ผู้เขียน: lalika69_admin

สถานทูตอิตาลีออกแถลงการณ์ขอโทษ ประณามนักท่องเที่ยววัยรุ่นประพฤติไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้า BTS

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นคลิปวิดีโอที่เป็นกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียกันไปแล้ว สำหรับกรณีกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่นชาวอิตาลีที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ส่งเสียงดังรบกวนผู้โดยสารท่านอื่นบนรถไฟฟ้า BTS จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการปฏิบัติตนขณะท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งล่าสุดทาง สถานทูตอิตาลีออกแถลงการณ์ขอโทษ ประณามนักท่องเที่ยววัยรุ่นประพฤติไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้า BTS อย่างเป็นทางการแล้วครับ

สถานทูตอิตาลีออกแถลงการณ์ขอโทษ ประณามนักท่องเที่ยววัยรุ่นประพฤติไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้า BTS อย่างจริงจัง

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล เมื่อพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยสามารถกลายเป็นกระแสที่ถูกจับตามองได้ทั่วโลก ทางสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง โดยระบุว่ากลุ่มเยาวชนดังกล่าวเป็นนักเรียนที่เดินทางมาในโครงการทัศนศึกษา ซึ่งการกระทำนี้ไม่สะท้อนถึงค่านิยมของชาวอิตาลีโดยรวม เพราะทางประเทศอิตาลีเองให้ความสำคัญกับความสุภาพและการเคารพผู้อื่นเช่นเดียวกับสังคมไทย

ก้าวต่อไปของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

จากเหตุการณ์ สถานทูตอิตาลีออกแถลงการณ์ขอโทษ ประณามนักท่องเที่ยววัยรุ่นประพฤติไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้า BTS ในครั้งนี้ เราได้เห็นมุมมองที่น่าสนใจหลายประการ:

  • การจัดการภาวะวิกฤต: การที่สถานทูตรวดเร็วในการออกแถลงการณ์ช่วยลดแรงปะทะทางสังคมได้เป็นอย่างดี
  • พลังของโซเชียลมีเดีย: คลิปวิดีโอคือดาบสองคมที่ทำให้เกิดการตรวจสอบสังคม แต่อย่าลืมว่าความเห็นอกเห็นใจกันยังเป็นสิ่งที่จำเป็น
  • มาตรฐานนักท่องเที่ยว: ในฐานะที่เราเป็นเจ้าบ้าน การตักเตือนด้วยความสุภาพจะช่วยรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ดีเอาไว้ได้

ส่วนตัวผมมองว่า เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคนครับ ไม่ว่าจะไปเยือนประเทศไหน การศึกษากฎระเบียบและมารยาทพื้นฐานในที่สาธารณะถือเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลย โดยเฉพาะในรถไฟฟ้าที่ถือเป็นพื้นที่ส่วนรวม การรักษาความสงบจึงเป็นมารยาทขั้นพื้นฐานที่ควรร่วมมือกันปฏิบัติ ในมุมมองของผม พลังของการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวคือเสน่ห์ที่ทำให้ชาวต่างชาติหลงรักประเทศไทย ดังนั้นเราทุกคนควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อรักษาวัฒนธรรมการท่องเที่ยวที่ดีเอาไว้ และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะช่วยเตือนใจให้นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ตระหนักถึงการกระทำของตนให้มากขึ้นครับ

ที่มา – สถานทูตอิตาลีออกแถลงการณ์ขอโทษ ประณามนักท่องเที่ยววัยรุ่นประพฤติไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้า BTS

อัยการคดีทุจริตฯ สั่งฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ คดีคลุมถุงดำบังคับรับสารภาพคดีฆ่าป้าบัวผัน ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว นัดสอบ 17 ส.ค.นี้

เชื่อว่าหลายคนยังคงจำข่าวสะเทือนขวัญกรณีของ ‘ลุงเปี๊ยก’ ที่ตกเป็นเหยื่อในคดีฆาตกรรมป้าบัวผันกันได้ดีนะครับ แต่วันนี้มีความคืบหน้าสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง เมื่ออัยการคดีทุจริตฯ สั่งฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ คดีคลุมถุงดำบังคับรับสารภาพคดีฆ่าป้าบัวผัน ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว นัดสอบ 17 ส.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

ย้อนกลับไปในช่วงที่เกิดเหตุการณ์อื้อฉาว คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เข้าตรวจสอบกรณีลุงเปี๊ยกถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ บังคับให้รับสารภาพในสิ่งที่ไม่ได้ทำ โดยวิธีการที่นำมาใช้ไม่เพียงแต่ผิดจริยธรรม แต่ยังผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นการคลุมถุงดำเพื่อทรมาน หรือการบีบบังคับด้วยอุณหภูมิที่หนาวเย็นจัด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามตัวโตๆ ถึงจริยธรรมและความโปร่งใสของตำรวจชุดดังกล่าว

อัยการคดีทุจริตฯ สั่งฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ คดีคลุมถุงดำบังคับรับสารภาพคดีฆ่าป้าบัวผัน ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว นัดสอบ 17 ส.ค.นี้

หลังจากที่ DSI ได้รวบรวมพยานหลักฐานจนแน่นหนา ล่าสุดทางอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 ได้นำตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องจำนวน 7 นาย ส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จังหวัดระยอง โดยมีการตั้งข้อหาหนักที่ครอบคลุมความผิดหลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ที่ถือเป็นกฎหมายฉบับสำคัญในการปกป้องสิทธิมนุษยชน

รายชื่อผู้ต้องหาที่ถูกสั่งฟ้อง

สำหรับตำรวจทั้ง 7 นายที่ต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • ร.ต.อ. พงศภัค พลแสน
  • พ.ต.ท. พิชิต วัฒโน
  • พ.ต.ท. นิติธร พิมพ์คำ
  • ร.ต.อ. พชร บุญอินราทากูร
  • ด.ต. ภิเศก พวงมาลีประดับ (ดาบเศก)
  • จ.ส.ต. ทวีศักดิ์ พูนสะสมทรัพย์
  • ส.ต.อ. ชัยศิริ สุรโฆษิต

แม้ว่าในชั้นนี้ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว แต่การที่ อัยการคดีทุจริตฯ สั่งฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ คดีคลุมถุงดำบังคับรับสารภาพคดีฆ่าป้าบัวผัน ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว นัดสอบ 17 ส.ค.นี้ ก็ได้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีใครเหนือกฎหมาย และการตรวจสอบการทำงานของรัฐเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญต่อไป

ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐว่าการใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย การพัฒนาเทคโนโลยีการสืบสวนและการนำระบบกล้องวงจรปิดมาใช้ในการบันทึกภาพการสอบสวนอย่างโปร่งใส จะเป็นสิ่งที่เราต้องผลักดันให้มากขึ้นในอนาคตเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก พวกเราในฐานะพลเมืองต้องร่วมกันเป็นกระบอกเสียงและติดตามตรวจสอบความคืบหน้ากันต่อไปครับว่า บทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับคุณลุงเปี๊ยกอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่

ที่มา – อัยการคดีทุจริตฯ สั่งฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ คดีคลุมถุงดำบังคับรับสารภาพคดีฆ่าป้าบัวผัน ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว นัดสอบ 17 ส.ค.นี้

ซาบีดาเยือนโซล ชมศิลปะไทยครั้งประวัติศาสตร์ จัดแสดงกว่า 200 รายการ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีเรื่องราวที่น่ายินดีและน่าภาคภูมิใจของวงการศิลปวัฒนธรรมไทยในเวทีโลกมาฝากกันครับ เมื่อคุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้นำคณะเดินทางไปไกลถึงกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเยี่ยมชมนิทรรศการครั้งสำคัญที่ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่เลยทีเดียว นั่นคือการจัดนิทรรศการพิเศษในหัวข้อ ซาบีดาเยือนโซล ชมศิลปะไทยครั้งประวัติศาสตร์ จัดแสดงกว่า 200 รายการ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีครับ

งานนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะเป็นการนำโบราณวัตถุและศิลปวัตถุชิ้นสำคัญของไทยกว่า 208 รายการ มาจัดแสดงให้ชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้สัมผัส โดยวัตถุเหล่านี้คัดสรรมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วเมืองไทยถึง 22 แห่ง เรียกได้ว่าเป็นการยกกรุสมบัติทางปัญญามาไว้ใจกลางกรุงโซลเพื่อให้คนทั่วโลกได้เห็นถึงความงดงามและประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของเราครับ

ซาบีดาเยือนโซล ชมศิลปะไทยครั้งประวัติศาสตร์ จัดแสดงกว่า 200 รายการ

ในระหว่างการเยี่ยมชมงาน ซาบีดาเยือนโซล ชมศิลปะไทยครั้งประวัติศาสตร์ จัดแสดงกว่า 200 รายการ ครั้งนี้ เราได้เห็นไฮไลต์สำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพสลักยมกปาฏิหาริย์ ศิลปะทวารวดี ที่แสดงถึงความศรัทธาในพุทธศาสนา รวมถึงใบเสมาและพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิต ความเชื่อ และงานช่างศิลป์ไทยที่วิจิตรบรรจงได้เป็นอย่างดี

ความร่วมมือระดับนโยบายสู่การสร้าง Soft Power ไทย

เบื้องหลังของงานนี้เกิดจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ครับ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการทูตทางวัฒนธรรม คุณซาบีดาได้หารือกับผู้บริหารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการบริหารจัดการและการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ซึ่งในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญ การนำศิลปะโบราณมาปรับมุมมองการนำเสนอให้น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องท้าทาย แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะทำได้อย่างยอดเยี่ยมจนตั้งเป้าผู้ชมไว้สูงถึง 100,000 คนเลยทีเดียว

สิ่งที่น่าสนใจคือนิทรรศการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่กรุงโซลเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งจะเดินทางไปจัดแสดงต่อที่วัดทงโดซาในช่วงปลายปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าศิลปะไทยยังมีพลังดึงดูดใจชาวต่างชาติได้เสมอ หากเรามีการบริหารจัดการที่ดีและการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

มุมมองทิ้งท้ายสำหรับผู้อ่าน: ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันผ่านดิจิทัล การจัดนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกเช่นนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้าง Soft Power ให้กับประเทศไทยครับ การที่เรากล้านำศิลปะชั้นสูงมาเล่าเรื่องใหม่ให้คนต่างชาติเข้าใจ คือการลงทุนที่คุ้มค่าและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาว หากใครที่มีโอกาสได้เดินทางไปเกาหลีในช่วงนี้ อย่าลืมแวะไปชมความภาคภูมิใจของคนไทยที่นั่นกันนะครับ เพราะนี่คือโอกาสที่จะได้เห็นสมบัติชาติในบรรยากาศระดับสากล ไม่แน่ว่านิทรรศการนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการแลกเปลี่ยนศิลปะในรูปแบบใหม่ๆ อีกมากมายในอนาคตครับ

ที่มา – ซาบีดาเยือนโซล ตรวจนิทรรศการศิลปะไทยครั้งประวัติศาสตร์ นำโบราณวัตถุกว่า 200 รายการจัดแสดง ตั้งเป้าผู้ชม 1 แสนคน

ทีมเพื่อนธรณ์เตือนรับมือ “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ” และ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทวีทุกปัญหาให้รุนแรงขึ้น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาคุยเรื่องใกล้ตัวที่บอกเลยว่า “ไม่ธรรมดา” แน่นอนครับ เพราะสถานการณ์สิ่งแวดล้อมบ้านเรากำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤต เมื่อทีมเพื่อนธรณ์ นำโดยนักวิชาการชั้นนำออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยถึงปรากฏการณ์ ทีมเพื่อนธรณ์เตือนรับมือ “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ” และ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทวีทุกปัญหาให้รุนแรงขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภัยพิบัติที่พร้อมจะกระทบชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทีมเพื่อนธรณ์เตือนรับมือ “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ” และ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทวีทุกปัญหาให้รุนแรงขึ้น

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘เอลนีโญ’ แต่รอบนี้ระดับความรุนแรงถูกยกระดับสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ครับ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้วิเคราะห์ไว้ชัดเจนเลยว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่พุ่งสูงขึ้นกว่าปกติจะทำให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างรุนแรง ฝนที่เคยตกตามฤดูกาลจะสั้นลง และความร้อนจะสะสมจนดัชนีความร้อนอาจแตะ 50 องศาเซลเซียส นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของมหันตภัยทวีคูณที่พวกเราต้องเตรียมตัวรับมือ

ผลกระทบที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

เมื่อเราพูดถึงการที่ ทีมเพื่อนธรณ์เตือนรับมือ “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ” และ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทวีทุกปัญหาให้รุนแรงขึ้น สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือปรากฏการณ์โดมิโน เริ่มจากภัยแล้งที่ทำให้ดินแห้ง ขาดแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีให้เกิดไฟป่า และเมื่อบวกกับภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะในภาคเหนือ ฝุ่น PM 2.5 จึงถูกกักขังและสะสมจนกลายเป็นวิกฤตสุขภาพที่หนักหนาสาหัสกว่าปีไหนๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาที่จะแยกส่วนกันได้ แต่ต้องอาศัยการมองภาพรวมแบบบูรณาการครับ

ในฝั่งของภาคเกษตรกรรม เราได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จจากโครงการของสิงห์อาสาที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น การสร้างแหล่งน้ำชุมชนและการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นโมเดลที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อลดการพึ่งพาสภาพอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และหันมาบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาดแทน

ก้าวต่อไปที่พวกเราทำได้

ผมมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ตระหนัก’ แต่อย่า ‘ตระหนก’ ครับ การรับมือกับปัญหาซูเปอร์เอลนีโญไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องขยับตัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นการลดการเผาในที่โล่ง การปลูกต้นไม้ช่วยกรองฝุ่น หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่มันช่วยลดโอกาสเสี่ยงของวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ดีกว่าการรอแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ เทรนด์การใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น แอปพลิเคชัน FireD หรือการใช้โดรนช่วยบริหารจัดการน้ำ กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญมาก ซึ่งผมแนะนำให้เพื่อนๆ คอยติดตามข่าวสารและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น แล้วเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปพร้อมกันครับ

ที่มา – ทีมเพื่อนธรณ์เตือนรับมือ “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ” และ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทวีทุกปัญหาให้รุนแรงขึ้น

ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัส ‘สามล้อถีบเชียงใหม่’ ชมเสน่ห์เมืองเก่า มรดกท้องถิ่นที่เหลือไม่ถึง 50 คัน

หากพูดถึงเชียงใหม่ ภาพจำของหลายคนคงหนีไม่พ้นคาเฟ่ชิคๆ หรือบรรยากาศการท่องเที่ยวสมัยใหม่ แต่รู้ไหมครับว่าท่ามกลางความเจริญที่เติบโตขึ้น ยังมีกลิ่นอายของอดีตที่ค่อยๆ เลือนหายไปรอให้เราไปสัมผัสอยู่นั่นคือ สามล้อถีบเชียงใหม่ ยานพาหนะคลาสสิกที่เป็นดั่งลมหายใจของเมืองเก่า ที่วันนี้เหลือจำนวนไม่ถึง 50 คันแล้วครับ

สัมผัสบรรยากาศย้อนยุคด้วย สามล้อถีบเชียงใหม่ ชมเสน่ห์เมืองเก่า

การได้นั่งบนเบาะหลังสามล้อถีบที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านประตูท่าแพไปตามเส้นทางรอบคูเมือง เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากแอปฯ เรียกรถสุดล้ำในปัจจุบัน ความเงียบสงบที่เคล้าไปกับเสียงกริ่งเบาๆ และลมเย็นๆ ในแต่ละจังหวะการปั่น ทำให้เรามองเห็นรายละเอียดของตึกเก่าและวิถีชีวิตคนเชียงใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นี่คือเสน่ห์ของการเดินทางแบบสโลว์ไลฟ์ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากยุโรปอย่างเบลเยียมหรือเนเธอร์แลนด์ต่างหลงรัก

ทำไมสามล้อถึงกลายเป็น ‘มรดกที่หายาก’?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมรถสามล้อถึงเหลืออยู่น้อยมาก คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่สะท้อนภาพสังคมได้ชัดเจนครับ:

  • การเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์: ผู้คนหันไปพึ่งพารถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่รวดเร็วมากกว่า
  • การสืบทอดอาชีพ: คนรุ่นใหม่มองหาอาชีพทางเลือกอื่น ทำให้ไม่มีทายาทมาสานต่อมรดกทางวัฒนธรรมนี้
  • ความเหนื่อยยากของอาชีพ: งานถีบสามล้อเป็นงานใช้แรงที่หนักหน่วงในภาวะอากาศที่ร้อนอบอ้าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าชื่นใจคือเรายังเห็นคนขับรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยเพียง 16 ปี เข้ามาช่วยประกอบอาชีพนี้อยู่บ้าง ซึ่งปัจจุบันโมเดลการหารายได้เปลี่ยนจากการรับส่งคนในพื้นที่ไปเป็นการพานักท่องเที่ยวชมเมือง เพื่อให้สามล้อถีบเชียงใหม่ยังคงมีบทบาทในเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมต่อไป

เมื่อลองมองในมุมของนักท่องเที่ยว การนั่งสามล้อถีบไม่ได้เป็นเพียงการชมเมือง แต่เป็นการสนับสนุน ‘ลมหายใจ’ ของคนตัวเล็กๆ ที่กำลังรักษาเอกลักษณ์ของเชียงใหม่ หากเราปล่อยให้มรดกนี้หายไป วันหนึ่งเมื่อเรากลับมาเยือนเชียงใหม่ เราคงเสียดายไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสเครื่องยนต์แห่งความทรงจำนี้อีกแล้ว

มุมมองและบทสรุป: ร่วมรักษาเสน่ห์เมืองเก่า

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แทบทุกอย่าง การอนุรักษ์สิ่งที่จับต้องได้และมีชีวิตชีวาแบบสามล้อถีบถือเป็นเรื่องสำคัญ การผลักดันให้กิจกรรมนี้น่าสนใจขึ้น เช่น การทำเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ หรือการบอกเล่าเรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ สามล้อถีบเชียงใหม่ อยู่รอดได้มากกว่าเป็นเพียงพาหนะ แต่เป็น ‘ความคลาสสิก’ ที่ทรงคุณค่า

สำหรับทริปเชียงใหม่ครั้งหน้า ผมอยากชวนทุกคนลองสละเวลาสักหนึ่งชั่วโมง ไปอุดหนุนพี่ๆ คนขับสามล้อดูนะครับ นอกจากจะได้ภาพสวยๆ กลับไปโพสต์ลงโซเชียลแล้ว คุณยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการต่อลมหายใจให้มรดกท้องถิ่นชิ้นสุดท้ายของเมืองนี้ด้วยครับ

ที่มา – ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัส ‘สามล้อถีบเชียงใหม่’ ชมเสน่ห์เมืองเก่า มรดกท้องถิ่นที่เหลือไม่ถึง 50 คัน

เมื่อ ‘อารมณ์’ คือสมรภูมิใหม่ของแบรนด์: สรุปประเด็นสำคัญจากงาน ‘OM Forward: Emotion Arena 2026’

ในยุคที่ข้อมูลการตลาดมหาศาลอยู่แค่ปลายนิ้ว นักการตลาดหลายคนอาจกำลังตั้งคำถามว่า ทำไมโฆษณาที่ยิงไปตรงกลุ่มเป้าหมายเหมือนจะแม่นยำ แต่ยอดขายกลับไม่ขยับ? คำตอบอาจไม่ใช่เรื่องของสถิติ แต่เป็นเรื่องของ ‘ความรู้สึก’ ที่เราอาจมองข้ามไปครับ งาน เมื่อ ‘อารมณ์’ คือสมรภูมิใหม่ของแบรนด์: สรุปประเด็นสำคัญจากงาน ‘OM Forward: Emotion Arena 2026’ คือคำตอบที่น่าสนใจที่สุดของปีนี้

เมื่อ ‘อารมณ์’ คือสมรภูมิใหม่ของแบรนด์: สรุปประเด็นสำคัญจากงาน ‘OM Forward: Emotion Arena 2026’

ภายในงาน OM Forward 2026 ที่ผ่านมา ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเข้มข้นของการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็น Omnicom Media, TikTok, Canva และอีกมากมาย จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่แบรนด์ไม่ได้มองผู้บริโภคเป็นแค่ตัวเลข แต่ต้องมองว่าเป็นมนุษย์ที่มี ‘สภาวะอารมณ์’ ผันผวนตลอดเวลา

การทำความเข้าใจ Emotion-fit ในการสื่อสาร

หัวใจสำคัญที่ถูกพูดถึงคือแนวคิด Emotion-fit ที่แบรนด์ต้องเลิกยึดติดกับการเป็นแค่แบรนด์ที่คน ‘จำได้’ (Mental Availability) แต่ต้องขยับไปสู่แบรนด์ที่คน ‘อยากเลือก’ ในจังหวะที่อารมณ์เอื้ออำนวย (Mood fit) ข้อมูลจาก Omnicom Media Thailand ร่วมกับ Dynata ระบุชัดเจนว่าผู้บริโภคกว่า 60% พร้อมเปลี่ยนใจเลือกแบรนด์ใหม่ได้ทันที หากแบรนด์นั้นสื่อสารได้ถูกจังหวะอารมณ์ของเขาพอดี

นอกจากนี้ อารมณ์ยังเปรียบเสมือน ‘คันเร่ง’ และ ‘ตัวเบรก’ ในการตัดสินใจซื้อ หากแบรนด์ทำให้ลูกค้าสับสนหรือเครียดในช่องทางออนไลน์ ประสบการณ์นั้นจะกลายเป็นตัวเบรกทันที แบรนด์ที่ชนะจึงไม่ใช่แบรนด์ที่เสียงดังที่สุด แต่เป็นแบรนด์ที่ช่วยคลี่คลายปัญหาและเติมเต็มความรู้สึกของผู้คนได้แม่นยำ

ในมุมของการทำคอนเทนต์ เมื่อ ‘อารมณ์’ คือสมรภูมิใหม่ของแบรนด์: สรุปประเด็นสำคัญจากงาน ‘OM Forward: Emotion Arena 2026’ ยังชี้ให้เห็นว่า คอนเทนต์ต้องมี ‘หน้าที่’ ที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่ต้องตอบโจทย์ว่าจะเข้ามาลดความกลัว สร้างแรงบันดาลใจ หรือทำให้ชีวิตง่ายขึ้นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัย ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ (Empathy) เป็นตัวตั้งต้น

มุมมองทิ้งท้ายและบทสรุป:

ผมมองว่าการปรับตัวครั้งนี้คือการก้าวกระโดดจาก Marketing แบบเดิมๆ ไปสู่ยุคของ Return on Emotion (ROE) ไม่ใช่แค่ดูยอด ROI หรือกำไร แต่ต้องวัดผลความผูกพันที่แบรนด์สร้างขึ้นด้วย เทรนด์ในอนาคตคือการผสมผสานระหว่าง Data ที่แม่นยำ และความเข้าใจในจิตวิทยาของมนุษย์ ใครที่เรียนรู้ที่จะอ่านอารมณ์ของผู้บริโภคได้เร็วและไว จะกลายเป็นผู้นำในตลาดอย่างแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ หากอยากเริ่มชนะใจลูกค้า อย่าลืมถามตัวเองก่อนทำแคมเปญว่า คอนเทนต์ของคุณให้ ‘หน้าที่’ อะไรกับความรู้สึกของลูกค้าในวันนี้?

ที่มา – เมื่อ ‘อารมณ์’ คือสมรภูมิใหม่ของแบรนด์: สรุปประเด็นสำคัญจากงาน ‘OM Forward: Emotion Arena 2026’ [PR NEWS]

หน่วย ฉก. นราธิวาส ยกระดับใช้อำนาจ ‘กฎอัยการศึก’ ปิดล้อม-ตรวจค้น ใช้อาวุธได้ทันทีหากเป็นอันตรายกับกำลังพล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์สำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กันสักนิดนะครับ เชื่อว่าหลายคนอาจจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการประกาศใช้มาตรการเข้มข้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งล่าสุดทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสได้ออกคำสั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยสาระสำคัญคือ หน่วย ฉก. นราธิวาส ยกระดับใช้อำนาจ ‘กฎอัยการศึก’ ปิดล้อม-ตรวจค้น ใช้อาวุธได้ทันทีหากเป็นอันตรายกับกำลังพล เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเข้าใจสถานการณ์ภาพรวม วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจกันครับ

หน่วย ฉก. นราธิวาส ยกระดับใช้อำนาจ ‘กฎอัยการศึก’ ปิดล้อม-ตรวจค้น ใช้อาวุธได้ทันทีหากเป็นอันตรายกับกำลังพล

คำสั่งฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ในหลายมาตราสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาความปลอดภัย สิ่งที่ประชาชนควรทราบคือมาตรการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางกฎหมาย แต่เป็นการ “ยกระดับ” การปฏิบัติงานให้มีความเข้มข้นขึ้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสครับ

ความเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติที่น่าสนใจ

เมื่อเจ้าหน้าที่ตัดสินใจว่า หน่วย ฉก. นราธิวาส ยกระดับใช้อำนาจ ‘กฎอัยการศึก’ ปิดล้อม-ตรวจค้น ใช้อาวุธได้ทันทีหากเป็นอันตรายกับกำลังพล แล้วนั้น สิ่งที่ตามมาคือความคล่องตัวในการปฏิบัติงานครับ โดยเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่สำคัญๆ ดังนี้:

  • การตั้งด่านและตรวจค้น: เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการตั้งจุดตรวจบนเส้นทางสาธารณะ ตรวจค้นยานพาหนะต้องสงสัย รวมถึงการเข้าค้นเคหสถานหากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าซุกซ่อนผู้ต้องสงสัยหรือสิ่งผิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับความไม่สงบ
  • การจับกุมและกักตัว: มีอำนาจตามกฎหมายในการควบคุมตัวผู้ที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัย เพื่อนำตัวไปเข้าสู่กระบวนการซักถามและดำเนินคดี
  • กฎการใช้กำลัง: นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดภายใต้คำสั่งนี้ คือการยึดตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน หากเจ้าหน้าที่เผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุและพบพฤติการณ์ที่เสี่ยงต่อชีวิตของกำลังพล เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์ใช้อาวุธเพื่อป้องกันตนเองได้ทันที

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ ผมมองว่านี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากภาครัฐ เพื่อต้องการกระชับพื้นที่และลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ การยกระดับมาตรการทางกฎหมายเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงยังคงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่าง “ความเข้มงวด” กับ “ความเข้าใจ” ของประชาชนในพื้นที่ เพราะการสร้างความร่วมมือจากคนในชุมชนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาความไม่สงบในระยะยาว

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยู่ในพื้นที่ หรือต้องเดินทางผ่านจังหวัดนราธิวาสในช่วงนี้ แนะนำให้เผื่อเวลาในการเดินทาง และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เมื่อผ่านจุดตรวจต่างๆ เพื่อความสะดวกของตัวท่านเองครับ และหากท่านเห็นสิ่งผิดปกติหรือพฤติกรรมที่น่าสงสัย การแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยกันดูแลบ้านเมืองของเราให้กลับมาสงบสุขโดยเร็วที่สุด

ติดตามสถานการณ์กันต่อไปครับ หวังว่ามาตรการนี้จะนำมาซึ่งความปลอดภัยและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่นราธิวาสครับ

ที่มา – หน่วย ฉก. นราธิวาส ยกระดับใช้อำนาจ ‘กฎอัยการศึก’ ปิดล้อม-ตรวจค้น ใช้อาวุธได้ทันทีหากเป็นอันตรายกับกำลังพล

ครบรอบ 1 ปีปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบการค้าชายแดนแสนล้าน เวียดนามและจีนส่อครองตลาดแทนสินค้าไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมอยากชวนทุกคนมาอัปเดตสถานการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก นั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังผ่านพ้น ครบรอบ 1 ปีปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบการค้าชายแดนแสนล้าน เวียดนามและจีนส่อครองตลาดแทนสินค้าไทย ซึ่งจนถึงตอนนี้เรายังคงเห็นภาพความซบเซาที่น่ากังวลใจ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสระแก้วที่เป็นหัวใจหลักของการค้าขายระหว่างสองประเทศครับ

หากลองย้อนกลับไปดูตัวเลขก่อนช่วง 24 กรกฎาคม 2568 เราจะพบว่าสระแก้วเคยสร้างมูลค่าการค้ามหาศาลเดือนละหมื่นล้านบาท แต่ในวันนี้ตัวเลขกลับกลายเป็นศูนย์อย่างน่าใจหาย การปิดด่านไม่ได้ส่งผลแค่ตัวเลขการส่งออกที่หายไป 60,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิกฤตที่ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับภาระหนี้สินจากการที่ถูกกีดกันทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น การที่จีนและเวียดนามเริ่มเข้ามาจองพื้นที่ทำตลาดแทนที่สินค้าไทย ยิ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัวว่า เราอาจจะเสียส่วนแบ่งทางการตลาดนี้ไปแบบกู่ไม่กลับเลยทีเดียวครับ

เจาะลึกภาวะวิกฤต ครบรอบ 1 ปีปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบการค้าชายแดนแสนล้าน เวียดนามและจีนส่อครองตลาดแทนสินค้าไทย

สถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยต้องเจอกับทางตันในการส่งออกสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการพยายามอ้อมไปทาง สปป.ลาว แต่ก็ยังถูกมาตรการกีดกันการนำเข้าทางบกขัดขวางไว้อีก ซึ่งเรื่องนี้ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ อย่างคุณรังสิมันต์ โรม ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลและเห็นถึงความเดือดร้อนที่ไปไกลถึงระดับการกระทบกระทั่งทางวัฒนธรรมและความรู้สึก ไม่ใช่แค่เรื่องเงินๆ ทองๆ เท่านั้น

ทำไมสถานการณ์นี้ถึงน่าเป็นห่วงในระยะยาว?

  • วิกฤตแรงงาน: แรงงานกัมพูชาจำนวนกว่า 5 แสนคนกำลังจะหมดวาระสัญญาจ้าง หากไม่มีการต่ออายุหรือผ่อนปรน ธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานเหล่านี้จะขาดสภาพคล่องทันที
  • อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่หายไป: โรงแรมและธุรกิจในสระแก้วขาดรายได้เกือบ 100% มาตลอด 1 ปีเต็ม
  • ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่เปลี่ยนไป: จีนและเวียดนามกำลังชิงจังหวะนี้ขยายฐานการตลาดอย่างรวดเร็ว ทำให้อนาคตสินค้าไทยอาจไม่เป็นตัวเลือกหลักอีกต่อไป

บทเรียนและทางออกสำหรับอนาคต

ถามว่าเราควรทำอย่างไร? ผมมองว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะรอคอยเพียงอย่างเดียว รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการเจรจาระหว่างประเทศให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น การช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยมาตรการพักชำระหนี้หรือการลดหย่อนภาษีอาจเป็นเพียงการบรรเทาชั่วคราว แต่การแก้ปัญหาที่รากเหง้าคือการสร้างความสัมพันธ์และกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม นี่คือสัญญาณอันตรายที่เตือนให้ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัว มองหาตลาดใหม่ที่หลากหลายกว่าเดิม และไม่พึ่งพาเส้นทางทางการค้าเส้นทางเดียวจนกลายเป็นจุดอ่อน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าภาครัฐจะหาทางออกให้ผู้ประกอบการชายแดนได้อย่างไร เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ ครบรอบ 1 ปีปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบการค้าชายแดนแสนล้าน เวียดนามและจีนส่อครองตลาดแทนสินค้าไทย ยืดเยื้อไปอีก 1-2 ปี มั่นใจได้เลยว่าเราจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ครบรอบ 1 ปีปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบการค้าชายแดนแสนล้าน เวียดนามและจีนส่อครองตลาดแทนสินค้าไทย

สถาบันพระปกเกล้า นำผู้บริหาร TopForm รุ่น 1 ถกยุทธศาสตร์พัฒนาลำพูน ชูนวัตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมยั่งยืน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวความสำเร็จในการพัฒนาจังหวัดต่างๆ ของไทย แต่ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก เมื่อสถาบันพระปกเกล้า นำผู้บริหาร TopForm รุ่น 1 ถกยุทธศาสตร์พัฒนาลำพูน ชูนวัตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมยั่งยืน โดยการลงพื้นที่จริงเพื่อถอดบทเรียนการบริหารจัดการเมืองในยุคเปลี่ยนผ่าน

สถาบันพระปกเกล้า นำผู้บริหาร TopForm รุ่น 1 ถกยุทธศาสตร์พัฒนาลำพูน ชูนวัตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมยั่งยืน

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา คุณอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้นำคณะนักศึกษาหลักสูตร ‘TopForm รุ่นที่ 1’ กว่า 84 คน ลงพื้นที่จังหวัดลำพูน เพื่อเรียนรู้กลไกการพัฒนาเมืองแบบเจาะลึก โดยเน้นหัวใจสำคัญคือการดึงจุดเด่นทางวัฒนธรรมมาผสานกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อให้เกิดการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนอย่างแท้จริง

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการรับฟังวิสัยทัศน์จากผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ภายใต้แนวคิด ‘เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด บนความพอเพียง’ ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงคำสวยหรู แต่เป็นการลงมือทำจริง ทั้งการยกระดับหัตถอุตสาหกรรมและเกษตรอัตลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผ่านมุมมองของผู้นำรุ่นใหม่ที่ต้องทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งรัฐ ท้องถิ่น และเอกชน

ต่อยอดต้นทุนวัฒนธรรมผ่านมุมมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ช่วงบ่ายที่คณะได้เดินทางไปยังสถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย เพื่อเจาะลึกถึงแนวคิด ‘ลำพูนละเมียด’ ซึ่งเป็นการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ถูกละเลยมาปัดฝุ่นใหม่ให้มีความร่วมสมัย และสถาบันพระปกเกล้า นำผู้บริหาร TopForm รุ่น 1 ถกยุทธศาสตร์พัฒนาลำพูน ชูนวัตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมยั่งยืน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่อย่างนายก อบจ. ลำพูน และตัวแทนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) มาร่วมถอดบทเรียนว่าทำอย่างไรให้ ‘รากเหง้า’ กลายเป็น ‘มูลค่า’ ทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

จากการสังเกตการณ์ในศูนย์เรียนรู้โคมล้านนาและผ้าทอ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าการอนุรักษ์ไม่ใช่การเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่คือการทำให้ธุรกิจวัฒนธรรมมีชีวิตและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นทางรอดที่สำคัญของจังหวัดในยุคปัจจุบัน

มุมมองทิ้งท้ายและเทรนด์ในอนาคต:

การถอดบทเรียนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ‘การพัฒนาที่เป็นจุดเกาะเกี่ยว’ ระหว่างคนรุ่นใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่นคือความหวังใหม่ของประเทศไทย การใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเมืองจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากเราสามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ากับทุนทางวัฒนธรรมได้อย่างแนบเนียน เทรนด์การท่องเที่ยวและการบริโภคสินค้าเชิงอัตลักษณ์จะกลายเป็นขุมทรัพย์ใบใหม่ของชุมชนอย่างแน่นอน

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่สนใจเรื่องการพัฒนาองค์กรหรือการบริหารเมือง การนำแนวคิดแบบผู้บริหารรุ่นใหม่จากหลักสูตร TopForm มาปรับใช้กับการทำงานในสายงานของคุณ จะช่วยเปลี่ยนวิธีคิดและทำให้เรามองเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่ซ่อนอยู่ในความธรรมดาของสิ่งรอบตัวครับ

ที่มา – สถาบันพระปกเกล้า นำผู้บริหาร TopForm รุ่น 1 ถกยุทธศาสตร์พัฒนาลำพูน ชูนวัตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมยั่งยืน