ผู้เขียน: lalika69_admin

บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษีต้องผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร มีผล 1 ม.ค. 2569

เริ่มต้นปี 2569 จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับผู้ที่มีใจอยากบริจาคให้วัดหรือองค์กรการกุศล เพราะ บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษี จะต้องทำผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรเท่านั้น อย่างเป็นทางการ ทำให้การบริจาคเป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษี ต้องใช้ระบบ e-Donation ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569

จากหนังสือที่กรมสรรพากรส่งถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่า การบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีในอนาคตจะต้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) เท่านั้น โดยมีเป้าหมายคือการทำให้กระบวนการบริจาคง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

นี่คือส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่ผลักดันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเข้าถึงบริการของประชาชน และลดความยุ่งยากในการจัดเก็บหลักฐานแบบกระดาษที่อาจสูญหายได้

ขั้นตอนสำหรับวัดและองค์กรรับบริจาค

สำหรับวัดหรือองค์กรที่ต้องการเป็นหน่วยรับบริจาค เพื่อให้ผู้บริจาคสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ จะต้องลงทะเบียนใช้งานระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรก่อน โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • ตรวจสอบข้อมูลหน่วยรับบริจาค: เข้าไปที่เว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th ที่เมนู “นิติบุคคล > หน่วยรับบริจาค > ตรวจสอบข้อมูลหน่วยรับบริจาค”
  • ขอเลขประจำตัวหน่วยรับบริจาค: หากยังไม่มี ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ได้เลย
  • ลงทะเบียนใช้งานระบบ e-Donation: ยื่นเอกสารที่จำเป็น เช่น ใบลงทะเบียน หนังสือรับรองการจัดตั้งวัด และหนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่

วัดหรือองค์กรใดที่ลงทะเบียนแล้วสามารถใช้งานระบบได้ทันที โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ใดๆ เพิ่มเติม

ทำไมถึงควรใช้งานระบบ e-Donation?

การใช้ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ไม่เพียงแค่ช่วยให้การบริจาคมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้บริจาคได้รับเงินคืนภาษีอย่างรวดเร็ว ปราศจากความยุ่งยากในการยื่นหลักฐาน ลดภาระงานจัดเก็บและการตรวจสอบในฝั่งองค์กรรับบริจาค และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดหรือองค์กร

เป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสานสัมพันธ์ระหว่างความศรัทธาและการบริหารทรัพยากรสาธารณะอย่างยั่งยืน และถ้าดูในภาพรวม นี่อาจเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในระบบการบริจาคเพื่อการกุศลในเมืองไทย

ถ้าคุณเป็นผู้บริจาค หรือวัดที่ยังไม่ได้ใช้ระบบ e-Donation อย่าลืมจองเวลาเช็กข้อมูลกับกรมสรรพากรเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ในการบริจาคในปีใหม่ปีหน้า

ลงทะเบียนวันนี้ เพื่อความสะดวกและโปร่งใสในการบริจาคในปี 2569 🙏✨

ที่มา – บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษีต้องผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร มีผล 1 ม.ค. 2569

คพ. เผยผลตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก พื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย สูงเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว

เมื่อไม่นานมานี้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำและตะกอนดินรอบที่ 8 ซึ่งดำเนินการระหว่างวันที่ 21-25 กรกฎาคม 2568 ผลปรากฎว่า คพ. เผยผลตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก พื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย สูงเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของประเทศ

คพ. เผยผลตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก พื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย สูงเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว

จากการตรวจสอบ พบว่าแม่น้ำสายหลักหลายสายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายมีค่าระดับสารหนู (Arsenic: As) สูงผิดปกติ โดยเฉพาะแม่น้ำกก ซึ่งได้รับผลกระทบตั้งแต่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไปจนถึงอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เกือบทุกจุดตรวจวัดมีปริมาณสารหนูในระดับ 0.010 – 0.018 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 0.010 มก./ล. บ่งชี้ว่าสถานการณ์เริ่มมีความน่าเป็นห่วงในระดับหนึ่ง

ที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือแม่น้ำสาย ซึ่งถูกตรวจพบว่าสารหนูสูงถึง 0.052 – 0.055 มก./ล. ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดถึงมากกว่า 5 เท่า! ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับแหล่งที่มาของมลพิษที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้น้ำในระยะยาว

  • แม่น้ำกก: สารหนูสูงเกินมาตรฐานที่เกือบทุกจุด ทั้งในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย
  • แม่น้ำสาย: สารหนูสูงสุดถึง 5 เท่าของมาตรฐาน พบเกินทุกจุดตรวจวัด
  • แม่น้ำรวก: พบสารหนูเกินมาตรฐานที่สถานีสูบน้ำอำเภอแม่สาย เป็นปริมาณ 0.040 มก./ล.
  • แม่น้ำโขง: มีจุดตรวจวัดหนึ่งแห่งที่พบสารหนูเกินมาตรฐาน ที่อำเภอเชียงแสน

ในทางกลับกัน แม่น้ำสาขาบางสายอย่างแม่น้ำฝาง แม่น้ำลาว แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำสรวย กลับมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้การศึกษาและเปรียบเทียบเพื่อหาต้นตอของปัญหานี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

วิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญและแนวทางป้องกัน

การตรวจพบสารหนูในปริมาณสูงในแหล่งน้ำหลักถือเป็นสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ใช้น้ำจากแหล่งดังกล่าวในการบริโภค ทำครัว หรือการเกษตร ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วงหน้ากับการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียด เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน

แม้การรายงานในครั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปชัดเจนได้ว่าสารหนูเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรือจากธรรมชาติ แต่ทุกภาคส่วนควรมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง และป้องกันปัญหานี้ในระยะยาว

และในมุมของผู้บริโภค ควรมีความรอบคอบในการเลือกใช้น้ำจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือหากต้องพึ่งพาแม่น้ำเหล่านี้เป็นหลัก ควรติดตั้งระบบกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพหรือใช้น้ำบรรจุภัณฑ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับสารอันตรายเหล่านี้

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของคุณ ร่วมเป็นคนรักน้ำสะอาดเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของทุกคน

ที่มา – คพ. เผยผลตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบสารหนูในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก พื้นที่เชียงใหม่-เชียงราย สูงเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว

กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC กองทัพภาคที่ 2 เป็น 27 ส.ค.นี้

ในวันนี้ (16 สิงหาคม) ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือที่เรารู้จักกันในนาม ศบ.ทก. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทางฝ่ายกัมพูชามีความประสงค์จะขอเลื่อนการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ภาคพื้นที่รับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 2 จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ออกไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 แทน เพื่อให้มีเวลาเพิ่มมากขึ้นในการเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม

กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC กองทัพภาคที่ 2 เป็น 27 ส.ค.นี้

การเลื่อนการประชุมในครั้งนี้ได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากฝ่ายไทย โดย พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ทำการรายงานต่อ พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แล้ว และได้รับการอนุมัติว่าไม่มีปัญหาในการเลื่อนวันประชุมตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอมา

ด้วยเหตุนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้ประกาศกำหนดการใหม่ในการประชุมเพื่อความชัดเจน ดังนี้:

  • วันที่ 25-26 สิงหาคม 2568: ประชุมกองเลขานุการ
  • วันที่ 27 สิงหาคม 2568: ประชุม RBC สมัยวิสามัญ
  • สถานที่: บริเวณกลางจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ

เหตุใดจึงต้องเลื่อน?

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมีการประเมินว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการเวลาเพิ่มในการเตรียมเอกสาร นโยบาย และประเด็นต่างๆ ที่คาดว่าจะถูกหยิบขึ้นมาหารือในการประชุมครั้งนี้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องให้ความร่วมมือและปรับเปลี่ยนกำหนดการเพื่อสนองตอบต่อความต้องการในการทำงานอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ

ประชุม RBC เป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เพื่อรักษาเสถียรภาพบนแนวชายแดน และสนับสนุนการทำงานร่วมกัน尤其是在ด้านความมั่นคง การค้า และการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

แม้จะมีการเลื่อนกำหนดการ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการรักษาความสงบสุขและความสัมพันธ์อันดีต่อเนื่องในภูมิภาค การประชุมในครั้งใหม่จะเป็นโอกาสใหม่ให้แนวทางต่างๆ ได้ถูกตั้งคำถาม แก้ไข และวางแผนร่วมกันอย่างรอบด้าน

หากคุณกำลังติดตามเรื่องความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาและการบริหารจัดการชายแดน ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งอาจส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศในสายตานานาชาติ อย่าลืมติดตามข่าวความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดสถานการณ์ที่สำคัญ!

ที่มา – กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC กองทัพภาคที่ 2 เป็น 27 ส.ค.นี้

กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30

ถ้าคุณเคยนึกถึงภาพถนนในเมืองไทยอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาจพบว่าเสียงเครื่องยนต์เบนซินที่เคยคุ้นหูจะค่อยๆ จางหายไป แทนที่จะเป็นเสียงเงียบของมอเตอร์ไฟฟ้า รถยนต์แบบ EV ที่ไม่มีท่อไอเสีย ไม่มีควันดำ และไม่มีเสียงดังก่อกวน จะกลายเป็นภาพปกติใหม่ของสังคมไทย และไม่ใช่แค่ความฝัน

ยานยนต์ไฟฟ้าไทยทะลุ 280,000 คันในปี 2568

ในช่วงเวลาเพียง 5 เดือนแรกของปี 2568 การจดทะเบียนรถ EV ในไทยได้ทะลุไปแล้วกว่า 53,000 คัน โดยเป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากถึง 43,000 คัน หากเทียบกับปี 2567 ที่มียอดตลอดทั้งปีอยู่ที่ราว 96,000 คัน แสดงให้เห็นว่าเราใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็สามารถไล่ทันยอดของปีก่อนได้แบบง่ายดาย

ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยอดสะสมของการมียานยนต์ไฟฟ้าในระบบตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงพฤษภาคม 2568 มีรวมกว่า 280,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 200,000 คัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีก 80,000 คัน

EV ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรถ แต่คือการเปลี่ยนระบบ

การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่แค่การเปลี่ยนจากน้ำมันไปสู่ไฟฟ้า แต่มันสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจ พลังงาน และพฤติกรรมของคนไทย การใช้ EV ไม่ได้แค่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน แต่ยังส่งผลเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ เพราะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคขนส่ง

กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30

การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าอาจไปได้ไม่ไกลเลย หากไม่มีพื้นฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะการมีสถานีชาร์จที่เพียงพอ ซึ่งในเรื่องนี้ “คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน” หรือ กกพ. เข้ามามีบทบาทอย่างน่าสนใจ

จริง ๆ แล้ว กกพ. มีหน้าที่หลัก 3 ด้านที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อระบบร้านชาร์จ EV คือ การอนุญาตให้เปิดสถานีชาร์จ การกำกับอัตราค่าบริการ และการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย

  • สถานีชาร์จขนาดใหญ่กว่า 1,000 กิโลวัตต์ ต้องผ่านการอนุญาตใช้เวลา 75 วัน แต่ถ้าเป็นขนาดเล็กกว่านั้นจะใช้ระบบ e-Licensing เพียง 15 วัน
  • อัตราค่าบริการ “Low Priority Rate” อยู่ที่ประมาณ 2.90 บาทต่อหน่วย ซึ่งออกแบบให้เหมาะกับผู้ใช้และดึงดูดนักลงทุน
  • ความปลอดภัย กกพ. ทำงานร่วมกับการไฟฟ้าฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สถานีมีมาตรฐานเทียบเท่ากับปั๊มน้ำมัน

วันนี้สถานีชาร์จ EV ในไทยมีกี่หัวแล้ว?

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568มีผู้ให้บริการสถานีชาร์จ EV รวม 20 แบรนด์ มีสถานีกว่า 3,720 แห่ง และหัวชาร์จทั้งสิ้น 11,622 หัว โดยแบ่งเป็น DC CCS2: 6,103 หัว, DC CHAdeMO: 421 หัว และ AC Type 2: 5,098 หัว

การเลือกใช้ EV ควรคำนึงอะไรบ้าง?

รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล อดีตนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย แนะนำว่าการเลือกใช้ EV ควรคำนึงถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน เช่น หากคุณวิ่งในเมืองวันละ 50-100 กิโล และมีจุดชาร์จใกล้บ้าน ตัวเลือก EV ถือว่าเหมาะ แต่หากต้องขับรถไกลบ่อย ๆ คุณอาจต้องวางแผนการชาร์จล่วงหน้า และเลือกแบรนด์ที่มีความมั่นคงมากกว่าราคาเฉย ๆ

กกพ. ผู้โพลาร์ของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เมื่อโลกหมุนเร็วไปกับเทคโนโลยี EV การสร้างระบบรองรับอย่างมั่นคงจึงต้องอาศัยหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบระยะยาว ซึ่ง กกพ. คือหน่วยงานหลักที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน นักลงทุน และประชาชนทั่วไป ให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าระบบพลังงานในยุคใหม่มีความปลอดภัย และเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

การขับเคลื่อนในทิศทางนี้ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อเป้าหมายปริมาณ และไม่ใช่แค่อยู่กับเทคโนโลยีระดับหยาบ ๆ แต่เป็นการวาง “โครงสร้างนโยบาย” ที่เชื่อมโยงระบบพลังงาน สังคม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30 คือกุญแจสำคัญที่ช่วยเติมแรงผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพภายในปี 2030

หากคุณคือหนึ่งในผู้ริเริ่มใช้พลังงานทางเลือกใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งคำถามให้ตัวเองก่อนว่า “การใช้ EV คือสิ่งที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของฉันรึยัง?”

หากคุณพร้อมแล้ว ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจกลายเป็นประเดิมของแรงผลักดันในภาครถยนต์ไทย และประเทศของเราอาจกลายเป็นศูนย์กลางของรถยนต์ EV ในระดับภูมิภาค

“EV คือรถในอนาคต แต่ กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30 คือผู้วางถนนให้เราเดินไปถึงอนาคตอย่างมั่นคง”

เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นในการอยู่ร่วมกับยุคพลังงานใหม่ อย่าพลาดโอกาสเป็นหนึ่งในรุ่นพ่อแม่ของสังคมพลังงานสะอาด!

ที่มา – กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30

กสทช. ออกกฎให้สแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์ ป้องกันสวมรอยลงทะเบียนซิมการ์ด เริ่มวันนี้ทั่วประเทศ

วันนี้ (18 สิงหาคม) ถือเป็นวันสำคัญสำหรับวงการโทรคมนาคมของไทย เพราะทั่วประเทศได้เริ่มใช้งานเทคโนโลยี การสแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์ หรือที่เรียกว่า Liveness Detection ในการลงทะเบียนซิมการ์ดอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเป็นมาตรการที่ออกโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อป้องกันการสวมรอยตัวตน ลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมไซเบอร์ และการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ

กสทช. ออกกฎให้สแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์ ป้องกันสวมรอยลงทะเบียนซิมการ์ด

พล.ต.อ. ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า เทคโนโลยี Liveness Detection ถูกนำมาใช้เพื่อยืนยันว่าผู้ลงทะเบียนเป็น “คนจริง” ไม่ใช่รูปถ่าย วิดีโอ หรือหน้ากากสามมิติ ที่เคยถูกใช้ในการฉ้อโกงอย่างแพร่หลายในอดีต การสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้จริงในเวลาเดียวกัน ทำให้ระบบรู้ว่าผู้ใช้งานมีชีพจร สามารถเคลื่อนไหวได้ เช่น การกะพริบตา หรือหยุดนิ่งตามคำสั่ง คล้ายกับการยืนยันตัวตนที่ใช้ในแอปพลิเคชันธนาคาร

ใครบ้างที่ต้องลงทะเบียนใหม่

มาตรการนี้ครอบคลุมทั้งผู้ใช้บริการรายใหม่ทั้งระบบเติมเงินและรายเดือน รวมถึงผู้ใช้เดิมที่ต้องการเปลี่ยนซิมแต่ยังใช้เบอร์เดิม ซึ่งแนวปฏิบัติจะช่วยยกระดับความปลอดภัยของการใช้งานโทรศัพท์มือถร่วมกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • สำหรับบุคคลสัญชาติไทย: ต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริงที่ยังไม่หมดอายุ
  • สำหรับบุคคลต่างประเทศ: ต้องใช้หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริง
  • สำหรับนิติบุคคล: ต้องมีหนังสือรับรองนิติบุคคล พร้อมเอกสารแสดงตนของผู้มีอำนาจ

ใช้งานได้ที่ไหนบ้าง?

คุณสามารถลงทะเบียนและยืนยันตัวตนได้หลากหลายช่องทาง ทั้งผ่านแอปพลิเคชันของค่ายโทรศัพท์มือถือ ศูนย์บริการของแต่ละผู้ให้บริการ รวมถึงร้านค้าตัวแทนและร้านค้าย่อยทั่วประเทศ ซึ่งข้อมูลของคุณจะได้รับการเก็บรักษาอย่างปลอดภัยตามนโยบายของ กสทช. และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวงการโทรคมนาคมของไทย ที่ทำให้กระบวนการลงทะเบียนซิมการ์ดได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และลดโอกาสในการฉ้อโกงผ่านการแอบอ้างตัวตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางนี้ถือเป็นก้าวแรกของการสร้าง Smart Society ที่มีความปลอดภัยสูง ขณะที่ผู้บริโภคก็ไม่ควรละเลยในการปกป้องข้อมูลส่วนตัว ควรดูแลเอกสารที่ใช้ในการลงทะเบียนให้ดี และหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลแก่บุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ

ท้ายสุด ขอให้ทุกคนเข้าใจและร่วมมือปฏิบัติตามขั้นตอนใหม่นี้ เพื่อความปลอดภัยของระบบทั้งประเทศ และตัวคุณเองด้วย

ที่มา – กสทช. ออกกฎให้สแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์ ป้องกันสวมรอยลงทะเบียนซิมการ์ด เริ่มวันนี้ทั่วประเทศ

คณะผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติ ลงพื้นที่ชายแดน 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริงกำลังพลเหยียบกับระเบิด-กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองจากเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีการนำคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนจำนวน 8 ประเทศ มาเยือนพื้นที่ชายแดนภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเป็นเวลา 3 วัน ภายใต้ชื่อ คณะผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติ ลงพื้นที่ชายแดน 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริงกำลังพลเหยียบกับระเบิด-กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เพื่อตรวจสอบสถานการณ์จริงบนพื้นดิน และข้อเท็จจริงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน

คณะผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติ ลงพื้นที่ชายแดน 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริงกำลังพลเหยียบกับระเบิด-กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) ประกอบด้วยตัวแทนจากประเทศบรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 14 นาย นำโดยผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำกรุงเทพฯ เดินทางมายังประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อร่วมตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากฝั่งกัมพูชา และประเด็นเสริมเกี่ยวกับอุบัติเหตุจากการเหยียบกับระเบิดที่เกิดขึ้นกับกำลังพลของเรา

ในการเดินทางครั้งนี้ คณะสังเกตการณ์ได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่สำคัญหลายแห่ง ได้แก่ ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน และผามออีแดง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีการฟังบรรยายสรุปประเด็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากฝั่งกัมพูชา

ในช่วงบ่ายของวันถัดมา คณะเดินทางไปยังฐานกฤษณาและฐานปราบศึก ใกล้ภูมะเขือ พร้อมชมการปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการหุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการขจัดวัตถุระเบิดที่ยังคงแฝงตัวอยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยเป็นจุดเก็บยุทธปัจจัยในอดีต

วันสุดท้ายของการชมพื้นที่: ผลกระทบจากจรวด BM-21

วันสุดท้ายของคณะการเดินทางในวันพุธที่ 20 สิงหาคม เริ่มต้นด้วยการเข้าเยี่ยมชมเชลยศึก จากนั้นเดินทางต่อไปโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับฟังสรุปสถานการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากจรวดหลายลำกล้อง BM-21

จุดหมายสุดท้ายของคณะคือการเดินทางไปยังช่องจุ๊ปตะโมก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ กำลังพลหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 (ร้อย.ทพ.2601) เหยียบกับระเบิด โดยพื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงและผลกระทบของสงครามต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนโดยตรง

การแสดงออกของความร่วมมือระหว่างประเทศในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกถึงความตั้งใจของไทยที่ต้องการความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน และพร้อมรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดการลดความตึงเครียดอย่างสันติ

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของไทยในเวทีอาเซียนและนโยบายต่างประเทศ เพื่อเข้าใจบริบทของปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค อย่าลืมแชร์ข่าวที่เป็นประโยชน์ให้เพื่อน ๆ รับรู้และอยู่ร่วมกันอย่างมีความรับผิดชอบ

ที่มาคณะผู้สังเกตการณ์ 8 ชาติ ลงพื้นที่ชายแดน 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริงกำลังพลเหยียบกับระเบิด-กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

KPop Demon Hunters 2: มีแววสร้างจริง!

หลังจากที่ KPop Demon Hunters เปิดตัวเมื่อเดือนมิถุนายนและสร้างกระแสไปทั่วโลก แฟนๆ ต่างก็เรียกร้องให้มีภาคต่อ Netflix ก็ อยากจะทำ อย่างแน่นอน เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ทำผลงานได้ดี แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นคำถามที่ว่าดวงดาวจะเข้าข้างให้ Sony สร้างภาคต่อด้วยกันหรือไม่

ในเรื่องราวล่าสุดจาก Matt Belloni จาก Puck เขาได้เปิดเผยรายละเอียดทางการเงินของภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sony ใช้เงินในการผลิตไปกว่า 100 ล้านดอลลาร์ และมีรายได้กลับคืนมาเพียง 20 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะมี การฉายในโรงภาพยนตร์ ในช่วงสั้นๆ ก็ตาม (นอกจากนี้ยังสามารถฉายภาพยนตร์ในประเทศจีนได้ หากรัฐบาลอนุญาต) แหล่งข่าวบอกกับนักข่าวว่า ข้อตกลงระหว่างสตูดิโอและสตรีมเมอร์อนุญาตให้ Sony สร้างภาพยนตร์ KPop เพิ่มเติมได้ และกำลังเข้าสู่การเจรจากับผู้กำกับร่วม Maggie Kang และ Chris Applehans Netflix ไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องเจรจาใหม่ ดังนั้นหากเกิดกรณีดังกล่าว ภาคต่ออาจถูกนำไปเสนอที่อื่น หรือเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่

ทำไม Sony ไม่ฉาย KPop Demon Hunters ในโรงภาพยนตร์เอง? ตามที่ Belloni ระบุ Sony ได้ทำ ข้อตกลงสองฉบับ กับ Netflix ในปี 2021 ข้อตกลงหนึ่งคือข้อตกลง “Direct-to-Platform” ที่ทำขึ้นเพื่อให้สตรีมเมอร์สามารถอนุมัติและเผยแพร่ภาพยนตร์ที่ Sony สร้างขึ้นจำนวนขั้นต่ำสำหรับแอนิเมชั่นและคนแสดง และ Sony จะได้รับเงินพิเศษ 20 ล้านดอลลาร์นอกเหนือจากงบประมาณของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

เมื่อพิจารณาจากทั้งหมดนี้ คำถามคือจะเกิดอะไรขึ้นกับ KPop Demon Hunters 2 ในแง่ของการจัดจำหน่าย บุคลากรในอุตสาหกรรมบอกกับ Belloni ว่า พวกเขาไม่เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องแรกจะประสบความสำเร็จได้มากขนาดนี้หากเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ก่อน ส่วนใหญ่เป็นเพราะภาพยนตร์แอนิเมชั่นต้นฉบับประสบปัญหาในการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และ KPop เองก็ค่อยๆ สร้างกระแสขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ความไม่ชอบการฉายในโรงภาพยนตร์ของ Netflix ทำให้ผู้สร้าง Stranger Things Matt และ Ross Duffer ย้ายไปที่ Paramount และ Sony รู้ว่าจะทำการตลาดและจัดจำหน่ายภาพยนตร์สำหรับโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ได้อย่างไร ไม่ว่า Netflix จะเข้าร่วมหรือไม่ก็ตาม คงไม่นานเราจะได้ยินข่าวจาก Huntr/x อีกครั้ง

อนาคตของ KPop Demon Hunters 2 จะเป็นอย่างไร?

การที่ KPop Demon Hunters 2 จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย Sony ต้องการสร้างภาคต่อ แต่ Netflix อาจจะไม่ต้องการลงทุนเพิ่ม หาก Netflix ไม่เข้าร่วม Sony อาจจะมองหาช่องทางอื่นในการจัดจำหน่าย เช่น การฉายในโรงภาพยนตร์ หรือการขายลิขสิทธิ์ให้กับสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มอื่น

KPop Demon Hunters 2

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นต้นฉบับมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ KPop Demon Hunters สามารถสร้างกระแสได้ด้วยตัวเองผ่านทาง Netflix นี่อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ชมเริ่มเปิดรับภาพยนตร์แอนิเมชั่นมากขึ้น และ KPop Demon Hunters 2 อาจจะประสบความสำเร็จได้ไม่ว่า Netflix จะเข้าร่วมหรือไม่ก็ตาม

ดูเหมือนว่า Sony จะพร้อมเริ่มเดินหน้าสร้าง ‘KPop Demon Hunters’ ภาคต่อแล้ว คำถามคือ Netflix จะเข้าร่วมสนุกด้วยหรือไม่ แฟนๆ ทั่วโลกต่างก็รอคอยที่จะได้เห็น Huntr/x กลับมาปราบปีศาจอีกครั้ง และหวังว่าKPop Demon Hunters 2 จะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง

อยากอ่านข่าว io9 เพิ่มเติมไหม? ตรวจสอบว่าเมื่อไหร่จะได้ดู Marvel, Star Wars, และ Star Trek ล่าสุดได้เมื่อไหร่, อะไรต่อไปสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี, และทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who.

ที่มา – ‘KPop Demon Hunters 2’ is Looking More LikelySony seems ready to get the ball rolling on more ‘KPop Demon Hunters,’ it’s just a question of if Netflix is joining in on the fun.

DC/Marvel จับคู่ฮีโร่ใหม่ ลงตัวสุดๆ

เมื่อต้นซัมเมอร์นี้ เราได้ทราบว่า DC และ Marvel Comics กำลังจะมี Crossover ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี โดยนำตัวละครจากทั้งสองค่ายมาจับคู่กัน ก่อนหน้านี้ เรารู้แค่ว่าอะไร กำลังจะมาจาก Marvel ตอนนี้เรารู้แล้วว่า DC จะนำอะไรมาบ้าง และมันคือการจับคู่ชุดใหม่ที่มีผู้มากความสามารถของ DC ในปัจจุบันเป็นผู้ดูแลเรื่องราวเหล่านี้

จากการประกาศล่าสุดของ DC สำหรับเดือนพฤศจิกายน DC/Marvel: Batman/Deadpool #1 เขียนโดย Grant Morrison และวาดโดย Dan Mora จะมีเรื่องราวพิเศษที่นำแสดงโดย Doctor Strange และ John Constantine (โดย Scott Snyder, Joshua Williamson, James Tynion IV และ Hayden Sherman), Harley Quinn และ Hulk (Mariko Tamaki และ Amanda Conner), Nightwing และ Laura Kinney/Wolverine (Tom Taylor และ Bruno Redondo) และ Static และ Ms. Marvel (G. Willow Wilson และ Denys Cowan)

สำหรับเนื้อเรื่องหลัก Morrison และ Mora จะพา Batman และ Deadpool ไปผจญภัย “ที่ทำให้คุณต้องคิดว่าคุณอยู่ในความฝัน!” ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าสิ่งนี้จะสร้างจากความร่วมมือครั้งแรกของทั้งคู่ใน Marvel/DC ซึ่งมาจาก Zeb Wells และ Greg Capullo หรือไม่ เรื่องราวพิเศษของหนังสือเล่มนั้นมี Green Arrow และ Daredevil, Captain America และ Wonder Woman และ Jeff the Shark และ Krypto the Superdog

หลังจาก Marvel/DC: Deadpool & Batman ในวันที่ 19 กันยายน และ DC/Marvel: Batman/Deadpool #1 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน Crossover ชุดที่สองจะมาถึงในปี 2026 แต่ทั้งสองสำนักพิมพ์ยังคงเงียบอยู่ว่าใครจะปรากฏตัวสำหรับการ Crossover นั้น

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่? ตรวจสอบเวลาที่จะได้พบกับ Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับจักรวาล DC บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

DC/Marvel จับคู่ฮีโร่ใหม่ ลงตัวสุดๆ

การร่วมมือกันระหว่าง DC และ Marvel ในการจัดทำ Crossover นับว่าเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้กับแฟนๆ เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการนำเอาตัวละครจากสองค่ายยักษ์ใหญ่มาเจอกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจจะเคยเห็นการร่วมมือกันในรูปแบบอื่นๆ บ้าง แต่ครั้งนี้เป็น Crossover ที่เป็นทางการและยิ่งใหญ่กว่าเดิม

แล้วการ DC/Marvel จับคู่ฮีโร่ใหม่ จะออกมาเป็นอย่างไร?

สิ่งที่น่าสนใจคือการจับคู่ตัวละครที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น Batman และ Deadpool ที่มีความมืดหม่นและความตลกขบขัน หรือ Doctor Strange และ John Constantine ที่เป็นตัวแทนของเวทมนตร์ในแต่ละจักรวาล การได้เห็นฮีโร่เหล่านี้มาทำงานร่วมกัน แก้ปัญหา และเผชิญหน้ากับศัตรู ถือเป็นประสบการณ์ที่แฟนๆ ไม่ควรพลาด

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Harley Quinn และ Hulk, Nightwing และ Laura Kinney/Wolverine, Static และ Ms. Marvel ซึ่งแต่ละคู่ก็มีความน่าสนใจและมีเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ Crossover ครั้งนี้มีความหลากหลายและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

การที่ Grant Morrison, Dan Mora และนักเขียนคนอื่นๆ มาร่วมงานในโปรเจกต์นี้ ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า Crossover ครั้งนี้จะมีความเข้มข้นและมีคุณภาพอย่างแน่นอน เพราะนักเขียนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และมีความสามารถในการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ

สำหรับใครที่กำลังรอคอย Crossover นี้อยู่ ก็อดใจรอกันอีกหน่อย เพราะ Marvel/DC: Deadpool & Batman จะวางจำหน่ายในวันที่ 19 กันยายน และ DC/Marvel: Batman/Deadpool #1 จะวางจำหน่ายในวันที่ 19 พฤศจิกายน อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่นี้!

การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของ DC และ Marvel ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างความสนุกสนานให้กับแฟนๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองค่าย และเป็นการเปิดโอกาสให้ฮีโร่จากทั้งสองจักรวาลได้มาพบปะและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

DC/Marvel จับคู่ฮีโร่ใหม่ จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่ Crossover ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในอนาคต

ที่มา – The DC/Marvel Teamup Adds New Hero Duos To the MixThe crossover fun don’t stop: within the pages of ‘DC/Marvel,’ you get Static and Ms. Marvel, Doctor Strange and Constantine, and more.

Terence Stamp นักแสดง ‘Superman’ เสียชีวิต

Terence Stamp นักแสดงชาวอังกฤษผู้มีผลงานมากมายทั้งภาพยนตร์และโทรทัศน์ตลอดหลายทศวรรษ ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 87 ปี

ในแถลงการณ์ที่ส่งถึง Reuters ครอบครัวของนักแสดงเปิดเผยว่าเขาเสียชีวิตเมื่อเช้าวันอาทิตย์ เกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 1938 เขาเปิดตัวในภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยการดัดแปลงจากเรื่อง Billy Budd ของ Herman Melville ในปี 1962 โดยรับบทเป็นตัวละครหลัก บทบาทนี้ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award และได้รับการยอมรับที่ทำให้เขาสามารถแสดงในภาพยนตร์เช่น The Collector ในปี 1965 และ Poor Cow ในปี 1967

ในด้านประเภท Terence Stamp มีชื่อเสียงจากการรับบทเป็น General Zod ในภาพยนตร์ Superman สองเรื่องแรก และ Chancellor Valorum ใน Star Wars Episode I: The Phantom Menaceบทบาทที่โดดเด่นอื่น ๆ ได้แก่ Stick ใน Elektra ปี 2005, Bud Chantilas ใน Red Planet และ Ramsley ใน Haunted Mansion ของ Disney ปี 2003 Stamp กลับมาที่ DC อีกครั้งสำหรับ Smallville (ในบท Jor-El) และ Static Shock (Professor Menace) และให้เสียง Prophet of Truth ใน Halo 3 และ Mankar Camoran ใน Elder Scrolls IV: Oblivion นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สมัครที่มีศักยภาพสำหรับ James Bond หลังจากที่ Sean Connery เกษียณจากบทบาทนี้ แต่ก็ไม่ได้ผล เขายังปรากฏตัวใน Big Eyes ของ Tim Burton และ Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children.

เมื่อเร็ว ๆ นี้ Stamp สามารถพบเห็นได้ใน Murder Mystery ของ Netflix, ซีรีส์ His Dark Materials ของ HBO และ Last Night in Soho ของ Edgar Wright Last Night in Soho นอกจากนี้ เสียงเก็บถาวรของการแสดงของเขาในบท Mankar ยังถูกนำมาใช้สำหรับการรีมาสเตอร์ Oblivion เมื่อเร็ว ๆ นี้

ในแถลงการณ์ ครอบครัวของ Stamp กล่าวถึง “ผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขา ทั้งในฐานะนักแสดงและนักเขียน ซึ่งจะยังคงสัมผัสและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนไปอีกหลายปี”

Terence Stamp นักแสดง ‘Superman’ เสียชีวิต

การจากไปของ Terence Stamp นักแสดง ‘Superman’ สร้างความเสียใจให้กับแฟนๆ ทั่วโลก เขาเป็นนักแสดงที่มีความสามารถหลากหลาย และฝากผลงานที่น่าจดจำไว้มากมาย

รำลึกถึง Terence Stamp นักแสดง ‘Superman’

Terence Stamp นักแสดง ‘Superman’ ผู้ล่วงลับ ไม่ได้มีชื่อเสียงแค่จากบทบาท General Zod เท่านั้น แต่ยังมีผลงานที่หลากหลาย ได้แก่:

  • Superman I & II: รับบท General Zod
  • Star Wars Episode I: The Phantom Menace: รับบท Chancellor Valorum
  • Elektra: รับบท Stick
  • Red Planet: รับบท Bud Chantilas
  • Haunted Mansion: รับบท Ramsley
  • Smallville: รับบท Jor-El
  • Halo 3: ให้เสียง Prophet of Truth
  • Elder Scrolls IV: Oblivion: ให้เสียง Mankar Camoran

Terence Stamp นักแสดง ‘Superman’ เป็นที่จดจำในฐานะนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่น่าประทับใจมากมายให้กับวงการบันเทิง การจากไปของเขาเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญ

อยากได้ข่าว io9 เพิ่มเติมใช่ไหม? ลองดูว่าเมื่อไหร่ที่จะคาดหวัง Marvel, Star Wars และ Star Trek จะปล่อยเมื่อไหร่ ต่อไปคืออะไรสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ที่มา – ‘Superman’ and ‘Star Wars’ Actor Terence Stamp Dies at Age 87In addition to ‘Superman,’ Terence Stamp could also be seen (or heard) in ‘Haunted Mansion,’ ‘Halo 3,’ and ‘Elder Scrolls IV.’