หรืออยากเห็น ป.ป.ช. จัดการคดีไหนต่อ? ติดตามข่าวอัปเดตจากผมได้เลย!

ที่มา – ป.ป.ช. ส่งมอบทองคำแท่งยึดทรัพย์คดีอดีตอธิบดีกรมสรรพากร ร่ำรวยผิดปกติ มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท คืนสู่แผ่นดิน

ผู้นำปากีสถานประกาศพร้อม “บดขยี้” ตาลีบัน หลังโจมตีสองเมืองหลักของอัฟกานิสถาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้ผมมีข่าวร้อนๆ มาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเอง เหมือนนั่งคุยกันกาแฟสักแก้ว ข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องบันเทิงหรือเทคโนโลยีตรงๆ แต่เชื่อมโยงกับสถานการณ์โลกที่อาจกระทบทุกอย่างที่เราสนใจ ไม่ว่าจะเป็น supply chain เทคโนโลยีหรือกระแสโซเชียลมีเดียที่กำลังเดือดปุดๆ เลยครับ ผู้นำปากีสถานประกาศพร้อม “บดขยี้” ตาลีบัน หลังโจมตีสองเมืองหลักของอัฟกานิสถาน นี่คือหัวใจของเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นฮอตสุดๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้

ผู้นำปากีสถานประกาศพร้อม “บดขยี้” ตาลีบัน หลังโจมตีสองเมืองหลักของอัฟกานิสถาน

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ เมื่อคืนวันที่ 27 ก.พ. เสียงระเบิดดังสนั่นกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ตั้งแต่ตี 1 ครึ่ง และตามด้วยเสียงปืนกลในใจกลางเมืองจนถึงตี 2 ครึ่ง ปากีสถานยืนยันว่าทำการโจมตีตอบโต้ โดยก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง ตาลีบันบุกชายแดน ทำให้ทหารปากีสถานเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 3 นาย

เชห์บาซ ชารีฟ นายกฯ ปากีสถาน โพสต์บน X (อดีตทวิตเตอร์) อย่างดุเดือดว่า “กองทัพเรามีศักยภาพเต็มที่ในการบดขยี้ความทะเยอทะยานก้าวร้าวใดๆ จะไม่ประนีประนอมในการปกป้องมาตุภุมิ และทุกการรุกรานจะถูกตอบโต้อย่างเหมาะสม” ว้าว! คำพูดนี้แรงจริงๆ นะครับ

ตามด้วยคาวาจา มูฮัมหมัด อาซิฟ รมว.กลาโหม ที่ประกาศชัดๆ ว่า “ปากีสถานเปิดสงครามกับรัฐบาลตาลีบันแล้ว” เขาบอกว่าพยายามทางการทูตเต็มที่แล้ว แต่ความอดทนหมดลงแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายเคยตกลงหยุดยิงเปราะบางเมื่อเดือนตุลาคม แต่การปะทะยังเกิดขึ้นไม่หยุด

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ล่าสุดที่คุณต้องรู้

  • สัปดาห์ที่แล้ว: ปากีสถานโจมตีทางอากาศ 7 จุดใกล้ชายแดน ตีค่ายตาลีบัน ตอบโต้ระเบิดพลีชีพในปากีสถาน
  • ฝั่งตาลีบัน: อ้างสังหารทหารปากีสถานจำนวนมาก ยึดฐาน 15 แห่ง แต่ปากีสถานปฏิเสธ
  • 26 ก.พ.: ตาลีบันเปิดปฏิบัติการตอบโต้ใหญ่ตอน 20.00 น. ปากีสถานยอมรับเสียทหาร 2 ศพ
  • 27 ก.พ.: ปากีสถานบุกคาบูลและกันดาฮาร์ โฆษกรัฐบาลอ้างสังหารตาลีบัน 133 ศพ บาดเจ็บ 200+ แต่ตาลีบันบอก “ไม่มีใครเจ็บ”

เห็นมั้ยครับ ตัวเลขขัดแย้งกันสุดๆ แต่ละฝ่ายอ้างชนะขาดลอย ฝ่ายตัวเองเสียหายน้อย สถานการณ์แบบนี้ผมในฐานะคนติดตามข่าวมานาน บอกเลยว่ายากต่อการตรวจสอบ แต่ชัดเจนว่าความตึงเครียดพุ่งสูง!

ย้อนหลังนิดนึง สัปดาห์ก่อนการโจมตีอากาศของปากีสถานทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย รวมผู้หญิงเด็ก ฝั่งคาบูลโวยว่าบ้านเรือนและโรงเรียนมัสยิดโดนถล่ม แต่ปากีสถานยืนยันเป้าเป็นค่ายก่อการร้ายเท่านั้น

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: สถานการณ์จะลุกลามไหม?

จากประสบการณ์ผมที่ติดตามความขัดแย้งชายแดนมานับไม่ถ้วน สถานการณ์นี้อาจกลายเป็น “สงครามเงา” ที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะชายแดน Durand Line ที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยเห็นพ้องกัน แม้จะมีหยุดยิง แต่ปัญหากลุ่มติดอาวุธข้ามชาติยังค้างคา นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัล โพสต์บน X ของผู้นำทั้งสองฝ่ายกลายเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้ข่าวแพร่กระจายเร็ว สร้างกระแสโซเชียลมีเดียเดือดพล่าน

เชื่อมโยงกับเพื่อนๆ ที่ชอบเทคโนโลยี สงครามแบบนี้กระทบห่วงโซ่อุปทานแร่หายากจากอัฟกานิสถาน ซึ่งใช้ในชิปและแบตเตอรี่มือถือ ถ้าลุกลาม เทคโนโลยีที่เรารักอาจแพงขึ้นนะครับ!

สรุปแล้ว ผู้นำปากีสถานประกาศพร้อม “บดขยี้” ตาลีบัน หลังโจมตีสองเมืองหลักของอัฟกานิสถาน คือจุดเปลี่ยนที่ต้องจับตา บีบีซีจะอัปเดตต่อไป

ความเห็นผม: สถานการณ์นี้สะท้อน trend ความขัดแย้งชายแดนในเอเชียใต้ที่ทวีขึ้น อาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงภูมิภาค ลองคิดดู ถ้าสงครามใหญ่ขึ้น จะกระทบเศรษฐกิจโลกยังไง? คุณคิดเห็นยังไง? คอมเมนต์ด้านล่างแล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันครับ! ติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวโลกแบบ expert สไตล์เป็นกันเอง

ที่มา – ผู้นำปากีสถานประกาศพร้อม “บดขยี้” ตาลีบัน หลังโจมตีสองเมืองหลักของอัฟกานิสถาน

อัยการสูงสุดกลับคำสั่ง ชี้ขาดฟ้องบอสแซม-บอสมิน ดีเอสไอเปิด 2 สำนวนใหม่จ่อเอาผิดเพิ่มแบบต่างกรรมต่างวาระ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเทคและบันเทิงทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดราม่าร้อนแรงจากวงการกฎหมายที่เชื่อมโยงกับเซเลบคนดังในแวดวงบันเทิงและการลงทุนเทคโนโลยีมาอัปเดตกันครับ เรื่องนี้คือ อัยการสูงสุดกลับคำสั่ง ชี้ขาดฟ้องบอสแซม-บอสมิน ดีเอสไอเปิด 2 สำนวนใหม่จ่อเอาผิดเพิ่มแบบต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดที่ทำให้แฟนๆ และนักลงทุนต้องตามติด เพราะมันสะท้อนปัญหาใหญ่ในยุคดิจิทัลที่ influencer ชื่อดังมาพรีเซนต์โปรเจกต์ลงทุน แต่สุดท้ายกลายเป็น scam!

อัยการสูงสุดกลับคำสั่ง ชี้ขาดฟ้องบอสแซม-บอสมิน ดีเอสไอเปิด 2 สำนวนใหม่จ่อเอาผิดเพิ่มแบบต่างกรรมต่างวาระ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พนักงานอัยการคดีพิเศษเคยมีคำสั่งไม่ฟ้อง ยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ “บอสแซม” และ พีชญา วัฒนามนตรี หรือ “บอสมิน” สองพี่น้องคู่นี้ที่เคยโด่งดังในวงการบันเทิงและโซเชียลมีเดีย จนนำไปสู่การปล่อยตัวชั่วคราวจากเรือนจำ แต่ DSI ไม่ยอมง่ายๆ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ทำความเห็นแย้ง ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดตัดสินตามกฎหมาย

และแล้ว เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569 อัยการสูงสุดก็มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องทั้งสองคน! ขั้นตอนต่อไปคืออัยการคดีพิเศษจะนัดทั้งคู่มาแจ้งข้อกล่าวหาและยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ถ้าไม่มา DSI จะไล่ล่าตัวมาฟ้องเองครับ นี่คือจุดเปลี่ยนที่แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยยังมีน้ำหนักในการตรวจสอบ

DSI เปิด 2 สำนวนใหม่ ขยายคดีใหญ่โต

ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีการประชุมใหญ่ระหว่าง DSI และอัยการ นำโดยวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน และ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดี DSI เพื่อวางแผนขยายผลคดี พวกเขารับคดีพิเศษเพิ่มอีก 2 สำนวนเลยทีเดียว!

  • คดีพิเศษที่ 17/2568 (กลุ่มผู้เสียหายต่างประเทศ): ครอบคลุมผู้เสียหายนอกประเทศ 30 ราย จาก 13 ชาติ มูลค่าความเสียหาย 9.44 ล้านบาท สอบปากคำไปแล้ว 10 ราย ถอนแจ้งความ 1 ราย เหลือ 19 รายต้องใช้ MLAT (ความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ) เพราะเป็นคดีนอก kingdom อัยการสูงสุดเลยให้อัยการร่วมสอบกับ DSI
  • คดีพิเศษที่ 18/2568 (กลุ่มผู้เสียหายในไทยตกค้าง): ผู้เสียหายในประเทศที่ยังไม่ได้ให้ปากคำในคดีหลัก (119/2567) สูงถึง 2,505 ราย! มูลค่ารวมกว่า 677 ล้านบาท นี่คือยอดผู้เสียหายมหาศาลที่รอความยุติธรรม

ที่ประชุมหารือวิธีสอบปากคำผู้เสียหายต่างแดน เช่น ส่งเจ้าหน้าที่บินไปสอบ ให้มอบอำนาจ หรือใช้ พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญา นอกจากนี้ ยังเอา “บอสแซม” และ “บอสมิน” เข้าสู่สำนวนใหม่ เพราะผู้เสียหายยืนยันว่าหลงเชื่อเพราะเห็นสองคนนี้เป็นพรีเซนเตอร์ ขึ้นเวทีโปรโมต!

DSI ย้ำว่าข้อหาเดิมๆ เช่น ฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.ก.กู้ยืมเงิน แต่คราวนี้เป็น “ต่างกรรมต่างวาระ” คือหลอกคนละคน = กรรมละคน โทษเลยสะสมหนักขึ้นตามจำนวนเหยื่อ สมมติผู้เสียหายพันคน โทษปรับและจำคุกอาจพุ่งปรี๊ด!

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: เทรนด์ scam ในวงการบันเทิง-เทค

จากประสบการณ์ติดตามคดีเทคและบันเทิงมานับไม่ถ้วน ผมเห็นชัดว่าปัญหานี้กำลังเป็นเทรนด์ใหญ่ในยุค influencer marketing โดยเฉพาะแพลตฟอร์มลงทุนออนไลน์อย่าง crypto หรือ app สินทรัพย์ดิจิทัล เซเลบดังใช้ชื่อเสียงดึงดูด แต่ขาดการตรวจสอบ ทำให้ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะวัยรุ่นและนักลงทุนมือใหม่ตกเป็นเหยื่อ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทางการกำลังเข้มงวดมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศไล่ล่า

สถิติจาก DSI แสดงว่าคดี詐欺ออนไลน์พุ่ง 30% ต่อปี ผู้เสียหายส่วนใหญ่เชื่อเพราะ “หน้าเป็นที่รู้จัก” นี่คือบทเรียนราคาแพงสำหรับวงการบันเทิงที่ผนวกกับเทค

สุดท้าย ผมอยากฝากว่า ก่อนลงทุนกับโปรเจกต์ที่ celeb พรีเซนต์ ตรวจสอบให้ดีครับ ดู license จาก กลต. เช็ครีวิวจริงๆ ไม่ใช่แค่โฆษณา และแจ้ง DSI ทันทีถ้าถูกหลอก จะได้ช่วยเหลือได้เร็ว อย่าให้เงินหายไปกับดาวดัง!

ที่มา – อัยการสูงสุดกลับคำสั่ง ชี้ขาดฟ้องบอสแซม-บอสมิน ดีเอสไอเปิด 2 สำนวนใหม่จ่อเอาผิดเพิ่มแบบต่างกรรมต่างวาระ

ศาลแพ่งสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราว 4 คดีฟอกเงินรายใหญ่ มูลค่าทะลุ 1.3 หมื่นล้านบาท ปปง. จ่อขายทอดตลาดทรัพย์สินรักษายาก-เตรียมคืนเงินผู้เสียหาย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบันเทิงและเทคโนโลยีทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวใหญ่จากวงการกฎหมายที่อาจจะเชื่อมโยงกับดาราและธุรกิจดิจิทัลมาอัปเดตให้ฟังนะครับ คือเรื่อง ศาลแพ่งสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราว 4 คดีฟอกเงินรายใหญ่ มูลค่าทะลุ 1.3 หมื่นล้านบาท ปปง. จ่อขายทอดตลาดทรัพย์สินรักษายาก-เตรียมคืนเงินผู้เสียหาย เลยครับ ข่าวนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขมหาศาล แต่สะท้อนปัญหาฟอกเงินที่อาจซ่อนอยู่ในวงการบันเทิงและเทคที่เราติดตามกันทุกวัน

ศาลแพ่งสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราว 4 คดีฟอกเงินรายใหญ่ มูลค่าทะลุ 1.3 หมื่นล้านบาท ปปง. จ่อขายทอดตลาดทรัพย์สินรักษายาก-เตรียมคืนเงินผู้เสียหาย

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษก ปปง. ได้แถลงความคืบหน้าครับ คดีฟอกเงิน 4 คดีใหญ่ที่ ปปง. ยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 13,074 ล้านบาท ศาลแพ่งสั่งอายัดชั่วคราวทั้งหมดแล้ว! สุดยอดเลยครับ เพราะก่อนหน้านี้คณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่าคำร้องเพิกถอนของผู้เกี่ยวข้องไม่มีน้ำหนัก เมื่อ 11 ก.พ. แล้วเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดทันที วันที่ 17 ก.พ.

ศาลแพ่งพิจารณาพยานหลักฐาน ชี้ว่าอาจมีการโอนย้ายทรัพย์ สั่งยึดอายัดชั่วคราว รอคำสั่งสุดท้าย แจ้งผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายด้วยครับ คดีสำคัญ 4 คดีมีดังนี้:

  • คดี แตงไทย, MR.LEAK YIM, วิรินยา, MR.SMITH BEN และแคทรียา กับพวก – อายัด 26 ก.พ. 69 มูลค่า 12,123 ล้านบาท (ฟ 31/2569) ชื่อเหล่านี้ฟังดูคุ้นๆ ในวงการบันเทิงเลยนะครับ โดยเฉพาะ Leak Yim ที่อาจเกี่ยว K-pop หรือ influencer
  • คดี ก๊ก อาน กับพวก – 25 ก.พ. 69 มูลค่า 560 ล้านบาท (ฟ 29/2569)
  • คดี เฉิน จื้อ กับพวก – 25 ก.พ. 69 มูลค่า 345 ล้านบาท (ฟ 25/2569)
  • คดี เอื้ออังกูร กับพวก – 24 ก.พ. 69 มูลค่า 46 ล้านบาท (ฟ 20/2569)

น่าสนใจคือการจัดการทรัพย์ครับ ว่ะทรัพย์อย่างรถหรู เรือยอร์ชที่รักษายาก เลขาธิการ ปปง. สามารถสั่งขายทอดตลาดเก็บเป็นเงินสดได้ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน มาตรา 57 วรรคสอง สุดฉลาดเลย! และถ้าพบผู้เสียหายจากมูลฐานอาชญากรรม ปปง. จะรวบรวมหลักฐานให้อัยการยื่นศาลคืนเงินแทนให้ทรัพย์ตกแผ่นดิน

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ฟอกเงินในวงการบันเทิงและเทคโนโลยี

จากประสบการณ์ติดตามคดีฟอกเงินมานับไม่ถ้วน ผมเห็นว่าปัญหานี้แพร่ในวงการบันเทิงและเทคมากครับ เช่น การใช้ influencer โปรโมท scam crypto หรือแพลตฟอร์มเท็จ ดาราบางคนอาจถูกหลอกหรือมีส่วนโดยไม่รู้ตัว ชื่ออย่าง แคทรียา หรือ Leak Yim ทำให้คิดถึงกรณี celeb ถูกจับโยงฟอกเงินจากคอลเซ็นเตอร์หรือออนไลน์แชร์ลูกโซ่ มูลค่ามหาศาล 1.3 หมื่นล้าน แสดงเครือข่ายใหญ่โต ปปง. ทำงานดีเยี่ยม สะท้อนเทรนด์ที่รัฐบาลเข้มงวดมากขึ้นในปี 2569

สำหรับเพื่อนๆ ที่เล่นคริปโตหรือติดตามดารา ควรเช็คแหล่งเงินให้ดีนะครับ หลีกเลี่ยงโปรเจกต์เสี่ยง และรายงาน ปปง. ถ้าสงสัย ช่วยป้องกันสังคมได้จริง!

สรุปและแนวโน้ม

คดีนี้เป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายไทยก้าวหน้า ปกป้องประชาชนจากฟอกเงิน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่เงินหมุนไว แนวโน้มคือ ปปง. จะขายทอดตลาดเร็วขึ้น คืนเงินผู้เสียหายมากขึ้น สุดท้าย ผมแนะนำให้ทุกคนตื่นตัว อย่าให้เงินหายไปกับมิจฉาชีพ ถ้ามีข้อมูล รีบแจ้งเลยครับ! ติดตามอัปเดตคดีต่อไปที่นี่นะ

CTA: แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ในกลุ่มบันเทิงและเทค ถ้าคุณเคยเจอ scam คอมเมนต์เล่าให้ฟังด้านล่างเลย!

ที่มา – ศาลแพ่งสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราว 4 คดีฟอกเงินรายใหญ่ มูลค่าทะลุ 1.3 หมื่นล้านบาท ปปง. จ่อขายทอดตลาดทรัพย์สินรักษายาก-เตรียมคืนเงินผู้เสียหาย

เลือกตั้ง 2569 : พระปกเกล้าโพล เผยประชาชน 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ใต้-กทม. กังวลสูงสุด ประชาชนเร่ง กกต. โปร่งใสนับคะแนน-บังคับใช้กฎหมาย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง熱ร้อนของบ้านเมืองที่กำลังเป็นกระแสแรงมาก นั่นคือ เลือกตั้ง 2569 : พระปกเกล้าโพล เผยประชาชน 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ใต้-กทม. กังวลสูงสุด ประชาชนเร่ง กกต. โปร่งใสนับคะแนน-บังคับใช้กฎหมาย ผลสำรวจจากศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ครั้งที่ 10 นี้ เปิดเผยภาพชัดๆ ว่าประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกยังไงกับกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมที่ติดตามข่าวการเมืองมานาน บอกเลยว่ามันสะท้อนปัญหาใหญ่ที่เราต้องคุยกันจริงจัง

เลือกตั้ง 2569 : พระปกเกล้าโพล เผยประชาชน 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ใต้-กทม. กังวลสูงสุด ประชาชนเร่ง กกต. โปร่งใสนับคะแนน-บังคับใช้กฎหมาย

ผลสำรวจทำระหว่าง 13-16 กุมภาพันธ์ 2569 กับกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คนทั่วประเทศ อายุ 18 ปีขึ้นไป แบบสุ่มหลายขั้นตอน ความแม่นยำ 95% คลาดเคลื่อนไม่เกิน 2.5% พบว่าถึง 87.7% ของประชาชนมองว่าการเลือกตั้งนี้ ‘ไม่ค่อยสุจริตหรือไม่สุจริตเลย’ มีแค่ 12.3% ที่เชื่อมั่นว่าสุจริตมาก ตัวเลขนี้น่าตกใจใช่มั้ยล่ะ? มันเหมือนกับว่าคนไทยเรากำลังสงสัยระบบทั้งหมด แม้จะมีการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว แต่ความไว้วางใจยังสั่นคลอน

แม้ภาพรวมจะแย่ แต่พอแยกดูการทำงานรายด้าน หน้างานวันเลือกตั้งยังโอเคอยู่ เช่น

  • ความพร้อมสถานที่ อุปกรณ์ ป้ายประกาศ 61.9% ค่อนข้างดี
  • อำนวยความสะดวกผู้มาใช้สิทธิ 59.9%
  • ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้อง 56.4%

แต่ปัญหาใหญ่คือเรื่องระบบ เช่น การป้องกันทุจริต 67.6% ให้คะแนนต่ำ, ให้ข้อมูลประชาชน 57.6%, รายงานผลไม่เป็นทางการ 54.7%, ควบคุมหาเสียง 54.3%, และนับคะแนนโปร่งใส 50.6% นี่แหละที่คนกังวลสุด ผมมองว่ามันเหมือนกับแอพเทคโนโลยีที่ UI สวยแต่ backend รั่วไหล ความน่าเชื่อถือหายวับ!

การบ้านด่วน 3 ข้อที่ กกต. ต้องทำ

ประชาชนชี้ชัดว่าต้องเร่งปรับปรุง:

  1. นับคะแนนโปร่งใส 23.6%
  2. บังคับใช้กฎหมาย 23.3%
  3. สื่อสารข้อมูลก่อนเลือกตั้ง 20.5%

ตามด้วยรายงานผลรวดเร็วและช่วยเหลือผู้สูงอายุ-คนพิการ นี่คือจุดที่ กกต. ต้องโชว์ศักยภาพ เหมือนอัพเดทซอฟต์แวร์ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกสเต็ป

ภูมิภาคไหนกังวลสุด?

แยกตามพื้นที่ ภาคใต้ 74.9% ไม่เชื่อมั่นสูงสุด, กทม. 70.7%, อีสาน 65.3%, เหนือ 59.4%, ส่วนภาคกลางต่ำสุด 21.5% ใต้กับกทม. กังวลเพราะข่าวร้องเรียนเยอะหรือบริบทท้องถิ่น มันชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นแตกต่างตามประสบการณ์ เหมือนรีวิวแอพที่ต่างกันไปตามผู้ใช้

สรุปแล้ว ผลโพลนี้คือวิกฤตศรัทธา แม้งานสนามดี แต่ระบบยังต้องพิสูจน์ โดยเฉพาะก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังมา ผมในฐานะคนติดตาม มองว่าถ้า กกต. ใช้เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนหรือไลฟ์สตรีมมิงนับคะแนน จะช่วยสร้างความมั่นใจได้เยอะ เหมือนเทรนด์ tech ที่ทำให้ทุกอย่าง transparent

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? มาแชร์ความเห็นกันในคอมเมนต์เลยนะ แล้วอย่าลืมติดตามผลเลือกตั้งเรียลไทม์ที่ election2569.thestandard.co เพื่อไม่พลาดอัพเดท熱ๆ! ถ้าชอบบทวิเคราะห์แบบนี้ กดไลค์แชร์ต่อด้วยนะครับ จะได้มี insight ดีๆ กันต่อไป

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : พระปกเกล้าโพล เผยประชาชน 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ใต้-กทม. กังวลสูงสุด ประชาชนเร่ง กกต. โปร่งใสนับคะแนน-บังคับใช้กฎหมาย

เลือกตั้ง 2569 : สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์จี้ กกต. ทบทวนฟ้องอาญาช่างภาพสื่อปมถ่ายบัตรเลือกตั้ง หวั่นสร้างบรรยากาศหวาดกลัว-กระทบเสรีภาพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่ติดตามข่าวสารการเมืองและเทคโนโลยีกันอย่างเหนียวแน่น วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในวงการเลือกตั้ง 2569 กันเลยดีกว่า โดยเฉพาะประเด็นที่ เลือกตั้ง 2569 : สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์จี้ กกต. ทบทวนฟ้องอาญาช่างภาพสื่อปมถ่ายบัตรเลือกตั้ง หวั่นสร้างบรรยากาศหวาดกลัว-กระทบเสรีภาพ ซึ่งเป็นข่าวที่ทำให้หลายคนในแวดวงสื่อและเทคต้องตื่นตัว

เลือกตั้ง 2569 : สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์จี้ กกต. ทบทวนฟ้องอาญาช่างภาพสื่อปมถ่ายบัตรเลือกตั้ง หวั่นสร้างบรรยากาศหวาดกลัว-กระทบเสรีภาพ

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญากับช่างภาพจากสำนักข่าว SPACEBAR หลังจากที่ช่างภาพคนนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 คันนายาว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์

ประเด็นหลักคือ ช่างภาพถูกกล่าวหาว่าพยายามถอดรหัส QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ ซึ่ง กกต. มองว่าเป็นการแทรกแซง แต่ฝั่งสื่อมองว่าเป็นการตรวจสอบความโปร่งใสแบบวิชาชีพ

ทำไมสมาคมนักข่าวถึงออกแถลงการณ์?

สมาคมฯ ย้ำชัดว่าพวกเขาเคารพกฎของ กกต. และหลักลับในการลงคะแนน แต่การฟ้องร้องอาญาแบบนี้ โดยเฉพาะข้อหาหนักๆ อย่าง “อั้งยี่” ที่โทษจำคุกสูง มันเกินกว่าเหตุและไม่สมส่วน โดยเฉพาะถ้าไม่ดูเจตนาของช่างภาพที่แค่อยากนำเสนอข้อเท็จจริง

ในมุมของผมที่ติดตามวงการสื่อและเทคมาหลายปี การถ่ายภาพ QR Code หรือ Barcode เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล มันเป็นเครื่องมือพื้นฐานในยุคดิจิทัลเลยนะครับ คิดดูสิ บัตรเลือกตั้งสมัยใหม่มีเทคโนโลยีแบบนี้ เพื่อป้องกันการโกง แต่ถ้าสื่อจะตรวจสอบด้วยการถ่ายภาพ แล้วโดนฟ้อง มันจะทำให้บรรยากาศหวาดกลัว สื่อกลัวรายงานข่าวโปร่งใส

  • กระทบเสรีภาพสื่อโดยตรง
  • ลดความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง
  • ในยุค Tech สื่อต้องใช้เครื่องมือดิจิทัลตรวจสอบ

สมาคมฯ ยังย้ำตามรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน ว่าสื่อมีสิทธิแสวงหาข้อเท็จจริงและรายงานต่อประชาชน การบังคับใช้กฎหมายต้องระวัง ไม่ให้กลายเป็นการกดทับ

มุมมองเทคโนโลยีในเลือกตั้ง 2569

เพื่อนๆ ที่ชอบเทคคงเห็นด้วยใช่ไหมครับ? QR Code บนบัตรเลือกตั้งถูกออกแบบมาเพื่อความโปร่งใส ถ่ายภาพวิเคราะห์เพื่อยืนยันว่าไม่มีผิดปกติ มันคือ citizen journalism ในยุคสมาร์ทโฟน ถ้ากลัว tech แล้วห้ามถ่าย มันจะย้อนแย้งกับหลัก digital democracy เลยนะ

สุดท้าย สมาคมเรียกร้องให้ กกต. ทบทวน พิจารณาเจตนาสุจริตของช่างภาพ และปกป้องสิทธิรับรู้ข่าวสารของประชาชน หวังว่า กกต. จะรอบคอบ ไม่ให้เกิดบรรยากาศกลัวแบบนี้


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


ในฐานะคนที่เห็นเทรนด์สื่อดิจิทัลมาเยอะ ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ถ้าไม่คุ้มครองสื่อ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะขาด transparency เยอะ ลองคิดดู ถ้าสื่อกลัวถ่าย QR Code แล้วใครจะตรวจสอบ tech ในการเลือกตั้ง? ผมแนะนำให้ทุกคนติดตามข่าวต่อไป และสนับสนุนเสรีภาพสื่อด้วยการแชร์ข้อมูลโปร่งใส

CTA: ไปติดตามผลเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์กันเถอะ คลิกเลย!


เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์จี้ กกต. ทบทวนฟ้องอาญาช่างภาพสื่อปมถ่ายบัตรเลือกตั้ง หวั่นสร้างบรรยากาศหวาดกลัว-กระทบเสรีภาพ

สธ. สั่งตรวจปัสสาวะซ้ำกลุ่มเสี่ยงลุ่มน้ำกกเชียงราย หลังพบสารหนูในเล็บเกินมาตรฐาน ดึงเข้าคุมประพฤติสุขภาพยาว 5 ปี

สธ. สั่งตรวจปัสสาวะซ้ำกลุ่มเสี่ยงลุ่มน้ำกกเชียงราย หลังพบสารหนูในเล็บเกินมาตรฐาน ดึงเข้าคุมประพฤติสุขภาพยาว 5 ปี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องสุขภาพที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในพื้นที่เชียงรายกันนะครับ โดยเฉพาะประเด็น สธ. สั่งตรวจปัสสาวะซ้ำกลุ่มเสี่ยงลุ่มน้ำกกเชียงราย หลังพบสารหนูในเล็บเกินมาตรฐาน ดึงเข้าคุมประพฤติสุขภาพยาว 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังจริงจังมากๆ หลังจากทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงออกมาเตือนถึงปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำลุ่มน้ำกก ผมในฐานะคนที่ติดตามเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมานาน บอกเลยว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ มันกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวบ้านในพื้นที่โดยตรง และรัฐบาลก็รีบลงมือทันที

สธ. สั่งตรวจปัสสาวะซ้ำกลุ่มเสี่ยงลุ่มน้ำกกเชียงราย หลังพบสารหนูในเล็บเกินมาตรฐาน ดึงเข้าคุมประพฤติสุขภาพยาว 5 ปี

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้มอบหมายให้กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ และสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างปัสสาวะและตรวจสุขภาพเบื้องต้นกับประชาชนกลุ่มเสี่ยง 16 ราย จากทั้งหมด 90 รายที่ตรวจก่อนหน้า กลุ่มนี้คือคนที่เล็บมีสารหนูเกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานชัดเจน เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจซ้ำให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อยืนยันว่ามีการสัมผัสสารหนูจริงหรือไม่

นอกจากนี้ นายแพทย์เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ยังอธิบายหลักการตรวจสารหนูในร่างกายมนุษย์แบบชัดๆ ให้ฟังด้วยครับ แบ่งเป็น 2 ระยะ:

  • ระยะเฉียบพลัน: ตรวจปัสสาวะ สะท้อนการสัมผัสใน 1-2 เดือนล่าสุด เหมาะสำหรับดูว่าปลอดภัยตอนนี้ไหม
  • ระยะเรื้อรัง: ตรวจเล็บหรือผม สะท้อนการสะสมนานกว่า 6 เดือน เห็นภาพรวมยาวๆ

การตรวจปัสสาวะซ้ำครั้งนี้จึงสำคัญมาก เพราะจะช่วยประเมินความเสี่ยงได้ครบถ้วน ผมชอบตรงนี้มาก เพราะเป็นแนวทางวิทยาศาสตร์แท้ๆ ไม่ใช่เดาทิ้ง

ระบบเฝ้าระวังสุขภาพยาว 5 ปี: มาตรการที่มั่นใจได้

ที่เจ๋งกว่านั้นคือ สธ. สั่งดึงกลุ่มเสี่ยงทั้ง 16 รายเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังสุขภาพของกรมควบคุมโรคแบบต่อเนื่องนาน 5 ปีเลยครับ! นี่คือการติดตามผลกระทบระยะยาว เช่น โรคมะเร็งผิวหนัง เบาหวาน หรือปัญหาหัวใจที่สารหนูอาจก่อให้เกิดได้ กรมจะร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น สื่อสารความคืบหน้าให้ประชาชนทราบตลอด หากใครกังวล โทรสายด่วน 1422 ได้เลย

จากประสบการณ์ผมที่เคยเห็นเคสปนเปื้อนสารหนูในพื้นที่เหมืองแร่หลายที่ สารหนูมาจากน้ำใต้ดินปนเปื้อนตามธรรมชาติหรือกิจกรรมมนุษย์ เช่น การเกษตรหรืออุตสาหกรรม ลุ่มน้ำกกเคยมีปัญหานี้มานาน แต่ครั้งนี้ทีม ม.แม่ฟ้าหลวงใช้เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ขั้นสูง ทำให้เจอเร็ว ผมมองว่านี่คือเทรนด์ดีๆ ของไทย ที่ใช้ science-tech ผสานกับการแพทย์ป้องกัน เหมือนใน tech world ที่ใช้ data analytics ติดตาม trend ก่อนวิกฤตจะบานปลาย

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบติดตาม entertainment กับ tech ลองนึกภาพนะครับ ถ้าเราเอา AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลน้ำและสุขภาพแบบ real-time ปัญหาแบบนี้จะลดลงเยอะเลย ปัจจุบันมี gadget ตรวจสารพิษในน้ำที่บ้านได้แล้วด้วย ราคาไม่แพง เริ่มจากตัวเองก่อนดีกว่า

สรุปแล้ว สธ. สั่งตรวจปัสสาวะซ้ำกลุ่มเสี่ยงลุ่มน้ำกกเชียงราย หลังพบสารหนูในเล็บเกินมาตรฐาน ดึงเข้าคุมประพฤติสุขภาพยาว 5 ปี เป็นมาตรการที่ proactive สุดๆ ผมแนะนำให้ชาวเชียงรายและทุกคนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำเสี่ยง ตรวจสุขภาพประจำปี ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารจากพื้นที่สงสัย และติดตามข่าวจากแหล่ง官方 ถ้ามีอาการแปลกๆ เช่น ผิวคล้ำ ผมร่วง หรือปวดท้องเรื้อรัง รีบพบหมอเลยครับ สุขภาพดีอยู่ได้นานกว่า!

CTA: โทร 1422 ถ้ากังวล หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ในเชียงรายรับรู้ด้วยนะครับ ช่วยกันดูแลสุขภาพชุมชน

ที่มา – สธ. สั่งตรวจปัสสาวะซ้ำกลุ่มเสี่ยงลุ่มน้ำกกเชียงราย หลังพบสารหนูในเล็บเกินมาตรฐาน ดึงเข้าคุมประพฤติสุขภาพยาว 5 ปี