ผู้เขียน: lalika69_admin

Godzilla x Kong: Supernova ต้องมีผู้ประสานงานความใกล้ชิด?

วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดในยุคนี้มีอะไรให้เราเซอร์ไพรส์อยู่เสมอ ล่าสุดมีข่าวลือที่ทำเอาแฟนคลับ Monsterverse ถึงกับต้องขยี้ตาอ่าน เมื่อมีรายงานว่าภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง Godzilla x Kong: Supernova อาจต้องใช้บริการผู้ประสานงานด้านความใกล้ชิด (Intimacy Coordinator) ในกองถ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแฟรนไชส์นี้

เหตุผลที่ Godzilla x Kong: Supernova ต้องมีผู้ประสานงานความใกล้ชิด

ตามข้อมูลจาก godzilla.uk บนแพลตฟอร์ม Threads ได้มีการระบุว่า Kristina Sexton ผู้ประสานงานด้านความใกล้ชิดมืออาชีพ ได้ถูกจ้างมาเพื่อดูแลการถ่ายทำในภาค Godzilla x Kong: Supernova นี้โดยเฉพาะ หลายคนตั้งคำถามว่าภาพยนตร์สัตว์ประหลาดปะทะกันจำเป็นต้องมีตำแหน่งนี้จริงหรือ? หรือนี่จะเป็นการบ่งบอกว่าเนื้อเรื่องในภาคนี้จะมีความซับซ้อนทางอารมณ์หรือฉากที่ละเอียดอ่อนมากขึ้นกว่าเดิม?

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน Godzilla x Kong: Supernova

การนำผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เข้ามาในกองถ่ายภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่มันสะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานความปลอดภัยและการดูแลนักแสดงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์พัฒนาไปไกลมาก ไม่ว่าจะเป็นฉากเลิฟซีนหรือฉากที่มีความใกล้ชิดทางร่างกาย การมีมืออาชีพคอยกำกับดูแลจะช่วยให้ทุกอย่างออกมาอย่างมืออาชีพและลดความอึดอัดใจของทีมงานและนักแสดงทุกคน

นอกจากข่าวคราวของเจ้าก๊อดซิลล่าและคองแล้ว ในโลกของภาพยนตร์ยังมีข่าวที่น่าสนใจอีกมากมาย:

  • Lilly Wachowski ออกมาเผยว่าเธออาจไม่ขอมีส่วนร่วมกับแฟรนไชส์ The Matrix อีกต่อไป แม้ว่าจะมีโครงการใหม่ของ Drew Goddard ก็ตาม
  • ภาพยนตร์แนว Folk Horror เรื่อง Häxan กำลังถ่ายทำในสวีเดน นำแสดงโดย T’Nia Miller และ Erika Linder โดยมี Moby เป็นผู้ดูแลดนตรีประกอบ
  • Zach Cregger ยืนยันว่าเขาไม่ได้เขียนบทในโปรเจกต์ภาคแยกของ Weapons ที่เกี่ยวกับ Aunt Gladys แล้ว
  • ข่าวลือจากวงในระบุว่า Avengers: Doomsday ได้มีการถ่ายทำซ่อมเพิ่มฉากพิเศษที่จะทำให้แฟนๆ ต้องประทับใจ
  • Ketchup Entertainment คว้าสิทธิ์จัดจำหน่ายอนิเมชั่นเรื่อง ViQueens เรื่องราวการผจญภัยของสองสาวไวกิ้งที่เดินทางสู่ประเทศจีน

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นสีสันใหม่ของวงการภาพยนตร์ แม้ข่าวการจ้างผู้ประสานงานความใกล้ชิดใน Godzilla x Kong: Supernova จะดูแปลกหู แต่หากมันช่วยให้งานสร้างภาพยนตร์ออกมามีคุณภาพและดูแลสวัสดิภาพของทุกคนในกองถ่ายได้ดีขึ้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เราคงต้องมารอลุ้นกันว่าผลลัพธ์บนจอภาพยนตร์จะออกมาเป็นอย่างไร!

ที่มา – ‘Godzilla x Kong: Supernova’ Is Apparently So Hot Its Needs an Intimacy Coordinator

UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด

เชื่อว่าหลายคนคงเคยคุ้นชินกับภาพของฝุ่น PM 2.5 ที่วนเวียนมาทักทายพวกเราในช่วงต้นปีจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่รู้ไหมครับว่าภายใต้หมอกควันเหล่านั้น มีกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดกำลังแบกรับผลกระทบอย่างหนัก นั่นก็คือเหล่าเด็กและเยาวชนไทยนั่นเอง วันนี้ผมมีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมากมาเล่าให้ฟัง เมื่อทาง UNICEF ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายอากาศสะอาด เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านแคมเปญสุดสร้างสรรค์ที่ชื่อว่า UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด

จุดเริ่มต้นของแคมเปญนี้ไม่ใช่แค่การรณรงค์ทั่วไป แต่เป็นการใช้พลังของเสียงดนตรีผ่านวัฒนธรรมฮิปฮอป โดยได้ศิลปินแรปเปอร์ชื่อดังอย่าง TangBadVoice มาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเพลง ‘ปอดเทส’ (Lung Test) ที่หยิบเอาเรื่องใกล้ตัวอย่าง ‘ลมหายใจ’ มาเปลี่ยนเป็นจังหวะเพลงที่กระแทกใจคนฟัง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าฝุ่นพิษไม่ใช่แค่ปัญหาของคนเมือง แต่เป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็กทั่วประเทศ

UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ข้อมูลจาก UNICEF ระบุว่าเด็กไทยกว่า 11 ล้านคนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงของมลพิษทางอากาศ ซึ่งมีความรุนแรงยิ่งกว่าภัยพิบัติอื่นๆ ร่างกายของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองได้ง่ายและรุนแรงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ หรือปัญหาพัฒนาการในระยะยาว ซึ่งเราไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเด็กที่ต้องปรับตัวอยู่ในห้องปิดหน้าต่างหรือใส่หน้ากากอนามัยเพียงอย่างเดียว

กิจกรรมที่น่าสนใจในแคมเปญนี้คือ ‘Beat Test Challenge’ ที่ชวนทุกคนมาทดสอบลมหายใจด้วยการแรป โดยดึงแนวคิด Maximum Phonation Time มาปรับใช้ให้เป็นเรื่องสนุกและใกล้ตัว เพื่อสร้างความตระหนักว่าอากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

ก้าวต่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย

ในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายที่จะช่วยปกป้องลูกหลานของเราจากวิกฤตฝุ่นพิษได้อย่างยั่งยืน การที่ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทั้งองค์กรระดับโลกและภาคประชาชน เป็นสัญญาณที่ดีว่าเสียงของพวกเรากำลังดังพอที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมให้ทัดเทียมสากล

สำหรับทัศนะของผม การแก้ปัญหาฝุ่นไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันที่ต้องใช้ทั้ง ‘นวัตกรรม’ และ ‘กฎหมาย’ ที่เข้มงวด การที่ศิลปินใช้สื่อบันเทิงมาเชื่อมโยงกับปัญหาสังคมถือเป็น Trend ที่ดีมาก เพราะช่วยทลายกำแพงความเข้าใจเรื่อง PM 2.5 ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนให้ทุกคนลองเข้าไปฟังเพลง ‘ปอดเทส’ และร่วมสนับสนุนกิจกรรมของแคมเปญ UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด เพราะการตระหนักรู้คือจุดเริ่มต้นแรกที่จะทำให้เราลุกขึ้นมาทวงคืนอากาศบริสุทธิ์เพื่ออนาคตของเด็กไทยทุกคนครับ

ที่มา – UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด

ชีวิตนักเขียนเรียงความชาวเคนยาในยุคที่ AI แย่งงาน

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวของ “Shadow Scholars” หรือนักเขียนเงาที่รับจ้างทำรายงานให้นักศึกษาในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะกลุ่มนักเขียนมากความสามารถในประเทศเคนยาที่มีการรวมตัวกันทำงานผ่านแพลตฟอร์มรับจ้างอิสระ นี่คืออาชีพที่เปลี่ยนชีวิตคนหลายหมื่นคน แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ชีวิตนักเขียนเรียงความชาวเคนยาในยุคที่ AI แย่งงาน ก็กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและน่าเห็นใจไม่น้อย

จุดเปลี่ยนของ ชีวิตนักเขียนเรียงความชาวเคนยาในยุคที่ AI แย่งงาน

ในสารคดีเรื่อง “The Shadow Scholars” เราได้เห็นเบื้องหลังของเหล่าบัณฑิตเคนยาที่ว่างงานแต่มีทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่ยอดเยี่ยม พวกเขาไม่ได้แค่เขียนรายงานเพื่อส่งงานไปให้จบๆ แต่ยังทุ่มเทศึกษาข้อมูลอย่างหนักเพื่อให้งานเขียนมีคุณภาพสมกับที่เป็นงานวิชาการ แต่เมื่อ ChatGPT และเครื่องมือ AI อื่นๆ ปรากฏตัวขึ้น ความต้องการจ้างงานเหล่านี้ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอาชีพรับจ้างเขียนงาน

ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องของการโกงการศึกษาที่เปลี่ยนไป แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอด รายงานจาก New York Times ระบุว่าอาชีพรับจ้างทำรายงานและงานแปลในเคนยาได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก AI ที่สามารถทำงานได้เร็วขึ้นและต้นทุนถูกลง ชีวิตนักเขียนเรียงความชาวเคนยาในยุคที่ AI แย่งงาน จึงกลายเป็นคำถามใหญ่ว่าพวกเขาจะปรับตัวอย่างไรท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตยังพอมีโอกาส นักเขียนบางคนเริ่มปรับตัวด้วยการใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการร่างโครงสร้างงานเขียนเบื้องต้น แล้วค่อยใช้ฝีมือการเรียบเรียงภาษาที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ใส่เข้าไปเพื่อให้งานดูมีชีวิตชีวาและผ่านการตรวจจับของ AI ไปได้ นี่คือทักษะใหม่ที่เหล่า Shadow Scholars ต้องฝึกฝนเพื่อรักษาอาชีพของตนเองไว้

  • การใช้ AI ช่วยงานไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการพัฒนาทักษะ
  • งานเขียนระดับคุณภาพสูงที่มนุษย์ขัดเกลายังคงเป็นที่ต้องการ
  • การปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีคือทางรอดเดียวของฟรีแลนซ์ในยุคนี้

ในมุมมองของผม โลกของการรับจ้างเขียนงานวิชาการอาจจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เราอาจไม่ได้เห็นยุคทองที่นักเรียนจ่ายเงินจ้างมืออาชีพมาเขียนรายงานแบบคำต่อคำอีกแล้ว แต่นี่คือบทเรียนสำคัญที่บอกให้รู้ว่า ในยุคที่เครื่องจักรฉลาดขึ้น มนุษย์ต้องฉลาดที่จะใช้เครื่องจักรให้เป็นประโยชน์ มากกว่าจะถูกมันแย่งงานไปทั้งหมดครับ

ที่มา – Spare a Thought for the Kenyan Essay Writers Who Used to Help Students Cheat Before AI

ปี 2027 Apple อาจจ่ายเงินให้ Tim Cook มากกว่า John Ternus

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ Apple หลังจากที่ John Ternus ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งซีอีโอแทนที่ตำนานอย่าง Tim Cook แต่ล่าสุดมีรายงานที่น่าสนใจจาก Mark Gurman แห่ง Bloomberg ที่ตั้งข้อสังเกตว่า ปี 2027 Apple อาจจ่ายเงินให้ Tim Cook มากกว่า John Ternus ซึ่งเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่านักวิเคราะห์ไม่น้อยเลยทีเดียว

เหตุผลที่ ปี 2027 Apple อาจจ่ายเงินให้ Tim Cook มากกว่า John Ternus

แม้ว่าในทางปฏิบัติ John Ternus จะเป็นซีอีโอที่มีอำนาจบริหารจัดการเต็มตัว แต่โครงสร้างค่าตอบแทนของทั้งคู่นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยปกติแล้วเงินเดือนซีอีโอเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับหุ้นที่ได้รับ แต่ในกรณีของ Apple ครั้งนี้มีความซับซ้อนกว่านั้น

โครงสร้างค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน

ปัญหาเรื่องค่าตอบแทนนี้มาจากเงื่อนไขของหุ้นที่บริษัทจัดสรรให้ โดยหุ้นของ Ternus ส่วนใหญ่ (ประมาณ 75%) ผูกติดกับผลประกอบการของ Apple เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ในขณะที่ของ Cook ผูกติดกับเงื่อนไขนี้เพียง 50% เท่านั้น นั่นหมายความว่าหากสถานการณ์ตลาดหุ้นไม่เป็นใจหรือ Apple ทำผลงานได้ไม่ตามเป้า ปี 2027 Apple อาจจ่ายเงินให้ Tim Cook มากกว่า John Ternus เนื่องจากความเสี่ยงในโครงสร้างหุ้นของเขาน้อยกว่านั่นเอง

นอกเหนือจากเรื่องตัวเลขแล้ว บทบาทของ Tim Cook ในฐานะ Executive Chairman ยังคงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการรักษาความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ Apple ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ Ternus ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ตนเองต่อไป

  • John Ternus รับตำแหน่งซีอีโออย่างเต็มตัวพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
  • Tim Cook เปลี่ยนบทบาทเป็น Executive Chairman แต่ยังคงมีอิทธิพลสูง
  • การประเมินค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับผลตอบแทนหุ้นเทียบกับคู่แข่ง
  • ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังคงเป็นกลยุทธ์หลักของ Cook

ในมุมมองของเรา นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการสะท้อนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านที่ Apple พยายามประคับประคองทั้งคนเก่าและคนใหม่ การที่ Cook ยังได้รับค่าตอบแทนที่แข่งขันได้กับซีอีโอคนปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าทักษะเฉพาะตัวของเขายังคงเป็นสินทรัพย์ที่ล้ำค่าเกินกว่าที่บริษัทจะปล่อยให้หลุดมือไปได้ คุณคิดว่าการที่อดีตซีอีโอยังคงได้รับค่าตอบแทนที่สูงขนาดนี้จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อการบริหารงานของซีอีโอคนใหม่กันแน่ครับ?

ที่มา – Apple Could Pay Tim Cook More Than John Ternus in 2027, Report Says

เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 ไมตรี ลิมปิชาติ-หมอลำอังคนางค์ ได้รับยกย่อง

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเสพงานศิลป์และวัฒนธรรมทุกคน วันนี้มีข่าวที่น่าภาคภูมิใจของวงการศิลปะไทยมาฝากกันครับ เพราะล่าสุดมีการประกาศผลผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 ไมตรี ลิมปิชาติ-หมอลำอังคนางค์ ได้รับยกย่อง ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทำงานสายสร้างสรรค์ทั่วประเทศเลยทีเดียวครับ

เจาะลึก เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 ไมตรี ลิมปิชาติ-หมอลำอังคนางค์ ได้รับยกย่อง

การคัดเลือกในปีนี้มีความเข้มข้นอย่างมากครับ จากรายชื่อผู้เสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกถึง 595 คน โดยคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าใน 3 สาขาหลัก คือ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ และศิลปะการแสดง เพื่อเชิดชูเกียรติให้สมกับที่เป็นทรัพยากรบุคคลอันมีค่าของแผ่นดิน

รายชื่อศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์

  • พีระพงษ์ ดวงแก้ว (สาขาประติมากรรม)
  • ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล (สาขาภาพถ่าย)
  • พรธรรม ธรรมวิมล (สาขาภูมิสถาปัตยกรรม)
  • วีรธรรม ตระกูลเงินไทย (สาขาการออกแบบประณีตศิลป์)

รายชื่อศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติ
  • ไมตรี ลิมปิชาติ

รายชื่อศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง

  • สมศักดิ์ ทัดติ (สาขานาฏศิลป์ไทย – โขน)
  • ตรึก ปลอดฤทธิ์ (สาขาลิเกป่า)
  • อังคนางค์ ศิริมณี (สาขาหมอลำ – ลำเพลิน)
  • วิชัย ปุญญะยันต์ (สาขาดนตรีไทยสากล)
  • ณัฐ ยนตรรักษ์ (สาขาดนตรีสากล)
  • ศาสตราจารย์กิตติคุณ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (สาขาภาพยนตร์และละคร)

นอกจากเกียรติยศที่ได้รับแล้ว ทางกระทรวงวัฒนธรรมยังมีสวัสดิการดูแลศิลปินอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนรายเดือน สิทธิการรักษาพยาบาล และการสนับสนุนงบประมาณเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัย ซึ่งถือเป็นกำลังใจสำคัญให้ศิลปินยังคงสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ให้กับสังคมไทยต่อไป

สำหรับ เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 ไมตรี ลิมปิชาติ-หมอลำอังคนางค์ ได้รับยกย่อง ในครั้งนี้ ผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่ศิลปินหลากหลายแขนง ตั้งแต่ศิลปะพื้นบ้านอย่างหมอลำ ลิเกป่า ไปจนถึงศิลปะร่วมสมัยและดนตรีสากล ได้รับการยอมรับในระดับชาติ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติบุคคล แต่ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์รากเหง้าทางวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไปท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

หากเรามองในมุมของคนรุ่นใหม่ การติดตามผลงานของศิลปินเหล่านี้คือการทำความเข้าใจรากเหง้าและวิวัฒนาการของงานศิลปะไทย ผมอยากชวนเพื่อนๆ ทุกคนมาช่วยกันสนับสนุนผลงานของศิลปินไทย ไม่ว่าจะผ่านการไปชมนิทรรศการ การฟังเพลง หรือการอ่านหนังสือ เพื่อให้งานศิลปะอันทรงคุณค่าเหล่านี้ยังคงเป็นลมหายใจของสังคมไทยไปตราบนานเท่านานครับ

ที่มา – เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 ไมตรี ลิมปิชาติ-หมอลำอังคนางค์ ได้รับยกย่อง

‘สนธิ’ เปิดแนวรบ ทวงคืนประเทศไทย นัดหน้าสถานทูตอิสราเอล 10 ก.ย. จี้กวาดล้างทุนเทา ขีดเส้น กกต. ปม ฮั้วสว. ขู่ยกระดับชุมนุมใหญ่

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามองในช่วงนี้กันบ้างแล้วนะครับ โดยเฉพาะการประกาศล่าสุดของ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ที่ควงคู่มากับ นายนิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา) และคุณพิชิต ไชยมงคล เปิดตัวแคมเปญใหม่ภายใต้ชื่อ ‘สนธิ’ เปิดแนวรบ ทวงคืนประเทศไทย นัดหน้าสถานทูตอิสราเอล 10 ก.ย. จี้กวาดล้างทุนเทา ขีดเส้น กกต. ปม ฮั้วสว. ขู่ยกระดับชุมนุมใหญ่ ซึ่งถือเป็นการขยับตัวที่ส่งแรงกระเพื่อมไปถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘สนธิ’ เปิดแนวรบ ทวงคืนประเทศไทย นัดหน้าสถานทูตอิสราเอล 10 ก.ย. จี้กวาดล้างทุนเทา ขีดเส้น กกต. ปม ฮั้วสว. ขู่ยกระดับชุมนุมใหญ่

ในการแถลงข่าว คุณสนธิได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ไว้อย่างดุเดือด ตั้งแต่เรื่องการจัดการปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาน้ำท่วมที่ไม่ทั่วถึง ไปจนถึงเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการและการจัดการกลุ่มทุนสีเทาต่างชาติที่เข้ามาขยายอิทธิพลในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ในบ้านเรา

ประเด็นที่หลายคนกำลังจับจ้องเป็นพิเศษคือเรื่องการสืบสวนคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่ดูเหมือนว่าจะมีเงื่อนงำและการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ DSI เข้ามาเกี่ยวข้อง คุณสนธิจึงได้ขีดเส้นตายไว้ในวันที่ 14 กันยายนนี้ หาก กกต. ตัดตอนคดีโดยไม่ส่งฟ้อง ทางกลุ่มก็เตรียมยกระดับการชุมนุมครั้งใหญ่ทันที นี่เป็นเครื่องยืนยันว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่ต้องการเห็นความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง

ก้าวแรกของการเคลื่อนไหว: ปักหมุดสถานทูตอิสราเอล

สำหรับก้าวแรกที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 กันยายน เวลา 09.30 น. ทางกลุ่มได้นัดรวมตัวกันที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนจีน รัสเซีย อินเดีย หรือยิว การเลือกสถานที่แห่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขากำลังจับตาดูเรื่องอิทธิพลต่างชาติที่แทรกซึมเข้ามาในโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ

ทำไมประเด็นนี้ถึงสำคัญ? นี่คือเหตุผลที่คุณไม่ควรมองข้าม:

  • การปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
  • การตรวจสอบการใช้อำนาจของภาครัฐให้มีความโปร่งใส
  • การต่อสู้เพื่อหลักนิติรัฐและนิติธรรมที่ควรจะเป็น

คุณสนธิยังได้ย้ำชัดเจนว่า การออกมารอบนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อขับไล่รัฐบาลให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องการกดดันให้รัฐบาลหยุดพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อประเทศ และหันมาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเขายินดีที่จะเปิดเวทีไลฟ์สดชี้แจงข้อเท็จจริงชนกับทางรัฐบาลทุกวันหากจำเป็น เพื่อพิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่กำลังพูดความจริง

ความเห็นและบทสรุป: ทิศทางของการเมืองไทย

ในมุมมองของผม สถานการณ์การเมืองไทยหลังจากนี้มีแนวโน้มที่จะทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง การที่กลุ่มผู้เคลื่อนไหวใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ควบคู่ไปกับการลงถนน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราควรจับตามองว่ารัฐบาลจะตอบโต้ด้วยข้อมูลหรือมาตรการอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ การแสดงออกในขอบเขตของกฎหมายถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

สุดท้ายนี้ หากคุณสนใจเรื่องราวเหล่านี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้และเท่าทันข้อมูลข่าวสารคืออาวุธที่ดีที่สุดของเราทุกคนในยุคนี้ครับ

ที่มา – ‘สนธิ’ เปิดแนวรบ ทวงคืนประเทศไทย นัดหน้าสถานทูตอิสราเอล 10 ก.ย. จี้กวาดล้างทุนเทา ขีดเส้น กกต. ปม ฮั้วสว. ขู่ยกระดับชุมนุมใหญ่

นายกฯ ฝาก วปอ. เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจ-ลงมือทำ ช่วยสื่อสารทิศทางประเทศ หวังไทยกำหนดอนาคตตัวเอง ปราศจากแรงกดดันภายนอก

สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ไปเป็นประธานในงาน NDC’68 Symposium ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจมากคือ ‘Resilient Thailand’ หรือการสร้างประเทศไทยให้มีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นายกฯ ฝาก วปอ. เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจ-ลงมือทำ ช่วยสื่อสารทิศทางประเทศ หวังไทยกำหนดอนาคตตัวเอง ปราศจากแรงกดดันภายนอก

สิ่งที่ผมอยากจะชวนทุกคนมาวิเคราะห์คือวิสัยทัศน์ของท่านนายกฯ ที่มองว่า วปอ. ไม่ควรเป็นแค่หลักสูตรความรู้ แต่ต้องเป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจและลงมือทำ เพื่อช่วยสื่อสารทิศทางของประเทศให้ประชาชนเข้าใจตรงกัน การที่ประเทศไทยจะก้าวข้ามอุปสรรคทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี AI และความผันผวนทางเศรษฐกิจได้นั้น พลังของคนในชาติคือหัวใจสำคัญครับ

กลยุทธ์การขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคใหม่

ในยุคที่โลกเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว รัฐบาลได้เน้นย้ำ 3 เสาหลักสำคัญในการพัฒนาชาติ เพื่อให้เราสามารถยืนหยัดและกำหนดอนาคตตัวเองได้ โดยมีประเด็นหลักที่น่าจับตามองดังนี้:

  • การเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ: ไม่ใช่แค่พึ่งพาแบบเดิม แต่ต้องดึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด เข้ามาเสริมทัพเพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระดับสากล
  • การปฏิรูประบบราชการ: ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพื่อให้ภาครัฐทำงานได้รวดเร็วและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น
  • การพัฒนาทุนมนุษย์: การอัปสกิลและรีสกิลคนไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนจากแรงงานทั่วไปให้กลายเป็นผู้ประกอบการและนักพัฒนาระบบที่มีทักษะสูง

นอกจากนี้ ในด้านความมั่นคง รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนต่างๆ ทั้งในเชิงการทหารและเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคเอกชน ว่าเราสามารถรักษาสมดุลระหว่างการรับมือกับวิกฤตและการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันได้

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือการที่ภาครัฐพยายามจะส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลก ไม่ปิดกั้น แต่เลือกรับเทคโนโลยีและความรู้ใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ การที่ท่านนายกฯ ฝากให้ วปอ. ช่วยกันสื่อสารทิศทางประเทศ เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้คนไทยเข้าใจเป้าหมายเดียวกันและเดินหน้าไปด้วยความมั่นใจ

มุมมองส่วนตัวและแนวโน้มที่น่าสนใจ: ผมมองว่าเทรนด์ของ ‘Resilient Thailand’ จะกลายเป็นพิมพ์เขียวที่สำคัญในการพัฒนาประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากเราสามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายความร่วมมืออย่าง วปอ. ได้จริง ประเทศไทยจะลดการพึ่งพาจากปัจจัยภายนอกและสร้างความแข็งแกร่งจากภายในได้ดียิ่งขึ้นครับ นี่คือจุดเปลี่ยนที่น่าจับตามองและเป็นบทพิสูจน์สำคัญของทีมบริหารชุดนี้ ว่าจะนำพาประเทศให้เป็นผู้กำหนดอนาคตของตัวเองได้สำเร็จเพียงใด

ที่มา – นายกฯ ฝาก วปอ. เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจ-ลงมือทำ ช่วยสื่อสารทิศทางประเทศ หวังไทยกำหนดอนาคตตัวเอง ปราศจากแรงกดดันภายนอก

โคลอี้ เจา ผู้กำกับ Eternals ยังคงรักหนังซูเปอร์ฮีโร่

เชื่อว่าแฟนหนัง Marvel หลายคนคงจำภาพยนตร์เรื่อง Eternals ผลงานการกำกับของ โคลอี้ เจา ผู้กำกับ Eternals ยังคงรักหนังซูเปอร์ฮีโร่ กันได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเกือบจะครบ 5 ปีแล้วนับตั้งแต่การเข้าฉาย แต่ดูเหมือนว่าตัวของผู้กำกับสาวเจ้าของรางวัลออสการ์คนนี้ จะยังคงมีความรู้สึกดีๆ และความทรงจำที่น่าประทับใจกับโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่นี้อยู่ไม่น้อยเลยครับ

โคลอี้ เจา ผู้กำกับ Eternals ยังคงรักหนังซูเปอร์ฮีโร่ อย่างหมดใจ

ในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิส (Venice Film Festival) ที่ผ่านมา โคลอี้ เจา ได้ออกมาเปิดเผยความในใจเกี่ยวกับประสบการณ์การทำหนังเรื่องนี้ว่า มันคือ “ความฝันที่เป็นจริง” สำหรับเธอ เธอเปรียบเทียบการเล่าเรื่องผ่านคอมิกส์ตะวันตกกับมังงะญี่ปุ่น โดยมองว่าการเป็นผู้เล่าเรื่องคือหัวใจสำคัญ และทุกรูปแบบของสื่อบันเทิงล้วนมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหนังอินดี้ฟอร์มเล็ก หรือหนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ก็ตาม

มุมมองที่น่าสนใจของ โคลอี้ เจา ผู้กำกับ Eternals ยังคงรักหนังซูเปอร์ฮีโร่

เจาได้อธิบายถึงแนวคิดของเธอว่า “จุดประสงค์ของการเล่าเรื่องสำหรับฉัน คือการสร้างภาชนะให้ผู้คนได้มาบรรจุสิ่งที่พวกเขาต้องการจะประมวลผลค่ะ” เธอเชื่อว่า Archetypes (ต้นแบบตัวละคร) ที่อยู่ในตำนานและคอมิกส์ เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการช่วยให้ผู้คนเข้าใจชีวิต และที่สำคัญที่สุด เธอไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้คนพยายามแบ่งแยกศิลปะชั้นสูงออกจากหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่ เพราะสุดท้ายแล้วหนังทุกเรื่องก็เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการเชื่อมโยงมนุษย์เข้าหากัน

  • การยอมรับในความแตกต่าง: เธอไม่ชอบการที่คนพยายามนำ Eternals มาเปรียบเทียบเชิงลบกับหนังเรื่อง Nomadland ของเธอ เพราะเธอมองว่าแก่นแท้ของทั้งสองเรื่องคือการนำเสนอ “ผู้คนท่ามกลางธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์อันซับซ้อน”
  • การเรียนรู้จากความสำเร็จและล้มเหลว: ถึงแม้ Eternals จะไม่ได้สร้างปรากฏการณ์อย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่การที่เธอได้ลองทำในสิ่งที่ทะเยอทะยาน ถือเป็นบทเรียนที่ดีเยี่ยมสำหรับการเติบโตในวงการภาพยนตร์
  • ความเป็นศิลปินในตัวเธอ: ด้วยความที่เธอเติบโตมาโดยมีความฝันอยากเป็นนักเขียนมังงะแต่ติดปัญหาเรื่องการวาดรูป เธอจึงใช้ภาพยนตร์เป็นผืนผ้าใบในการถ่ายทอดจินตนาการแทน

แม้ว่าในอดีตจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่านักวิจารณ์และผู้ชมมากมายเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Eternals คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีความพยายามจะยกระดับหนังฮีโร่ให้เข้าใกล้คำว่า “ศิลปะ” มากยิ่งขึ้น การที่โคลอี้ เจายังคงยึดมั่นในมุมมองบวกและเห็นคุณค่าของสื่อทุกประเภท ยิ่งทำให้เราเห็นว่าเธอเป็นคนทำหนังที่มีแพชชั่นแรงกล้าแค่ไหน

ส่วนตัวผมเชื่อว่า ในอนาคตอาจจะมีผู้กำกับรุ่นใหม่ที่กล้าหยิบเอาสไตล์การเล่าเรื่องแบบเจาไปพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น เพราะทุกความพยายามล้วนมีค่าเสมอครับ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ย่อมดีกว่าการหยุดนิ่งอยู่กับที่แน่นอน

ที่มา – ‘Eternals’ Director Chloé Zhao Still Loves Superhero Movies

CEO AMC เดือด Robinhood โทเค็นหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต

ในโลกการเงินที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เกิดประเด็นร้อนแรงเมื่อ CEO AMC เดือด Robinhood โทเค็นหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มเทรดหุ้นและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดย Adam Aron ผู้บริหารของ AMC แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ Robinhood นำหุ้นของบริษัทไปสร้างเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลบนบล็อกเชนโดยไม่มีการขอความเห็นชอบ

ทำไม CEO AMC เดือด Robinhood โทเค็นหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต

ปัญหาหลักที่ Adam Aron ตั้งข้อสังเกตคือการที่ Robinhood ออกผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า “Stock Tokens” ซึ่งอ้างอิงกับราคาหุ้นของบริษัทในสหรัฐฯ แต่ไปดำเนินการผ่านบริษัทใน Jersey แทน ซึ่งเขามองว่านี่คือการสร้าง “ตลาดจำลอง” ที่อาจละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดย Aron ระบุว่าเขารู้สึกรังเกียจและมองว่าพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

เบื้องลึกความขัดแย้ง: CEO AMC เดือด Robinhood โทเค็นหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทางด้าน Robinhood โดย Vlad Tenev ได้โต้กลับด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว โดยทีมกฎหมายยืนยันว่าพวกเขาเข้าใจกฎหมายหลักทรัพย์เป็นอย่างดีและไม่มีแผนที่จะหยุดการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ Stock Tokens ของ Robinhood ถูกออกแบบมาให้เทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมงและทำงานร่วมกับ DeFi ได้ แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องทราบคือ:

  • โทเค็นเหล่านี้ไม่ใช่หุ้นจริงของบริษัทนั้นๆ
  • ไม่มีสิทธิในการออกเสียงหรือความเป็นเจ้าของทางกฎหมาย
  • เป็นเพียงสัญญาผูกพันทางเศรษฐกิจที่ออกโดย Robinhood Assets เท่านั้น

การที่ CEO AMC เดือด Robinhood โทเค็นหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้เกิดคำถามสำคัญในวงการคริปโตเคอร์เรนซีว่า การโทเค็นสินทรัพย์ (Real-World Asset Tokenization) นั้นกำลังทำลายระบบดั้งเดิมหรือเป็นเพียงการสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนรายย่อยกันแน่ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายยังออกมาเตือนว่า การซื้อโทเค็นเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการถือครองหุ้นจริง แต่มันคือการถือ “คำมั่นสัญญา” จากผู้ออกโทเค็นในต่างแดน

ในท้ายที่สุด ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ AMC กับ Robinhood เท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของการต่อสู้ระหว่างนวัตกรรมบล็อกเชนกับการกำกับดูแลตลาดทุนแบบดั้งเดิม หากนักลงทุนไม่ระมัดระวังและเข้าใจธรรมชาติของสินทรัพย์ที่ตนเองถือครอง ก็อาจตกเป็นเหยื่อของความสับสนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลได้ง่ายๆ ในอนาคตเราอาจได้เห็นการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดตลาดจำลองที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้

ที่มา – AMC CEO Furious at Robinhood for Tokenizing Stock Without Permission