ผู้เขียน: lalika69_admin

เจาะลึก ภาครัฐเปิดรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์ต่อมาตรการ ‘เกษียณอายุก่อนกำหนด’ ของข้าราชการ

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายติดตามข่าวสารทั้งด้านเทคโนโลยีและการบริหารงานภาครัฐ วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการทำงานในประเทศไทยมาฝากครับ นั่นคือประเด็นการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องที่ภาครัฐกําลังขยับตัวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในหัวข้อที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์และเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้คือ ภาครัฐเปิดรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์ต่อมาตรการ ‘เกษียณอายุก่อนกำหนด’ ของข้าราชการ ครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องเร่งผลักดันเรื่องนี้? คำตอบนั้นง่ายมากครับ เพราะรัฐบาลมีเป้าหมายในการปรับขนาดองค์กรให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เพื่อลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและลดงบประมาณส่วนเกินที่ไม่จำเป็น การเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ www.law.go.th จึงเป็นก้าวแรกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและข้าราชการได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งนี้ครับ

ทำความเข้าใจ: ภาครัฐเปิดรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์ต่อมาตรการ ‘เกษียณอายุก่อนกำหนด’ ของข้าราชการ

สำหรับมาตรการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดจำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการมองภาพใหญ่ในการวางแผนบุคลากรภาครัฐให้มีความคล่องตัวขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการปรับบทบาทภาครัฐจากเดิมที่เป็น ‘ผู้ควบคุม’ ให้กลายเป็น ‘ผู้อำนวยความสะดวก’ มากขึ้นครับ โดยการ ภาครัฐเปิดรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์ต่อมาตรการ ‘เกษียณอายุก่อนกำหนด’ ของข้าราชการ ครั้งนี้ ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน อาทิ

  • กลุ่มที่ 1: ข้าราชการที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการครบ 25 ปีขึ้นไป
  • กลุ่มที่ 2: ข้าราชการที่มีอายุ 40 – 49 ปี และมีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการอนุญาตให้จ้าง Outsource เพื่อมาช่วยงานด้าน Digital Transformation เพื่อให้หน่วยงานราชการก้าวทันโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ ผมมองว่านี่คือสัญญาณที่ดีของการลดระบบที่เทอะทะ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบาย Work from Anywhere ซึ่งเป็นเทรนด์การทำงานยุคใหม่ที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไปครับ

แนวโน้มในอนาคต: การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล

ในมุมมองของผม ผมคิดว่าการปฏิรูปนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้เวลาและการปรับตัว แต่การลดรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น การดูงานต่างประเทศ หรือสิ่งปลูกสร้างที่เกินจำเป็น แล้วนำงบมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะช่วยให้ข้าราชการรุ่นใหม่ทำงานได้สะดวกขึ้น ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้นผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งนั่นคือเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคนรอคอยครับ

หากคุณเป็นหนึ่งในคนทำงานที่สนใจในทิศทางของบ้านเมือง อย่าปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ ครับ การเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ตามลิงก์ที่ระบุนับเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการมีส่วนร่วม เพราะเสียงของพวกคุณมีผลต่อแนวทางการกำหนดนโยบายในอนาคต สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้คือการไม่เพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงและพร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อตอบรับกับโลกยุคดิจิทัลครับ

ที่มา – ภาครัฐเปิดรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์ต่อมาตรการ ‘เกษียณอายุก่อนกำหนด’ ของข้าราชการ

ไทย-สหรัฐฯ ย้ำพันธมิตร 190 ปี เดินหน้าความร่วมมือกลาโหม-การค้า หารือสถานการณ์ภูมิภาค

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศกันมาบ้าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ล่าสุดในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 59 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เกิดหมุดหมายสำคัญ เมื่อคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบปะหารือกับ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยงานนี้มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมากมายครับ

ไทย-สหรัฐฯ ย้ำพันธมิตร 190 ปี เดินหน้าความร่วมมือกลาโหม-การค้า หารือสถานการณ์ภูมิภาค

การพบกันครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทักทายตามธรรมเนียม แต่เป็นการยืนยันว่า ไทย-สหรัฐฯ ย้ำพันธมิตร 190 ปี เดินหน้าความร่วมมือกลาโหม-การค้า หารือสถานการณ์ภูมิภาค อย่างจริงจัง โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งเป้าไปที่การยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น นั่นคือบรรดาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมทางออนไลน์ (Online Scams) ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งการร่วมมือกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

ก้าวต่อไปของความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์

นอกจากมิติความมั่นคงแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้อ่านสายธุรกิจต้องจับตามองคือเรื่องเศรษฐกิจครับ ทั้งสองประเทศพยายามผลักดันความตกลงการค้าแบบต่างตอบแทน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ได้สะดวกขึ้น ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ เองก็มองว่าไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่ ไทย-สหรัฐฯ ย้ำพันธมิตร 190 ปี เดินหน้าความร่วมมือกลาโหม-การค้า หารือสถานการณ์ภูมิภาค ครั้งนี้ ยังรวมไปถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน เช่น เมียนมา และพื้นที่ชายแดน เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพและความสงบสุขของภูมิภาคเอเชียโดยรวม

ทางด้านรัฐมนตรีรูบิโอเอง ก็ได้ย้ำถึงความสำคัญของ ‘ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์’ ที่ทางสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน และคาดหวังให้ไทยเดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับบทบาทของไทยในฐานะตัวกลางและผู้รักษาเสถียรภาพในระดับอาเซียนอย่างเหนียวแน่น

มุมมองและบทสรุปทิ้งท้าย

ในมุมมองของผม นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศไทยครับ ในยุคที่โลกเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและมีความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์อยู่รอบตัว การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งและเดินหน้าในทิศทางเดียวกันในเรื่องการค้าและเทคโนโลยี จะช่วยให้ประเทศของเราสามารถก้าวกระโดดได้ไกลขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่อัปเกรดขึ้น หรือโอกาสในภาคการส่งออกใหม่ๆ

ผมมองว่าเทรนด์ความร่วมมือในอนาคตจะไม่จำกัดอยู่แค่การเมืองระดับสูง แต่จะเป็นเรื่องของ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ และ ‘ Cybersecurity’ ที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของพวกเรามากขึ้น ใครที่ทำธุรกิจหรือสนใจข่าวสารระหว่างประเทศ แนะนำให้ติดตามประเด็นนี้ไว้ให้ดี เพราะความเคลื่อนไหวของไทยและสหรัฐฯ มักส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสมอครับ

ที่มา – ไทย-สหรัฐฯ ย้ำพันธมิตร 190 ปี เดินหน้าความร่วมมือกลาโหม-การค้า หารือสถานการณ์ภูมิภาค

มหาดไทยออกประกาศมาตรฐานการให้ออกจากราชการส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ 3 กำหนดบังคับใช้ 1 ส.ค. นี้

สวัสดีครับพี่น้องชาวท้องถิ่นและผู้ติดตามข่าวสารทุกท่าน เชื่อว่าหลายคนที่ทำงานในแวดวงราชการส่วนท้องถิ่นคงกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวสำคัญจากกระทรวงมหาดไทยกันอยู่ โดยล่าสุดได้มีการแจ้งเวียนหนังสือถึงคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เกี่ยวกับเรื่องมหาดไทยออกประกาศมาตรฐานการให้ออกจากราชการส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ 3 กำหนดบังคับใช้ 1 ส.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงระเบียบครั้งใหญ่เพื่อให้การบริหารงานบุคคลมีความเป็นสากลและชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับ

ทำความเข้าใจเจาะลึก มหาดไทยออกประกาศมาตรฐานการให้ออกจากราชการส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ 3 กำหนดบังคับใช้ 1 ส.ค. นี้

การปรับปรุงระเบียบในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่คุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ลงนามในประกาศฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขมาตรฐานเดิมปี 2558 ให้ทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน การดำเนินการนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ เพราะเป้าหมายหลักคือการทำให้ทุกจังหวัดมีแนวปฏิบัติที่เป็นระบบเดียวกัน ลดความลักลั่นในการบริหารงานบุคคลนั่นเองครับ

สำหรับไทม์ไลน์ที่ทุกคนต้องรู้คือ ทางส่วนกลางได้กำหนดให้แต่ละจังหวัด รวมถึงเมืองพัทยา เร่งดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้ออกจากราชการให้เรียบร้อยภายในเดือนกรกฎาคมนี้เท่านั้น เพื่อรองรับการเปิดใช้งานจริงในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่จะถึงนี้

รายละเอียดและขั้นตอนสำหรับหน่วยงานท้องถิ่น

สำหรับประธานคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง สิ่งที่ต้องเร่งมือทำตามข้อสั่งการจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีดังนี้ครับ:

  • การจัดทำหลักเกณฑ์: ต้องจัดทำแนวทางให้สอดคล้องกับประกาศใหม่ โดยให้บรรจุเนื้อหาตามที่ส่วนกลางกำหนดมาให้ครบถ้วน
  • เงื่อนไขการประกาศใช้: หากหลักเกณฑ์ของจังหวัดตรงตามที่ส่วนกลางกำหนด สามารถประกาศใช้ได้ทันทีไม่ต้องรอการอนุมัติซ้ำ แต่ถ้ามีการปรับเปลี่ยนหรือแตกต่างจากมาตรฐานกลาง จะต้องส่งกลับไปให้ทางส่วนกลางพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนครับ
  • กรอบเวลาชัดเจน: ขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมเพื่อให้พร้อมบังคับใช้พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

ความน่าสนใจของประกาศ มหาดไทยออกประกาศมาตรฐานการให้ออกจากราชการส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ 3 กำหนดบังคับใช้ 1 ส.ค. นี้ คือความพยายามของกระทรวงที่ต้องการลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคล โดยเน้นให้เกิดความรวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวอย่างแท้จริง ซึ่งในอนาคตเราอาจจะได้เห็นการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ ที่ช่วยให้คนทำงานในท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นครับ

ในมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูประบบราชการท้องถิ่นให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ แม้ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจจะต้องมีการปรับตัวกันบ้างสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านบุคคล แต่หากมองในระยะยาวจะช่วยลดข้อพิพาทและสร้างความโปร่งใสในองค์กรได้อย่างแน่นอนครับ ผมขอแนะนำให้เพื่อนๆ พี่ๆ ในหน่วยงานรีบศึกษารายละเอียดประกาศฉบับเต็มและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสิ้นเดือนนี้นะครับ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถคอมเมนต์คุยกันได้เลยครับ

ที่มา – มหาดไทยออกประกาศมาตรฐานการให้ออกจากราชการส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ 3 กำหนดบังคับใช้ 1 ส.ค. นี้

ดีเดย์ 1 ส.ค. 69 ตร. จับมือ ขนส่งฯ ‘ค้างใบสั่ง ไม่ได้ป้ายภาษี’ ย้ำชัดไม่มีผลย้อนหลัง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ลืมชำระค่าปรับจราจรกันมาบ้างนะครับ แต่ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่ต้องขีดเส้นใต้เน้นๆ สำหรับคนใช้รถใช้ถนนทุกคน เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จับมือกับกรมการขนส่งทางบก เตรียมยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายจราจรให้เข้มข้นขึ้นภายใต้หัวข้อ ดีเดย์ 1 ส.ค. 69 ตร. จับมือ ขนส่งฯ ‘ค้างใบสั่ง ไม่ได้ป้ายภาษี’ ย้ำชัดไม่มีผลย้อนหลัง เรียกว่างานนี้ใครที่มักจะละเลยใบสั่งจราจรต้องรีบปรับตัวกันด่วนๆ เลยล่ะครับ

การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565-2570 ซึ่งรัฐบาลตั้งใจจะลดอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนให้เหลือเพียง 12 คนต่อประชากร 1 แสนคนตามมาตรฐานสากล โดยเชื่อว่าการเชื่อมโยงระบบข้อมูลแบบบูรณาการจะช่วยสร้างระเบียบวินัยบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี

ดีเดย์ 1 ส.ค. 69 ตร. จับมือ ขนส่งฯ ‘ค้างใบสั่ง ไม่ได้ป้ายภาษี’ ย้ำชัดไม่มีผลย้อนหลัง มีอะไรต้องรู้บ้าง?

หลายคนอาจจะกังวลว่า เอ๊ะ! แล้วแบบนี้ใบสั่งเก่าค้างชำระมานานจะเป็นปัญหาไหม? คำตอบคือสบายใจได้ครับ เจ้าหน้าที่เน้นย้ำชัดเจนว่ามาตรการ ดีเดย์ 1 ส.ค. 69 ตร. จับมือ ขนส่งฯ ‘ค้างใบสั่ง ไม่ได้ป้ายภาษี’ ย้ำชัดไม่มีผลย้อนหลัง นั้นจะเริ่มบังคับใช้เฉพาะกับใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไปเท่านั้น ส่วนใบสั่งก่อนหน้านี้จะยังไม่มีผลเข้าสู่ระบบนี้ครับ

ระบบการตรวจสอบข้อมูลที่โปร่งใส
ทางภาครัฐได้ออกแบบระบบมาอย่างดีเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลได้สะดวกขึ้น โดยคุณสามารถเข้าถึงรายละเอียดเหล่านี้ได้โดยตรง:

  • สำเนาใบสั่งและเอกสารแจ้งเตือนย้อนหลังที่ชัดเจน
  • หลักฐานการจัดส่งไปรษณีย์ตอบรับ
  • ข้อมูลระบุตัวเจ้าพนักงานจราจรผู้ออกใบสั่ง

หากคุณไปต่อภาษีรถประจำปีตามปกติ แล้วระบบแจ้งว่ามีใบสั่งค้างชำระ คุณสามารถจ่ายค่าปรับผ่านนายทะเบียนได้ทันทีที่จุดบริการขนส่ง แต่ถ้าเลือกจะจ่ายเฉพาะค่าภาษีและหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าปรับ คุณก็จะไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘ป้ายภาษี’ ฉบับจริงมาครองนะครับ

ขั้นตอนการทำงานและระยะเวลาที่ต้องระวัง

กระบวนการแจ้งเตือนจะเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายครับ หากได้รับใบสั่งแล้วไม่ชำระ เจ้าหน้าที่จะส่งหนังสือเตือนไปให้ หากยังเพิกเฉยเกิน 60-90 วัน ข้อมูลการค้างชำระจะถูกส่งเข้าฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกทันที คาดการณ์ว่าช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2569 ผู้ที่ไปใช้บริการจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ของมาตรการนี้อย่างชัดเจนครับ

ความคิดเห็นจากเรา: การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบครับ การเชื่อมโยงข้อมูลไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนนให้เท่าเทียมกัน คำแนะนำสำหรับเพื่อนๆ คือ ไม่ควรปล่อยให้ค่าปรับค้างสะสมจนเป็นดินพอกหางหมู หมั่นตรวจสอบใบสั่งให้เป็นนิสัยผ่านช่องทางออนไลน์ที่รัฐจัดเตรียมไว้ จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นและไม่ต้องเสียเวลาตอนไปต่อภาษีครับ

ที่มา – ดีเดย์ 1 ส.ค. 69 ตร. จับมือ ขนส่งฯ ‘ค้างใบสั่ง ไม่ได้ป้ายภาษี’ ย้ำชัดไม่มีผลย้อนหลัง

ตร. ผนึก ทหาร ปรับแผนรับมือเหตุป่วนใต้ ‘พล.ต.อ.สำราญ’ เผยคดีคาร์บอมบ์-ยิงทหารพรานรู้ตัวกลุ่มก่อเหตุแล้ว

เชื่อว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในจังหวัดนราธิวาส ล่าสุด พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับมาตรการรับมือ ภายใต้กลยุทธ์ ตร. ผนึก ทหาร ปรับแผนรับมือเหตุป่วนใต้ ‘พล.ต.อ.สำราญ’ เผยคดีคาร์บอมบ์-ยิงทหารพรานรู้ตัวกลุ่มก่อเหตุแล้ว ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณถึงประชาชนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ตร. ผนึก ทหาร ปรับแผนรับมือเหตุป่วนใต้ ‘พล.ต.อ.สำราญ’ เผยคดีคาร์บอมบ์-ยิงทหารพรานรู้ตัวกลุ่มก่อเหตุแล้ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.ศรีสาคร อ.เมืองนราธิวาส และ อ.ระแงะ ไม่ใช่เพียงแค่ความสูญเสีย แต่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องกลับมาทบทวนกระบวนการทำงาน พล.ต.อ.สำราญ ยืนยันว่าการสืบสวนคดีคาร์บอมบ์และการยิงทหารพรานมีความคืบหน้าไปมาก โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว และกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติม เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด

ก้าวต่อไปของการทำงานเชิงรุกในพื้นที่สีแดง

การปรับแผนปฏิบัติการในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการไล่ล่าผู้ก่อเหตุเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปรับยุทธวิธีป้องกันเชิงรุก โดยเฉพาะการจัดวางกำลังพลในจุดเสี่ยงและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเฝ้าระวัง เนื่องจากพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุพยายามใช้ยุทธวิธีใหม่ๆ ในการหลบเลี่ยงการตรวจตราของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการที่ฝ่ายตำรวจและทหารหันมาบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง

  • การปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องมือในการรักษาความปลอดภัยให้ทันสมัย
  • การปรับมาตรการเฝ้าระวังในจุดยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน
  • การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราโดยอาศัยข่าวกรองที่แม่นยำ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยไม่ได้หมายความถึงการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลอย่างที่หลายคนกังวล พล.ต.อ.สำราญ ได้ย้ำชัดว่าการปรับแผนปฏิบัติการเป็นเรื่องของยุทธวิธีเพื่อตามให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่นัยทางการเมืองหรือการโยกย้ายตำแหน่งแต่อย่างใด

ในมุมมองของเรา สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยวิธีเดียว การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าสนใจ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การปรับแผนยุทธการที่เข้มข้นขึ้นในครั้งนี้จะสามารถคืนความสงบสุขให้แก่พี่น้องในพื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการที่ประชาชนยังคงเชื่อมั่นและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อให้การทำงานในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – ตร. ผนึก ทหาร ปรับแผนรับมือเหตุป่วนใต้ ‘พล.ต.อ.สำราญ’ เผยคดีคาร์บอมบ์-ยิงทหารพรานรู้ตัวกลุ่มก่อเหตุแล้ว

สภากลาโหมเคาะ รับพลทหารอาสา 1.5 หมื่นราย เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ก.พ. 70

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากแวดวงกองทัพมาฝากกันครับ สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพทหาร ล่าสุดมีข่าวใหญ่ว่า สภากลาโหมเคาะ รับพลทหารอาสา 1.5 หมื่นราย เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ก.พ. 70 ซึ่งถือเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญเพื่อยกระดับกำลังพลให้ทันสมัยและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้นครับ

เจาะลึกรายละเอียด: สภากลาโหมเคาะ รับพลทหารอาสา 1.5 หมื่นราย เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ก.พ. 70

ในการประชุมสภากลาโหมครั้งล่าสุด พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ได้ออกมาขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด ‘ทำทันที รวมเป็นหนึ่ง จึงชนะ’ โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างกองทัพให้มีความคล่องตัวและยืดหยุ่น การที่สภากลาโหมเคาะ รับพลทหารอาสา 1.5 หมื่นราย เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ก.พ. 70 ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาคนเข้ากรม แต่เป็นการดึงดูดคนรุ่นใหม่ด้วยสวัสดิการและโอกาสที่คุ้มค่ากว่าเดิมครับ

สวัสดิการที่คุณจะได้และโอกาสที่มากกว่า

ต้องยอมรับว่ายุคนี้การเป็นทหารไม่ได้มีแค่เรื่องระเบียบวินัย แต่ยังมาพร้อมกับโอกาสในการพัฒนาตนเองแบบรอบด้าน ซึ่งกลาโหมเขารวบรวมข้อเสนอสุดพิเศษไว้ให้ ดังนี้ครับ:

  • รายได้ที่เหมาะสม: รวมเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงแล้วรับไปเลย 15,000 บาทต่อเดือน
  • อัปเกรดทักษะ: มีโอกาสเพิ่มวุฒิการศึกษาและทักษะวิชาชีพทั้งในและนอกกองทัพ
  • อนาคตที่มั่นคง: ไม่ใช่แค่จบแล้วจบเลย แต่ผู้ที่ผ่านการเป็นพลทหารอาสายังมีโอกาสประกอบอาชีพหรือทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชนคู่สัญญาได้อีกด้วย

นอกจากนี้ กองทัพยังเน้นไปที่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีป้องกันภัยทางอากาศร่วมแบบหลายชั้น เพื่อให้รับมือกับสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีทั้งโดรนขนาดเล็กและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจับตามองมากสำหรับน้องๆ สายไอทีหรือเทคโนโลยีที่อยากจะเอาความสามารถมาใช้จริงเพื่อชาติครับ

ก้าวต่อไปของระบบทหารไทย

หากมองในมุมของผม สิ่งที่กลาโหมพยายามทำคือการเปลี่ยนผ่านกองทัพสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น การเปิดรับพลทหารอาสาระลอกใหญ่นี้จะเริ่มประชาสัมพันธ์ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และจะเปิดรับสมัครออนไลน์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ดังนั้นใครที่สนใจต้องคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะการได้งานที่มั่นคงพร้อมโอกาสเรียนรู้อาวุธหรือเทคโนโลยีระดับสูง เป็นสิ่งที่หาได้ยากและเป็นการเริ่มต้นชีวิตวัยทำงานที่น่าสนใจทีเดียว

ในส่วนของอุตสาหกรรมในประเทศ กองทัพยังเน้นย้ำเรื่อง ‘Made in Thailand’ เป็นลำดับแรก เพื่อลดการนำเข้าและพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยเองให้ทัดเทียมสากล ซึ่งนับเป็นข่าวดีของอุตสาหกรรมไทยเราด้วยครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจ บอกเลยว่าโครงการนี้เป็นบันไดขั้นต้นที่ดีมาก ทั้งในแง่ของสุขภาพร่างกาย วินัย การเงิน และคอนเนคชันที่หาจากที่อื่นไม่ได้ หากคุณพร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ เตรียมตัวให้พร้อมแล้วรอสมัครกันได้เลยครับ!

ที่มา – สภากลาโหมเคาะ รับพลทหารอาสา 1.5 หมื่นราย เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ก.พ. 70

กทม. จัดการขบวนการสวมสิทธิ์สูติบัตร ‘ชัชชาติ’ ยกระดับมาตรการเข้ม สั่งหัวหน้าฝ่ายอนุมัติเองทุกเคสแม่ชาวต่างชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากทางกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องทะเบียนราษฎร์ที่มีการสวมสิทธิ์กันอย่างไม่ถูกต้อง วันนี้เราจะมาเจาะลึกสถานการณ์ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับ กทม. จัดการขบวนการสวมสิทธิ์สูติบัตร ‘ชัชชาติ’ ยกระดับมาตรการเข้ม สั่งหัวหน้าฝ่ายอนุมัติเองทุกเคสแม่ชาวต่างชาติ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงมาตรการใหม่ที่ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กำลังเร่งดำเนินการเพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้หมดไปครับ

กทม. จัดการขบวนการสวมสิทธิ์สูติบัตร ‘ชัชชาติ’ ยกระดับมาตรการเข้ม สั่งหัวหน้าฝ่ายอนุมัติเองทุกเคสแม่ชาวต่างชาติ

ปัญหาเรื่อง ‘พ่อทิพย์’ หรือชายไทยที่รับจ้างแจ้งชื่อเป็นบิดาให้กับเด็กที่เกิดจากมารดาชาวต่างชาติ ถือเป็นประเด็นที่สร้างความสูญเสียและกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์อย่างมาก ล่าสุดทาง กทม. ได้ร่วมมือกับกรมการปกครองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบจนพบหลักฐานชัดเจนถึง 24 ราย และมีการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปแล้วหนึ่งรายครับ

ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติได้เน้นย้ำว่า การทำงานตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้ทำเพียงแค่เขตเดียวแต่ทำทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเขตที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเอกชน การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการยกเครื่องระบบการทำงานครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมาพบว่าช่องว่างที่เกิดขึ้นมักมาจากการที่เจ้าหน้าที่บางรายมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการประสานงานเพียงลำพัง ทำให้ง่ายต่อการแทรกแซงและทุจริต

มาตรการใหม่เพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้ กทม. จัดการขบวนการสวมสิทธิ์สูติบัตร ‘ชัชชาติ’ ยกระดับมาตรการเข้ม สั่งหัวหน้าฝ่ายอนุมัติเองทุกเคสแม่ชาวต่างชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กทม. จึงได้วางมาตรการที่รัดกุมขึ้น ดังนี้:

  • ตรวจสอบประวัติบิดาเชิงลึก: มีการไล่เช็กประวัติย้อนหลังว่าชายไทยคนดังกล่าวมีการรับแจ้งบุตรกับมารดาหลายคนหรือไม่
  • ยกระดับอำนาจอนุมัติ: ต่อไปนี้การแจ้งเกิดที่แม่เป็นชาวต่างชาติ จะต้องได้รับการตรวจสอบและเซ็นชื่อรับรองโดยหัวหน้าฝ่ายทะเบียน หรือระดับชำนาญการพิเศษเท่านั้น เพื่อป้องกันการตัดสินใจโดยบุคคลเดียว
  • อายัดข้อมูลเพื่อตรวจสอบ: กรณีไหนที่น่าสงสัย ระบบจะทำการอายัดรายการทะเบียนไว้ก่อนทันทีเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อมูล และเปิดช่องทางการโต้แย้งตามกฎหมาย

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมากที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีและระบบจัดการข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยแก้ไข แต่คือการปรับโครงสร้างเพื่อป้องกันไม่ให้ช่องโหว่กลายเป็นช่องทางหากินของกลุ่มมิจฉาชีพได้อีกต่อไป

ในอนาคต หากเราสามารถบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้แบบไร้รอยต่อ ปัญหาการสวมสิทธิ์เหล่านี้จะลดลงอย่างแน่นอน และสำหรับใครที่มีเบาะแสหรือพบเห็นความผิดปกติในลักษณะนี้ การแจ้งข้อมูลตรงกับทางสำนักงานเขตจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้เมืองของเราโปร่งใสมากขึ้นครับ เราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาเพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และทุกคนได้รับสิทธิอย่างถูกต้องตามความจริง

ที่มา – กทม. จัดการขบวนการสวมสิทธิ์สูติบัตร ‘ชัชชาติ’ ยกระดับมาตรการเข้ม สั่งหัวหน้าฝ่ายอนุมัติเองทุกเคสแม่ชาวต่างชาติ

ผู้ว่าฯ กทม. แจงดราม่าไร้ฝ่ายบริหารในสภาฯ ย้ำให้ความสำคัญสูงสุด ระบุไม่ได้เป็นองค์ประชุม-พร้อมแจงเป็นลายลักษณ์อักษร

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงการเมืองท้องถิ่นกันมาบ้าง โดยเฉพาะประเด็นที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับกรณีที่ฝ่ายบริหารของกรุงเทพมหานครถูกวิจารณ์เรื่องการไม่เข้าประชุมสภาฯ จนทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้ผมจะมาสรุปประเด็น ผู้ว่าฯ กทม. แจงดราม่าไร้ฝ่ายบริหารในสภาฯ ย้ำให้ความสำคัญสูงสุด ระบุไม่ได้เป็นองค์ประชุม-พร้อมแจงเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ทุกคนได้เข้าใจภาพรวมกันแบบชัดๆ ครับ

ผู้ว่าฯ กทม. แจงดราม่าไร้ฝ่ายบริหารในสภาฯ ย้ำให้ความสำคัญสูงสุด ระบุไม่ได้เป็นองค์ประชุม-พร้อมแจงเป็นลายลักษณ์อักษร

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มี ส.ก. บางท่านหยิบยกประเด็นการขาดประชุมของฝ่ายบริหารมาท้วงติงกลางที่ประชุมสภาฯ ทำให้บรรยากาศดูจะตึงเครียดขึ้นมาทันที จนกระทั่งทางคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ต้องออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนครับ

จากการชี้แจงพบว่า ในวันดังกล่าว ผู้ว่าฯ และทีมคณะผู้บริหารได้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ช่วงเช้าเวลา 10.00 น. และกลับเข้ามาต่อในช่วงบ่าย 13.10 น. เพื่อตอบกระทู้และญัตติอย่างเต็มที่ตามหน้าที่รับผิดชอบ จนกระทั่งในช่วงบ่าย 15.00 น. ที่ประชุมมีการเปลี่ยนลำดับวาระการประชุมไปพิจารณาเรื่องข้อบังคับภายในของสภาฯ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับฝ่ายบริหาร ทำให้เมื่อมีการอภิปรายกันยาวนานร่วม 2 ชั่วโมง ทีมงานส่วนใหญ่ที่มีภารกิจรัดตัวจึงต้องทยอยออกไปปฏิบัติหน้าที่อื่นต่อ

มุมมองข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการตีความระเบียบสภาฯ ครับ โดยทางผู้ว่าฯ ได้เน้นย้ำไว้ดังนี้:

  • ฝ่ายบริหารไม่ได้เป็น “องค์ประชุม” ของสภาฯ โดยตรง
  • หน้าที่หลักคือการตอบกระทู้ถามและเสนอญัตติที่เกี่ยวข้องกับงาน กทม.
  • หากติดภารกิจสำคัญ การประชุมสภาฯ สามารถดำเนินต่อได้ตามปกติ
  • ฝ่ายบริหารยินดีชี้แจงทุกประเด็นผ่านเป็นลายลักษณ์อักษรหากไม่สามารถมาตอบด้วยตัวเองได้

ในมุมมองของผม การที่ผู้ว่าฯ ออกมา ผู้ว่าฯ กทม. แจงดราม่าไร้ฝ่ายบริหารในสภาฯ ย้ำให้ความสำคัญสูงสุด ระบุไม่ได้เป็นองค์ประชุม-พร้อมแจงเป็นลายลักษณ์อักษร ตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นเรื่องดีครับ เพราะความโปร่งใสคือสิ่งที่คนกรุงต้องการมากที่สุดในยุคดิจิทัล การสื่อสารที่รวดเร็วและตรงไปตรงมาเช่นนี้ช่วยลดความสับสนและข่าวลือที่ไม่มีมูลได้เป็นอย่างดี

ในเชิงเทรนด์การเมืองยุคใหม่ เราเริ่มเห็นชัดเจนครับว่าการ “สื่อสารเชิงป้องกัน” (Proactive Communication) ผ่านโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก ผู้บริหารยุคใหม่ต้องพร้อมรับมือกับทุกดราม่าด้วยความจริงและข้อมูลที่เป็นหลักฐานชัดเจน และสำหรับประชาชนอย่างเราๆ การติดตามข่าวสารโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายๆ ด้านเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามการทำงานของ กทม. ต่อไปนะครับ เพราะยังมีโปรเจกต์ดีๆ อีกมากที่รอการติดตามอยู่

ที่มา – ผู้ว่าฯ กทม. แจงดราม่าไร้ฝ่ายบริหารในสภาฯ ย้ำให้ความสำคัญสูงสุด ระบุไม่ได้เป็นองค์ประชุม-พร้อมแจงเป็นลายลักษณ์อักษร

เปิดแนวทาง ปปง. ทำคดีโกงสอบท้องถิ่น ประสานหน่วยงานรัฐเร่งหาหลักฐาน ชี้หากชัดเจนพร้อมยึดทรัพย์ทันที

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นสังคมที่หลายคนให้ความสนใจกันอย่างมาก นั่นก็คือเรื่องราวของการทุจริตในการสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ล่าสุดทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ได้ออกมาเผยถึงการดำเนินการในคดีนี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสให้สังคมได้รับทราบ

เปิดแนวทาง ปปง. ทำคดีโกงสอบท้องถิ่น ประสานหน่วยงานรัฐเร่งหาหลักฐาน ชี้หากชัดเจนพร้อมยึดทรัพย์ทันที

สำหรับในประเด็นเรื่อง เปิดแนวทาง ปปง. ทำคดีโกงสอบท้องถิ่น ประสานหน่วยงานรัฐเร่งหาหลักฐาน ชี้หากชัดเจนพร้อมยึดทรัพย์ทันที นั้น ทาง ปปง. ได้เน้นย้ำว่าการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ต้องอาศัยพยานหลักฐานที่แน่นหนาและรัดกุมตามมาตรฐานกฎหมายฟอกเงิน เพื่อให้การเอาผิดเป็นไปอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยขณะนี้ ปปง. ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ได้ผนึกกำลังกับหน่วยงานหลักอย่าง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อบูรณาการข้อมูลเชิงลึกเข้าด้วยกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วกรณี เปิดแนวทาง ปปง. ทำคดีโกงสอบท้องถิ่น ประสานหน่วยงานรัฐเร่งหาหลักฐาน ชี้หากชัดเจนพร้อมยึดทรัพย์ทันที จะมีผลลัพธ์อย่างไร? คำตอบคือ ทาง ปปง. กำลังเร่งตรวจสอบเอกสารและเส้นทางการเงินทั้งหมด หากพบหลักฐานชัดเจนเมื่อไหร่ จะมีการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่ออายัดและยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา ปปง. ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถจัดการกับทรัพย์สินผิดกฎหมายได้มูลค่ามหาศาลกว่า 64,000 ล้านบาท แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริตอย่างแท้จริงครับ

ผลงานและการยึดอายัดทรัพย์ที่ผ่านมา

เพื่อให้เพื่อนๆ เห็นภาพชัดขึ้นว่าการบังคับใช้กฎหมายนั้นมีประสิทธิภาพขนาดไหน ลองมาดูตัวเลขสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ ปปง. กันครับ:

  • การยึดและอายัดทรัพย์สิน มูลค่ากว่า 24,748 ล้านบาท
  • การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน มูลค่ากว่า 27,032 ล้านบาท
  • การชดใช้คืนผู้เสียหายผ่านกระบวนการยุติธรรม มูลค่ารวมกว่า 10,980 ล้านบาท

นี่ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้นทำจริงและมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม หากใครที่กำลังสงสัยว่าคดีโกงสอบท้องถิ่นจะเงียบหายไปหรือไม่ ขอบอกเลยว่ามาตรฐานการรวบรวมหลักฐานในเคสนี้เข้มข้นไม่แพ้คดีใหญ่ๆ ที่ผ่านมาแน่นอนครับ

ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะคนติดตามข่าวสาร ผมมองว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีมากๆ เพราะการแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องอาศัย “ดาบอาญาสิทธิ์” จากกฎหมายฟอกเงินเข้ามาร่วมด้วยถึงจะเห็นผลชัดเจน การที่ ปปง. ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนเช่นนี้ ย่อมเป็นแรงกดดันให้ผู้กระทำผิดไม่กล้าทำซ้ำ และเป็นการคืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่ตั้งใจจริงทุกคนครับ สำหรับใครที่รอคอยความชัดเจน มาร่วมกันติดตามผลการตรวจสอบกันต่อไป เชื่อว่าความยุติธรรมต้องมาถึงในเร็ววันครับ

ที่มา – เปิดแนวทาง ปปง. ทำคดีโกงสอบท้องถิ่น ประสานหน่วยงานรัฐเร่งหาหลักฐาน ชี้หากชัดเจนพร้อมยึดทรัพย์ทันที