ผู้เขียน: lalika69_admin

ผบ.ตร. สั่งตั้งสายตรวจทางน้ำ เฝ้าบ้านชาวหาดใหญ่ ป้องกันโจรขโมยของช่วงน้ำท่วม

น้ำท่วมหาดใหญ่ช่วงนี้ เล่นเอาหลายคนใจหายใจคว่ำ นอกจากห่วงเรื่องข้าวของเสียหายแล้ว ยังกังวลเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย แต่ไม่ต้องห่วงครับ เพราะล่าสุด ผบ.ตร. สั่งตั้งสายตรวจทางน้ำ เฝ้าบ้านชาวหาดใหญ่ ป้องกันโจรขโมยของช่วงน้ำท่วม แล้ว!

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและบัญชาการการช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) รายงานสถานการณ์ล่าสุดและแผนการช่วยเหลือต่างๆ ให้ทราบ

คณะของ ผบ.ตร. ได้เดินทางไปยังมณฑลทหารบกที่ 42 (ค่ายเสนาณรงค์) เพื่อลำเลียงสิ่งของจำเป็นขึ้นรถบรรทุกยกสูง (FTS) ก่อนเดินทางไปยัง ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งมีประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยได้มอบสิ่งของและพูดคุยให้กำลังใจ ยืนยันว่าตำรวจจะระดมสรรพกำลังดูแลช่วยเหลือในทุกด้านจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

จากนั้น ผบ.ตร. ได้ลงพื้นที่สำรวจจุดวิกฤตที่ ชุมชนเกาะหมี อ.หาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมีระดับน้ำท่วมสูง ท่านได้ลุยน้ำเข้าไปมอบเงินช่วยเหลือ อาหาร และน้ำดื่ม ให้กับประชาชนที่ยังติดค้างอยู่ในบ้านเรือน พร้อมอำนวยความสะดวกในการอพยพประชาชนออกมายังพื้นที่ปลอดภัย งานนี้เห็นถึงความใส่ใจของ ผบ.ตร. ที่มีต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ในด้านการปฏิบัติการ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้ออกข้อสั่งการเน้นย้ำให้ตำรวจเร่งรัดการช่วยเหลือใน 2 มิติสำคัญ:

  • ด้านการดำรงชีพ: ต้องเร่งอพยพคนในจุดวิกฤต และส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ ให้ถึงมือชาวบ้านที่ยังอยู่ในบ้านเรือนให้เร็วที่สุด
  • ด้านความปลอดภัย: นี่สำคัญมาก! ท่านกำชับให้ “กำหนดแผนจัดชุดสายตรวจทางน้ำ” และชุดลาดตระเวน เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะบ้านเรือนที่ถูกทิ้งร้างจากการอพยพ เพื่อคลายความกังวลของประชาชนที่ห่วงทรัพย์สิน และป้องกันมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสซ้ำเติม

ในช่วงท้าย ผบ.ตร. ได้เดินทางไปยัง สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ เพื่อติดตามความเสียหายของสถานที่ราชการ พร้อมกำชับให้ผู้บังคับบัญชาดูแลสวัสดิการของข้าราชการตำรวจและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ด้วย และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเป็นที่พึ่งของประชาชน พร้อมสั่งการให้เตรียมแผนฟื้นฟูเยียวยาทันทีหลังน้ำลด

ผบ.ตร. สั่งตั้งสายตรวจทางน้ำ คุ้มครองบ้านเรือน

ข่าวนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวหาดใหญ่ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมนะครับ การที่ ผบ.ตร. สั่งตั้งสายตรวจทางน้ำ เฝ้าบ้านชาวหาดใหญ่ ป้องกันโจรขโมยของช่วงน้ำท่วม แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของตำรวจต่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้

นอกจากนี้ การมีสายตรวจทางน้ำ ยังช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน เพราะรู้ว่ามีเจ้าหน้าที่คอยดูแลทรัพย์สินให้ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีมิจฉาชีพเข้ามาขโมยของ ถือเป็นการช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลของประชาชนได้เป็นอย่างดี

ความสำคัญของสายตรวจทางน้ำในช่วงน้ำท่วม

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องมีสายตรวจทางน้ำ? ในสถานการณ์น้ำท่วม การเดินทางบนบกเป็นไปได้ยากหรือไม่สะดวก สายตรวจทางน้ำจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และดูแลความปลอดภัยในพื้นที่เหล่านั้นได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ สายตรวจทางน้ำยังสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ในบ้านเรือน หรือต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนได้อีกด้วย ถือเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนในช่วงน้ำท่วม

ผบ.ตร. สั่งตั้งสายตรวจทางน้ำ เฝ้าบ้านชาวหาดใหญ่ ป้องกันโจรขโมยของช่วงน้ำท่วม เป็นมาตรการที่เหมาะสมและจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ หวังว่าการมีสายตรวจทางน้ำ จะช่วยให้พี่น้องชาวหาดใหญ่คลายความกังวล และผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไปได้ด้วยดีนะครับ

สิ่งที่เราได้เห็นจากสถานการณ์นี้คือ ความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และการมีหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที การที่ตำรวจเข้ามาดูแลความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชน เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นว่าตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในทุกสถานการณ์

สำหรับใครที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อย่าท้อแท้นะครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เสียสละแรงกายแรงใจในการช่วยเหลือประชาชน ขอให้ทุกท่านปลอดภัยนะครับ

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งตั้งสายตรวจทางน้ำ เฝ้าบ้านชาวหาดใหญ่ ป้องกันโจรขโมยของช่วงน้ำท่วม

กล่องสยองของ Hallorann ใน It: Welcome to Derry คืออะไร?

ในตอนล่าสุดของ It: Welcome to Derry เราได้เห็นตัวละครต่างๆ—เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศติดอาวุธหนัก สมาชิกของชุมชนพื้นเมืองในท้องถิ่นที่ถือมีดเอเลี่ยน และกลุ่มวัยรุ่นที่น่าอึดอัด—แอบเข้าไปในท่อระบายน้ำใต้ 29 Neibolt Street เพื่อค้นหาคนที่คุณก็รู้ว่าใคร เรารู้ว่าพวกเขากำลังไล่ล่าสิ่งมีชีวิตที่ชอบแปลงกายเป็น Pennywise the Dancing Clown อย่างสนุกสนาน อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ในเนื้อเรื่องของ Welcome to Derry ไม่มีใครแน่ใจว่าพวกเขากำลังมองหาอะไร พวกเขารู้เพียงแต่มันมีพลังควบคุมจิตใจและขับเคลื่อนด้วยความชั่วร้าย

หนึ่งในเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศเหล่านั้นคือ Dick Hallorann (Chris Chalk) ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากกองทัพสำหรับภารกิจที่ไม่ธรรมดานี้ด้วยพลังจิตของเขา แฟน ๆ ของ Stephen King คุ้นเคยกับตัวละครนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการแสดงที่ยั่งยืนของ Scatman Crothers ในบท Hallorann ที่แก่กว่าในภาพยนตร์ดัดแปลงปี 1980 ของ Stanley Kubrick เรื่อง The Shining ใน Welcome to Derry เราได้รู้จัก Hallorann ที่อายุน้อยกว่า เขาขี้คุยโวและตึงเครียดกว่าเล็กน้อย และเขาได้เรียนรู้ที่จะควบคุมแง่มุมที่น่ากลัวกว่าของพรสวรรค์ของเขา—จนถึงจุดหนึ่ง

Io9 2025 Spoiler

ในตอนที่ห้า “29 Neibolt Street” เผยให้เห็นว่า It แทรกซึมเข้าไปในจิตใจของ Hallorann เพื่อใช้ประโยชน์จากความทรงจำของเขาเกี่ยวกับปู่ที่ทารุณกรรม Hallorann และคุณยายของเขา ซึ่งมีพลังจิตเช่นกัน ตัวสั่นขณะที่ปู่ของเขายืนอยู่เหนือพวกเขา เยาะเย้ยพวกเขาอย่างโหดร้าย จากนั้น สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ Hallorann จินตนาการได้ก็เกิดขึ้น: ชายชรา ซึ่งจริงๆ แล้วคือ Pennywise ที่ปลอมตัวมา เปิดกล่องและปลดปล่อยความน่าสะพรึงกลัวทั้งหมดที่ Hallorann เก็บไว้

ในนิมิต การสร้างทางจิตปรากฏเป็นกล่องจริงที่เต็มไปด้วยแสงสีส้มเหมือนกับดวงตาของ Pennywise

เมื่อ Hallorann ที่มึนงงโผล่ออกมาจากท่อระบายน้ำเมื่อสิ้นสุดตอน เขาเห็น Pauly (Rudy Mancuso) ทหารที่ถูกฆ่าตายก่อนหน้านี้ในอุโมงค์ เขาไม่ควรลุกขึ้นเดินได้ แต่อยู่ได้—และ Hallorann มองเห็นเขาได้อย่างชัดเจน

Welcome to Derry ยังไม่ได้ให้บริบทมากมายเกี่ยวกับกล่องสยองของ Hallorann ใน It: Welcome to Derry นอกเหนือจากการแสดงให้เราเห็น—และทำให้แน่ใจว่าเราเข้าใจว่าการเปิดมันเป็นเรื่องที่แย่มาก เห็นได้ชัดว่ามันเป็นสิ่งที่ Hallorann จะต้องแก้ไขหากเขาต้องการกลับมาเป็นคนปกติอีกครั้ง แต่กล่องนี้มีอยู่ในเนื้อหาก่อนหน้านี้ที่แนะนำเกี่ยวกับตัวละคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Doctor Sleep ภาคต่อ Shining ของ King

ในภาพยนตร์ Mike Flanagan ปี 2019 Carl Lumbly รับบทเป็นผีในบทบาทตัวละครที่ปรากฏต่อ Danny Torrance (ไม่นานหลังเหตุการณ์ที่ Overlook) พร้อมคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับ… กล่องแห่งความทรงคิด คุณสามารถดู Doctor Sleep ได้บน Netflix เพื่อดูฉากทั้งหมด แต่มีการอ้างอิงถึงคำพูดที่มีชื่อเสียงของ Hallorann จาก The Shining เกี่ยวกับสิ่งมืดมนที่ Danny สามารถรับรู้ได้ด้วยพลัง “shining” ของเขา ไม่สามารถทำร้ายเขาได้ พวกเขาเป็นเหมือน “ภาพในหนังสือ”

ชายชรายังบอก Danny ด้วยว่าสิ่งมืดมนจะแห่กันมาหาเขาเพราะความสามารถของเขา ไม่มีอะไรที่เขาสามารถทำได้เพื่อหยุดพวกเขาจากการมา “ปู่ของฉัน เขาเป็นคนเลว” เขาอธิบาย “เมื่อเขาตาย ฉันเต้น… แต่เขายังคงกลับมา”

Hallorann ดึงกล่องเล็ก ๆ ออกมาแล้วบอกว่าคุณยายของเขาสอนเคล็ดลับให้เขา “ฉันอยากให้นายรู้จักกล่องใบนี้ทั้งภายในและภายนอก” เขาบอกเด็กชาย ก่อนหน้านี้ในภาพยนตร์ เราได้เห็นว่าแดนนี่ยังคงถูกผีที่น่าขนลุกจากห้อง 237 หลอกหลอน “นายกำลังจะสร้างกล่องแบบนั้นขึ้นมาในใจ นายจะต้องสร้างสิ่งที่พิเศษกว่านั้น ดังนั้นครั้งต่อไปที่ *-itch* ตัวนั้นปรากฏตัวขึ้น นายจะพร้อม”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาจะพร้อมที่จะดักจับผีและความคิดด้านลบทั้งหมดที่อยู่ใกล้เคียงไว้ในกล่องแห่งความคิดของเขา มันเป็นความคิดที่ดี และบางที Hallorann ในเวอร์ชันนี้อาจไม่ต้องจัดการกับสิ่งที่ผู้ชายของเราใน Welcome to Derry กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับวิญญาณที่มาเรียกทั้งหมดที่จะมาเรียกหา?

ในการให้สัมภาษณ์กับ Decider Chalk และ Jason Fuchs ผู้ร่วมสร้างรายการ It: Welcome to Derry ได้แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับบาดแผลของ Hallorann

“ความสยองขวัญทั้งหมดที่เขาเคยเห็น เขาเพียงแค่ใส่ลงไปในกล่อง ใส่ลงไปในกล่อง ใส่ลงไปในกล่อง” Chalk อธิบายเกี่ยวกับตัวละครของเขา “ดังนั้นเมื่อคุณปลดปล่อยสิ่งนั้น มันจะไม่ปล่อยออกมาอย่างนุ่มนวลเหมือนที่ Dick ใส่เข้าไป และมันก็ไม่มีความสุขที่ถูกยัดเข้าไปในกล่อง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ต้องการถูกกักขัง และเมื่อพวกมันสามารถหลุดพ้นได้ พวกมันก็ทำ และมันเปลี่ยน Dick ไปตลอดกาล”

Fuchs กล่าวเสริมว่า “ภาพสุดท้ายที่คุณเห็น Dick, Chris Chalk ใน [ตอนที่ห้า] ของเขาที่เห็น Pauly ที่ตายแล้วอยู่ตรงหน้าเขาบนริมฝั่งแม่น้ำ นั่นจะพา Dick ไปสู่สถานที่ที่มืดมนอย่างมาก ไปยังสถานที่ที่เขาพยายามจะหนี มีเหตุผลที่เขาต้องการเก็บกล่องนั้นไว้ ชีวิตของเขาเมื่อสิ้นสุดตอนที่ห้าได้ถูกพลิกผันอย่างเต็มที่ในรูปแบบที่จะพาเขาไปสู่จุดแตกหักและอาจจะเลย [มัน] ไปอีกในตอนต่อๆ ไป”

ตอนใหม่ของ It: Welcome to Derry มาถึงทุกวันอาทิตย์ทาง HBO และ HBO Max

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมไหม? ตรวจสอบว่าเมื่อใดที่จะได้ชม Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ DC Universe ในภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

กล่องสยองของ Hallorann ใน It: Welcome to Derry คืออะไร?

ทำไมกล่องสยองของ Hallorann ใน It: Welcome to Derry ถึงสำคัญ?

กล่องสยองของ Hallorann ใน It: Welcome to Derry เป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำที่เจ็บปวดและความกลัวที่ถูกเก็บซ่อนไว้ การเปิดกล่องนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อจิตใจและชีวิตของเขา เหตุการณ์นี้จะนำพา Dick ไปสู่สถานที่ที่มืดมนและเปลี่ยนแปลงเขาไปตลอดกาล แฟนๆ ซีรีส์นี้ต่างรอคอยที่จะได้เห็นผลกระทบของการเปิดกล่องนี้และการเดินทางของ Hallorann ในการต่อสู้กับอดีตของเขา

ที่มา – What’s the Deal With Hallorann’s Terrifying Box on ‘It: Welcome to Derry’?

CEO Disney ปลื้ม Avatar: Fire and Ash เวอร์ชั่นยาว

การฉายรอบปฐมทัศน์ของ Avatar: Fire and Ash จะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม ที่ลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 19 ธันวาคม เกือบสามสัปดาห์ นั่นหมายความว่า Disney มีความมั่นใจในภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมาก ไม่มีปัญหากับ ปฏิกิริยาที่รั่วไหลออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ สันนิษฐานว่าบริษัทคิดว่ามี James Cameron สร้างปรากฏการณ์ อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เราจะรู้กันเร็วๆ นี้

ความมั่นใจแบบนั้นมักจะมาจากข้างบน และในการสัมภาษณ์ครั้งใหม่ James Cameron ผู้สร้างและผู้กำกับ Avatar ได้พูดถึงปฏิกิริยาเริ่มต้นของ Bob Iger CEO ของ Disney ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้

“[Iger] จะไม่แสดงความคิดเห็นจนกว่าจะเป็นสิ่งที่ผมต้องแสดง” Cameron กล่าวกับ Puck News “ความคิดเห็นของเขาเมื่อดู [Fire and Ash] เป็นครั้งแรก แม้ว่ามันจะยาวถึงสามชั่วโมง 23 นาที โดยไม่รวมเครดิตในตอนนั้น ดังนั้นมันจึงสั้นลงประมาณ 18 นาทีตั้งแต่ตอนนั้น เขาพูดว่า ‘ใช่ ผมรู้ว่าคุณจะยังคงตัดทอนมันต่อไป แต่ช่างงดงามจริงๆ’ โดยพื้นฐานแล้วเขาพูดว่า ‘ผมรักหนังเรื่องนี้’ และมันน่าสนใจเพราะมีหัวหน้าคนอื่นๆ อยู่ใน Zoom ที่กำลังหยิบยกประเด็นขึ้นมา และเขาก็พูดว่า ‘ใช่ คุณรู้ไหม ผมไม่มีปัญหากับเรื่องนั้น’ และโดยพื้นฐานแล้วเขาก็ปัดตกประเด็นของพวกเขา ผมก็เลยแบบ ‘โอเค เราจบตรงนี้ได้’”

ก็ยังไม่จบ เพราะตอนนี้หนังมีความยาวสามชั่วโมง 17 นาทีรวมเครดิตแล้ว ดังนั้น Cameron จึงมีการปรับแต่งเล็กน้อย แต่ปฏิกิริยาในช่วงต้นของ Iger เป็นตัวบ่งชี้ว่าทำไมบริษัทถึงปล่อยหนังออกสู่สายตาสาธารณชนเร็วขนาดนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบริบทแล้ว ถือว่าไม่ปกติ หนัง Disney ส่วนใหญ่จะไม่ฉายรอบสื่อมวลชนหรืออุตสาหกรรมจนกว่าจะถึงสัปดาห์ที่เข้าฉาย แต่เรื่องนี้ฉายก่อนวันเข้าฉาย 18 วัน เห็นได้ชัดว่าและหวังว่า “มันงดงาม” อย่างที่ Iger กล่าว

CEO Disney ปลื้ม ‘Avatar: Fire and Ash’ จริงหรือ?

เราจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Avatar: Fire and Ash อีกมากมายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายในวันที่ 19 ธันวาคม

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่? ตรวจสอบกำหนดการฉาย Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ DC Universe ทางภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ทำไม CEO Disney ถึงปลื้ม ‘Avatar: Fire and Ash’?

ความสำเร็จของ Avatar ภาคล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความสามารถของผู้กำกับ James Cameron ได้เป็นอย่างดี การที่ CEO Disney ปลื้ม Avatar: Fire and Ash ตั้งแต่เวอร์ชั่นที่ยังไม่สมบูรณ์ บ่งบอกถึงคุณภาพและความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

การที่ Disney กล้าที่จะฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ให้สื่อมวลชนและคนในวงการดู ก่อนวันเข้าฉายจริงถึงเกือบสามสัปดาห์ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในคุณภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมาก เป็นการยืนยันว่า CEO Disney ปลื้ม Avatar: Fire and Ash จริงๆ

CEO Disney ปลื้ม Avatar: Fire and Ash อาจเป็นเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาที่เข้มข้น ภาพที่สวยงามตระการตา และเรื่องราวที่น่าติดตาม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ Avatar ประสบความสำเร็จอย่างมากในอดีต

นอกจากนี้ การที่ Iger ตัดสินใจที่จะปัดตกข้อเสนอแนะจากทีมงานคนอื่นๆ ที่อยู่ใน Zoom ในขณะที่เขาชื่นชมภาพยนตร์เรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่าเขามีความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของ Cameron และเชื่อมั่นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

โดยรวมแล้ว การที่ CEO Disney ปลื้ม Avatar: Fire and Ash ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ และบ่งบอกถึงโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทั้งในด้านรายได้และคำวิจารณ์ เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการภาพยนตร์ได้มากน้อยแค่ไหน

เชื่อว่าแฟนๆ Avatar ทั่วโลกต่างก็ตั้งตารอชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันอย่างใจจดใจจ่อ และหวังว่า Avatar: Fire and Ash จะไม่ทำให้ผิดหวัง

ที่มา – The CEO of Disney Loved ‘Avatar: Fire and Ash’ When It Was Even Longer

ศปก.กฉ. เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่: บูรณาการทุกภาคส่วน

สถานการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และแน่นอนว่าความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ศปก.กฉ.ส่วนหน้า (ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกส่วนหน้า) ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในสงขลา-หาดใหญ่อย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง และการลำเลียงอาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ถึงมือผู้ที่ต้องการอย่างรวดเร็วที่สุด

พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานประสานความร่วมมือกับอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ตำรวจ และหน่วยทหารในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ มุ่งเน้นที่จะไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลังในยามวิกฤต

ศปก.กฉ. เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่: บูรณาการทุกภาคส่วน

หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนคือการค้นหาและเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการนำส่งอาหาร สิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้กับผู้ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยตนเอง การบูรณาการกำลังพลทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้

การประสานงานระหว่างกำลังทางเรือ รถ และอากาศยานเป็นไปอย่างใกล้ชิด โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประเมินสถานการณ์ร่วมกัน พื้นที่ใดที่รถหรือเรือเข้าถึงยาก กำลังทางอากาศจะทำหน้าที่ชี้เป้า และเมื่อกำลังทางอากาศพบเห็นสิ่งใด ก็จะประเมินสถานการณ์และประสานงานกับกำลังทางเรือและรถเพื่อเข้าช่วยเหลือ เป็นการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลจะใช้เฮลิคอปเตอร์ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน รวมถึงเปลพยาบาล เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของผู้ป่วย สำหรับการติดต่อสื่อสาร ได้มีการประสานงานกับวิศวกรของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ เพื่อสนับสนุนการกู้เซลล์ไซต์ และนำเครื่องปั่นไฟสำรองเข้าไปติดตั้ง ซึ่งจะช่วยให้การประสานงานเป็นไปได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ข้อสั่งการสำคัญเพื่อการช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ

พล.อ. อุกฤษฎ์ ได้มอบหมายการบ้าน 4 ข้อสำคัญ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่

  • 1. การทำข้อมูลสภาพภัยพิบัติให้ชัดเจนและถูกต้อง
  • 2. การประเมินสถานการณ์ในอนาคตอย่างแม่นยำ
  • 3. การรวบรวมข้อมูลกำลังพลและทรัพยากรของทุกภาคส่วน
  • 4. การแบ่งมอบภารกิจและความรับผิดชอบให้ชัดเจน

โดยทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อให้การช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ เป็นไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การมีข้อมูลที่ถูกต้อง การประเมินสถานการณ์ที่แม่นยำ และการประสานงานที่ดี จะช่วยให้เราสามารถช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ศปก.กฉ. เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวสาร แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว การติดตามสถานการณ์และส่งต่อความช่วยเหลือให้ถึงมือผู้ที่ต้องการจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การให้กำลังใจ หรือการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทุกการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ล้วนมีความหมายและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

การช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความหวังและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากได้

ที่มา – ศป.กฉ.ส่วนหน้าเร่งช่วยคนออก-ส่งอาหาร ผนึกกำลังทางบก-เรือ-อากาศ ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

ดีอีเอส ตั้ง War Room 24 ชม. รับมือน้ำท่วมหาดใหญ่: ระดมเทคโนโลยีช่วยกู้ภัย

สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่เกิดขึ้นล่าสุด ทำให้หลายคนกังวลใจ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จึงเร่งเครื่องช่วยเหลือเต็มสูบ โดยตั้ง War Room 24 ชม. รับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ พร้อมระดมเทคโนโลยีสุดล้ำ ทั้ง Starlink, โดรน และ ปณท. มาช่วยกู้ภัยและบรรเทาทุกข์พี่น้องชาวใต้ งานนี้ไม่ได้มีแค่การช่วยเหลือเบื้องต้น แต่เน้นแก้ปัญหาเครือข่ายสื่อสาร เพื่อให้การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด เรามาดูกันว่าดีอีเอส เขามีแผนอะไรบ้าง

ดีอีเอส ตั้ง War Room 24 ชม. รับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ บูรณาการทุกภาคส่วน

อย่างที่ทราบกันดีว่า น้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ท่านรัฐมนตรีไชยชนก ชิดชอบ แห่งกระทรวงดีอีเอส สั่งการด่วน ให้ทุกหน่วยงานในสังกัด เร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นระบบสื่อสาร การขนส่งถุงยังชีพ เรียกว่าใช้ศักยภาพทุกด้านที่มีอยู่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การจัดตั้ง War Room ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และเป็นศูนย์กลางระบบสื่อสารโทรคมนาคม งานนี้มีการบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสน. ทำให้สามารถรายงานสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่

นอกจากนี้ ท่านปลัดกระทรวงดีอีเอส พชร อนันตศิลป์ ยังลงพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อติดตามการให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานงานกับ กสทช. ผู้ให้บริการเครือข่าย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

มาตรการสำคัญที่นำมาใช้ในการ รับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ ได้แก่:

  • การบริหารจัดการระบบสื่อสารและเครือข่าย: ย้าย Node ที่มีปัญหา เตรียมเครื่องปั่นไฟ ติดตั้งระบบสื่อสารในศูนย์พักพิง เพิ่มความแรงสัญญาณ และปรับทิศทางเสาสัญญาณ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้ทุกเครือข่าย
  • การเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่: กำหนดหน้าที่ สนับสนุนหน่วยงานที่ช่วยเหลือประชาชน จัดทำแผนฉุกเฉิน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ
  • การพัฒนาระบบกู้ภัยและการสื่อสาร: เร่งจัดทำระบบรับและจัดเก็บข้อมูล สนับสนุนการประสานงานของ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่สำคัญคือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการช่วยเหลือ เช่น การใช้โดรนสำรวจ ค้นหาผู้ประสบภัย และขนส่งสิ่งของไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยาก รวมถึงการสนับสนุนจาก ไปรษณีย์ไทย ในการขนส่งสิ่งของช่วยเหลือประชาชน

เท่านั้นยังไม่พอ ดีอีเอส ยังประสานงานกับภาคเอกชน อย่าง SpaceX เรื่องการเชื่อมต่อสัญญาณผ่านดาวเทียม Starlink และ Line Thailand ที่เปิดบริการ LineAlert แจ้งเตือนสถานการณ์ฉุกเฉิน และ Open Chat หัวข้อประสานงานน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

การ ตั้ง War Room 24 ชม. รับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน เป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวหาดใหญ่ทุกคนครับ!

ที่มา – ดีอีเอส ตั้ง War Room 24 ชม. รับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ ระดม Starlink-โดรน-ปณท. ช่วยกู้ภัย เน้นแก้ปัญหาเครือข่ายสื่อสาร

น่าตกใจ! ทุก 10 นาที ผู้หญิงหรือเด็กหญิงถูกฆ่าจากความรุนแรงในบ้าน

เพื่อนๆ เคยคิดไหมว่าบ้านที่เราเรียกว่าปลอดภัย อาจไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน? ข่าวล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ทำให้เราต้องหันกลับมามองปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะทุกๆ 10 นาที จะมีผู้หญิงหรือเด็กหญิงอย่างน้อย 1 คน ถูกสังหารจากความรุนแรงภายในบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง

รายงานจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ระบุว่า เหยื่อเหล่านี้ส่วนใหญ่มักถูกฆ่าโดยคนที่พวกเธอรู้จักดี ไม่ว่าจะเป็นคู่ครอง สามี หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัว นี่ไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือชีวิตจริงที่ถูกพรากไปอย่างไม่เป็นธรรม

ทุก 10 นาที ผู้หญิงหรือเด็กหญิงถูกฆ่าจากความรุนแรงในบ้าน: ปัญหาระดับโลก

ลองนึกภาพตามนะครับว่า ในแต่ละวัน จะมีผู้หญิงและเด็กหญิงถึง 137 คน ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์แบบนี้ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดเฉพาะในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันเกิดขึ้นทั่วโลก! ในปี 2024 มีผู้หญิงและเด็กสาวกว่า 50,000 คน ถูกฆ่าโดยคนที่พวกเธอเคยรักหรือไว้ใจ การกระทำเหล่านี้คิดเป็น 60% ของการฆาตกรรมโดยเจตนาต่อผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลกเลยทีเดียว

วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล แต่ดูเหมือนว่าความรุนแรงยังคงเป็นเงาที่คอยตามหลอกหลอนผู้หญิงและเด็กหญิงอยู่เสมอ UN ระบุว่าที่อยู่อาศัยยังคงเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดสำหรับพวกเธอ

ซาราห์ เฮนดริกส์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า “การฆาตกรรมสตรีไม่ได้จู่ๆ ก็เกิดขึ้น แต่มักเกิดขึ้นจากความรุนแรงต่อเนื่อง ซึ่งอาจเริ่มจากการควบคุมพฤติกรรม การข่มขู่ และการคุกคาม รวมถึงพฤติกรรมเหล่านั้นบนโลกออนไลน์”

สถิติที่น่ากังวลจากทั่วโลก

จากรายงานพบว่า ทวีปแอฟริกามีอัตราการฆาตกรรมผู้หญิงโดยคู่รักหรือสมาชิกในครอบครัวสูงที่สุด ตามมาด้วยทวีปอเมริกา ภูมิภาคโอเชียเนีย เอเชีย และยุโรป ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่ฝังรากลึกในสังคมของเรา

จอห์น แบรนโดลิโน รักษาการผู้อำนวยการบริหารของ UNODC กล่าวว่า “บ้านยังคงเป็นสถานที่ที่อันตรายและบางครั้งอาจอันตรายถึงแก่ชีวิตสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงจำนวนมากเกินไปทั่วโลก”

ในยุโรปและอเมริกา การฆาตกรรมส่วนใหญ่เกิดจากคู่รัก (64% และ 69% ตามลำดับ) ซึ่งมักเป็นผลพวงจากการถูกทำร้ายร่างกายมานานหลายปี

ในแอลเบเนีย มีกรณีตัวอย่างที่น่าเศร้าคือ 90% ของผู้หญิงที่ถูกฆ่า เคยถูกทำร้ายมาก่อน และบางคนถูกฆ่าหลังจากที่ผู้กระทำความผิดเพิ่งพ้นโทษออกมาได้ไม่กี่วัน แม้จะมีมาตรการป้องกันต่างๆ แล้วก็ตาม

แรงจูงใจในการฆาตกรรมส่วนใหญ่มักมาจากความหึงหวง การปฏิเสธการแยกทาง การตอบโต้เมื่อถูกแจ้งความ หรือการไม่ยอมรับความสัมพันธ์ใหม่หลังจากเลิกรากัน นอกจากนี้ ยังมีเด็กจำนวนมากที่สูญเสียแม่ไปจากเหตุการณ์เหล่านี้

อาวุธปืนและเทคโนโลยี: ตัวเร่งความรุนแรง

รายงานยังชี้ให้เห็นว่า อาวุธปืนและเทคโนโลยีกำลังกลายเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการฆาตกรรมผู้หญิงมากขึ้น การครอบครองอาวุธปืนโดยผู้ที่ใช้ความรุนแรงในครอบครัว จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุร้าย

นอกจากนี้ เทคโนโลยีก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมและคุกคาม เช่น การสะกดรอยทางออนไลน์ การดักฟังข้อมูล และการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต (doxing) ซึ่งการกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรง

ในสหราชอาณาจักร มีการวิเคราะห์คดีฆาตกรรมในครอบครัว 41 คดี พบว่า 58.5% มีการใช้เทคโนโลยีในการบังคับควบคุมและเฝ้าระวังก่อนที่จะเกิดเหตุฆาตกรรม

ความรุนแรงในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับควบคุม การเฝ้าติดตาม หรือการสะกดรอย อาจนำไปสู่ความรุนแรงในโลกความเป็นจริงได้ ผู้หญิงที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เช่น นักข่าว นักเคลื่อนไหว และนักการเมือง ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี

เราจะหยุดยั้งความรุนแรงนี้ได้อย่างไร?

รายงานสรุปว่า การแทรกแซงที่ทันท่วงทีและเหมาะสม รวมถึงนโยบายที่ตรงเป้าหมาย จะสามารถป้องกันการฆาตกรรมผู้หญิงได้ ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การเข้าถึงอาวุธปืน การสะกดรอย ความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว และการใช้สารเสพติด ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังต้องมีกฎหมายที่เข้มงวด การบังคับใช้คำสั่งคุ้มครอง และการรวบรวมข้อมูลที่ดีขึ้น เพื่อหยุดยั้งการฆาตกรรมเหล่านี้ก่อนที่จะเกิดขึ้น

ความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนที่รักจากเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวเป็นสิ่งที่ยากจะบรรยาย ลิเลีย อเลฮานดรา การ์เซีย อันดราเด ลูกสาวของใครคนหนึ่ง ถูกลักพาตัว ทรมาน และสังหาร คดีของเธอไม่ใช่คดีเดียว แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงอีกมากมายที่ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน

ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมมือกัน หยุดยั้งความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิง และสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี

เพื่อนๆ ล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? มีอะไรที่เราในฐานะคนธรรมดาจะสามารถทำได้บ้าง เพื่อช่วยลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว?

ที่มา – ยูเอ็นเผย ทุก ๆ 10 นาทีจะมีผู้หญิงหรือเด็กผู้หญิงถูกสังหารอย่างน้อย 1 ราย จากความรุนแรงภายในบ้าน

รู้จัก ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ กำลังหลักช่วยใต้ ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม

ช่วงนี้ หลายคนคงได้ยินข่าว ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ เรียกได้ว่าเรือลำนี้เปรียบเสมือนฮีโร่ที่คอยให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจสำคัญในช่วงเวลาที่ทุกวินาทีมีความหมาย

วันนี้ THE STANDARD ชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ ให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคง แต่ยังรวมถึงบทบาทสำคัญด้านมนุษยธรรมที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

รู้จัก ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ กับภารกิจสำคัญช่วยภาคใต้ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่

‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ ไม่ได้เป็นแค่เรือรบธรรมดา แต่เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือไทย สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2536 และมีพิธีปล่อยเรือลงน้ำอย่างเป็นทางการในปี 2539 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯ ร่วมพิธีอันเป็นมงคลนี้

หลังจากนั้น ได้มีการทดลองแล่นเรือร่วมกับกองทัพเรือสเปน ณ เมืองโรตา ประเทศสเปน ก่อนที่จะมีพิธีรับมอบเรือและขึ้นระวางประจำการในวันที่ 20 มีนาคม 2540 โดยมี พลเรือเอก วิจิตร ชำนาญการณ์ เป็นผู้รับมอบเรือหมายเลข 911 และเดินทางถึงประเทศไทยในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเจิมเรือหลวงจักรีนฤเบศร เพื่อความเป็นสิริมงคลยิ่งขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่าชื่อ ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ มีความหมายว่าอย่างไร? เดิมทีเรือลำนี้ยังไม่มีชื่อ แต่กองทัพเรือได้ขอพระราชทานนามจากรัชกาลที่ 9 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี พร้อมคำขวัญอันเป็นสิริมงคลว่า “ครองเวหา ครองนที จักรีนฤเบศร”

โดยปกติแล้ว ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ จะเป็นฐานปฏิบัติการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และรักษาสิ่งแวดล้อมในทะเล แต่ในยามสงคราม เรือหลวงจักรีนฤเบศรจะทำหน้าที่เป็นเรือธง ควบคุมและบังคับบัญชากองเรือในทะเล เพื่อป้องกันภัยทางอากาศ ต่อสู้ทางน้ำ และปราบเรือดำน้ำของผู้ที่เข้ามารุกรานประเทศ

ที่ผ่านมา ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญมากมาย ทั้งด้านยุทธการและการช่วยเหลือภัยพิบัติทั่วทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ตัวอย่างเช่น:

  • ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่นซีตาห์ที่จังหวัดชุมพรในปี 2540 โดยใช้เฮลิคอปเตอร์จากเรือลำเลียงอาหารและน้ำดื่มไปแจกจ่าย
  • ช่วยเหลือเรือประมงที่ประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่นลินดาในปี 2540
  • ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่จังหวัดสงขลาในปี 2543
  • ช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในปี 2547 โดยค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย และค้นหาร่างผู้เสียชีวิตตามเกาะต่างๆ
  • ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุทกภัยที่จังหวัดสงขลาในปี 2553
  • ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติที่สุราษฎร์ธานี เกาะเต่า เกาะสมุย และเกาะพะงันในปี 2554

‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ มากกว่าเรือรบ คือหัวใจของคนไทย

จากภารกิจมากมายที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรือรบที่คอยปกป้องประเทศชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความช่วยเหลือและความหวังของประชาชนชาวไทยในยามยากลำบาก ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและความสามารถในการปฏิบัติการที่หลากหลาย ทำให้เรือลำนี้สามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและให้ความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ ออกปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคใต้ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือและรัฐบาลไทยในการดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะยังคงน่าเป็นห่วง แต่เราเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน เราจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน

ในอนาคต เราหวังว่า ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ จะยังคงเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศชาติต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของคนไทยตลอดไป

ที่มา – รู้จัก ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ กำลังหลักภารกิจช่วยภาคใต้ ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่

กรมสุขภาพจิตห่วงใย: ดูแลใจ-งดเสพดราม่า ช่วยน้ำท่วมใต้

สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง นอกจากความเสียหายทางกายภาพแล้ว สภาพจิตใจของผู้ประสบภัยก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ในฐานะคนไทย เราจะสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติได้อย่างไรบ้าง? วันนี้เราจะมาพูดคุยถึงประเด็นนี้กันครับ

กรมสุขภาพจิตได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการดูแลจิตใจทั้งของผู้ประสบภัยและผู้ที่ติดตามข่าวสาร เพื่อช่วยกันประคับประคองจิตใจในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ผู้ประสบภัยอาจเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล และความรู้สึกสูญเสีย ดังนั้น การดูแลสุขภาพกายและใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กรมสุขภาพจิตห่วงใย: ดูแลใจ-งดเสพดราม่า ช่วยน้ำท่วมใต้

สำหรับผู้ที่อยู่ในศูนย์พักพิง ควรพักผ่อนให้เพียงพอและดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นฟูที่พักอาศัย ส่วนผู้ที่ยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรดูแลตัวเองและคนรอบข้าง พร้อมทั้งเตรียมช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือ

สิ่งที่น่าสนใจคือ กรมสุขภาพจิตยังให้ความสำคัญกับการรับข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ดังนั้น การเสพข่าวอย่างมีสติจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ทางด้านนายแพทย์จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารเชิงบวก โดยขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการแชร์ข่าวลวงหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจสร้างความสับสนและเพิ่มความวิตกกังวลให้กับผู้ประสบภัย

ข้อแนะนำในการรับมือข่าวสารและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

  • งดการตำหนิและแชร์ข่าวลวง: ข่าวลวงจะยิ่งสร้างความตื่นตระหนกและบั่นทอนกำลังใจ
  • ตรวจสอบก่อนแชร์: รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น หากไม่แน่ใจอย่าส่งต่อ
  • เปลี่ยนลบเป็นบวก: ร่วมกันส่งกำลังใจและช่วยเหลือตามกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การเป็นอาสาสมัคร หรือแม้แต่การส่งข้อความให้กำลังใจ

กรมสุขภาพจิตห่วงใย: ดูแลใจ-งดเสพดราม่า ช่วยน้ำท่วมใต้ เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ครับ การดูแลสภาพจิตใจของตัวเองและผู้อื่นถือเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การช่วยเหลือทางกายภาพ ในยุคที่ข่าวสารไหลบ่า การเลือกรับข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณและการส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ การส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม บุคลากรทางการแพทย์ ทีมกู้ภัย และอาสาสมัครทุกคน กำลังทำงานภายใต้ความกดดันอย่างมาก การที่เราเข้าใจและให้กำลังใจพวกเขา จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

กรมสุขภาพจิตห่วงใย: ดูแลใจ-งดเสพดราม่า ช่วยน้ำท่วมใต้ ไม่ใช่แค่คำแนะนำ แต่เป็นการเรียกร้องให้เราทุกคนร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ส่งต่อพลังบวก สร้างสังคมแห่งการช่วยเหลือ

ผมเชื่อว่าพลังของคนไทยนั้นยิ่งใหญ่เสมอ ในยามที่เกิดวิกฤต เรามักจะเห็นน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากคนรอบข้าง การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้จึงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน

ในยุคดิจิทัล การสร้างสรรค์คอนเทนต์เชิงบวกและการแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราสามารถช่วยเหลือได้ ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าทุกคนช่วยกันแชร์ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ให้กำลังใจ และส่งต่อเรื่องราวดีๆ มันจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดไหน

ดังนั้น อย่าลังเลที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคทรัพย์ สิ่งของ หรือแม้แต่การส่งข้อความให้กำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ทุกการกระทำมีความหมายและสามารถสร้างความแตกต่างได้

สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลจิตใจซึ่งกันและกัน การงดเสพดราม่า การส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง และการให้กำลังใจ เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อช่วยให้พี่น้องชาวใต้ของเราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี

มาร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกันนะครับ

ที่มา – กรมสุขภาพจิต ห่วงวิกฤตน้ำท่วมใต้ แนะ ‘ดูแลใจ-งดเสพข่าวดราม่า’ วอนคนไทยส่งพลังบวกหนุนทีมกู้ภัย

กองทัพภาค 4 ส่ง ฮ. ช่วยน้ำท่วมสงขลา: อาหาร-ออกซิเจนถึงมือ

สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดสงขลายังคงน่าเป็นห่วง หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ไม่ต้องกังวลครับ เพราะกองทัพภาคที่ 4 ได้เร่งส่งความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า (มณฑลทหารบกที่ 42) ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้มีการระดมกำลังพลและจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ถึง 2 ลำ เพื่อส่งเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงอาหาร-ออกซิเจน ช่วยรพ.หาดใหญ่-ประชาชนประสบภัยอุทกภัยสงขลาครับ

ภารกิจหลักในครั้งนี้คือการลำเลียงอาหารและน้ำดื่มเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนในหลายพื้นที่ของจังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนัก ทำให้หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด

ในช่วงเช้าวันนั้นเอง ทางกองทัพภาคที่ 4 ได้รับรายงานด่วนว่าโรงพยาบาลหาดใหญ่กำลังประสบปัญหาถังออกซิเจนใกล้หมด และยังต้องการอาหารจำนวนมากสำหรับผู้ป่วย กองทัพภาคที่ 4 จึงไม่รอช้า สั่งการให้เร่งส่งเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงอาหาร-ออกซิเจน ช่วยรพ.หาดใหญ่-ประชาชนประสบภัยอุทกภัยสงขลาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

กองทัพภาค 4 เร่ง ส่งเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงอาหาร-ออกซิเจน ช่วยรพ.หาดใหญ่-ประชาชนประสบภัยอุทกภัยสงขลา

นอกจากภารกิจสนับสนุนโรงพยาบาลหาดใหญ่แล้ว เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำส่งอาหารและน้ำดื่มให้แก่ประชาชนในจุดที่ถูกตัดขาดจากการสัญจร เรียกได้ว่าเป็นการทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงทุกพื้นที่ที่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต

กองทัพบกยังคงยึดมั่นในหลักการช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤตและครอบครัว ด้วยมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน รองรับตามนโยบายในการนำยุทโธปกรณ์ที่ว่างจากภารกิจทางทหารมาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามฉุกเฉินอย่างเต็มความสามารถ ทำให้เราเห็นถึงความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

หากต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อที่ไหน?

สำหรับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่:

  • ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ 074-586685
  • สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โทร. 1341 ตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่ต้องกังวลนะครับ ความช่วยเหลือพร้อมอยู่เสมอ หากท่านกำลังเดือดร้อน อย่าลังเลที่จะติดต่อขอความช่วยเหลือ

สถานการณ์อุทกภัยในสงขลาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย กองทัพภาคที่ 4 ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชน และเป็นกำลังใจสำคัญให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

การส่งเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงอาหาร-ออกซิเจน ช่วยรพ.หาดใหญ่-ประชาชนประสบภัยอุทกภัยสงขลาในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การส่งมอบสิ่งของจำเป็นเท่านั้น แต่เป็นการส่งมอบความหวังและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ให้พวกเขารู้ว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และมีคนพร้อมที่จะช่วยเหลือเสมอ

ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม สิ่งที่เราสามารถทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ช่วยเหลือเท่าที่เราทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การให้กำลังใจ หรือการช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 4 ส่งเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงอาหาร-ออกซิเจน ช่วยรพ.หาดใหญ่-ประชาชนประสบภัยอุทกภัยสงขลา