ผู้เขียน: lalika69_admin

กรมอุตุฯ เตือน! อากาศแปรปรวน ไทยตอนบนรับมือหนาวจัด ภาคใต้ฝนกระหน่ำ

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเอนเตอร์เทนและเทคโนโลยีทุกคน! วันนี้มีข่าวสำคัญจากกรมอุตุนิยมวิทยามาแจ้งเตือนกันครับ ช่วงวันที่ 17-23 พฤศจิกายนนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวนสุดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมอุตุฯ เตือน อากาศแปรปรวน 17-23 พ.ย. ไทยตอนบนเตรียมรับมือหนาวจัด ภาคใต้ฝนหนัก คลื่นลมแรงในอ่าวไทย ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องเช็คพยากรณ์อากาศให้ดีเลยนะครับ

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือน ฉบับที่ 5 (344/2568) อย่างเป็นทางการแล้วครับ โดยระบุว่าช่วงวันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2568 นี้ ประเทศไทยตอนบนจะต้องเจอกับอากาศหนาวเย็น ส่วนภาคใต้เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก แถมคลื่นลมในอ่าวไทยก็แรงเอาเรื่องเลยทีเดียว

กรมอุตุฯ เตือน อากาศแปรปรวน 17-23 พ.ย. นี้ ใครวางแผนเที่ยวต้องระวัง!

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสาน เตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อมเลยครับ อุณหภูมิจะลดลงฮวบฮาบ โดยภาคอีสานจะหนาวกว่าใครเพื่อน ลดลงไปถึง 4-7 องศาเซลเซียส ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ และปริมณฑล) และภาคตะวันออก อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส นอกจากอากาศจะหนาวแล้ว ยังมีลมแรงอีกด้วย ระวังเรื่องสุขภาพกันด้วยนะครับ

ส่วนเพื่อนๆ ทางภาคใต้ งานนี้ต้องเตรียมร่มและเสื้อกันฝนให้พร้อม เพราะจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออกของภาคใต้ ระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากกันด้วยนะครับ ชาวเรือก็ต้องระมัดระวังคลื่นลมแรงในอ่าวไทยเป็นพิเศษ เรือเล็กงดออกจากฝั่งไปเลยจะดีกว่าในช่วงวันที่ 19-23 พฤศจิกายนนี้

สิ่งที่ต้องระวังในช่วงอากาศแปรปรวน

  • สุขภาพ: อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ
  • อัคคีภัย: อากาศแห้งและลมแรง ระวังเรื่องไฟไหม้
  • ผลผลิตทางการเกษตร: เกษตรกรควรเตรียมป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
  • น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก: โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม
  • คลื่นลมแรง: ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

สถานการณ์ กรมอุตุฯ เตือน อากาศแปรปรวน 17-23 พ.ย. ไทยตอนบนเตรียมรับมือหนาวจัด ภาคใต้ฝนหนัก คลื่นลมแรงในอ่าวไทย ครั้งนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วงเลยทีเดียว สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เพื่อนๆ สามารถติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยครับ

ในฐานะที่เราเป็นสายเอนเตอร์เทนและเทคโนโลยี การเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวนก็สำคัญไม่แพ้การอัพเดท gadgets ใหม่ๆ นะครับ ลองเช็คแอปพลิเคชั่นพยากรณ์อากาศในมือถือ หรือตั้งค่าการแจ้งเตือนสภาพอากาศไว้ ก็จะช่วยให้เราวางแผนการเดินทางและการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

อย่าลืมดูแลสุขภาพและระมัดระวังความปลอดภัยกันด้วยนะครับ! แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้า

ที่มา – กรมอุตุฯ เตือน อากาศแปรปรวน 17-23 พ.ย. ไทยตอนบนเตรียมรับมือหนาวจัด ภาคใต้ฝนหนัก คลื่นลมแรงในอ่าวไทย

ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีน: เจาะลึกเบื้องหลัง

สวัสดีครับทุกท่าน! ใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองช่วงนี้ คงจะได้เห็นภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน และสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีน วันนี้เราจะมาเจาะลึกเบื้องหลังการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้กันครับ

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ไปยังศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา ซึ่งมีการจัดแสดงเทคโนโลยีล้ำสมัยทางการศึกษามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทดลองวิทยาศาสตร์เสมือนจริง หลักสูตร AI เครื่องตรวจข้อสอบ หรือแม้แต่เครื่องเลเซอร์แกะสลักสื่อการสอน เรียกได้ว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ด้านการศึกษาแห่งอนาคตอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังมีการเสด็จฯ ไปยังห้องทำงานของแผนกข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งแสดงข้อมูลและสถิติด้านการศึกษาอัจฉริยะ รวมถึงการสาธิตการเรียนการสอนทางไกลระหว่างนักเรียนในปักกิ่งและไห่หนาน แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับการศึกษาให้เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีน

ไฮไลท์สำคัญของการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้คือ การเสด็จฯ ไปยังสถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศจีน ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมวิทยาศาสตร์นักบินอวกาศจีน และศูนย์ควบคุมการบินอวกาศกรุงปักกิ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองอวกาศกรุงปักกิ่ง การเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นผู้นำด้านอวกาศของโลก

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมการเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีนถึงมีความสำคัญ? ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการสื่อสาร การสำรวจทรัพยากร หรือแม้แต่ด้านความมั่นคง

เทคโนโลยีอวกาศ: โอกาสและความท้าทายของไทย

การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการลงทุนจำนวนมาก บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และความร่วมมือจากนานาชาติ แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง เทคโนโลยีอวกาศสามารถช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาการจัดการทรัพยากร หรือแม้แต่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แน่นอนว่าการก้าวเข้าสู่สนามการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศไม่ใช่เรื่องง่าย ไทยเราต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ทั้งด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ผมเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติได้

แล้วอนาคตของเทคโนโลยีอวกาศในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นการลงทุนในโครงการอวกาศมากขึ้น การพัฒนาบุคลากรด้านอวกาศอย่างจริงจัง และความร่วมมือกับนานาชาติในการสำรวจอวกาศมากขึ้น ที่สำคัญคือ เราต้องสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศให้กับประชาชน เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไปสู่อนาคต

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเข้าใจถึงความสำคัญของการเสด็จในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีน มากยิ่งขึ้นนะครับ อย่าลืมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศของไทยต่อไป และร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศของเราให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป!

การเสด็จครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าเทคโนโลยีและการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การลงทุนในด้านเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว และสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในเวทีโลกอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น เราควรสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่ออนาคตที่สดใสของลูกหลานเราครับ

โดยสรุปแล้ว การเสด็จฯ ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีนครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเยี่ยมชม แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

ที่มา – ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีน

รูเบน เฟลischer ยังรักสิ่งที่ Zombieland เป็น

Zombieland ออกฉายในปี 2009 ในช่วงที่สื่อแนวหลังวันสิ้นโลกกำลังเป็นที่นิยม และช่วยส่งนักแสดงอย่าง Emma Stone และ Jesse Eisenberg ให้โด่งดัง เช่นเดียวกับผู้กำกับของเรื่องอย่าง Ruben Fleischer ผู้ซึ่งต่อมาได้กำกับภาพยนตร์แอ็คชั่น-คอมเมดี้เรื่องอื่นๆ เช่น Venom, Uncharted, และล่าสุด Now You See Me: Now You Don’t.

ในการสัมภาษณ์กับ Deadline, Fleischer 回顾ถึง Zombieland ภาคแรก ซึ่งเขาเคยปฏิเสธบทไปในตอนแรก แต่เมื่อเขาเห็นว่ามันเป็นหนัง Road trip แบบ “National Lampoon’s Vacation meets zombies” เขาก็เริ่มสนใจมากขึ้น ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา เขายอมรับว่า “จริงๆ แล้วผมไม่รู้เลยว่ากำลังทำอะไรอยู่” แต่เขาคิดว่ามันกลับกลายเป็นข้อดี เพราะนักแสดงและทีมงานชื่นชมที่เขาซื่อสัตย์ที่ไม่รู้เรื่องต่างๆ

“ผู้ช่วยผู้กำกับคนแรกของผม, ตากล้อง, Woody [Harrelson] ทุกคนอดทนและช่วยเหลือผม” Fleischer เล่า “จุดแข็งอย่างหนึ่งของผมคือ ผมคิดว่าผู้กำกับรุ่นใหม่หลายคนรู้สึกว่าพวกเขาต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขารู้ทุกอย่าง แต่ผมมีความสุขมากที่จะบอกว่า ‘ผมไม่รู้ และผมต้องการความช่วยเหลือ’” ถ้าคุณยังคงชื่นชม Zombieland ภาคแรก เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกับคุณ โดยบอกว่าเขาเพิ่งกลับไปดูอีกครั้ง และรู้สึก “ประทับใจมาก” ว่ามันยังคง “ดี” อยู่ “ฟังดูเหมือนหยิ่ง แต่ผลลัพธ์ออกมาดีจริงๆ”

เมื่อ Now You See Me กลับมาอีกครั้ง แล้ว Zombieland ล่ะ? Fleischer กล่าวว่าเขา “กำลังเริ่มพูดคุย” เกี่ยวกับภาพยนตร์ภาคที่สามกับ Sony และถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี มันจะเข้าฉายในปี 2029 “พวกเราทิ้งท้าย [Double Tap] โดยพูดว่า ‘เจอกันในอีก 10 ปี’ ตอนนี้ใกล้ถึงแล้ว ดังนั้นเราจึงเริ่มคิดเรื่องนี้กัน” ในขณะนี้ ยังไม่ใช่การยืนยันที่แน่ชัด เนื่องจากเขามีโปรเจกต์อื่นๆ ที่ต้องการทำ รวมถึง “หนังคาวบอยตะวันตกคลาสสิก” ที่มีแวมไพร์เป็นตัวเอก “เหมือน Unforgiven, ถ้า Clint Eastwood เป็นแวมไพร์” แม้ว่าจะมีสิ่งอื่นๆ ที่ต้องทำอีกมาก แต่ Fleischer ก็ดูมีความหวังที่จะนำทีมฆ่าซอมบี้กลับมาอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย

รูเบน เฟลischer ยังรักสิ่งที่ Zombieland เป็น และหวังว่าจะมีโอกาสได้สร้างภาคต่อ

รูเบน เฟลischer ยังรักสิ่งที่ Zombieland เป็น

ภาพยนตร์ Zombieland ภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก และมีภาคต่อออกมาในชื่อ Zombieland: Double Tap ซึ่งก็ได้รับความนิยมเช่นกัน แฟนๆ หลายคนต่างรอคอยภาคที่สาม และดูเหมือนว่าความเป็นไปได้ที่จะได้เห็น Zombieland 3 นั้นเริ่มมีความหวังมากขึ้นเรื่อยๆ

อนาคตของ Zombieland

แม้ว่า Ruben Fleischer จะมีงานอื่นๆ ในมือ แต่เขาก็ยืนยันว่าเขายังคงให้ความสนใจกับ Zombieland และกำลังพูดคุยกับ Sony เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะสร้างภาคต่อ แฟนๆ สามารถคาดหวังได้ว่าจะได้เห็น Zombieland 3 ในปี 2029 หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

  • Ruben Fleischer เริ่มต้นอาชีพผู้กำกับด้วย Zombieland
  • Zombieland ประสบความสำเร็จอย่างมากและมีภาคต่อออกมา
  • Ruben Fleischer ยังคงให้ความสนใจกับ Zombieland และกำลังพูดคุยกับ Sony เกี่ยวกับภาคต่อ

สำหรับแฟนๆ ที่รอคอย Zombieland 3 นี่อาจเป็นข่าวดีที่ทำให้มีความหวังมากขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่การที่ Ruben Fleischer ยังคงสนใจและพูดคุยกับ Sony ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าเราอาจจะได้เห็นการกลับมาของทีมฆ่าซอมบี้ในอนาคตอันใกล้นี้

อยากทราบข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่? ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่จะได้ชม Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุดเมื่อใด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

รูเบน เฟลischer ยังรักสิ่งที่ Zombieland เป็น และมีความหวังที่จะได้สร้างภาคต่อในอนาคต หากคุณเป็นแฟนของภาพยนตร์เรื่องนี้ เตรียมตัวให้พร้อม เพราะเราอาจจะได้เห็นการกลับมาของทีมล่าซอมบี้อีกครั้ง

ที่มา – Ruben Fleischer Still Loves What ‘Zombieland’ Became

Monster Hunter บุก Magic: The Gathering!

ดูเหมือนว่า Wizards of the Coast จะเผลอเปิดตัว Secret Lair drop ครั้งต่อไปสำหรับ Magic: The Gathering แล้ว: นั่นก็คือแฟรนไชส์ Monster Hunter ของ Capcom นั่นเอง!

ที่เราบอกว่า “ดูเหมือนว่า” ก็เพราะ IGN รายงานว่า Wizards ได้ปล่อยข่าวประชาสัมพันธ์ประกาศการมาของ Monster Hunter แล้ว ซึ่งมีกำหนดวางจำหน่ายในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ณ เวลาที่เขียนนี้ ลิงก์เสียไปแล้ว และเว็บไซต์ Magic ก็ไม่มีข้อมูลหรือภาพประกอบใดๆ เลย แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น ข่าวประชาสัมพันธ์ดังกล่าวเปิดเผยว่าจะมีทั้งหมดสี่ชุด ในราคาชุดละ 30 ดอลลาร์ และรุ่นฟอยล์ในราคา 40 ดอลลาร์ อย่าคาดหวังกลไกใหม่ๆ ที่นี่ เพราะการ์ดทั้งหมดจะเป็นการพิมพ์ซ้ำของการ์ด Magic ก่อนหน้านี้ พร้อมด้วยภาพประกอบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกม

จากข้อมูลของ IGN ชุดต่างๆ ทั้งสี่ชุดมีชื่อว่า “The Hunt,” “The Hunters,” “The Monsters,” และ “The Monsters II” ชุด “Monsters” ทั้งสองชุดจะรวมถึงสัตว์ประหลาดเก้าตัวจากประวัติศาสตร์ของซีรีส์ในฐานะ Legendary Creatures เช่น Nergigante จาก Monster Hunter World (แทน “Vaevictis Asmadi, the Dire”) หรือ Gore Malaga “Razaketh, the Foulblooded” จาก Monster Hunter 4 ในขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าสัตว์ประหลาดจะถูกแบ่งออกเป็นสองชุดอย่างไร

สำหรับ “The Hunters” การ์ดแต่ละใบจะมีชุดเกราะและอาวุธที่แตกต่างกันโดยเน้นที่ประเภทสิ่งมีชีวิตที่เป็นมนุษย์ ตัวอย่างเช่น “Grand Abolisher” กลายเป็น Tigrex Armor และ Bone Scythes เช่นเดียวกับชุด “Hunt” ที่การ์ด “Blind Obedience” ถูกปรับใหม่เป็น Malzeno จาก Monster Hunter Rise: Sunbreak

หากคุณเป็นแฟนเกม Monster Hunter Secret Lair drop จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เวลา 9:00 น. PT ถึง 22 ธันวาคม เวลา 23:59 น. PT เราน่าจะได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการมากขึ้นในเร็วๆ นี้

โดยสรุป การมาของ Monster Hunter ในรูปแบบของการ์ด Magic: The Gathering นั้น ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนๆ ของทั้งสองแฟรนไชส์ การผสมผสานโลกของเกมล่าแย้เข้ากับเกมการ์ดชื่อดัง จะสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่และน่าตื่นเต้นอย่างแน่นอน ใครที่เป็นสาวกของทั้งสองเกม ห้ามพลาด Secret Lair drop ชุดนี้เด็ดขาด!

Monster Hunter กำลังจะมาบุก Magic: The Gathering!

นอกเหนือจากรายละเอียดข้างต้นแล้ว ยังมีคำถามอีกมากมายที่แฟนๆ ต่างสงสัย เช่น:

  • การ์ดแต่ละใบจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง?
  • ราคาของชุดพิเศษนี้จะคุ้มค่าหรือไม่?
  • Monster Hunter จะมีอิทธิพลต่อเกมเพลย์ของ Magic: The Gathering มากน้อยแค่ไหน?

เราจะคอยติดตามข่าวสารและอัปเดตข้อมูลให้คุณทราบต่อไปอย่างใกล้ชิด

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการมาของ Monster Hunter ใน Magic: The Gathering

การ Collaboration ครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากๆ สำหรับแฟนๆ ทั้งสองฝั่ง การได้เห็น Nergigante, Rathalos และสัตว์ประหลาดอื่นๆ จากโลกของ Monster Hunter มาโลดแล่นอยู่บนการ์ด Magic นั้นเป็นอะไรที่เจ๋งสุดๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เล่น Magic ได้สัมผัสกับโลกอันน่าทึ่งของ Monster Hunter อีกด้วย

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเล่น Monster Hunter ผมขอแนะนำให้ลองเล่นดูสักครั้ง เพราะมันเป็นเกมที่สนุกและท้าทายมากๆ การได้ออกล่าสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ไปกับเพื่อนๆ นั้นเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากเกมอื่น

Secret Lair drop ชุด Monster Hunter นี้ จะวางจำหน่ายในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เตรียมเงินในกระเป๋าให้พร้อม แล้วไปจับจองการ์ดสุดพิเศษเหล่านี้กันได้เลย!

ที่มา – ‘Monster Hunter’ Is the Next Secret Lair Drop for ‘Magic: The Gathering’

ใครจะสืบทอด? สงครามสืบทอดตำแหน่ง Apple เริ่มแล้ว

Tim Cook อาจจะเตรียมตัวที่จะวางมือจากตำแหน่ง CEO ของ Apple แล้วก็เป็นได้

อ้างอิงจาก Financial Times ที่รายงานเมื่อวันเสาร์ว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้กำลังเร่งวางแผนสืบทอดตำแหน่ง โดยคาดการณ์ว่า Tim Cook อาจลาออกจากตำแหน่งเร็วสุดในปีหน้า

Cook ซึ่งจะมีอายุ 66 ปีในปีหน้า เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple และนำพาบริษัทผ่านมูลค่าตลาดที่สูงเป็นประวัติการณ์นับล้านล้านดอลลาร์ และข้อโต้แย้งต่างๆ มากมายในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา

หลายคนกำลังมองไปข้างหน้าว่าใครจะเป็นหัวหน้าคนที่สามที่จะนำบริษัทหลังจาก Cook ลาออก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีหลายชื่อที่ถูกพูดถึง ตั้งแต่ Craig Federighi รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ Apple (ผู้โด่งดังจากงานนำเสนอและผมที่ดกดำ) ไปจนถึง Greg Joswiak รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดทั่วโลก และ Jeff Williams ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Apple ซึ่งเคยเป็นอันดับต้น ๆ ของรายชื่อนั้นก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่งเมื่อต้นปีนี้

ตอนนี้ Financial Times รายงานว่าผู้มาแรงคือ John Ternus รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple

Ternus อายุ 50 ปี ปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงที่อายุน้อยที่สุดของ Apple และทำงานกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้มาประมาณ 24 ปี

ชื่อของเขาถูก spotlight ครั้งแรกในการสนทนาเรื่องการสืบทอดตำแหน่งหลังจากรายงานของ Bloomberg จากปี 2024 อ้างว่า Cook คิดว่า Ternus สามารถ “นำเสนอได้ดี” รายงานดังกล่าวระบุว่า Ternus เป็น “คนสุภาพมาก ไม่เคยใส่สิ่งที่เป็นข้อโต้แย้งลงในอีเมล และเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจที่ขี้อายมาก” อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนของ Bloomberg ที่ใกล้ชิดกับทีมผู้บริหาร

เขายังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในกิจกรรมต่างๆ ของ Apple ตั้งแต่การเปิดตัว ชิปซิลิคอนภายในบริษัท ตัวแรกของ Apple คือ M1 ในปี 2020 ไปจนถึงการประกาศ iPhone Air ที่ทุกคนตั้งตารอเมื่อต้นปีนี้

เมื่อเทียบกับพื้นเพที่เน้นการดำเนินงานของ Cook แล้ว Ternus จะเน้นด้านวิศวกรรมมากกว่า Tim Cook ซึ่งมีทั้งปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์และ MBA เขาเติบโตใน Apple ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ โดยเน้นที่การขายและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ในทางกลับกัน Ternus จบการศึกษาจาก University of Pennsylvania ในปี 1997 โดยมีสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล เขาทำงานเกี่ยวกับชุดหูฟังเสมือนจริงในตำแหน่งวิศวกรที่ Virtual Research Systems ก่อนที่จะเข้าร่วมทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple ในปี 2001

เขาไต่เต้าจากทีมฮาร์ดแวร์ของบริษัทไปสู่ตำแหน่งผู้นำในปี 2013 และได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้นำด้านวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ทั้งหมดในปี 2022 AirPods, Macs, iPads, iPhones ไม่ว่าจะเป็นอะไร Ternus มีส่วนร่วมในการผลิตทั้งหมด

Ternus มีศักยภาพที่จะเป็นลมหายใจที่สดชื่นสำหรับแฟน Apple บางคนที่ตำหนิ Cook เรื่อง ความเชื่องช้าของนวัตกรรมที่รับรู้ได้ ภายใต้การนำของ Cook, Apple ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากมาย แต่การอัพเกรดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเพิ่มขึ้นทีละน้อยมากกว่าเป็นการปฏิวัติ และบางครั้งก็น่าเบื่อด้วยซ้ำ

บริษัทฯ ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเปิดตัว Apple Vision Pro ที่ล้มเหลวและความล้มเหลวในการไล่ตามคู่แข่งใน การแข่งขันด้าน AI ซึ่ง Tim Cook ยอมรับเอง ยิ่งถูกกระตุ้นมากขึ้นเมื่อการเปิดตัว Siri ที่ได้รับการปรับปรุงด้วย AI ล่าช้า การนำผู้บริหารที่เน้นด้านวิศวกรรมเป็นอันดับแรกซึ่งมีส่วนร่วมในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดของ Apple เกือบทั้งหมดในช่วง 24 ปีที่ผ่านมา อาจช่วยแก้ไขความล้มเหลวเหล่านี้ได้

ใครจะสืบทอดตำแหน่ง? สงครามสืบทอดตำแหน่ง Apple เริ่มแล้ว

สถานการณ์ปัจจุบันของ Apple ชี้ให้เห็นถึงช่วงเวลาสำคัญ โดยที่การเปลี่ยนแปลงผู้นำอาจนำมาซึ่งทิศทางใหม่ๆ สำหรับบริษัท การพิจารณาใครจะสืบทอด? สงครามสืบทอดตำแหน่ง Apple เริ่มแล้วเป็นประเด็นที่น่าสนใจและอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของ Apple ในตลาดโลก

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่: ใครจะสืบทอด?

คำถามสำคัญคือ ใครจะสืบทอด? สงครามสืบทอดตำแหน่ง Apple เริ่มแล้ว และบุคคลนั้นจะนำพาองค์กรไปในทิศทางใด การเปลี่ยนแปลงในระดับผู้บริหารสูงสุดมักนำมาซึ่งความไม่แน่นอน แต่ก็อาจเป็นโอกาสในการปรับปรุงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้เช่นกัน

การเลือกผู้สืบทอดตำแหน่ง CEO ของ Apple ไม่ใช่แค่เรื่องของการหาคนมาแทนที่ Tim Cook เท่านั้น แต่เป็นการตัดสินใจที่จะกำหนดทิศทางของบริษัทในอีกหลายปีข้างหน้า การตัดสินใจนี้จะส่งผลต่อกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และวัฒนธรรมองค์กรของ Apple

ดังนั้น การพิจารณาอย่างรอบคอบและการวางแผนอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์สูงสุดสำหรับ Apple และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด การจับตาดูว่าใครจะสืบทอด? สงครามสืบทอดตำแหน่ง Apple เริ่มแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

การเปลี่ยนแปลงผู้นำที่กำลังจะเกิดขึ้นของ Apple เป็นโอกาสที่จะประเมินทิศทางของบริษัทและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การสืบทอดตำแหน่งที่ประสบความสำเร็จอาจปูทางไปสู่การเติบโตและความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การเปลี่ยนผ่านที่ผิดพลาดอาจส่งผลให้เกิดความซบเซาและการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด

ที่มา – Apple’s Succession Wars Start. Here’s Who Might Take Tim Cook’s Spot

Black Panther 3 ไรอัน คูเกลอร์ กำกับแน่นอน!

เตรียมตัวกลับสู่โลกของ Wakanda กันได้เลย! ไรอัน คูเกลอร์ (Ryan Coogler) ประกาศแล้วว่า Black Panther 3 จะเป็นโปรเจกต์ต่อไปของเขา แฟนๆ เตรียมเฮกันได้เลย!

ในงาน Contenders Film ของ Deadline ระหว่างช่วงพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Sinners ไรอัน คูเกลอร์ ผู้กำกับและเขียนบท ได้ยืนยันว่าภาพยนตร์ไตรภาคนี้คือ “ภาพยนตร์เรื่องต่อไป” ในตารางงานของเขา “ถ้าเป็นคนอื่น ผมคงตอบว่า ‘ผมไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธได้’ แต่พวกเรากำลังทำงานกันอย่างหนักครับ”

แม้ว่าจะไม่ใช่คำถามว่าคูเกลอร์จะกลับไปทำ Black Panther อีกหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าเมื่อไหร่ เพราะ Marvel มีฮีโร่อีกหลายคนที่กำลังรอภาคต่อ และหายหน้าหายตาไปพักใหญ่ ถึงอย่างนั้น ภาพยนตร์ Panther ทั้งสองเรื่องก็ทำรายได้Box Office ได้อย่างสวยงาม และ Shuri, M’Baku และ Namor ก็ถูกวางตัวไว้ใน Avengers: Doomsday และ Secret Wars ทำให้การสร้างภาคที่สามเป็นสิ่งที่ค่อนข้างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ Denzel Washington แย้มเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าคูเกลอร์กำลังเล็งให้เขามารับบทบาทลึกลับ ซึ่งผู้กำกับก็ได้ยืนยันในภายหลัง

Marvel ได้วางกำหนดการคร่าวๆ สำหรับภาพยนตร์ MCU ที่ยังไม่ได้ประกาศในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์สี่เรื่องที่คาดว่าจะเข้าฉายในปี 2028 เราคงต้องรอดูกันว่า Black Panther 3 จะลงเอยที่จุดไหน และเรื่องราวของ Wakanda จะได้รับผลกระทบอย่างไรจากเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นใน Doomsday และ Secret Wars ในระหว่างนี้ ภาพยนตร์สองภาคแรกและมินิซีรีส์แอนิเมชั่นล่าสุด Eyes of Wakanda ก็มีให้รับชมบน Disney+ แต่ถ้าคุณอยากชมผลงานของคูเกลอร์เพิ่มเติม ก็ยังมี Sinners และการตีความ The X-Files ที่กำลังจะมาถึง

สำหรับใครที่อยากติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถเช็คกำหนดการฉายของ Marvel, Star Wars และ Star Trek รวมถึงข่าวสารเกี่ยวกับ DC Universe และ Doctor Who ได้เลย

Black Panther 3 กำลังจะมา!

การกลับมาของไรอัน คูเกลอร์เพื่อกำกับ Black Panther 3 นับเป็นข่าวดีสำหรับแฟนๆ อย่างแน่นอน เพราะเขาคือผู้ที่สร้างสรรค์โลกของ Wakanda ให้เป็นที่รักของผู้ชมทั่วโลก นอกจากนี้ การที่นักแสดงชุดเดิมยังคงอยู่และมีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ Avengers ภาคต่อไป ยิ่งทำให้จักรวาลของ Black Panther มีความเชื่อมโยงและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

ทำไม Black Panther 3 ถึงสำคัญ?

Black Panther 3 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพยนตร์ภาคต่อ แต่เป็นตัวแทนของความหวังและความภาคภูมิใจสำหรับหลาย ๆ คน การสูญเสีย Chadwick Boseman ทำให้หลายคนกังวลว่าภาพยนตร์ชุดนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร แต่ด้วยความสามารถของไรอัน คูเกลอร์ และทีมงาน เรามั่นใจได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะยังคงรักษาจิตวิญญาณของ Black Panther และเป็นที่จดจำไปอีกนานแสนนาน

สิ่งที่น่าสนใจคือเรื่องราวใน Black Panther 3 จะดำเนินต่อไปอย่างไร หลังจากเหตุการณ์ใน Wakanda Forever การขึ้นมาเป็นราชินีของShuri และภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจาก Namor และอาณาจักรTalokan แน่นอนว่าไรอัน คูเกลอร์จะต้องมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและเข้มข้นรอเราอยู่อย่างแน่นอน

  • การกลับมาของผู้กำกับไรอัน คูเกลอร์
  • การสานต่อเรื่องราวของ Wakanda และตัวละครที่เรารัก
  • ความเชื่อมโยงกับจักรวาล Marvel ที่กว้างใหญ่
  • ความคาดหวังถึงเรื่องราวที่เข้มข้นและน่าติดตาม

Black Panther 3 จึงเป็นภาพยนตร์ที่เราไม่ควรพลาดอย่างแน่นอน! เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกลับสู่ Wakanda อีกครั้ง!

ที่มา – ‘Black Panther 3’ is Officially Ryan Coogler’s Next Movie

RFK จูเนียร์ โยงยากล่อมประสาทกับการกราดยิง

ดูเหมือนว่า โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ จะตั้งเป้าหมายไปที่การไล่ตามห่านป่าตัวใหม่ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐอเมริกาได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการตรวจสอบว่ายาแก้ซึมเศร้า เช่น สารยับยั้งการดูดซึมเซโรโทนินแบบเลือกสรร หรือ SSRIs สามารถถูกตำหนิว่าเป็นสาเหตุของการกราดยิงได้หรือไม่

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เคนเนดี ประกาศ ผ่านโพสต์บน X ว่าเขาจะมอบหมายให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคศึกษา “คำถามต้องห้ามมายาวนานที่ว่า SSRIs และยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอื่น ๆ มีส่วนทำให้เกิดความรุนแรงครั้งใหญ่หรือไม่” แต่ในขณะที่การวิจัยเพิ่มเติมในหัวข้อนี้อาจคุ้มค่า แต่ข้อมูลจนถึงขณะนี้ไม่สนับสนุนความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าว

“SSRIs เป็นยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพโดยทั่วไป และไม่มีหลักฐานมากมายที่แสดงว่ายาเหล่านี้เพียงอย่างเดียวจะทำให้ผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาเหล่านี้ก่อเหตุรุนแรง” Gregory Brown ประธานสภาการสื่อสารของสมาคมจิตเวชศาสตร์อเมริกันกล่าวกับ Gizmodo

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ RFK จูเนียร์กล่าวถึง SSRIs ว่าเป็นปัจจัยที่เป็นไปได้ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงครั้งใหญ่

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังจากการกราดยิงในโรงเรียนในมินนิโซตา ซึ่งทำให้มีนักเรียนเสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บหลายสิบราย เคนเนดีได้ออกรายการ Fox News และ ระบุ ว่าเขาจะเริ่มการศึกษาเพื่อตรวจสอบบทบาทที่ SSRIs และยาอื่น ๆ ที่ใช้ในการรักษาอาการป่วยทางจิตอาจมีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ในช่วงต้นเดือนกันยายน ในระหว่างการประชุมประกาศรายงาน “ทำให้สุขภาพของอเมริกากลับมาดีอีกครั้ง” เกี่ยวกับเด็ก ๆ เขา ให้ สัญญาที่คล้ายกัน แม้ว่าเขาจะอ้างว่าสถาบันสุขภาพแห่งชาติจะเป็นผู้รับผิดชอบการวิจัยที่วางแผนไว้นี้

แนวคิดที่ว่ายาทางจิตเวชสามารถกระตุ้นให้ผู้กราดยิงก่อเหตุไม่ใช่เรื่องใหม่ ตัวอย่างเช่น เมื่อเกือบสิบปีก่อน มีการคาดเดาว่ายาแก้ความวิตกกังวล กระตุ้น การสังหารหมู่ของ Stephen Paddock ผู้ก่อเหตุลาสเวกัสในปี 2017

อย่างไรก็ตาม ตรงกันข้ามกับคำกล่าวอ้างของเคนเนดีที่ว่านักวิทยาศาสตร์กลัวที่จะศึกษาหัวข้อนี้ การศึกษาหลายชิ้นได้พยายามค้นหาความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างการใช้ยาเหล่านี้กับความรุนแรงครั้งใหญ่

ตัวอย่างเช่น ในการศึกษาปี 2019 นักวิจัยได้ตรวจสอบรายงานการกราดยิงในโรงเรียนที่บันทึกโดย FBI ระหว่างปี 2000 ถึง 2017 (ทั้งหมด 49 ราย) พวกเขา พบ ว่าผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีประวัติการใช้ยาทางจิตเวช และแม้แต่ในกรณีที่พวกเขาทำ นักวิจัยก็ไม่พบ “ความสัมพันธ์โดยตรงหรือเชิงสาเหตุ” กับยาเหล่านี้

ในรายงานปี 2019 อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งตรวจสอบข้อมูลจากการกราดยิงครั้งใหญ่ 167 ครั้งที่รวบรวมโดย The Violence Project นักวิจัย พบ ว่าประมาณ 20% ของผู้ก่อเหตุใช้ยาทางจิตเวช ซึ่งเทียบได้กับอัตราการใช้ในหมู่ประชาชนทั่วไป (ประมาณ 17% ตาม การศึกษา ปี 2017)

และในเดือนกันยายนนี้ ทีมงานวิจัยนำโดย Ragy Girgis ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชคลินิกแห่ง Vagelos College of Physicians and Surgeons แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ศึกษาข้อมูลจากการกราดยิงครั้งใหญ่กว่า 800 ครั้งในสหรัฐอเมริกา พวกเขา พบ ว่ามีเพียง 4% ของผู้ก่อเหตุเท่านั้นที่มีประวัติการใช้ยาแก้ซึมเศร้าตลอดชีวิต ซึ่งต่ำกว่าอัตราการใช้โดยทั่วไปในหมู่ประชาชนทั่วไป (12%) และ 6.6% เคยใช้ยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท

สมาคมจิตแพทย์แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (CSAP) ยังได้ออกแถลงการณ์โต้แย้งอย่างชัดเจนต่อความพยายามของ RFK จูเนียร์ในการเชื่อมโยง SSRIs กับการกราดยิง หลังจากการแสดงความคิดเห็นของเขาในเดือนกันยายน

“นี่ไม่เป็นความจริง สิ่งที่ทำให้เรากังวลมากที่สุดคือคำกล่าวเช่นนี้สามารถทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนไม่กล้าเข้ารับการดูแลที่พวกเขาต้องการและสมควรได้รับ” CSAP ระบุ

การกราดยิงเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน และสำหรับผู้ที่ก่อเหตุเหล่านี้ มีแนวโน้มว่าจะมีคำอธิบายหลายประการ

หนึ่งในคำอธิบายเหล่านี้อาจเป็นอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรง เช่น โรคจิต แม้ว่าจะไม่มากเท่าที่หลายคนคิด การศึกษาในปี 2022 โดยทีมโคลัมเบียเดียวกัน พบ ว่ามีเพียงประมาณ 5% ของการกราดยิงเท่านั้นที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรง เช่น โรคจิต

สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยด้านสุขภาพจิตที่สำคัญในการกราดยิงคือการฆ่าตัวตาย ผู้ก่อเหตุกราดยิงประมาณครึ่งหนึ่งจะฆ่าตัวตายหรือพยายามกระตุ้นให้เกิดการเผชิญหน้าที่ร้ายแรงกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (“ฆ่าตัวตายโดยตำรวจ”) และอาจประมาณสองในสาม แสดง ความคิดฆ่าตัวตายก่อนหรือระหว่างการยิง

ปัจจัยนั้นอาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมการวิจัยบางชิ้น พบ ความสัมพันธ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้ยาแก้ซึมเศร้าและความรุนแรงโดยทั่วไป ตามที่ Girgis กล่าว

“พวกเขาพบความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเพราะผู้ที่ฆ่าตัวตายหรือใช้ความรุนแรงก็มีอาการซึมเศร้าที่แย่กว่ามาก และผู้ที่มีอาการซึมเศร้าที่แย่กว่ามีแนวโน้มที่จะได้รับการรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้ามากกว่า นั่นเป็นเหตุผลที่เราเห็นความสัมพันธ์นี้” Girgis กล่าวกับ Gizmodo “แต่ไม่ใช่เชิงสาเหตุ”

ในขณะที่ SSRIs มีฉลากคำเตือนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความคิดฆ่าตัวตายและพฤติกรรมในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี แต่ก็เป็นเรื่องที่ขัดแย้ง นักวิจัยหลายคน รวมถึง Girgis โต้แย้งเป็นอย่างอื่น (หรืออย่างน้อยคำเตือนนั้น ได้ทำ อันตรายมากกว่าผลดี) และการศึกษาบางชิ้นได้ พบ ว่า SSRIs สามารถลดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายในคนหนุ่มสาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาของ Girgis ในเดือนกันยายนนี้พบว่าไม่มีความแตกต่างในอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายของผู้ก่อเหตุกราดยิง ไม่ว่าพวกเขาจะกินยาแก้ซึมเศร้าหรือไม่ก็ตาม

ในการสัมภาษณ์ Fox News ในเดือนสิงหาคม RFK จูเนียร์ยังดูเหมือนจะอ้างว่า SSRIs มีคำเตือนกล่องดำที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อเจตนาฆ่าคนตาย ไม่ว่าเขาจะพูดผิดหรือจงใจขายข้อมูลเท็จ นั่นก็ไม่เป็นความจริง

อย่างน้อยเหตุผลบางประการที่ผู้คนอาจยึดติดกับ SSRIs ว่าเป็นปัจจัยเบื้องหลังการกราดยิงคือความตื่นเต้น Girgis กล่าว

“ฉันคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้ เมื่อมีรายงานว่าผู้ก่อเหตุกราดยิงกำลังใช้ยาทางจิตเวชหรือมีอาการป่วยทางจิต มักจะทำให้เหตุการณ์นั้นเป็นข่าวพาดหัวและดึงดูดความสนใจมากขึ้น นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่มีอคติในการให้ความสนใจเรื่องนี้” เขากล่าว

คนอื่น ๆ อาจต้องการตำหนิสุขภาพจิตหรือยาที่ใช้ในการรักษาสุขภาพจิตสำหรับเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะมันจะเบี่ยงเบนความสนใจจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากกว่า เช่น การแพร่หลายของอาวุธปืนในสหรัฐอเมริกา หรือความง่ายที่ใครบางคนสามารถ ได้รับ พวกมัน

กล่าวคือ ผู้เชี่ยวชาญที่ฉันพูดคุยด้วยยังคงยินดีกับการวิจัยเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องทำได้ดี

“ในขณะที่ฉันไม่สามารถคาดการณ์ผลการศึกษาในอนาคตได้ ความพยายามในการวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบโดยเพื่อนร่วมงานอย่างเป็นกลาง มักจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาทางจิตเวช” Brown กล่าว

ปัญหาคือเรากำลังพูดถึง RFK จูเนียร์ที่นี่ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง HHS เคนเนดีได้ ทำลาย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้บรรลุวาระของเขา เขาได้ยกเลิกผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนฝ่ายเดียว ติดตั้งพันธมิตรที่เห็นอกเห็นใจขบวนการต่อต้านการฉีดวัคซีน และถูกกล่าวหาว่าไล่ Susan Monarez อดีตหัวหน้า CDC ออกเมื่อเธอปฏิเสธที่จะอนุมัติการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่แนะนำโดยกลุ่มหลัง

วิทยาศาสตร์ยังคงรื้อเรื่องหวาดกลัวทารกออทิสติกจากไทลินอลของทรัมป์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้พยายาม ตำหนิ ออทิสติกอย่างเป็นทางการว่าเกิดจากการใช้ acetaminophen ระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานด้านสุขภาพหลายแห่งไม่สนับสนุน FDA กำลังพยายามเริ่มต้น การเปลี่ยนแปลงฉลากผลิตภัณฑ์ acetaminophen ที่จะเตือนสตรีมีครรภ์เกี่ยวกับความเสี่ยงออทิสติกที่สมมติขึ้น แม้ว่าเคนเนดีจะยอมรับว่าพวกเขายังไม่มีหลักฐานแสดงความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุ

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นอาจเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหาก RFK จูเนียร์เริ่มการศึกษา SSRI ของเขา หลักฐานโดยรวมจนถึงปัจจุบันไม่ได้ชี้ให้เห็นว่ายาเหล่านี้เป็นผู้ร้ายรายใหญ่ในการกราดยิง แต่อาจไม่สามารถหยุดเคนเนดีและทำเนียบขาวของทรัมป์จากการอ้างเป็นอย่างอื่นได้

RFK จูเนียร์ โยงยากล่อมประสาทกับการกราดยิง

RFK จูเนียร์ พยายามโยงยากล่อมประสาทกับการกราดยิง

โดยรวมแล้ว ผลกระทบที่ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ พยายามโยงยากล่อมประสาทกับการกราดยิงนั้น อาจส่งผลเสียต่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการกราดยิง และอาจทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจากยาเหล่านี้ลังเลที่จะเข้ารับการรักษา ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมอย่างรอบคอบและเป็นกลาง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของยา และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

ที่มา – RFK Jr. Wants to Link Antidepressants Like SSRIs to Mass Shootings. Experts Aren’t Buying It

Bitcoin ลงทุนใหญ่สุดของกองทุน Harvard

จากการยื่นเอกสารต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ฉบับใหม่ พบว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของกองทุนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดคือ iShares Bitcoin Trust (IBIT) ซึ่งเป็นกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน Bitcoin (ETF) ที่ดำเนินการโดย Blackrock เอกสารดังกล่าวระบุว่ากองทุนได้เพิ่มการถือครอง IBIT จาก 1,906,000 หุ้นเป็น 6,813,612 หุ้น ตั้งแต่รายงานก่อนหน้านี้

ในราคาปัจจุบัน มูลค่าการถือครอง IBIT เหล่านั้นอยู่ที่ประมาณ 364 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงอย่างมากจากมูลค่าประมาณ 443 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่รวมอยู่ในเอกสาร เนื่องจาก ราคา Bitcoin เพิ่งเผชิญกับความยากลำบาก และดูเหมือนว่าจะติดอยู่ต่ำกว่าระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ MacroScope ชี้ให้เห็นใน X อีกแง่มุมที่น่าสังเกตและอาจเกี่ยวข้องกับเอกสารฉบับล่าสุดนี้คือการเพิ่มขึ้น 99% ใน SPDR Gold Shares ซึ่งเป็น ETF ทองคำ

Bitcoin is now Harvard’s largest reportable public investment. Larger than Microsoft, Amazon, Nvidia and others. See link below for the list.

Of course Harvard’s total endowment is much larger and includes private investments that aren’t publicly reported. But yesterday’s BTC… https://t.co/OsV0XFAb6N

นอกเหนือจากการถือครอง Bitcoin และทองคำที่น่าสังเกตแล้ว กองทุนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังรายงานการลงทุนจำนวนมากในยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเช่น Microsoft, Nvidia และ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google)

อีกครั้ง ควรสังเกตว่าเอกสาร ก.ล.ต. นี้ครอบคลุมเฉพาะการถือครองของกองทุนในตลาดสาธารณะเท่านั้น จาก รายงานล่าสุดโดย Reuters ขนาดรวมของกองทุนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอยู่ที่ประมาณ 57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเพียง 14% เท่านั้นที่ถือครองในหุ้นทุนสาธารณะ มูลค่าดังกล่าวบ่งชี้ว่าการถือครอง IBIT ของกองทุนคิดเป็นน้อยกว่า 1% ของพอร์ตโฟลิโอโดยรวม อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้อย่างแน่นอนที่กองทุนจะมีการลงทุนใน Bitcoin ในการลงทุนส่วนตัวบางส่วนด้วย

จากข้อมูลของ Forbes Harvard มีกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในบรรดามหาวิทยาลัยทั้งหมด

Bitcoin ลงทุนใหญ่สุดของกองทุน Harvard: ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น

แน่นอนว่า Harvard ไม่ได้ออกไปเสี่ยงโชคเพียงลำพังในแง่ของการถือครอง Bitcoin มี รายงาน ชี้ให้เห็นถึงเพื่อนร่วม Ivy League อย่าง Brown และ Yale นอกเหนือจาก คนอื่นๆ อีกมากมาย

กองทุน เหล่านี้มักจะมุ่งเน้นไปที่มูลค่าพื้นฐานระยะยาว มากกว่าการซื้อขายระยะสั้นตามกระแสชั่วคราว และความสนใจใน Bitcoin จากกองทุนเหล่านี้ที่มุ่งเน้นไปที่กรอบเวลาระยะยาวโดยทั่วไปยังคงพัฒนาไปเรื่อยๆ นอกเหนือจากกองทุนมหาวิทยาลัยแล้ว กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐต่างๆ ทั่วทุกแห่ง ตั้งแต่ Michigan ไปจนถึง Florida ก็มีการลงทุนใน Bitcoin ผ่านทาง Spot ETF หรือ Bitcoin Treasury บริษัท Strategy นอกจากนี้ยังสามารถพบการลงทุนใน Bitcoin ได้ในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของ Abu Dhabi, Norway และประเทศอื่นๆ

🇺🇸 NEW: 14 US states have reported $632m in $MSTR exposure for Q1, in public retirement and treasury funds.

A collective increase of $302m in one quarter. The average increase in holding size was 44%. pic.twitter.com/0PKm1avcPR

รัฐชาติ บริษัท Fortune 500 ธนาคารกลาง และหน่วยงานขนาดใหญ่อื่นๆ ยังมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองแทนที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทองคำ หรือทางเลือกอื่นๆ มากขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งชาติเช็ก ประกาศ การซื้อ Bitcoin ครั้งแรกโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการเพิ่มสินทรัพย์ crypto ลงในทุนสำรองระหว่างประเทศ แม้ว่าจะมีการคัดค้านจากประธานธนาคารกลางยุโรป Christine Lagarde ก็ตาม

แน่นอนว่า การจัดตั้งทุนสำรอง Bitcoin เชิงกลยุทธ์ยังเป็นคำมั่นสัญญาในการหาเสียงที่ทำโดยประธานาธิบดี Donald Trump ในปัจจุบัน แต่ ทุนสำรองดังกล่าวก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ทำไม Bitcoin ถึงเป็นการลงทุนที่น่าสนใจของ Harvard?

ในขณะที่ผู้ที่สอดคล้องกับหลักการของ Cypherpunk ดั้งเดิม Bitcoin กำลัง กังวล มากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ผู้ดูแล Bitcoin ของบุคคลที่สามอย่างแพร่หลายโดยสถาบันขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ การยอมรับประเภทนี้อย่างน้อยก็ยังช่วยให้สามารถลบความไว้วางใจที่ตั้งใจไว้ในแง่ของนโยบายการเงินที่ไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งอยู่เบื้องหลังสินทรัพย์ crypto อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ายังมีงานอีกมากที่ต้องทำเมื่อพูดถึงค่านิยม Cypherpunk อื่นๆ เช่น การกระจายอำนาจของการชำระเงินและความเป็นส่วนตัวทางการเงิน ดังแสดงให้เห็นจากการยอมรับ stablecoin อย่างหนักของอุตสาหกรรม crypto

การที่กองทุนขนาดใหญ่อย่าง Harvard หันมาลงทุนใน Bitcoin แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในสกุลเงินดิจิทัลนี้ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ถึงแม้จะมีความผันผวนของราคาในระยะสั้น แต่การลงทุนของ Harvard สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองว่า Bitcoin จะมีบทบาทสำคัญในระบบการเงินโลกในอนาคต

ที่มา – The Harvard Endowment’s Biggest Public Investment is Now Bitcoin

นักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่อแถวชมวัดพระแก้วคึกคัก: ปรากฏการณ์ท่องเที่ยวไทย

สวัสดีครับทุกคน! ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงการท่องเที่ยวไทยที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง วันนี้ผมเลยจะพามาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดที่วัดพระแก้ว หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศไทย ที่ตอนนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีมข่าว THE STANDARD ได้เก็บภาพบรรยากาศสุดประทับใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมหาศาลที่ต่อแถวยาวเหยียดเพื่อเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เช้าจรดบ่าย เพื่อเข้าไปสักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระคู่บ้านคู่เมืองของไทย

บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคัก แต่ก็ยังคงความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้การจัดการและดูแลของเจ้าหน้าที่วัด ทำให้ผู้มาเยือนสามารถเข้า-ออกได้อย่างสะดวกและปลอดภัย นับว่าเป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวไทยที่กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

ปรากฏการณ์ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่อแถวเข้าชมวัดพระแก้วคึกคัก

สิ่งที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่อแถวเข้าชมวัดพระแก้วคึกคัก นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและศรัทธาที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมีต่อศาสนาพุทธและวัฒนธรรมไทย วัดพระแก้วไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก

ทำไมวัดพระแก้วถึงดึงดูดนักท่องเที่ยว

  • ความงดงามของสถาปัตยกรรม: วัดพระแก้วเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามและวิจิตรบรรจง แสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างไทยในอดีต
  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศาสนา: วัดพระแก้วเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต
  • ประสบการณ์ทางวัฒนธรรม: การเยี่ยมชมวัดพระแก้วเป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและประเพณีไทย

นอกจากความสวยงามและความสำคัญทางศาสนาแล้ว การจัดการที่ดีของเจ้าหน้าที่วัดก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจ การรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่อแถวเข้าชมวัดพระแก้วคึกคัก ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพข่าว แต่เป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทย การที่เราสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาได้ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีเสน่ห์และศักยภาพในการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวโลก

ในฐานะที่เราเป็นเจ้าบ้าน เราควรให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิตและสร้างความประทับใจให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขากลับไปพร้อมกับความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับประเทศไทย และบอกต่อเรื่องราวดีๆ เหล่านี้ให้คนอื่นๆ ได้รับรู้

สำหรับใครที่วางแผนจะไปเที่ยววัดพระแก้วในช่วงนี้ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งร่างกายและจิตใจ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัด และปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่ เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสุขนะครับ

และที่สำคัญ การที่ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่อแถวเข้าชมวัดพระแก้วคึกคัก นี้ แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังคงมีความสำคัญและเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยว ดังนั้นเราควรส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อสร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศของเราต่อไป

ปิดท้ายข่าวด้วยคำว่า ที่มา – นักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่อแถวเข้าชมวัดพระแก้วคึกคัก