กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30

ถ้าคุณเคยนึกถึงภาพถนนในเมืองไทยอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาจพบว่าเสียงเครื่องยนต์เบนซินที่เคยคุ้นหูจะค่อยๆ จางหายไป แทนที่จะเป็นเสียงเงียบของมอเตอร์ไฟฟ้า รถยนต์แบบ EV ที่ไม่มีท่อไอเสีย ไม่มีควันดำ และไม่มีเสียงดังก่อกวน จะกลายเป็นภาพปกติใหม่ของสังคมไทย และไม่ใช่แค่ความฝัน

ยานยนต์ไฟฟ้าไทยทะลุ 280,000 คันในปี 2568

ในช่วงเวลาเพียง 5 เดือนแรกของปี 2568 การจดทะเบียนรถ EV ในไทยได้ทะลุไปแล้วกว่า 53,000 คัน โดยเป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากถึง 43,000 คัน หากเทียบกับปี 2567 ที่มียอดตลอดทั้งปีอยู่ที่ราว 96,000 คัน แสดงให้เห็นว่าเราใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็สามารถไล่ทันยอดของปีก่อนได้แบบง่ายดาย

ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยอดสะสมของการมียานยนต์ไฟฟ้าในระบบตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงพฤษภาคม 2568 มีรวมกว่า 280,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 200,000 คัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีก 80,000 คัน

EV ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรถ แต่คือการเปลี่ยนระบบ

การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่แค่การเปลี่ยนจากน้ำมันไปสู่ไฟฟ้า แต่มันสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจ พลังงาน และพฤติกรรมของคนไทย การใช้ EV ไม่ได้แค่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน แต่ยังส่งผลเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ เพราะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคขนส่ง

กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30

การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าอาจไปได้ไม่ไกลเลย หากไม่มีพื้นฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะการมีสถานีชาร์จที่เพียงพอ ซึ่งในเรื่องนี้ “คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน” หรือ กกพ. เข้ามามีบทบาทอย่างน่าสนใจ

จริง ๆ แล้ว กกพ. มีหน้าที่หลัก 3 ด้านที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อระบบร้านชาร์จ EV คือ การอนุญาตให้เปิดสถานีชาร์จ การกำกับอัตราค่าบริการ และการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย

  • สถานีชาร์จขนาดใหญ่กว่า 1,000 กิโลวัตต์ ต้องผ่านการอนุญาตใช้เวลา 75 วัน แต่ถ้าเป็นขนาดเล็กกว่านั้นจะใช้ระบบ e-Licensing เพียง 15 วัน
  • อัตราค่าบริการ “Low Priority Rate” อยู่ที่ประมาณ 2.90 บาทต่อหน่วย ซึ่งออกแบบให้เหมาะกับผู้ใช้และดึงดูดนักลงทุน
  • ความปลอดภัย กกพ. ทำงานร่วมกับการไฟฟ้าฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สถานีมีมาตรฐานเทียบเท่ากับปั๊มน้ำมัน

วันนี้สถานีชาร์จ EV ในไทยมีกี่หัวแล้ว?

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568มีผู้ให้บริการสถานีชาร์จ EV รวม 20 แบรนด์ มีสถานีกว่า 3,720 แห่ง และหัวชาร์จทั้งสิ้น 11,622 หัว โดยแบ่งเป็น DC CCS2: 6,103 หัว, DC CHAdeMO: 421 หัว และ AC Type 2: 5,098 หัว

การเลือกใช้ EV ควรคำนึงอะไรบ้าง?

รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล อดีตนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย แนะนำว่าการเลือกใช้ EV ควรคำนึงถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน เช่น หากคุณวิ่งในเมืองวันละ 50-100 กิโล และมีจุดชาร์จใกล้บ้าน ตัวเลือก EV ถือว่าเหมาะ แต่หากต้องขับรถไกลบ่อย ๆ คุณอาจต้องวางแผนการชาร์จล่วงหน้า และเลือกแบรนด์ที่มีความมั่นคงมากกว่าราคาเฉย ๆ

กกพ. ผู้โพลาร์ของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เมื่อโลกหมุนเร็วไปกับเทคโนโลยี EV การสร้างระบบรองรับอย่างมั่นคงจึงต้องอาศัยหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบระยะยาว ซึ่ง กกพ. คือหน่วยงานหลักที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน นักลงทุน และประชาชนทั่วไป ให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าระบบพลังงานในยุคใหม่มีความปลอดภัย และเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

การขับเคลื่อนในทิศทางนี้ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อเป้าหมายปริมาณ และไม่ใช่แค่อยู่กับเทคโนโลยีระดับหยาบ ๆ แต่เป็นการวาง “โครงสร้างนโยบาย” ที่เชื่อมโยงระบบพลังงาน สังคม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30 คือกุญแจสำคัญที่ช่วยเติมแรงผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพภายในปี 2030

หากคุณคือหนึ่งในผู้ริเริ่มใช้พลังงานทางเลือกใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งคำถามให้ตัวเองก่อนว่า “การใช้ EV คือสิ่งที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของฉันรึยัง?”

หากคุณพร้อมแล้ว ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจกลายเป็นประเดิมของแรงผลักดันในภาครถยนต์ไทย และประเทศของเราอาจกลายเป็นศูนย์กลางของรถยนต์ EV ในระดับภูมิภาค

“EV คือรถในอนาคต แต่ กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30 คือผู้วางถนนให้เราเดินไปถึงอนาคตอย่างมั่นคง”

เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นในการอยู่ร่วมกับยุคพลังงานใหม่ อย่าพลาดโอกาสเป็นหนึ่งในรุ่นพ่อแม่ของสังคมพลังงานสะอาด!

ที่มา – กกพ. หนุนขยายสถานีชาร์จรถ EV ปูทางพลังงานใหม่สู่เป้า 30@30

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *