กทม. จัดการขบวนการสวมสิทธิ์สูติบัตร ‘ชัชชาติ’ ยกระดับมาตรการเข้ม สั่งหัวหน้าฝ่ายอนุมัติเองทุกเคสแม่ชาวต่างชาติ
เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากทางกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องทะเบียนราษฎร์ที่มีการสวมสิทธิ์กันอย่างไม่ถูกต้อง วันนี้เราจะมาเจาะลึกสถานการณ์ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับ กทม. จัดการขบวนการสวมสิทธิ์สูติบัตร ‘ชัชชาติ’ ยกระดับมาตรการเข้ม สั่งหัวหน้าฝ่ายอนุมัติเองทุกเคสแม่ชาวต่างชาติ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงมาตรการใหม่ที่ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กำลังเร่งดำเนินการเพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้หมดไปครับ
กทม. จัดการขบวนการสวมสิทธิ์สูติบัตร ‘ชัชชาติ’ ยกระดับมาตรการเข้ม สั่งหัวหน้าฝ่ายอนุมัติเองทุกเคสแม่ชาวต่างชาติ
ปัญหาเรื่อง ‘พ่อทิพย์’ หรือชายไทยที่รับจ้างแจ้งชื่อเป็นบิดาให้กับเด็กที่เกิดจากมารดาชาวต่างชาติ ถือเป็นประเด็นที่สร้างความสูญเสียและกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์อย่างมาก ล่าสุดทาง กทม. ได้ร่วมมือกับกรมการปกครองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบจนพบหลักฐานชัดเจนถึง 24 ราย และมีการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปแล้วหนึ่งรายครับ
ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติได้เน้นย้ำว่า การทำงานตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้ทำเพียงแค่เขตเดียวแต่ทำทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเขตที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเอกชน การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการยกเครื่องระบบการทำงานครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมาพบว่าช่องว่างที่เกิดขึ้นมักมาจากการที่เจ้าหน้าที่บางรายมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการประสานงานเพียงลำพัง ทำให้ง่ายต่อการแทรกแซงและทุจริต
มาตรการใหม่เพื่อความโปร่งใส
เพื่อให้ กทม. จัดการขบวนการสวมสิทธิ์สูติบัตร ‘ชัชชาติ’ ยกระดับมาตรการเข้ม สั่งหัวหน้าฝ่ายอนุมัติเองทุกเคสแม่ชาวต่างชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กทม. จึงได้วางมาตรการที่รัดกุมขึ้น ดังนี้:
- ตรวจสอบประวัติบิดาเชิงลึก: มีการไล่เช็กประวัติย้อนหลังว่าชายไทยคนดังกล่าวมีการรับแจ้งบุตรกับมารดาหลายคนหรือไม่
- ยกระดับอำนาจอนุมัติ: ต่อไปนี้การแจ้งเกิดที่แม่เป็นชาวต่างชาติ จะต้องได้รับการตรวจสอบและเซ็นชื่อรับรองโดยหัวหน้าฝ่ายทะเบียน หรือระดับชำนาญการพิเศษเท่านั้น เพื่อป้องกันการตัดสินใจโดยบุคคลเดียว
- อายัดข้อมูลเพื่อตรวจสอบ: กรณีไหนที่น่าสงสัย ระบบจะทำการอายัดรายการทะเบียนไว้ก่อนทันทีเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อมูล และเปิดช่องทางการโต้แย้งตามกฎหมาย
ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมากที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีและระบบจัดการข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยแก้ไข แต่คือการปรับโครงสร้างเพื่อป้องกันไม่ให้ช่องโหว่กลายเป็นช่องทางหากินของกลุ่มมิจฉาชีพได้อีกต่อไป
ในอนาคต หากเราสามารถบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้แบบไร้รอยต่อ ปัญหาการสวมสิทธิ์เหล่านี้จะลดลงอย่างแน่นอน และสำหรับใครที่มีเบาะแสหรือพบเห็นความผิดปกติในลักษณะนี้ การแจ้งข้อมูลตรงกับทางสำนักงานเขตจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้เมืองของเราโปร่งใสมากขึ้นครับ เราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาเพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และทุกคนได้รับสิทธิอย่างถูกต้องตามความจริง
