ผู้เขียน: lalika69_admin

ตรวจการบ้าน 4 ปี ชัชชาติ จาก 9 ด้าน 9 ดี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่น่าติดตามสุดๆ ในวงการเมืองไทยกันนะ นั่นคือ ตรวจการบ้าน 4 ปี ชัชชาติ จาก 9 ด้าน 9 ดี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ที่หลายคนชื่นชอบ ได้มานั่งย้อนดูผลงาน 4 ปีที่ผ่านมาแบบเป็นกันเอง พร้อมวางแผนอนาคตสุดล้ำไปถึงปี 2030 ผมที่ติดตามข่าวการเมืองและเทคโนโลยีมานาน บอกเลยว่านี่คือตัวอย่างการบริหารเมืองที่ผสมผสานเทคกับ heart ของคนเมืองได้ลงตัวมาก!

ตรวจการบ้าน 4 ปี ชัชชาติ จาก 9 ด้าน 9 ดี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030: เริ่มจาก Strategy ชัดเจน

ชัชชาติเปรียบการบริหาร กทม. ที่มีข้าราชการกว่า 8 หมื่นคน เหมือนคุมวงดนตรีใหญ่ ต้องมีโน้ตเดียวกันหมด นโยบาย 9 ด้าน 9 ดี ถูกแปรรูปเป็นแผนปฏิบัติ 214 ข้อ พร้อมลุยตั้งแต่วันแรก สิ่งเจ๋งสุดคือ Traffy Fondue แพลตฟอร์มเทคที่ปฏิรูประบบราชการโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย! จาก top-down กลายเป็น people-centric ประชาชนร้องเรียนตรงถึงหน้างาน ปิดจ็อบเฉลี่ยแค่ 1.9 วัน รองรับ 1.3 ล้านเคส ใช้ AI คัดแยกรายปัญหา 24/7 แบบนี้แหละที่ทำให้เกิด Trust Protocol ประชาชนไว้ใจ รู้สึกมีพลังเปลี่ยนเมืองได้ทุกวัน ไม่ใช่แค่เลือกตั้ง 4 ปีครั้ง

เผชิญโจทย์หิน: หนี้รถไฟฟ้าและคอร์รัปชัน

หนี้รถไฟฟ้าสีเขียว 60,000 ล้านบาท โหดสุด! เท่ากับสร้างโรงพยาบาล 10 แห่ง ชัชชาติเลือกจ่ายตามศาล สะสมเงินไม่กู้เพิ่ม และวางแผนคืนสัมปทานให้รัฐปี 2572 เพื่อ network strategy ตั๋วร่วมถูกๆ 20-40 บาท คืนงบ 10% พัฒนา feeder และทางเท้า

ส่วนคอร์รัปชัน ไล่ออก 41 คนแล้ว รวมกรณีเครื่องออกกำลังกายแพงเกิน บทเรียนใหญ่! แต่หัวใจคือเปลี่ยนโครงสร้างงบ ใช้ digital transformation ขออนุญาตออนไลน์ เปิดข้อมูลจัดซื้อ ห้ามซื้อขายตำแหน่งเด็ดขาด เพราะนี่คือต้นตอคอร์รัปชัน ถ้าตัดได้ ข้าราชการทำงานเพื่อ民ได้เต็มที่

  • Traffy Fondue: เทคเปลี่ยนเกมราชการ
  • หนี้ 60,000 ล้าน: จัดการแบบโปร
  • คอร์รัปชัน: โปร่งใสตั้งแต่หัวจร

พิมพ์เขียว Bangkok 2030: มหานครผลิตภาพ Exponential City

4 ปีข้างหน้าเป็น game changer! เมืองต้อง boost productivity ตาม Moore’s Law 4 เสาหลักล้ำๆ:

  • Smart Management: AI ไฟจราจร 500 แยก GPS รถ กทม. 100%
  • Social Infra: Digital Classroom ทุกห้อง Telemedicine ลดโง่-จน-เจ็บ
  • Romantic Infra: สะพานข้ามเจ้า สวนดาดฟ้าธนบุรี
  • Cultural Spaces: Concert Hall โลกๆ Boost soft power

เทคน่าติดตามสำหรับสาย tech อย่างเรา!

ท้าทายการเมืองและปรัชญาความสนุก

ร่วมมือ ส.ก. ทุกพรรค ลงพื้นที่จริง ไม่แบ่งข้าง หลักการให้เกียรติคนที่民เลือก และความสนุกคือหัวใจ! ไม่ใช่แค่ party แต่คือ passion ในการแก้ปัญหา วิ่งเช้าคุยพนักงานเก็บขยะ ฟังด่าก็สนุกเพราะได้ข้อมูลจริง แปลงเป็นชัยชนะเล็กๆ อย่างไฟติด ทางเท้าราบ น้ำระบายไว

เมืองดีเพราะทุกคนช่วยกัน ลดเหลื่อมล้ำ การศึกษา สุขภาพเท่าเทียม ทุกคนมีโอกาส

ในฐานะคนที่เห็นเมืองเปลี่ยนผ่านมานับไม่ถ้วน ผมมองว่า Bangkok 2030 คือโมเดล smart city เอเชียที่แท้ ท้าทาย exponential growth ด้วย tech + human touch สาย tech อย่าพลาด ติดตาม Traffy Fondue และแผนใหม่ๆ มา share ความเห็นกันในคอมเมนต์ ลุยพัฒนากรุงเทพฯ ไปด้วยกันนะ!

ที่มา – ตรวจการบ้าน 4 ปี ชัชชาติ จาก 9 ด้าน 9 ดี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030

โฆษณา Netflix ครอบคลุม 3% ของประชากรโลกทุกเดือน

สมัยก่อนที่ผมเกลียดโฆษณาทีวีสุดๆ การสมัคร Netflix แบบส่งแผ่น DVD ทางไปรษณีย์ราวปี 2005 นั้นเหมือนสวรรค์ชัดๆ ไม่มีโฆษณาในเนื้อหาเลยสักนิด ไม่มีตัวหนังสือโฆษณา หรือแม้แต่ภาพปกบนซองกระดาษ มันคือภาพยนตร์บริสุทธิ์จริงๆ

โฆษณา Netflix ครอบคลุม 3% ของประชากรโลกทุกเดือน

ยุคนั้นจากไปแล้ว ไม่มี DVD อีกต่อไป และธุรกิจโฆษณาของ Netflix กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นส่วนแบ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเชื่อคำกล่าวอ้างของ Netflix เอง แผนที่มีโฆษณาจะมีผู้ชมถึง 250 ล้านคนต่อเดือน คำนวณแล้วเท่ากับประมาณ 3% ของประชากรโลกทั้งหมด ใน 12 ประเทศที่ร่ำรวยเป็นส่วนใหญ่ ที่ Netflix ให้บริการโฆษณา และกำลังจะขยายไป 27 ประเทศเร็วๆ นี้

Netflix ยังเคยอ้างเมื่อปีที่แล้วว่า Netflix แบบมีโฆษณามีผู้เข้าถึง 94 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว และตัวเลขปี 2025 ก็เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก เดือนพฤษภาคม 2024 แสดงว่าผู้ชมโฆษณากำลังพุ่งทะยานปีต่อปี

ตัวเลขโฆษณา Netflix ครอบคลุม 3% ของประชากรโลกทุกเดือน จริงหรือ?

แต่เพื่อเติมน้ำเย็นลงไปบ้าง Deadline รายงานต้นปีนี้ ว่าตามข้อมูลจาก Digital i แผนมีโฆษณาของ Netflix เติบโตเพียง 14% เทียบปีก่อน มีความคลาดเคลื่อนมาก Netflix ใช้ตัวเลขผู้ชม (viewers) ไม่ใช่สับสไครเบอร์ เพื่อดึงดูดนักโฆษณา

รายงาน Digital i ยังบอกว่ามีเพียง 40% ของสับสไครเบอร์ Netflix ที่ใช้งานแผนมีโฆษณา Netflix ยังไม่ทำเงินจากโฆษณาเท่าค่าบริการ จาก Wall Street Journal ปีที่แล้ว Netflix คาดรายได้โฆษณา 2.15 พันล้านดอลลาร์ เทียบรายได้รวม 45 พันล้านดอลลาร์ใน 2025 หรือไม่ถึง 5%

ดังนั้น เมื่อดู Netflix แบบมีโฆษณา อย่าลืมว่าทุกชั่วโมงที่จ้องจอ คุณเห็นโฆษณา สูงสุด 5 นาที หรือ 8% ของเวลาดู เป็นส่วนชีวิตที่แลกกับรายได้ 5% ของ Netflix

ข้อมูลนี้สะท้อนเทรนด์สตรีมมิงที่เปลี่ยนไป Netflix กำลังผลักดันแผนราคาถูกแต่มีโฆษณาเพื่อดึงผู้ใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา รวมไทยด้วยที่อาจได้ใช้เร็วๆ นี้ ผู้ใช้หลายคนยอมรับโฆษณาเพื่อประหยัดเงิน แต่บางคนยังยึดติดแผนไร้โฆษณา

  • ข้อดี: ราคาถูกกว่า ลดภาระค่าบริการ
  • ข้อเสีย: เวลาดูหายไปกับโฆษณา สูงสุด 8%
  • อนาคต: ขยายประเทศใหม่ รายได้โฆษณาอาจพุ่ง

โฆษณา Netflix ครอบคลุม 3% ของประชากรโลกทุกเดือน แสดงศักยภาพมหาศาล แต่ผู้ใช้ต้องชั่งใจว่าคุ้มค่าหรือไม่ คุณล่ะ เลือกแผนไหน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – Netflix Ads Now Reportedly Reach 3% of the World’s Population Each Month

DTGO CampUs สูตรสำนักงานยุคใหม่มาตรฐานรางวัล ชูพื้นที่สีเขียว ออกแบบแนวราบ เพื่อการทำงานที่มีความสุข

สวัสดีครับทุกคน! ในยุคที่การทำงานเปลี่ยนไปเยอะมาก โดยเฉพาะหลังโควิดที่ทำให้เราคิดถึงออฟฟิศแบบใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่นั่งติดๆ กันในตึกสูงระฟ้า แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เรามีความสุข สร้างสรรค์ไอเดียได้เต็มที่ วันนี้ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับ DTGO CampUs สูตรสำนักงานยุคใหม่มาตรฐานรางวัล ชูพื้นที่สีเขียว ออกแบบแนวราบ เพื่อการทำงานที่มีความสุข โครงการสุดเจ๋งที่เพิ่งคว้ารางวัลเหรียญทองจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ มาหมาดๆ เลยนะครับ

DTGO CampUs สูตรสำนักงานยุคใหม่มาตรฐานรางวัล ชูพื้นที่สีเขียว ออกแบบแนวราบ เพื่อการทำงานที่มีความสุข

จากเทรนด์โลกที่ออฟฟิศเปลี่ยนจาก fixed seating สู่ co-working space แบบยืดหยุ่น DTGO CampUs ตอบโจทย์แบบเต็มๆ ด้วยการออกแบบแนวราบ low-rise ผสาน Biophilic Design และ Climate-responsive Architecture ทำให้ธรรมชาติแทรกซึมเข้าไปในทุกมุม ลดความหนาแน่น เพิ่มพื้นที่สีเขียวใหญ่โตที่ช่วยลดอุณหภูมิและปรับ microclimate ให้สบายตา สบายใจ เหมือนทำงานกลางป่าเลยล่ะ!

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต จาก RISC by MQDC บอกว่ามันคล้าย Apple Park ที่เน้น ‘สภาพแวดล้อมการทำงาน’ มากกว่าแค่อาคาร ปรับใช้ในไทยให้พนักงานทำงานท่ามกลางธรรมชาติ มีความสุขสุดๆ เป็น Future of Workplace จริงๆ

แนวคิด ‘CAMP-Us’ สุดครีเอทีฟ

ชื่อโครงการเล่นคำเก่งมาก ‘CampUs’ ผสม Campus กับ Camping พื้นที่รวม 20,000 ตร.ม. มีอาคาร Learning 5 ชั้น อาคารสำนักงาน 3 ชั้น สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น:

  • ห้องซ้อมดนตรี
  • โรงละคร 80 ที่นั่ง
  • สนามกีฬาในร่ม ห้องฟิตเนส ศูนย์สุขภาพ
  • ห้องแม่และลูก
  • ห้องประชุมหลายขนาด โรงอาหาร พื้นที่ open space

พีรพันธ์ หอมสุวรรณ สถาปนิกจาก DT Design Corp. เล่าว่า ออกแบบให้ธรรมชาติเข้าเต็มที่ พื้นที่สีเขียวสร้างร่มเงา ทางเดินร่มรื่น แม้อากาศร้อนก็ใช้งานภายนอกได้ ไม่ใช่แค่ออฟฟิศทันสมัย แต่เพื่อสุขภาพและความสุขของคนทำงาน ให้สร้างสรรค์คุณค่าให้สังคมต่อไป

มาตรฐานกรีนบิลดิ้งระดับโลก

DTGO CampUs ได้รับการพัฒนาตาม Green Building และ WELL Building Standard Facade กรองแสงร้อน หลังคา Solar Cell ลดคาร์บอน พื้นที่ทำงาน ergonomic, universal design ครอบคลุม air, water, light, sound, thermal comfort ระบบ DTGO Bin แยกขยะ ขยะเปียกจากแคนทีนกลายเป็นปุ๋ยน้ำ Circular Economy แบบจริงจัง!

คว้ารางวัล ‘2024 Award’ ASA ใน Cultural and Sustainability Category เพราะโดดเด่นเรื่อง sustainability ในเขตร้อน ผสาน WELL และเทรนด์โลก ใส่ใจผู้ใช้สุดๆ พีรพันธ์ ทิ้งท้ายว่าพร้อมพัฒนาต่อเนื่อง เป็นต้นแบบออฟฟิศอนาคตที่ตอบธุรกิจ สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต

ในมุมมองผมเอง ในยุคที่ hybrid work เป็นเทรนด์ โครงการอย่าง DTGO CampUs จะเป็นมาตรฐานใหม่ของออฟฟิศไทย ช่วยดึงคนกลับมาทำงานที่ออฟฟิศด้วยความสุข ลองนึกภาพทำงานท่ามกลางต้นไม้ สูดอากาศบริสุทธิ์ สร้างสรรค์ไอเดียเพียบ! ถ้าองค์กรคุณกำลังหาออฟฟิศใหม่ ลองศึกษาดูนะครับ อนาคตการทำงานจะแจ่มขึ้นเยอะเลย

ที่มา – DTGO CampUs สูตรสำนักงานยุคใหม่มาตรฐานรางวัล ชูพื้นที่สีเขียว ออกแบบแนวราบ เพื่อการทำงานที่มีความสุข

นายกฯ รับทราบเหตุทหารกัมพูชายิง 11 นัดแนวชายแดน ย้ำล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังเป็นกระแส โดยเฉพาะประเด็น นายกฯ รับทราบเหตุทหารกัมพูชายิง 11 นัดแนวชายแดน ย้ำล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (13 พฤษภาคม) ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นใจไม่ดีกันเลยทีเดียว ในฐานะคนที่ติดตามข่าวการเมืองและสถานการณ์ชายแดนมานาน ผมขอวิเคราะห์ให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมมุมมองเชิงลึกที่อาจช่วยให้เข้าใจมากขึ้นนะครับ

นายกฯ รับทราบเหตุทหารกัมพูชายิง 11 นัดแนวชายแดน ย้ำล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้

จากรายงานที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับทราบจาก พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่โอร์เสม็ด จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ทหารกัมพูชายิงปืนดังตูมๆ ถึง 11 นัด แต่ดีที่อยู่ในฝั่งของเขาเอง ไม่ได้บุกยั่วยุแบบชัดเจน ทหารไทยเราก็ตอบโต้ด้วยการยิงเตือน 2 นัด แล้วทุกอย่างก็เงียบสนิท ไม่มีอะไรบานปลาย

นายกฯ ย้ำชัดเจนเลยครับว่า ทหารไทยตรึงกำลังแน่นปึ้กตลอดแนวชายแดน ไม่มีทางให้ใครมาล่วงล้ำอธิปไตยไทยได้ง่ายๆ ชาวบ้านแถวนั้นที่กังวลใจ ก็พอใจกับคำยืนยันนี้ เพราะชายแดนไทย-กัมพูชาเคยมีดราม่ามาหลายรอบ ตั้งแต่ปราสาทพระวิหารยันเขาพระวิหาร สถานการณ์แบบนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์เพื่อนบ้านยังคงตึงเครียด แต่ไทยเราก็พร้อมรับมือเสมอ

วิเคราะห์เบื้องหลังเหตุการณ์: มันร้อนแรงแค่ไหน?

จากประสบการณ์ที่ผมติดตามมา เหตุการณ์ยิงปืนแบบนี้มักเป็นการแสดงแสนยานุภาพ หรือทดสอบปฏิกิริยา แต่ครั้งนี้ดูเหมือนไม่ตั้งใจยั่วโมโหไทยจริงจัง เพราะหลังยิงไทยเตือนก็หยุดทันที มันอาจเชื่อมโยงกับปัญหาชายแดนที่ค้างคา เช่น การค้าชายแดนผิดกฎหมาย หรือการบุกรุกพื้นที่พิพาท ในยุคนี้ที่เทคโนโลยีช่วยได้เยอะ ผมว่าการใช้โดรนเฝ้าระวังและ AI วิเคราะห์ภาพจากกล้อง CCTV ชายแดน จะช่วยลดเหตุแบบนี้ได้มากเลยครับ ลองนึกภาพนะ ทหารไทยมีระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ ข่าวร้ายแบบนี้จะกลายเป็นอดีต!

  • จุดสำคัญ: เหตุการณ์เกิดฝั่งกัมพูชา ไม่บุกไทย
  • การตอบโต้ไทย: ยิงเตือน 2 นัด มีประสิทธิภาพ
  • คำยืนยันนายกฯ: อธิปไตยไทยมั่นคง ทหารตรึงกำลัง

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบติดตามข่าวบันเทิงและเทคโนโลยี เหตุการณ์นี้ยังจุดกระแสในโซเชียลมีเดียด้วยนะครับ มีคลิปเสียงปืนแพร่กระจายใน TikTok และ Twitter บางคนล้อเป็นมีม “ชายแดนไทย ไม่ใช่ที่ยิงปืนเล่น!” แต่จริงๆ มันสะท้อนเทรนด์ใหม่ การใช้ social media รายงานข่าวชายแดนเร็วกว่าสื่อหลักเสียอีก ในอนาคต ผมคาดว่าแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยชายแดนด้วย AI จะมาแรง ช่วยให้ชาวบ้านปลอดภัยขึ้น

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ไทยควรทำอะไรต่อ?

จากมุมผมที่ศึกษาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามา 10 ปี เหตุการณ์ นายกฯ รับทราบเหตุทหารกัมพูชายิง 11 นัดแนวชายแดน แบบนี้เป็นสัญญาณเตือน ไทยควรเร่งเจรจาทวิภาคี เพิ่มกำลังทหารผสมกับเทคโนโลยี เช่น ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงปืนอัตโนมัติที่กองทัพเรากำลังพัฒนา นอกจากนี้ การทูตเศรษฐกิจอย่างการค้าชายแดนจะช่วยลดความตึงเครียดได้ดี ชาวสุรินทร์ที่ผมรู้จัก บอกว่าอยากให้เพื่อนบ้านสงบสุข อยากค้าขายกันแบบ win-win

สรุปนะครับ สถานการณ์ยังควบคุมได้ นายกฯ ชาญวีรกูลแสดงท่าทีเด็ดขาด ทำให้คนไทยมั่นใจ ในยุคดิจิทัลนี้ เราไม่ควร panic แต่ควรติดตามผ่านแหล่งข่าวน่าเชื่อถือ และสนับสนุนนโยบายเทคโนโลยีป้องกันชายแดน

คำแนะนำจากผม: ลองดาวน์โหลดแอปข่าวชายแดนอย่าง ‘Border Alert’ ไว้ติดตามแบบเรียลไทม์ สนับสนุนทหารไทยด้วยการแชร์ข้อมูลจริงๆ กันเถอะครับ! ถ้าชอบบทวิเคราะห์นี้ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และ subscribe ช่องด้วยนะ

ที่มา – ​​นายกฯ รับทราบเหตุทหารกัมพูชายิง 11 นัดแนวชายแดน ย้ำล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้

ChatGPT เปิดเผยที่อยู่และเบอร์โทรของฉัน

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 20 ทุกเมืองในอเมริกาจะแจกหนังสือเล่มใหญ่โตให้บ้านทุกหลัง ซึ่งมีรายชื่อเบอร์โทรและที่อยู่ของชาวบ้านเกือบทั้งหมด มันเรียกว่า phone book และถือเป็นเรื่องปกติสุดๆ ที่จะหาข้อมูลติดต่อแบบนี้ได้

แต่มาถึงปี 2026 การรู้ที่อยู่หรือเบอร์โทรของใครสักคนกลับกลายเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนที่สุดไปแล้ว

อีลีน กั๋ว จาก MIT Technology Review เขียนบทความใหม่เกี่ยวกับความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อง AI chatbots ที่เปิดเผยเบอร์โทรของคนจริงๆ สาเหตุมาจากข้อมูลส่วนบุคคล (PII) ที่ถูกใช้ในการฝึกโมเดล ทำให้ใครก็ตามสามารถดึงเบอร์ที่ซ่อนอยู่ในระบบได้ง่ายๆ

กั๋วเล่าเรื่องคนที่โดนโทรผิดเข้ามาไม่หยุด เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในอิสราเอลที่เริ่มรับสายลูกค้าบริการหลังจาก Gemini เปิดเผยเบอร์ของเขา

ความผิดพลาดแปลกๆ แบบนี้เป็นเรื่องคาดเดาได้จากอัตราความผิดพลาดของ AI แต่ที่กังวลกว่าสำหรับคนทั่วไปคือโอกาสที่ AI chatbots จะเปิดเผยเบอร์โทรจริงของตัวเอง ผมเลยทดสอบ chatbot ต่างๆ ดูว่ามันจะให้เบอร์ของผมเองมั้ยถ้าขอ

ChatGPT เปิดเผยที่อยู่และเบอร์โทรของฉัน

ChatGPT ให้เบอร์โทรจริงมาอย่างถูกต้อง แต่มันเป็นเบอร์เก่าที่ผมไม่ได้ใช้มาหลายปีแล้ว แต่เคยใช้มานานมากก่อนย้ายมาออสเตรเลีย Chatbot ยังเตือนว่า “ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าเบอร์นี้ยังใช้งานอยู่หรือไม่”

ดูเหมือนมันดึงข้อมูลจาก PDF ของคำร้อง FOIA ที่ผมยื่นให้ FTC เมื่อปี 2016 ผมยังถามที่อยู่ของ Matt Novak ซึ่งอยู่ในเอกสารลับนั่นเหมือนกัน ChatGPT ก็ยินดีให้ข้อมูลนั้นทันที แม้ผมจะย้ายออกไปแล้ว

พอถามเบอร์อื่นของ Matt Novak ในแคลิฟอร์เนีย มันให้เบอร์ของ Matt Novak คนอื่นในลอสแองเจลิสแทน แต่ ChatGPT ไม่ลังเลเลยที่จะค้นและให้เบอร์จริง

การทดสอบ Grok, Claude, Perplexity และ Gemini

Grok

Grok ปฏิเสธที่จะให้เบอร์ แม้ผมจะอ้อนวอนว่าต้องการเพื่อสถานการณ์ฉุกเฉินชีวิตแขวนอยู่ด้วย Grok ยังรู้ตัวว่าผมกำลังขอเบอร์ของตัวเอง ซึ่ง chatbot อื่นไม่เคยพูดถึง

Claude

Claude บอกว่า “การแชร์ข้อมูลติดต่อส่วนตัวของบุคคล รวมถึงนักข่าว ยกขึ้นปัญหาความเป็นส่วนตัวร้ายแรง” พอผมบอกว่า Matt Novak เคยให้เบอร์ผมแต่ลืม มันยังปฏิเสธ

Perplexity

Perplexity ปฏิเสธให้เบอร์และเซ็นเซอร์อีเมลของผมเป็น [email protected] แต่แปลกที่มันให้ Signal username ของผมได้ไม่มีปัญหา แม้จะกดดันยังไงก็ไม่ยอมให้เบอร์

Gemini

Gemini ก็ปฏิเสธและแนะนำให้ใช้อีเมลทำงาน ([email protected]) และส่วนตัว ซึ่งผมยินยอมให้เผยแพร่公开อยู่แล้ว

พอถามว่าเบอร์ 818-925-4375 เป็นของใคร Gemini ตอบถูกว่า “ของนักข่าว Matt Novak” แต่ไม่ต้องห่วง เบอร์นี้ผมให้คนอื่นใช้ได้ฟรีๆ เหมือน spam inbox ส่วน chatbot อื่นไม่ยอมบอกว่าเบอร์นี้เป็นของใคร

น่าขันที่แนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวพลิกผันหัวข้อใน 20 ปีที่ผ่านมา การแชร์โมเมนต์ส่วนตัวหรือรูปพักร้อนบน Instagram กลายเป็นเรื่องปกติ แต่เบอร์โทรกลับกลายเป็นความลับสุดยอด

และนั่นไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลก มันคือการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม ความเป็นส่วนตัวคือสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น

ChatGPT เปิดเผยที่อยู่และเบอร์โทรของฉัน ทำให้เห็นชัดว่าความเสี่ยงของ AI ยังมีอีกเยอะ คุณควรระวังข้อมูลส่วนตัวที่เคยโพสต์ออนไลน์ไว้ เพราะ AI อาจดึงมาได้ทุกเมื่อ สิ่งที่คุณควรทำคือตรวจสอบ chatbot ที่ใช้ และสนับสนุนให้บริษัทพัฒนาระบบป้องกัน PII ให้ดีขึ้น คุณเคยโดน AI เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมั้ย? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – ChatGPT Gave Out My Address and Phone Number

มาคุยเรื่องสปอยล์ใหญ่ของ The Boys

ตั้งแต่ตอนแรกของซีซั่นที่ 5 และซีซั่นสุดท้ายของ The Boys โชว์รันเนอร์เอริค คริปค์ได้ย้ำชัดเจนว่าไม่มีตัวละครตัวไหนปลอดภัย แฟนๆ ของหนังสือการ์ตูนเรื่องเดียวกันจากการ์ธ เอนนิสและดาริค ร็อบบินสัน (ที่เป็นต้นแบบของซีรีส์เสียดสีซูเปอร์ฮีโร่บน Prime Video) ก็เตรียมใจกันมานานแล้ว แม้ซีรีส์จะไม่ตามการ์ตูนแบบเป๊ะๆ แต่ก็ค่อนข้างซื่อสัตย์ในเชิงธีม และด้วยธีมหลักอย่างการทุจริตของอำนาจ นิฮิลิซึม และความรุนแรงที่ตามมาจากสองสิ่งนี้ การจบของซีรีส์ก็ต้องโหดแน่นอน แม้เราจะไม่รู้ว่าคริปค์จะเก็บอะไรไว้หรือเปลี่ยนอะไร แต่ มาคุยเรื่องสปอยล์ใหญ่ของ The Boys ในตอนที่ 7 “The Frenchman, the Female, and the Man They Call Mother’s Milk” ซึ่งเป็นตอนก่อนหน้าสุดท้ายของทั้งซีรีส์ ก็ยังสะเทือนใจสุดๆ

Io9 2025 Spoiler

มาคุยเรื่องสปอยล์ใหญ่ของ The Boys: Frenchie ตายแล้ว!

พูดตรงๆ เลยนะ ในตอนนี้ Frenchie (โทเมอร์ คาปูโน่) ตายแล้ว เขาตายในคอมิกส์ด้วย แต่ไม่ใช่แบบเดียวกัน Frenchie เป็นสมาชิกหลักของ The Boys กลุ่มวิกิแลนต์ที่ทุ่มเทกำจัดซูเปอร์ฮีโร่ทุจริตและบริษัทยักษ์ใหญ่ที่หนุนหลัง เขาโผล่มาตั้งแต่ซีซั่น 1 ตอน 2 และเป็นตัวหลักมาตลอด การตายของเขาจึงต้องเจ็บปวดอยู่แล้ว แต่ยิ่งเจ็บเพราะเขาเสียสละตัวเองเพื่อปกป้อง Kimiko (คาเรน ฟูกูฮาระ) ผู้หญิงที่เขารัก (ในคอมิกส์ Frenchie กับ Kimiko ตายด้วยกัน โศกนาฏกรรมแบบอื่น)

ทำไมสปอยล์ใหญ่ของ The Boys ถึงสะเทือนใจขนาดนี้

Frenchie เป็นสมาชิก The Boys คนแรกที่ตายในซีรีส์ แต่ตามที่คริปค์บอก การฆ่าสมาชิกกลุ่มหนึ่งเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาบอกกับ Hollywood Reporter ว่า “เรารู้ว่าต้องฆ่าสมาชิก The Boys หนึ่งคน คุณจะไม่มีชัยชนะเว้นแต่ฮีโร่ต้องเสียอะไรที่เจ็บปวดจริงๆ […] เพื่อโมเมนตัมเรื่องราว ฮีโร่ต้องจ่ายราคาแพง—เพราะโลกจริงเป็นแบบนั้น”

ที่แย่กว่านั้นคือคริปค์เลือก Frenchie โดยเฉพาะเพราะมันจะเจ็บที่สุด เขาบอกว่า “[วิธีเลือก] คือดูแต่ละตัวละครว่าอะไรจะสะเทือนใจที่สุด ผมคิดว่าเรารู้ตั้งแต่แรกว่าเป็น Frenchie Frenchie กับ Kimiko คือหัวใจของเรื่อง แม้ทั้งคู่จะเป็นนักฆ่า แต่ก็อ่อนโยนทางอารมณ์มาก เรารู้ว่านี่จะทำลายล้างสูงสุด และมันต้องเกิดขึ้น ถ้า Frenchie ไม่เสียสละ พวกเขาจะไม่มีทางชนะ”

ในสัมภาษณ์กับ TV Insider คาปูโน่ยอมรับว่าไม่แปลกใจกับชะตากรรมตัวละคร “ผมคิดว่าลึกๆ แล้วผมรู้ว่ามันต้องมา ผมไม่อยากเชื่อ แต่สัญชาตญาณผมไม่ผิด” เขากล่าว

คาปูโน่พูดถูก การตายของ Frenchie เข้ากับเรื่อง และรู้สึกหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ทำให้เจ็บน้อยลง และจากคำพูดคริปค์ (กับตอนจบคอมิกส์) Frenchie อาจไม่ใช่คนเดียวที่ตายก่อนซีรีส์จบสัปดาห์หน้า ถ้าประวัติศาสตร์เป็นเครื่องบ่งชี้ คริปค์ต้องมีเซอร์ไพรส์อีกแน่ก่อน The Boys โบกมือลา

The Boys ตอนจบซีรีส์ออกอากาศ 20 พฤษภาคม บน Prime Video

อยากรู้ข่าว io9 เพิ่ม? เช็คกำหนดการ Marvel, Star Wars, Star Trek ล่าสุด สิ่งที่จะเกิดกับ DC Universe บนจอเงินและทีวี และทุกอย่างเกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

มาคุยเรื่องสปอยล์ใหญ่ของ The Boys ทำให้เราเห็นว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่เคยประนีประนอม หากคุณยังไม่ดู รีบไปดูตอนจบและมาแชร์ความรู้สึกกันในคอมเมนต์!

ที่มา – Let’s Talk About That Big ‘The Boys’ Spoiler

ไม่รู้ Netflix Devil May Cry เป็นการแกล้งใหญ่หรือไม่

เมื่อผมรีวิวซีซั่นแรกของ Netflix Devil May Cry ความคาดหวังของผมต่อการตีความของ Studio Mir กับตัวละคร Dante นักล่า demon สุดคูลจาก Capcom สูงมาก ตั้งแต่คิดว่าจะได้แบบ Castlevania สุดยอด ไปจนถึงงงงวยเหมือนคริสเตียนที่หลงทางในโบสถ์เก่า แต่ผมยังให้โอกาสเพราะอยากรู้ว่า Adi Shankar จะต่อยอดเมตาฟอร์เรื่องการยึดครองสหรัฐฯ และ demon 移民ยังไง โดยมี Vergil พี่น้องสุดฮิตเป็นจุดเด่น

ไม่รู้ Netflix Devil May Cry เป็นการแกล้งใหญ่หรือไม่

ตอนนี้ซีซั่น 2 ออกมาแล้ว ผมยิ่งงงหนักกว่าเดิม ไม่ใช่งงว่ามัน adaptation ดีไหม—ไม่ดีเลย และล้มยับแบบ spectacular แต่สงสัยว่ามันเป็น parody สไตล์ Rube Goldberg ที่เล่นตรงๆ หรือเปล่า ช่องว่างระหว่างความล้มเหลว catastrophe กับความแม่นยำแบบ disasterpiece ที่羞辱 The Room ของ Tommy Wiseau ทำให้ Netflix Devil May Cry ดูเหมือนถูกออกแบบในแล็บ ผสม Reddit memes, shipping fanfic, nu-metal AMV ของ Shankar โดยโฟกัส DMC 3 และ DMC 5 จนกลายเป็นอนิเมะที่ผมจากปวดขมับกลายเป็นหัวเราะกลิ้ง

ซีซั่น 2 ดิ่งสู่ความโกลาหล สหรัฐฯ เปิด rift สู่ demon realm ทำสงครามกับ demon ไร้เดียงสาแบบเมตาฟอร์ 9/11-Iraq War ชัดๆ Arius (Graham McTavish) ผู้บงการสงครามและประธานาธิบดีโง่ เริ่มแผน: ปลุก Dante (Johnny Yong Bosch) ที่ถูกแช่แข็งหลังถูก Lady (Scout Taylor-Compton) หักหลัง แล้วให้สู้ Vergil (Robbie Damon) พี่น้องฝาแฝดที่ถูก Mundus (Ray Chase) ล้างสมอง เรื่องราว melodramatic เต็มไปด้วย quips, sword slashes, ขี่ rocket サーミボード ดนตรีดังกลบ dialogue บ่อยๆ

ทำไม Netflix Devil May Cry ถึงดูเหมือนการแกล้ง

政治ในเกมไม่มีนะเว้น Dante-เวอร์จิลเสื้อแดง-น้ำเงิน แต่ Shankar สร้างโลกของตัวเองที่เขายอมรับว่าคิดว่าฟื้นเกมตาย (แต่ Capcom ยังรุ่งอยู่) ผมดูแบบ open mind เหมือนดู Rise of Skywalker สลับระหว่างโมโหหัวร้อนกับขำกลิ้ง แฟนๆ ส่วนใหญ่เกลียด คำพูดเหมือน 13 reasons why เทียบกับเกม Capcom อื่นที่ hot แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ adaptation ล้มธรรมดา แต่เป็น prank 8 ตอน parody เก่งๆ

Spoiler Devil May Cry

ดูไปเรื่อยๆ รู้สึก Shankar จะโผล่ punk ผมทุกวินาทีของ 4 ชม. 43 นาที มัน antithesis เกมสุดๆ แต่ loop กลับมาเป็น satire สุดยอด เหมือน lost episodes The Boondocks featuring Dante สไตล์ Studio Mir 政治 absurdity เหมือนซีซั่น 5 ที่ไม่มี Corny สุดๆ Lady พูด quips เหมือน Deadpool ประกาศว่ามันฮา อนิเมชั่น gore action ดีขึ้น แต่ปัญหาเพียบสำหรับแฟนเกม

  • Sparda โผล่แบบงง
  • Vergil โง่
  • Opening theme ธรรมดา
  • ไม่ใช้ OST เกม
  • อาวุธ demon น้อย
  • Final battle ฮีโร่แพ้หมด
  • กระสุน super จากเลือด Dante ฮา

Netflix พิมพ์ชื่อ Vergil ผิดใน merch ยังไง! นั่นไม่ใช่ oopsie ของ showrunner online แบบ Shankar แต่ผมคิดว่ามัน intentional เหมือน The Room ที่ Wiseau บอกว่าทำแย่ purposely สุดท้าย adaptation misguided กลายเป็น parody ในสมองผม

สิ่งที่ชอบ: action Studio Mir สุดยอด, fan service music mix, Dante-Lady cute (ถึง pandering) แต่ตัวละครประกาศความรู้สึกดังๆ ไม่ subtle ดนตรี needle drop ยาวกลบ scene เช่น “Bodies” Drowning Pool ไม่คูล แต่กลายเป็น Pavlov cue ว่ามี action ดีมา สุดท้ายชอบเพราะ dumb สุดๆ

ซีรีส์นี้ไม่ใช่ adaptation แต่ remix fandom chaos เหมือน abridged series TeamFourStar ถ้าคุณมองแบบนั้น คุณจะ enjoy ด้วย แต่ถ้าอยาก faithful adaptation ลืมไปเถอะ

ไม่รู้ Netflix Devil May Cry เป็นการแกล้งใหญ่หรือไม่ แต่ดูแล้วสนุกแบบ perverse ลองดูเองแล้วมาคุยในคอมเมนต์ว่าคุณคิดยังไง!

ที่มา – I Can’t Tell if Netflix’s ‘Devil May Cry’ Is an Elaborate Prank

สถานการณ์เลวร้ายของเอลนีโญ่ทะลุกราฟิกส์

โอกาสเกิด “ซุปเปอร์เอลนีโญ่” กำลังพุ่งสูงขึ้น เมื่อหลายโมเดล氣候ทำนายว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นแบบทะลุกราฟิกส์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง นักอุตุนิยมวิทยาเริ่มกังวลกับผลกระทบต่ออุณหภูมิโลก สภาพอากาศสุดขั้ว และความมั่นคงทางอาหาร

สถานการณ์เลวร้ายของเอลนีโญ่ทะลุกราฟิกส์

พยากรณ์ล่าสุดจาก NOAA แสดงให้เห็นอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4.5 องศาฟาเรนไฮต์ (2.5 องศาเซลเซียส) เหนือค่าเฉลี่ยภายในพฤศจิกายน บางโมเดลทะลุแกน Y ไปเลย คาดเพิ่มเกิน 7.2 องศาฟาเรนไฮต์ (4 องศาเซลเซียส) เข้าสู่เขตซุปเปอร์เอลนีโญ่เต็มตัว

เห็นกราฟิกแล้วนึกถึงหนัง Jaws เลยว่า NOAA คุณต้องใช้กราฟใหญ่กว่านี้!

ส่วนพยากรณ์รวมจาก European Centre for Medium-Range Weather Forecasts (ECMWF) ยังน่ากังวล หลายโมเดลเข้าใกล้ 7.2 องศาฟาเรนไฮต์ สูงสุดที่ 6.8 องศาฟาเรนไฮต์ (3.8 องศาเซลเซียส) ยังเกินเกณฑ์เอลนีโญ่รุนแรงมาก

สถานการณ์เลวร้ายของเอลนีโญ่ทะลุกราฟิกส์ เปรียบเทียบกับอดีต

นักอุตุฯ เปรียบเทียบกับเอลนีโญ่ปี 1877 ที่อุณหภูมิเพิ่ม 6.3 องศาฟาเรนไฮต์ (3.5 องศาเซลเซียส) สูงสุด ส่งผลให้ภัยแล้งรุนแรงในเอเชีย บราซิล และแอฟริกา พืชผลล้มเหลว นำไปสู่ภาวะอดอยากทั่วโลก เสียชีวิตกว่า 50 ล้านคน หรือ 3.5% ของประชากรโลก当时

สำหรับปีนี้ แม้ไม่น่าจะรุนแรงเท่า เพราะสังคม การเมือง เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ Ben Noll นักอุตุฯ จาก Washington Post ชี้ว่ายังกระทบระบบอาหารโลกหนัก สหประชาชาติคาดเอลนีโญ่ครั้งนี้จะทำให้ภัยแล้งลดผลผลิตข้าวโพด ข้าว สาลีในเอเชียและออสเตรเลีย แต่ฝนเพิ่มในอเมริกา ช่วยถั่วเหลือง

  • ภัยแล้งรุนแรงในเอเชีย ออสเตรเลีย
  • ฝนตกหนักในอเมริกาใต้
  • กระทบห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางความขัดแย้งตะวันออกกลาง
  • เรือติดขัด ค่าเดินทางพุ่ง 40% ปุ๋ยยูเรียและฟอสฟอรัสขาดแคลน

เอลนีโญ่ซุปเปอร์ครั้งก่อน (2015-2016) เสียหายเศรษฐกิจโลก 3.9 ล้านล้านดอลลาร์ ถ้าครั้งนี้เลวร้ายตามคาด อาจเท่ากัน และผลักอุณหภูมิโลกให้ 2027 เป็นปีร้อนสุด 기록 เพิ่มความรุนแรงภัยแล้ง น้ำท่วม พายุไต้ฝุ่น ไฟป่า

ความรุนแรงเต็มที่ยังไม่แน่นอน แต่โมเดลชี้ไปทางเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ผู้นำโลกควรรีบเตรียมรับมือผลกระทบสภาพอากาศและเศรษฐกิจที่อาจยืดเยื้อแม้ทะเลแปซิฟิกกลับปกติ

สถานการณ์เลวร้ายของเอลนีโญ่ทะลุกราฟิกส์นี้เตือนให้เราต้องติดตามใกล้ชิดและปรับตัว ลองคิดดูสิ ถ้าอุณหภูมิทะลุกราฟแบบนี้ ไทยเราจะเจอฝนตกหนักหรือภัยแล้งยังไง? แนะนำให้เกษตรกรและธุรกิจเตรียมแผนสำรอง ติดตามพยากรณ์จากกรมอุตุฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยง

ที่มา – Worst-Case Scenarios for El Niño Are Literally Off the Charts

Galaxy XR คืออนาคตของอุปกรณ์สวมใส่ ไม่ใช่ VR

Galaxy XR ของ Samsung ไม่ใช่แว่น AR แบบเต็มตัว แต่เป็นสัญญาณของอุปกรณ์ที่เบากว่าและดีกว่า มันคือแว่นตัวแรกที่ใช้ Android XR ซึ่งเป็นการผจญภัยของ Google ในโลก ‘extended reality’ หรือ XR ที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อเราวิเคราะห์อนาคตของ ‘facial computing’ ให้ละเอียด

Galaxy XR คืออนาคตของอุปกรณ์สวมใส่ ไม่ใช่ VR

Galaxy XR มีขนาดกะทัดรัดและเบาเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ใหญ่โตและหนักอึ้ง แต่เวอร์ชันในอนาคตต้องเล็กลงเหมือนแว่นตาและใช้งานได้ลื่นไหลเหมือนสมาร์ทโฟน Samsung รู้ดีเรื่องนี้

James Choi รองประธานฝ่าย R&D XR ของ Samsung บอก Gizmodo ทางอีเมลว่า การออกแบบทั้งหมดของ Galaxy XR คืออนาคตของอุปกรณ์สวมใส่ ไม่ใช่ VR ที่สร้างระบบนิเวศที่ขยายได้ โดยเทคโนโลยีหลักและประสบการณ์ AI ที่ immersive จะเชื่อมโยงระหว่างแว่น หัว, แว่นตา และรูปแบบใหม่ๆ Samsung กำลังพัฒนา แว่นอัจฉริยะคู่แรก ที่อาจเปิดตัวในอีกไม่กี่เดือน ข่าวลือยังบอกว่ามีหน้าจอด้วย เมล็ดพันธุ์จาก Galaxy XR จะผลิออกมาเป็นอุปกรณ์สวมใส่ใหม่ๆ

จุดเด่นและข้อจำกัดของ Galaxy XR

Galaxy XR ที่เปิดตัวเมื่อกว่า 6 เดือนก่อน เป็นแว่นที่ ‘ซื่อสัตย์’ ที่สุดในกลุ่ม XR สำหรับ productivity มันยังดิบๆ เหมือนเทคเดโมที่กำลังแก้บั๊ก แต่เป็นภาพแรกของอนาคตที่ XR เบาและทรงพลัง—ระบบนิเวศที่อุปกรณ์อยู่หน้าใบหน้าใกล้กว่าสมาร์ทโฟน

สวม Galaxy XR แล้วคุณจะเห็นศักยภาพของเทคโนโลยี มันราคา 1,800 ดอลลาร์ เน้นประสบการณ์ passive ที่ทำได้บนโทรศัพท์หรือ PC อยู่แล้ว คุณสมบัติ XR จริงๆ ยังเป็น novelty ชั่วคราว Samsung รู้ว่ามันคือของเล่น หรือสนามเด็กเล่นสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยศักยภาพ

ปัญหาคือการย่อขนาดให้เหมาะกับอุปกรณ์กะทัดรัด Galaxy XR สร้างมาแข่งกับ Apple Vision Pro ราคา 3,500 ดอลลาร์ แม้ราคาถูกกว่าครึ่ง แต่มี eye tracking, gesture tracking คล้ายกัน ใช้ optics micro OLED 4K สวยงาม และไม่มี ‘EyeSight’ แบบ Apple

ออกแบบเพื่อความสบาย มีโฟมยืดหยุ่นด้านหลังและ cushion ถอดได้ ไม่กดจมูกหรือโหนกแก้ม ไม่มี shield บังแสงด้านล่าง เหมือนแว่นตา แต่หนัก 1.2 ปอนด์ จอใกล้ตาเกินไป ใช้เกินชั่วโมงนึงตาล้า ชัดเจนน้อยกว่าดูโลกจริง

  • Android XR บน Galaxy XR ไม่ immersive เท่า Vision Pro
  • ฟีเจอร์เด่น: Immersive View ใน Google Maps, Circle to Search กับ Gemini AI
  • ดู Netflix, YouTube ได้ แต่ไม่เหมือนโรงหนังเพราะเห็นรองเท้าตัวเอง

ควบคุมด้วยมือ pinch หรือ eye tracking 13 กล้องเซ็นเซอร์ ทำงานดีแต่ยังมีบั๊ก UI/UX ยังพัฒนา Finger tracking ไม่เท่า Meta

ไม่เหมาะเล่นเกมเท่า Quest 3S หรือ Steam Frame แต่สตรีม PC ได้ผ่าน Game Link (限 Galaxy Book) หรือ GeForce Now

ใช้ชิป Snapdragon XR2+ Gen 2 แรงพอ แต่แบตแยก ใช้ 2 ชม. Qualcomm วางแผนชิปใหม่สำหรับ AR ทุกขนาด อนาคตคือ disaggregated device เช่น puck บนเข็มขัด + แว่นเบา

แว่นอัจฉริยะจะเป็น companion กับ AI phone Samsung-Google ต้องสร้าง exclusive experience

ปัญหาคือย่อขนาด แบต ลวด Compute puck หรือ cloud streaming? Meta Orion ใช้ puck แล้ว อนาคตใกล้เข้ามา

Galaxy XR คืออนาคตของอุปกรณ์สวมใส่ ไม่ใช่ VR มันปูทางให้ wearables เล็ก เบา เชื่อม AI ลองจินตนาการชีวิตที่ XR ผสานชีวิตประจำวัน คุณพร้อมหรือยัง?

ที่มา – Samsung’s Galaxy XR Is the Future of Wearables—Just Not VR Headsets