ผู้เขียน: lalika69_admin

สรุปเหตุแผ่นปูนอาคารทรุดตัวย่านเจริญกรุง ใกล้เคียงวัดไตรมิตรฯ ทับประชาชนเสียชีวิต 1 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นข่าวที่น่าเศร้าและอยากหยิบยกมาเตือนภัยให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของโครงสร้างอาคารเก่าที่เราอาจเดินผ่านไปมากันอยู่ทุกวันครับ เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดเหตุการณ์สรุปเหตุแผ่นปูนอาคารทรุดตัวย่านเจริญกรุง ใกล้เคียงวัดไตรมิตรฯ ทับประชาชนเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตกใจให้กับคนในพื้นที่และผู้ที่สัญจรไปมาบริเวณนั้นเป็นอย่างมากครับ

สรุปเหตุแผ่นปูนอาคารทรุดตัวย่านเจริญกรุง ใกล้เคียงวัดไตรมิตรฯ ทับประชาชนเสียชีวิต 1 ราย

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 16.52 น. ตามรายงานของศูนย์วิทยุพระราม สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ได้รับแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 199 ว่ามีเศษอาคารทรุดตัวลงมาบริเวณใกล้เคียงวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยสวนมะลิได้รีบเข้าถึงพื้นที่เพื่อตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

จากการตรวจสอบพบว่า แผ่นปูนขนาดใหญ่จากบริเวณชั้นที่ 2 ของอาคารได้เกิดการทรุดตัวและร่วงหล่นลงมาทับประชาชนที่สัญจรอยู่ด้านล่าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นเพศชาย 1 ราย ท่ามกลางความตกใจของประชาชนในบริเวณนั้น เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการใช้อุปกรณ์ตัดถ่างเพื่อกู้ร่างผู้เสียชีวิตออกมา ก่อนจะดำเนินการส่งโรงพยาบาลกลางตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปครับ

มุมมองและความปลอดภัยที่ต้องระวัง

ในฐานะที่เราใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ที่มีตึกเก่าแก่มากมาย เราควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษครับ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนหรือเวลาที่มีลมพายุแรง โครงสร้างเหล่านี้อาจเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

  • สังเกตความผิดปกติของอาคาร: หากเห็นรอยร้าวขนาดใหญ่ หรือคราบน้ำขังตามโครงสร้างปูน ให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้
  • การรายงานแจ้งเหตุ: หากพบเห็นอาคารที่มีความเสี่ยง สามารถแจ้งผ่านแอปพลิเคชันหรือสายด่วน 199 ได้ทันที
  • การตรวจสอบพื้นที่: หน่วยงานรัฐควรมีระบบการตรวจสอบโครงสร้างอาคารเก่าอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง นี่คือบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

ท้ายที่สุดนี้ ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างสุดซึ้งครับ เหตุการณ์สรุปเหตุแผ่นปูนอาคารทรุดตัวย่านเจริญกรุง ใกล้เคียงวัดไตรมิตรฯ ทับประชาชนเสียชีวิต 1 ราย นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า เราไม่ควรนิ่งนอนใจกับการตรวจสอบสภาพอาคารในเมืองใหญ่ เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เสมอหากเราขาดการบำรุงรักษาที่ดีพอ ฝากเตือนเพื่อนๆ ที่ต้องเดินทางผ่านโซนเจริญกรุง หรือเขตเมืองเก่าให้คอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยนะครับ ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุดครับ

ที่มา – สรุปเหตุแผ่นปูนอาคารทรุดตัวย่านเจริญกรุง ใกล้เคียงวัดไตรมิตรฯ ทับประชาชนเสียชีวิต 1 ราย

สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจโค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ นำ 61.09% ขณะที่ ส.ก. อิสระครองใจอันดับหนึ่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ช่วงนี้ถ้าใครเดินไปไหนมาไหนคงจะรู้สึกถึงบรรยากาศที่เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ เพราะใกล้จะถึงวันชี้ชะตาอนาคตเมืองหลวงของเรากันแล้ว ล่าสุดทางสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจมากกับ สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจโค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ นำ 61.09% ขณะที่ ส.ก. อิสระครองใจอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 2,562 คน ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายนที่ผ่านมา งานนี้บอกเลยว่ามีประเด็นที่น่าจับตามองเพียบครับ

สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจโค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ นำ 61.09% ขณะที่ ส.ก. อิสระครองใจอันดับหนึ่ง

ผลสำรวจรอบนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่าคะแนนนิยมของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะผู้สมัครอิสระ ยังคงแข็งแกร่งมากด้วยตัวเลข 61.09% เหตุผลที่คนกรุงเทฯ ยังเทใจให้ก็เพราะเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การทำงานที่ขยัน ทุ่มเท และความตั้งใจที่จะเข้ามาสานต่องานเดิมให้สำเร็จคือปัจจัยหลักที่มัดใจคนเมืองครับ

แต่ในขณะเดียวกันเราก็เห็นดาวรุ่งดวงใหม่ที่น่าสนใจเช่นกัน ในอันดับที่ 2 คือ คุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชนที่ได้ไป 10.93% และคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ได้ไป 9.84% ซึ่งกลุ่มตัวอย่างให้เหตุผลว่าอยากเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ เช่นการใช้ AI เข้ามาจัดการปัญหาเมือง ซึ่งนี่ถือเป็นเทรนด์ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากครับ

ส.ก. อิสระกลายเป็นม้ามืดที่คนกรุงเทพฯ เทใจให้

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ คือศึกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ครับ เพราะผลสำรวจระบุชัดว่าคนกรุงเทพฯ อยากเลือกผู้สมัครอิสระมาเป็นอันดับหนึ่งถึง 33.96% เหตุผลหลักคือความเชื่อมั่นว่า:

  • ผู้สมัครอิสระสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องทิศทางของพรรคการเมือง
  • มีความรวดเร็วในการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
  • ลดความเสี่ยงหรือข้อครหาเรื่องการทุจริตและการเมืองระบบอุปถัมภ์

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจโค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ นำ 61.09% ขณะที่ ส.ก. อิสระครองใจอันดับหนึ่ง ยังบอกเราว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกินกว่าครึ่งหรือ 55.66% นั้น “ตัดสินใจแน่นอนแล้วและจะไม่เปลี่ยนใจ” นั่นหมายความว่าคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ค่อนข้างนิ่งแล้วครับ

ในมุมมองของผม การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของ “ความคาดหวัง” จากคนกรุงเทพฯ ที่ต้องการความโปร่งใสและประสิทธิภาพการทำงานของเมือง เทรนด์การให้โอกาสผู้สมัครอิสระทั้งในระดับผู้ว่าฯ และ ส.ก. สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ และอยากเห็นโมเดลการบริหารที่เน้นผลลัพธ์เป็นหลัก

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะเชียร์ใคร อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันนะครับ เพราะเสียงเพียงหนึ่งเสียงของคุณคือการตัดสินใจว่ากรุงเทพฯ จะเดินหน้าไปในทิศทางไหน สำหรับใครที่ยังลังเล ลองศึกษาข้อมูลนโยบายของผู้สมัครแต่ละคนให้ดีก่อนเข้าคูหา แล้วไปทำหน้าที่พลเมืองที่ดีกันครับที่มา – สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจโค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ นำ 61.09% ขณะที่ ส.ก. อิสระครองใจอันดับหนึ่ง

DSI ทลายเครือข่ายเหมืองขุดคริปโตเถื่อน ลอบลากไฟหลวงสูญ 953 ล้าน พร้อมเปิดเงื่อนงำทุนจีน-เมียนมา

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในช่วงนี้กันมาบ้างแล้วนะครับ โดยเฉพาะกรณีสุดอื้อฉาวที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดินหน้ากวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายอย่างจริงจังล่าสุดทาง DSI ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าครั้งสำคัญในคดี DSI ทลายเครือข่ายเหมืองขุดคริปโตเถื่อน ลอบลากไฟหลวงสูญ 953 ล้าน เปิดสัมพันธ์ทุนจีน-เมียนมาหมุนเวียนหมื่นล้าน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการขโมยไฟฟ้าหลวงมาใช้ขุดเหรียญเท่านั้น แต่มันคือโครงสร้างอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาลเลยครับ

DSI ทลายเครือข่ายเหมืองขุดคริปโตเถื่อน ลอบลากไฟหลวงสูญ 953 ล้าน เปิดสัมพันธ์ทุนจีน-เมียนมาหมุนเวียนหมื่นล้าน

จากการปฏิบัติงานตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศของ DSI ประสบความสำเร็จอย่างมากในการจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพที่ลักลอบต่อไฟหลวงมาประกอบกิจการขุดคริปโตเคอร์เรนซี โดยตรวจยึดเครื่องขุดไปได้มากกว่า 6,390 เครื่อง ความเสียหายที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับนั้นสูงถึง 953 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเคสตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มทุนสีเทาเริ่มใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงินผ่านอาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์

สิ่งที่น่ากังวลไปกว่ามูลค่าความเสียหาย คือการตรวจสอบพบว่ามี DSI ทลายเครือข่ายเหมืองขุดคริปโตเถื่อน ลอบลากไฟหลวงสูญ 953 ล้าน เปิดสัมพันธ์ทุนจีน-เมียนมาหมุนเวียนหมื่นล้าน เข้าไปเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิด ซึ่งขณะนี้ทาง DSI ได้ส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้วกว่า 7 ราย และกลุ่มนายทุนอีกจำนวนมาก

เจาะลึกความซับซ้อนของเส้นทางการเงินสายสีเทา

จากการขยายผล ทีมงานพบรูปแบบการฟอกเงินที่แนบเนียนมาก โดยกลุ่มนายทุนชาวจีนจะใช้แรงงานชาวเมียนมาในการถอนเงินสดจากธนาคารในไทยวันละ 30-50 ล้านบาท คิดเป็นเงินหมุนเวียนต่อปีสูงถึง 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศอย่าง U.S. Secret Service เพื่อติดตามตัวนายหวัง หยี่เฉิง ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ระดับโลก ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเครือข่ายนี้มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่เราจะมองข้ามได้

บทสรุปและมุมมองทางเทคโนโลยี: การที่เราต้องเผชิญกับอาชญากรรมไซเบอร์ในรูปแบบการทำเหมืองขุดเถื่อนเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับกฎหมายและการตรวจสอบธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลให้เข้มงวดขึ้น ประเทศไทยกำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มทุนผิดกฎหมายหากเราไม่ร่วมมือกันเป็นหูเป็นตา ดังนั้นผู้ใช้งานและนักลงทุนในตลาดคริปโตฯ ควรเลือกใช้บริการเฉพาะ Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองที่หล่อเลี้ยงวงจรผิดกฎหมายเหล่านี้

หากคุณพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยเกี่ยวกับโรงงานที่มีการใช้ไฟฟ้ามหาศาลหรือเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะนี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศเราครับ

ที่มา – DSI ทลายเครือข่ายเหมืองขุดคริปโตเถื่อน ลอบลากไฟหลวงสูญ 953 ล้าน เปิดสัมพันธ์ทุนจีน-เมียนมาหมุนเวียนหมื่นล้าน

‘มัลลิกา’ ลุยตลาดหลักสี่ชูนโยบาย AI แก้จราจร-น้ำท่วม ชี้โพลไล่บี้หายใจรดต้นคอมั่นใจพลิกชนะศึกผู้ว่าฯ กทม.

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เราจะมาอัปเดตบรรยากาศโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังร้อนแรงสุดๆ ล่าสุด มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครหมายเลข 14 ได้ลงพื้นที่ตลาดริมบึง เขตหลักสี่ เพื่อพบปะพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสการตอบรับที่น่าสนใจ จนกลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึงในตอนนี้กับหัวข้อ ‘มัลลิกา’ ลุยตลาดหลักสี่ชูนโยบาย AI แก้จราจร-น้ำท่วม ชี้โพลไล่บี้หายใจรดต้นคอมั่นใจพลิกชนะศึกผู้ว่าฯ กทม.

บรรยากาศการลงพื้นที่เต็มไปด้วยความคึกคักครับ ชาวบ้านให้ความสนใจนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้องควบคู่ไปกับการใช้นวัตกรรมล้ำสมัยเข้ามาบริหารจัดการเมือง โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรังที่คนกรุงเจออยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นรถติด หรือน้ำท่วมขังในฤดูฝน

‘มัลลิกา’ ลุยตลาดหลักสี่ชูนโยบาย AI แก้จราจร-น้ำท่วม ชี้โพลไล่บี้หายใจรดต้นคอมั่นใจพลิกชนะศึกผู้ว่าฯ กทม.

จุดเด่นที่น่าสนใจของนโยบายนี้คือการนำ AI เข้ามาขับเคลื่อนเมืองหลวงให้เป็น Smart City อย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้น 3 ด้านหลัก ดังนี้ครับ:

  • AI Traffic Real-Time: ระบบจัดการจราจรที่จะเข้ามาลดความแออัดบนท้องถนนในชั่วโมงเร่งด่วน โดยเฉพาะบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ
  • AI Flood Radar: ระบบเรดาร์อัจฉริยะที่ช่วยพยากรณ์และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก
  • Safety Smart City: การติดตั้งกล้องวงจรปิดและไฟส่องสว่างอัจฉริยะในจุดเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนในชุมชน

นอกจากนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์เทคโนโลยี นโยบายการใช้ AI ถือเป็นก้าวสำคัญที่กรุงเทพฯ ขาดไป เพราะหากนำข้อมูล (Data) มาวิเคราะห์อย่างแม่นยำด้วยปัญญาประดิษฐ์ จะสามารถลดระยะเวลาในการแก้ปัญหาที่ล่าช้าได้มหาศาลเลยทีเดียว

ความมั่นใจในช่วงโค้งสุดท้าย

จากกระแสข่าว ‘มัลลิกา’ ลุยตลาดหลักสี่ชูนโยบาย AI แก้จราจร-น้ำท่วม ชี้โพลไล่บี้หายใจรดต้นคอมั่นใจพลิกชนะศึกผู้ว่าฯ กทม. ทำให้ผู้สมัครหมายเลข 14 ยิ่งมั่นใจในยุทธศาสตร์ 14 ด้านที่วางไว้ โดยเฉพาะตัวเลขโพลล่าสุดที่ขยับขึ้นมาใกล้คู่แข่ง จนทำให้เชื่อว่าโอกาสพลิกชนะนั้นมีความเป็นไปได้สูงมาก โดยกลยุทธ์สำคัญที่เธอฝากไว้คือ ‘1 คนบอกต่อ 4 คน’ เพื่อสร้างพลังเสียงสนับสนุนให้ถึงเป้าหมาย

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเลือกผู้ว่าฯ ที่เข้าใจการนำนวัตกรรมมาปรับใช้จริงจึงเป็นเรื่องที่คนกรุงต้องให้ความสำคัญครับ ไม่ใช่แค่เรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดิมๆ แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยดาต้าที่แม่นยำ

สำหรับใครที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง อย่าลืมออกไปใช้เสียงของท่านในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ครับ การมีส่วนร่วมของประชาชนคือหัวใจสำคัญที่จะตัดสินว่าใครคือคนที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาบริหารกรุงเทพฯ ต่อไป ถ้าคุณต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ทันสมัยและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมือง อย่าลืมพิจารณานโยบายที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหลักควบคู่ไปกับความตั้งใจของผู้สมัครแต่ละท่านครับ

ที่มา – ‘มัลลิกา’ ลุยตลาดหลักสี่ชูนโยบาย AI แก้จราจร-น้ำท่วม ชี้โพลไล่บี้หายใจรดต้นคอมั่นใจพลิกชนะศึกผู้ว่าฯ กทม.

ณัฐพงษ์นำทัพพรรคประชาชน ชู ‘ชัยวัฒน์ หมายเลข 10’ พ่อเมืองแห่งการเปลี่ยนแปลง ลั่นกวาดเก้าอี้ ส.ก. ทุกเขต

เชื่อว่าสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งกรุงเทพมหานครกำลังร้อนระอุเลยนะครับ ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ฝั่งธนบุรี โดยมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค มานำทัพด้วยตัวเองเพื่อสนับสนุนผู้สมัครคนสำคัญอย่าง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 10 ภายใต้แคมเปญ ณัฐพงษ์นำทัพพรรคประชาชน ชู ‘ชัยวัฒน์ หมายเลข 10’ พ่อเมืองแห่งการเปลี่ยนแปลง ลั่นกวาดเก้าอี้ ส.ก. ทุกเขต ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองหลวงของเราไปตลอดกาล

ในเวทีปราศรัยครั้งนี้ ณัฐพงษ์ได้ย้ำให้เห็นว่า พื้นที่ฝั่งธนบุรีคือฐานเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคมาโดยตลอด ตั้งแต่การเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา จนถึงการตั้งเป้าหมายใหญ่ในครั้งนี้คือการกวาดที่นั่ง ส.ก. หรือสมาชิกสภากรุงเทพมหานครให้ครบทุกเขต เพื่อเข้าไปตรวจสอบการใช้งบประมาณและลดปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วยเทศกิจ หรือความล่าช้าในการออกใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำมาหากินของพี่น้องประชาชนทุกคน

ณัฐพงษ์นำทัพพรรคประชาชน ชู ‘ชัยวัฒน์ หมายเลข 10’ พ่อเมืองแห่งการเปลี่ยนแปลง ลั่นกวาดเก้าอี้ ส.ก. ทุกเขต

ทางด้าน ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือผู้ว่าฯ หมายเลข 10 ได้แสดงวิสัยทัศน์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ตลอด 51 ปีที่ผ่านมา กทม. มักจะมีพ่อเมืองที่ทำหน้าที่เหมือน ‘พ่อบ้าน’ คอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ แต่ไม่เคยแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างจริงจัง เขาจึงอาสาเข้ามาเป็นพ่อเมืองที่เน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องการจัดการน้ำท่วมที่เขาตั้งเป้าจะแยกท่อน้ำฝนออกจากท่อน้ำเสียอย่างถาวร รวมถึงการเป็นตัวกลางในการประสานงานกับ สปสช. เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงสิทธิบัตรทองได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น

แนวทางเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครที่น่าอยู่

นอกจากนี้ ชัยวัฒน์ยังมีวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวกรุง โดยเปรียบเทียบค่าครองชีพของไทยกับฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งเขามองว่าหากมีการบริหารจัดการที่ดีและลดทอนปัญหาใต้โต๊ะ กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่มีศักยภาพสูงกว่านี้มาก สรุปประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ:

  • การกวาดที่นั่ง ส.ก. ทุกเขต เพื่อเป็นฐานสนับสนุนการทำงานเชิงนโยบาย
  • การนำเทคโนโลยีและระบบจัดเก็บข้อมูลมาใช้เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
  • การประสานงานข้ามหน่วยงานอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสิทธิประโยชน์ของประชาชน

ในมุมมองของผม การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกตัวแทน แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง หากคุณเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่ กทม. ต้องมีผู้ว่าฯ ที่กัดไม่ปล่อยและต้องการแก้ไขปัญหาในระยะยาว การไปใช้สิทธิ์เลือกผู้สมัครหมายเลข 10 และทีม ส.ก. จากพรรคประชาชน ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมครับ

ที่มา – ณัฐพงษ์นำทัพพรรคประชาชน ชู ‘ชัยวัฒน์ หมายเลข 10’ พ่อเมืองแห่งการเปลี่ยนแปลง ลั่นกวาดเก้าอี้ ส.ก. ทุกเขต

อนุชา ควง อภิสิทธิ์-กรณ์-สกลธี ลงพื้นที่ 3 เขตรวด ลุยโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง จี้ยกเครื่องระบบขยะ-น้ำท่วม กทม.

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แล้ว บรรยากาศการหาเสียงยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา คุณอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้โชว์พลังทีมงานนำทัพโดยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยคุณกรณ์ จาติกวณิช และคุณสกลธี ภัททิยกุล ลงพื้นที่ลุย 3 เขตสำคัญ ตั้งแต่ย่านสาทร ยานนาวา จนถึงบางแค เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและรับฟังปัญหาแบบถึงลูกถึงคน

อนุชา ควง อภิสิทธิ์-กรณ์-สกลธี ลงพื้นที่ 3 เขตรวด ลุยโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง จี้ยกเครื่องระบบขยะ-น้ำท่วม กทม.

กิจกรรมในวันนี้ถือว่าได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น โดยมีการปูพรมรณรงค์ตั้งแต่เช้ามืดเริ่มที่สวนสุขภาพแต้จิ๋ว ไปจนถึงตลาดเช้าเซนต์หลุยส์ ตลาดรุ่งเจริญ และปิดท้ายด้วยการล่องเรือผ่านชุมชนคลองราชมนตรีไปยังตลาดบางแค คุณอนุชาได้ย้ำชัดเจนว่าสิ่งที่พบจากการลงพื้นที่คือความต้องการที่อยากจะเห็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในประเด็นพื้นฐานที่อยู่คู่กับคนเมืองมานาน

จากการลงพื้นที่พบว่าชาวกรุงเทพฯ สะท้อนปัญหาหลักที่ต้องการให้เร่งจัดการ 2 เรื่อง คือ:

  • การจัดการขยะ: ประชาชนตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดเก็บที่ยังไม่ยั่งยืน แม้จะแยกขยะจากต้นทาง แต่รถขยะกลับนำไปรวมกัน ซึ่งปัญหานี้ต้องมีการยกเครื่องระบบจัดเก็บและการบริหารจัดการใหม่ทั้งหมด
  • ปัญหาน้ำท่วม: ปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบายในจุดที่คนสัญจรเป็นประจำ ยังคงเป็นความคาดหวังลำดับต้นๆ ที่ผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนและทำได้จริง

คุณอนุชาได้กล่าวด้วยความมั่นใจว่า แนวทาง อนุชา ควง อภิสิทธิ์-กรณ์-สกลธี ลงพื้นที่ 3 เขตรวด ลุยโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง จี้ยกเครื่องระบบขยะ-น้ำท่วม กทม. ในครั้งนี้ คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของทีมงานและพรรคที่มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ในส่วนของผลสำรวจโพลต่างๆ คุณอนุชามองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเดินหน้าหาเสียงตามนโยบายที่พรรคเตรียมมาเพื่อแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ ได้อย่างตรงจุด

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกว่าใครจะมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ แต่เป็นการเลือกว่าเราจะวางรากฐานเมืองหลวงของเราไปในทิศทางไหน สำหรับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ วันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือโอกาสสำคัญในการใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อกำหนดอนาคตของพวกเราทุกคน พรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมผู้สมัคร ส.ก. ไว้ครบทั้ง 50 เขต เพื่อให้การทำงานในสภา กทม. และศาลาว่าการมีความสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ยุคใหม่ เราเริ่มเห็นเทรนด์การเมืองที่ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จริงเพื่อฟังปัญหา (On-ground experience) มากกว่าการใช้แค่สื่อออนไลน์เพียงอย่างเดียว นี่คือสัญญาณว่าผู้สมัครเริ่มปรับกลยุทธ์เข้าหาความต้องการที่แท้จริงของชุมชนมากขึ้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักในความสะอาดและอยากให้ปัญหาเมืองทุเลาลง การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณครับ

ที่มา – อนุชา ควง อภิสิทธิ์-กรณ์-สกลธี ลงพื้นที่ 3 เขตรวด ลุยโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง จี้ยกเครื่องระบบขยะ-น้ำท่วม กทม.

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข “พร้อมเป็นผู้นำเมือง” จะพลิกโฉมกรุงเทพฯ ด้วย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และเอไอ

ในบรรยากาศการเลือกตั้งสนามกรุงเทพมหานครที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ชื่อของ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้กลายเป็นที่จับตามองในฐานะผู้สมัครอิสระที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำ ด้วยคำจำกัดความที่ว่า “มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา” เธอไม่ได้เพียงแค่ลงสมัครเพื่อหวังตำแหน่ง แต่เธอพกพาวิสัยทัศน์ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และการตีความกฎหมายในมุมมองที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข “พร้อมเป็นผู้นำเมือง” จะพลิกโฉมกรุงเทพฯ ด้วย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และเอไอ

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของนโยบายมัลลิกาคือการนำเอาความทันสมัยของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมผ่านแผนปฏิบัติการ 9 ขั้น ที่ใช้ระบบ AI Flood Command Center ทำงานร่วมกับเรดาร์ X-Band เพื่อพยากรณ์และจัดการน้ำล่วงหน้า นอกจากนี้ เธอยังมองถึงการใช้ AI ในการจัดการจราจรและระบบความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อให้คนกรุงได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและรวดเร็วขึ้น

กลยุทธ์การบริหารเมืองยุคใหม่

อีกหนึ่งความกล้าของ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข “พร้อมเป็นผู้นำเมือง” จะพลิกโฉมกรุงเทพฯ ด้วย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และเอไอ คือการนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาใช้เป็นเครื่องมือปลดล็อกปัญหาการทำงานที่ทับซ้อนระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผู้ว่าฯ กทม. หลายคนเผชิญมาตลอด โดยเธอเชื่อว่าอำนาจในฐานะ ผอ.รมน.กทม. จะช่วยให้สามารถบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจ ทหาร และส่วนงานอื่นได้อย่างเบ็ดเสร็จและรวดเร็วขึ้น

การเป็นผู้สมัครอิสระในครั้งนี้ เธอให้เหตุผลว่าเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน ปราศจากพันธนาการจากระบบพรรคการเมืองที่มักจะเกิดการแทรกแซงหรือเกรงใจต่อกลุ่มอิทธิพลต่างๆ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครที่เชื่อมโยงกับเมืองหลวงระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นปารีส โซล หรือนิวยอร์ก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรทุกเจเนอเรชัน

  • เน้นใช้เทคโนโลยี: นำ AI มาสร้าง Digital Twin จำลองสถานการณ์เมืองเพื่อลดความเสี่ยง
  • ลดปัญหาฝุ่น PM2.5: เปลี่ยนภาพลักษณ์เมืองที่บอบช้ำจากมลพิษให้กลับมาสดใส
  • การทำงานที่อิสระ: คล่องตัวและตรวจสอบได้ง่ายกว่าเดิม

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ สิ่งที่ มัลลิกา นำเสนอนั้นคือการทดลองที่น่าตื่นเต้น หากแนวคิดการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และ AI สามารถนำมาปรับใช้ได้จริงตามที่ตั้งเป้าไว้ กรุงเทพมหานครอาจจะเปลี่ยนรูปแบบการบริการสาธารณะไปตลอดกาล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการทำความเข้าใจกับกลไกทางข้อกฎหมายและกระแสตอบรับจากคนเมืองที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม นี่คืออีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้

ที่มา – มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข “พร้อมเป็นผู้นำเมือง” จะพลิกโฉมกรุงเทพฯ ด้วย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และเอไอ

‘ชัชชาติ’ พลิกโฉมการหาเสียง ชูนโยบาย City as Canvas ดึง 16 ศิลปินเนรมิต Projection Mapping ย่านบรรทัดทอง

เชื่อว่าถ้าใครได้ผ่านไปย่านบรรทัดทองเมื่อช่วงวันที่ 19-21 มิถุนายนที่ผ่านมา คงต้องสะดุดตากับแสงสีที่สาดส่องลงบนอาคารจนกลายเป็นงานศิลปะดิจิทัลสุดล้ำ นี่ไม่ใช่เพียงแค่อีเวนต์ทั่วไป แต่มันคือการประกาศศักดาความล้ำของการสื่อสารการเมืองรูปแบบใหม่ เมื่อ ‘ชัชชาติ’ พลิกโฉมการหาเสียง ชูนโยบาย City as Canvas ดึง 16 ศิลปินเนรมิต Projection Mapping ย่านบรรทัดทอง เพื่อเปลี่ยนเมืองให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสและความหวังอย่างแท้จริงครับ

ทำความรู้จัก ‘ชัชชาติ’ พลิกโฉมการหาเสียง ชูนโยบาย City as Canvas ดึง 16 ศิลปินเนรมิต Projection Mapping ย่านบรรทัดทอง

ไอเดียนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ นะครับ แต่เป็นการดึงพลังของศิลปะ New Media ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยี Projection Mapping โดยอาศัยความร่วมมือจากร้านค้าในพื้นที่อย่าง ‘หนึ่งนมนัว’ หรือ ‘ตั้งหยู่ หมูกะทะ’ ที่ร่วมใจกันเปิดผนังตึกให้ศิลปิน 16 ชีวิตได้วาดลวดลายผ่านแสงสี ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันมากกว่าแค่ความสวยงาม แต่มันคือการสื่อสารว่า เมืองควรเป็นพื้นที่เปิดกว้างที่ใครก็สามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้

ศิลปะที่ไม่ได้มีไว้แค่ชม แต่คือเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ความน่าสนใจของแคมเปญนี้ คือการทำให้เราเห็นว่า ‘ชัชชาติ’ พลิกโฉมการหาเสียง ชูนโยบาย City as Canvas ดึง 16 ศิลปินเนรมิต Projection Mapping ย่านบรรทัดทอง อย่างมีหัวคิดครับ เพราะนอกจากความอาร์ตแล้ว กิจกรรมนี้ยังยิงตรงไปที่นโยบาย ‘กรุงเทพ Light Up’ ซึ่งตั้งใจกระตุ้นเศรษฐกิจยามค่ำคืน หรือ Night-time Economy ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ลองนึกภาพตามนะครับ เมื่อมีศิลปะดีๆ มีแสงสีที่สวยงาม ย่อมดึงดูดผู้คนให้เข้ามาในย่านนั้นมากขึ้น เมื่อคนมา ยอดขายร้านค้าก็เพิ่มขึ้น การจัดการแบบ ‘ทำน้อยแต่ได้เยอะ’ ผ่านการใช้สื่อออนไลน์ช่วยกระจายภาพงานศิลปะนี้ไปทั่วโลกโซเชียล ถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบขาดและคุ้มค่ากับงบประมาณที่สำแดงไว้อย่างโปร่งใสต่อ กกต.

ทำไมโครงการนี้ถึงเป็นก้าวสำคัญของคนเมือง?

  • การทดลองของศิลปินรุ่นใหม่: ให้พื้นที่ศิลปินสาย New Media ได้แสดงพลังภายใต้คอนเซปต์ ‘Come as you are’
  • กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: ช่วยโปรโมทร้านค้าในย่านบรรทัดทองให้เป็นหมุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยว
  • เมืองที่เป็นพื้นที่สื่อสาร: สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการคมนาคมหรือคุณภาพชีวิต สามารถสื่อสารผ่านนวัตกรรมแสงสีได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความน่าเบื่อแบบเดิมๆ

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจมากของการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเมือง ไม่ว่าจะเป็นสถานี BRT หรือสะพานลอย ให้เป็นแคนวาสขนาดใหญ่ หากเราสามารถยกระดับให้ศิลปะแทรกซึมไปในชีวิตประจำวันได้ ความฝันเรื่องเมืองแห่งโอกาสก็ไม่ไกลเกินจริงครับ เทรนด์การใช้ Creative Economy มานำร่องพัฒนาเมืองแบบนี้ คือสิ่งที่กรุงเทพฯ ต้องการอย่างมากในยุคปัจจุบัน

สรุปทิ้งท้าย: สิ่งที่เกิดขึ้นที่บรรทัดทองไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นการโชว์เคสว่า ‘ของดี’ ถ้าคิดและทำอย่างสร้างสรรค์ มันสร้างแรงกระเพื่อมได้มากกว่าที่คิด ใครที่เคยคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว ต่อไปนี้คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้วล่ะครับ เพราะเมืองกำลังกลายเป็นแคนวาสของทุกคนจริงๆ

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ พลิกโฉมการหาเสียง ชูนโยบาย City as Canvas ดึง 16 ศิลปินเนรมิต Projection Mapping ย่านบรรทัดทอง

เปิดประวัติ-เส้นทางการทำงาน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาเจาะลึกโปรไฟล์ที่น่าสนใจในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กันหน่อยครับ ซึ่งหนึ่งในผู้สมัครที่หลายคนจับตามองก็คือ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หรือที่แฟนข่าวรู้จักกันดีในชื่อ “ติ่ง” ผู้ลงสมัครหมายเลข 14 ในนามอิสระนั่นเองครับ

เปิดประวัติ-เส้นทางการทำงาน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14

การก้าวเข้ามาลงสมัครในครั้งนี้ เธอมาพร้อมกับแคมเปญเก๋ๆ ที่ชื่อว่า ‘มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต’ ซึ่งถือเป็นคอนเซปต์ที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลได้อย่างน่าสนใจทีเดียวครับ โดยเธอได้นำเอาประสบการณ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำงานในสื่อมวลชน ภาคธุรกิจ ไปจนถึงงานบริหารนโยบายระดับชาติ มาเป็นเครื่องพิสูจน์ความพร้อมในการเสนอตัวเพื่อพัฒนาเมืองหลวงของเราให้ดียิ่งขึ้น

ประวัติและการศึกษา

คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 ปัจจุบันอายุ 53 ปี เธอจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และมุ่งมั่นศึกษาต่อจนจบระดับปริญญาเอกจากวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในสาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานทางวิชาการที่เข้มข้นมากครับ

ประสบการณ์ที่โดดเด่นรอบด้าน

เมื่อพูดถึงเส้นทางชีวิตของเธอ ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ ครับ เพราะเธอทำมาแล้วหลายบทบาท มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เคยเป็นทั้ง:

  • ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดังจากสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV)
  • นักธุรกิจและประธานบริหารธุรกิจศูนย์การค้า
  • อินฟลูเอนเซอร์และไลฟ์โค้ชผู้ที่เข้าใจเทรนด์สังคม
  • อดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทยและนักกีฬายิงปืน

นอกจากนี้ ในฝั่งของงานการเมือง เธอเคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ รวมถึงที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีในหลายกระทรวง เรียกว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์บริหารจัดการงานรัฐมาอย่างโชกโชนจริงๆ ครับ

มุมมองต่ออนาคตของ กทม.

ด้วยประสบการณ์ที่สะสมมานาน ผมมองว่าการที่ผู้สมัครเลือกที่จะลงสมัครในนามอิสระนั้น เป็นสัญญาณของการต้องการนำเสนอ ‘ทางเลือกใหม่’ ที่ไม่ได้ยึดติดกับกรอบโครงสร้างพรรคการเมืองเดิมๆ ซึ่งก็น่าลุ้นครับว่า วิสัยทัศน์ของเธอจะสามารถตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และชาวกรุงเทพฯ ที่ต้องการความรวดเร็วในการแก้ปัญหาได้อย่างไร ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเมือง เปิดประวัติ-เส้นทางการทำงาน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าศึกษาไม่น้อยเลยครับ

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะเชียร์ใคร การติดตามประวัติของผู้สมัครทุกคนถือเป็นการบ้านที่ดีของคนกรุงเทพฯ ครับ เพื่อให้เราได้คนที่ใช่ที่สุดมาพัฒนาเมืองของเราให้ก้าวทันโลก อย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันนะครับ!

ที่มา – เปิดประวัติ-เส้นทางการทำงาน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14