ผู้เขียน: lalika69_admin

รมว.แรงงานหารือทูต EU โชว์ตัวเลขแก้ปัญหากลุ่มเรือผิดกฎหมาย IUU จาก 544 เหลือ 7 ลำ มุ่งยกระดับสิทธิแรงงานประมงสู่สากล

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวดีและความคืบหน้าสำคัญในแวดวงแรงงานและอุตสาหกรรมประมงไทยมาอัปเดตกันครับ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้เข้าหารือกับเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการจัดการปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ IUU Fishing ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลกเลยทีเดียวครับ

รมว.แรงงานหารือทูต EU โชว์ตัวเลขแก้ปัญหากลุ่มเรือผิดกฎหมาย IUU จาก 544 เหลือ 7 ลำ มุ่งยกระดับสิทธิแรงงานประมงสู่สากล

ประเด็นหลักที่น่าสนใจมากในครั้งนี้ คือตัวเลขที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมครับ จากการรายงานของกระทรวงแรงงาน พบว่าตัวเลขของเรือประมงที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายลดลงอย่างมหาศาล จากเดิมในปี 2561 ที่มีเรือกลุ่มนี้อยู่ถึง 544 ลำ ปัจจุบันลดเหลือเพียง 7 ลำเท่านั้นครับ ซึ่งนี่คือผลลัพธ์จากการทำงานอย่างหนักของศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) และทีมสหวิชาชีพที่ลงพื้นที่ตรวจเข้มทั้ง 21 จังหวัดชายทะเล

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?

  • สิทธิมนุษยชน: การจัดการปัญหา IUU Fishing ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือการคุ้มครองชีวิตและศักดิ์ศรีของแรงงานประมงทุกคน
  • มาตรฐานสากล: การมีล่ามภาษาต่างๆ เช่น เมียนมา กัมพูชา และอังกฤษ ช่วยให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส
  • ความร่วมมือระดับโลก: ไทยกำลังพัฒนามาตรฐานการทำงานให้สอดคล้องกับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188 เพื่อเป็นต้นแบบในระดับสากล

กระทรวงแรงงานไม่ได้มองว่าการที่ไทยเคยถูกปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรปจะเป็นจุดสิ้นสุดครับ แต่กลับมองว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยมีการใช้เทคโนโลยีอย่างระบบ A-LAT (Anti-Labour Trafficking) เข้ามาช่วยบริหารจัดการคดี เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการละเมิดสิทธิหรือการบังคับใช้แรงงานเกิดขึ้นอีก

นอกจากนี้ ไทยยังเดินหน้าขับเคลื่อนอนุสัญญา ILO ฉบับอื่นๆ เช่น ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในการทำงาน เพื่อให้แรงงานไทยมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมั่นคง นี่คือความก้าวหน้าที่น่าชื่นชมของภาครัฐ ที่แสดงให้เห็นว่าเรากำลังเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมประมงที่มีมาตรฐานระดับโลกอย่างแท้จริงครับ

ในฐานะที่เราเป็นผู้ติดตามข่าวสาร บอกเลยว่าเทรนด์ในอนาคตคือ “ความยั่งยืน” ครับ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรือประมง หากเราไม่ปรับตัวตามมาตรฐานสากล ก็ยากที่จะแข่งขันได้ ดังนั้นการที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการยกระดับกฎหมายแรงงาน และ รมว.แรงงานหารือทูต EU โชว์ตัวเลขแก้ปัญหากลุ่มเรือผิดกฎหมาย IUU จาก 544 เหลือ 7 ลำ มุ่งยกระดับสิทธิแรงงานประมงสู่สากล คือเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมที่จะเติบโตไปกับเวทีโลกอย่างยั่งยืนครับ

หากคุณสนใจประเด็นความปลอดภัยของแรงงานหรือมาตรฐานใหม่ๆ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากกระทรวงแรงงานอย่างต่อเนื่องนะครับ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของอนาคตแรงงานไทยที่กำลังถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกครับ

ที่มา – รมว.แรงงานหารือทูต EU โชว์ตัวเลขแก้ปัญหากลุ่มเรือผิดกฎหมาย IUU จาก 544 เหลือ 7 ลำ มุ่งยกระดับสิทธิแรงงานประมงสู่สากล

ชัชชาติ เตรียมโอน ‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ คืนรัฐบาล เพื่ออนาคตคนกรุงที่ดีกว่า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการคมนาคมของกรุงเทพฯ มาฝากกันครับ เชื่อว่าหลายคนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับปัญหาและภาระหนี้สินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวกันมาบ้าง ล่าสุดคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ซึ่งก็คือการเดินหน้าตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ ชัชชาติ เตรียมโอน ‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ คืนรัฐบาล เพื่อหวังจะนำระบบตั๋วร่วมมาใช้และบริหารจัดการอัตราค่าโดยสารให้เป็นเอกภาพมากขึ้นครับ

ทำไม ชัชชาติ เตรียมโอน ‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ คืนรัฐบาล ถึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม กทม. ถึงต้องยอมโอนโครงการกลับคืนรัฐบาล? คำตอบก็คือเรื่องของ “งบประมาณ” ครับ การดูแลรถไฟฟ้าสายสีเขียวสร้างภาระทางการเงินที่หนักอึ้งให้กับ กทม. อย่างมาก ซึ่งหากเราสามารถปลดแอกหนี้ก้อนนี้ออกไปได้ กทม. ก็จะมีเงินเหลือไปพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวกรุงในด้านอื่นๆ เช่น การปรับปรุงทางเท้า การจัดการขยะ หรือแม้แต่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งถือเป็นความคาดหวังที่น่าสนใจทีเดียวครับ

ผลกระทบต่อผู้ใช้บริการและอนาคตของระบบขนส่ง

ในส่วนของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS นั้น คุณชัชชาติประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงผู้คู่สัญญาจาก กทม. มาเป็นรัฐบาลกลาง ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินรถ เพราะเงื่อนไขในสัญญายังคงเดิม สิ่งที่ต้องโฟกัสจริงๆ คือการประเมินมูลค่าทางบัญชีและการเจรจาชดเชยที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย นอกจากนี้ การโอนโครงการยังเป็นก้าวสำคัญสู่การใช้ “ตั๋วร่วม” ที่จะทำให้การเดินทางของพวกเราสะดวกขึ้น ไม่ต้องควักบัตรหลายใบให้วุ่นวายอีกต่อไป

  • การประเมินมูลค่าที่แม่นยำ: ต้องคิดคำนวณมูลค่าโครงการรวมถึงค่ารถไฟฟ้าและค่าดำเนินการจนสิ้นสุดสัมปทานในปี 2572
  • ความโปร่งใสผ่านสภา กทม.: ทุกขั้นตอนต้องผ่านความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานครเพื่อให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย
  • เป้าหมายตั๋วร่วม: เพื่อให้ประชาชนสามารถเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนได้อย่างไร้รอยต่อในอนาคต

แม้ว่าการโอนโครงการครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจที่ใหญ่ แต่ผมมองว่าเป็นทิศทางที่น่าสนใจสำหรับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เพราะเมื่อรัฐบาลกลางเข้ามาดูแลภาพรวม เราอาจได้เห็นนโยบายราคาค่าโดยสารที่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์มากขึ้น และที่สำคัญคือการที่ กทม. จะมีงบประมาณไปทำเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็นได้มากกว่าเดิมครับ

ในมุมมองของผม การที่ ชัชชาติ เตรียมโอน ‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ คืนรัฐบาล ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้หนี้ แต่คือการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเมืองให้มีความทันสมัยและเป็นเอกภาพมากขึ้น ถือเป็นเทรนด์การบริหารภาครัฐที่น่าจับตามองว่าเราจะได้เห็นระบบขนส่งที่ “คุ้มค่าและทั่วถึง” สำหรับคนเมืองจริงๆ หรือไม่ เราคงต้องคอยติดตามการเจรจาระหว่าง กทม. กับรัฐบาลกันต่อไปครับว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร

ที่มา – ชัชชาติ เตรียมโอน ‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ คืนรัฐบาล รับลูกนโยบายตั๋วร่วม หวังปลดแอกหนี้-ดึงงบพัฒนากรุง

ภาคประชาชนยื่นแถลงการณ์ถึง ‘มิน อ่อง หล่าย’ หน้ากงสุลเมียนมา เชียงใหม่ เรียกร้องหยุดทำลาย-ร่วมปกป้องลุ่มน้ำข้ามพรมแดน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้างกันหน่อยครับ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดการเคลื่อนไหวสำคัญที่หน้าสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีกลุ่มภาคประชาชนและนักกิจกรรมรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ภายใต้ประเด็น ภาคประชาชนยื่นแถลงการณ์ถึง ‘มิน อ่อง หล่าย’ หน้ากงสุลเมียนมา เชียงใหม่ เรียกร้องหยุดทำลาย-ร่วมปกป้องลุ่มน้ำข้ามพรมแดน อย่างเข้มข้นเลยทีเดียวครับ

ภาคประชาชนยื่นแถลงการณ์ถึง ‘มิน อ่อง หล่าย’ หน้ากงสุลเมียนมา เชียงใหม่ เรียกร้องหยุดทำลาย-ร่วมปกป้องลุ่มน้ำข้ามพรมแดน

บรรยากาศหน้ากงสุลฯ ในวันนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตัว กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนขบวนมาจากวัดสันติธรรมพร้อมกับอุปกรณ์เชิงสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายได้ชัดเจนมาก พวกเขาใช้ขวดน้ำที่ระบุว่าเป็นน้ำปนเปื้อนจากแม่น้ำสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง มาประกอบการแสดง โดยมีการสมมติบทบาทเป็น พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย และรัฐมนตรีไทย เพื่อสื่อถึงการผลักภาระความรับผิดชอบในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังถูกทำลาย

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะแม่น้ำเหล่านี้ไม่ใช่แค่สายน้ำ แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของชุมชนทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน การที่ภาคประชาชนต้องรวมตัวกันเพื่อ ภาคประชาชนยื่นแถลงการณ์ถึง ‘มิน อ่อง หล่าย’ หน้ากงสุลเมียนมา เชียงใหม่ เรียกร้องหยุดทำลาย-ร่วมปกป้องลุ่มน้ำข้ามพรมแดน ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการปนเปื้อนและระบบนิเวศล่มสลายนั้นรอไม่ได้แล้วครับ

ทำไมเราต้องหันมาใส่ใจเรื่องลุ่มน้ำข้ามพรมแดน?

หากเรามองในมุมมองของนักอนุรักษ์หรือแม้แต่คนทั่วไปที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำกระบุรี หรือแม่น้ำโขง ไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ ‘ธรรมชาติ’ ที่ไร้พรมแดน ผลกระทบจากการพัฒนาที่ขาดความยั่งยืนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่

  • ผลกระทบต่อระบบนิเวศ: สัตว์น้ำและพืชพันธุ์ได้รับสารพิษตกค้าง
  • การสูญเสียวิถีชีวิต: ชุมชนริมน้ำไม่สามารถพึ่งพาทรัพยากรได้เหมือนเดิม
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ถึงเวลาหรือยังที่ผู้นำระดับภูมิภาคต้องลงมาจัดการอย่างจริงจัง

เหตุการณ์การรวมตัวหน้าสถานกงสุลครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังที่สุดในรอบปี การส่งหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก ไปยังผู้มีอำนาจ เป็นก้าวแรกที่แสดงให้เห็นว่าเสียงของภาคประชาสังคมนั้นมีความหมายมากเพียงใด

ในมุมมองของผม การที่ผู้คนลุกขึ้นมาสื่อสารเพื่อปกป้องโลกแบบนี้คือเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจอนาคตของตัวเองและโลกใบนี้ครับ เราไม่สามารถรอให้ธรรมชาติพังทลายไปมากกว่านี้ได้ ดังนั้น การช่วยกันกระจายข่าวสารเพื่อให้เกิดแรงกดดันในเชิงนโยบายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนทำได้ในตอนนี้ อย่าลืมติดตามความคืบหน้ากันต่อไปนะครับ เพราะสิ่งแวดล้อมคือสมบัติร่วมของทุกคนจริงๆ

ที่มา – ภาคประชาชนยื่นแถลงการณ์ถึง ‘มิน อ่อง หล่าย’ หน้ากงสุลเมียนมา เชียงใหม่ เรียกร้องหยุดทำลาย-ร่วมปกป้องลุ่มน้ำข้ามพรมแดน

ชัชชาติ ชงงบ กทม. ปี 70 แตะ 9.3 หมื่นล้าน แบกภาระสายสีเขียว 6 พันล้าน จ่อถกรัฐบาลชดเชยรายได้ลด

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามาติดตามความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานครกันหน่อย เมื่อท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ออกมาเปิดเผยถึงกรอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อชีวิตคนเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันครับ

ชัชชาติ ชงงบ กทม. ปี 70 แตะ 9.3 หมื่นล้าน แบกภาระสายสีเขียว 6 พันล้าน จ่อถกรัฐบาลชดเชยรายได้ลด

ประเด็นหลักที่หลายคนให้ความสนใจคือเรื่องตัวเลขงบประมาณ โดยท่านผู้ว่าฯ ได้เสนอวงเงินรวมสูงถึง 93,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายเป็นงบประมาณแบบสมดุลที่รายรับและรายจ่ายสอดคล้องกัน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะดูท้าทาย แต่ กทม. ก็ยังคาดการณ์ว่าจะจัดเก็บรายได้ได้ดีขึ้นจากปีที่แล้วครับ

เปิดรายละเอียดงบประมาณ กทม. ปี 2570

สำหรับแหล่งที่มาของเงินก้อนนี้มาจาก 2 ส่วนหลัก คือรายได้ที่ กทม. จัดเก็บเองประมาณ 23,000 ล้านบาท เช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีป้าย ส่วนที่เหลืออีก 70,000 ล้านบาท เป็นรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และค่าธรรมเนียมต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอีกราว 29,000 ล้านบาทครับ

แต่จุดที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลครับ ท่านผู้ว่าฯ ระบุว่า ชัชชาติ ชงงบ กทม. ปี 70 แตะ 9.3 หมื่นล้าน แบกภาระสายสีเขียว 6 พันล้าน จ่อถกรัฐบาลชดเชยรายได้ลด โดยตัวเลข 6,000 ล้านบาทนี้ เป็นภาระค่าเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายและค่าดอกเบี้ย ซึ่งเดิมทีเคยใช้เงินสะสมจ่ายขาด แต่ปีนี้เปลี่ยนมาตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามคำแนะนำของสภากทม.

ผลกระทบที่ตามมาก็คือ งบลงทุนต้องถูกปรับลดลงไปประมาณ 6,000 ล้านบาท เหลือเพียง 18,000 ล้านบาท เพื่อนำไปชดเชยภาระนี้แทน อย่างไรก็ตาม ทาง กทม. ยังคงเน้นย้ำถึงเรื่อง “งบพัฒนาเส้นเลือดฝอย” หรือโครงการเล็กๆ ในระดับเขตที่เข้าถึงชุมชน โดยจัดสรรไว้ที่ประมาณ 6,600 ล้านบาท ซึ่งถือว่ายังรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้ได้ครับ

ความกังวลเรื่องรายได้ที่หายไปจากมาตรการรัฐ

นอกจากหนี้สายสีเขียวแล้ว ท่านผู้ว่าฯ ยังแสดงความกังวลต่อรายได้ที่อาจหายไปเกือบ 5,000 ล้านบาท เนื่องมาจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% ของรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้ กทม. เตรียมจะเดินหน้าหารือกับรัฐบาลเพื่อหาแนวทางชดเชยให้ได้โดยเร็วที่สุด

สำหรับมุมมองของผม ผมคิดว่าการที่ กทม. พยายามผลักดันให้งบประมาณมีความโปร่งใสผ่านเว็บไซต์ openbudget.bangkok เป็นก้าวที่สำคัญมากครับ ในฐานะคนกรุงเทพฯ เราควรเข้าไปตรวจสอบและแสดงความคิดเห็น เพราะนี่คือเงินภาษีของเราทุกคน การบริหารจัดการเมืองให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน และเราต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะช่วยเยียวยาปัญหารายได้ที่หายไปนี้อย่างไร เพื่อให้โครงการพัฒนาเมืองในด้านอื่นๆ ยังคงเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุดครับ

ที่มา – ชัชชาติ ชงงบ กทม. ปี 70 แตะ 9.3 หมื่นล้าน แบกภาระสายสีเขียว 6 พันล้าน จ่อถกรัฐบาลชดเชยรายได้ลด

กองทัพเรือทำพิธีบวงสรวงเรือพระราชพิธี เตรียมพร้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ถวายผ้าพระกฐิน 2569

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าภาคภูมิใจและเป็นสิริมงคลมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพเรือไทยได้จัดพิธีสำคัญ นั่นคือ กองทัพเรือทำพิธีบวงสรวงเรือพระราชพิธี เตรียมพร้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ถวายผ้าพระกฐิน 2569 ซึ่งถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้งที่เราจะได้เห็นความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยบนสายน้ำเจ้าพระยาอย่างยิ่งใหญ่ครับ

กองทัพเรือทำพิธีบวงสรวงเรือพระราชพิธี เตรียมพร้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ถวายผ้าพระกฐิน 2569

บรรยากาศในพิธีบวงสรวง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เต็มไปด้วยความขลังและความศรัทธา โดยพล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เป็นประธานในพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธีทั้ง 14 ลำ รวมถึงเรือพระที่นั่งสำคัญอย่างเรือสุพรรณหงส์, เรืออนันตนาคราช, เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรืออเนกชาติภุชงค์ ซึ่งการจัดพิธีในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นไปตามโบราณราชประเพณี แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลฝีพายทุกคนก่อนการฝึกซ้อมจริงครับ

การเตรียมการในครั้งนี้เรียกได้ว่าจัดเต็มจริงๆ ครับ โดยกองทัพเรือได้ประสานงานกับกรมศิลปากรและอู่ทหารเรือธนบุรี เพื่อเนรมิตเรือพระราชพิธีให้มีความพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ทั้งเรื่องการซ่อมบำรุงด้วยภูมิปัญญาช่างไทยและการประดับตกแต่งอย่างประณีต ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่จะเกิดขึ้นนี้ จะประกอบด้วยเรือรวม 52 ลำ จัดเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ความยาวกว่า 1,280 เมตร ถือเป็นภาพที่จะต้องตราตรึงใจพสกนิกรชาวไทยอย่างแน่นอนครับ

ความพร้อมของกำลังพลและกำหนดการสำคัญ

ในส่วนของฝีพายนั้น ถึงแม้จะมีกำลังพลใหม่เข้ามาเสริม แต่ด้วยความมุ่งมั่นและจิตอาสา ทำให้ทุกคนผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างเข้มข้น และเมื่อถามถึงความพร้อม พล.ร.อ.ไพโรจน์ ได้กล่าวด้วยความมั่นใจว่า ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนงาน แม้จะต้องมีการปรับตัวจากการซ้อมบนเขียงลงสู่แม่น้ำจริง แต่จิตวิญญาณและความสามัคคีของทหารเรือไทยนั้นเกินร้อยครับ

  • กำหนดการซ้อม: เริ่มซ้อมย่อยตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมนี้
  • การซ้อมใหญ่: จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม จำนวน 2 ครั้ง
  • วันจริง: 6 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งประชาชนสามารถเฝ้ารับเสด็จฯ ได้ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานกรุงธนบุรีถึงวัดอรุณราชวราราม

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือ ‘กาพย์เห่เรือ’ บทใหม่ที่ประพันธ์โดย พล.ร.ต. ทองย้อย แสงสินชัย ซึ่งจะใช้สร้างจังหวะให้ฝีพายมีความพร้อมเพรียงและสวยงามที่สุดครับ

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสดีที่เราจะได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีและซึมซับศิลปะไทยอันหาดูได้ยาก การได้เห็นขบวนเรือที่งดงามเคลื่อนผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาคือความประทับใจที่เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจ อย่าลืมติดตามตารางการซ้อมและเตรียมตัวไปจับจองพื้นที่ริมน้ำเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญนี้กันนะครับ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของกองทัพ แต่มันคือเรื่องของพวกเราทุกคนในฐานะคนไทยครับ แล้วพบกันในวันงานนะครับ!

ที่มา – กองทัพเรือทำพิธีบวงสรวงเรือพระราชพิธี เตรียมพร้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ถวายผ้าพระกฐิน 2569

‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ พบ DSI รับทราบข้อหาคดี Forex ปัดรับโอนเส้นเงิน 142 ล้าน แจงเป็นเพียงผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีของนักแสดงหนุ่มชื่อดัง ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ที่ล่าสุดได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตามหมายเรียกเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชนผ่านการลงทุนในระบบ Forex ซึ่งงานนี้เจ้าตัวพร้อมด้วยทนายความคนสนิท ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เปิดใจต่อหน้าสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ พบ DSI รับทราบข้อหาคดี Forex ปัดรับโอนเส้นเงิน 142 ล้าน แจงเป็นเพียงผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์

สำหรับการเดินทางมาในครั้งนี้ ฟิล์ม รัฐภูมิ ได้ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจ โดยระบุว่าตนเองไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มโบรกเกอร์ที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัยเรื่องเส้นทางการเงินที่มีกระแสข่าวว่ามีการโอนเงินถึง 142 ล้านบาทนั้น เจ้าตัวมองว่าเป็นเพียงข่าวลือที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมาก พร้อมยืนยันว่าการที่บริษัทของตนมีชื่อไปปรากฏเกี่ยวข้องนั้น เป็นเพียงการรับงานในฐานะบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์และวางระบบ Payment Gateway ให้กับลูกค้าตามปกติเท่านั้น ไม่ได้เป็นการร่วมขบวนการแต่อย่างใด

ในมุมมองของทนายความ ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ พบ DSI รับทราบข้อหาคดี Forex ปัดรับโอนเส้นเงิน 142 ล้าน แจงเป็นเพียงผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ ในครั้งนี้ เป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมายปกติที่ทางลูกความของตนยินดีให้ความร่วมมือ โดยได้เตรียมหลักฐานเป็นรายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลังเพื่อแสดงให้เห็นถึงที่มาที่ไปของรายได้ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินทุกบาททุกสตางค์มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

เปิดไทม์ไลน์สำคัญในคดี Forex ของเหล่าคนดัง

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณฟิล์มเพียงคนเดียว แต่ยังรวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงท่านอื่นที่ได้รับหมายเรียกเช่นกัน ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วว่าผู้ที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งนั้นให้ดำเนินการออกหมายเรียกตามขั้นตอนปกติแทนการออกหมายจับ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยกระบวนการยุติธรรมยังคงเดินหน้าตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดต่อไป

  • ฟิล์ม รัฐภูมิ เตรียมหลักฐาน Statement ย้อนหลังเพื่อชี้แจงรายได้
  • ทนายความย้ำข้อกล่าวหาครอบจักรวาลเป็นเพียงการตั้งข้อสงสัยตามกระบวนการ
  • ดีเอสไอเดินหน้าสอบสวนเชิงลึกเพื่อป้องกันการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

หากวิเคราะห์ตามสถานการณ์ปัจจุบัน ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ พบ DSI รับทราบข้อหาคดี Forex ปัดรับโอนเส้นเงิน 142 ล้าน แจงเป็นเพียงผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญสำหรับยุคดิจิทัล โดยเฉพาะเหล่าคนดังหรือเจ้าของธุรกิจที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือระบบชำระเงิน ควรต้องมีความระมัดระวังในการรับงานจากบริษัทต่างชาติหรือธุรกิจที่มีลักษณะความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการถูกดึงเข้าไปพัวพันกับกระแสเงินที่ผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ สิ่งสำคัญที่สุดในคดีลักษณะนี้คือ “พยานหลักฐานทางการเงิน” ซึ่งต้องชัดเจนและตรวจสอบได้จริงตามกฎหมาย หากฟิล์มสามารถชี้แจงที่มาของเงินแต่ละก้อนได้ชัดเจนตามที่ประกาศไว้ ก็น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ของตนเองได้ไม่ยาก ทั้งนี้เราคงต้องรอฟังผลสรุปจากพนักงานสอบสวนกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะเป็นบทเรียนให้กับคนรุ่นใหม่ในแวดวงธุรกิจเทคโนโลยีอย่างไรบ้าง

ที่มา – ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ พบ DSI รับทราบข้อหาคดี Forex ปัดรับโอนเส้นเงิน 142 ล้าน แจงเป็นเพียงผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์

นายกฯ ไม่รับรายงาน UN ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำชัดอย่าใช้การประนอมภาคบังคับบีบไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนจับตามองในขณะนี้ สำหรับกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงท่าทีอย่างชัดเจนเกี่ยวกับรายงานจาก UN โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญที่ท่านนายกฯ ได้สื่อสารให้เราเข้าใจถึงจุดยืนของประเทศไทยกันครับ

นายกฯ ไม่รับรายงาน UN ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำชัดอย่าใช้การประนอมภาคบังคับบีบไทย

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าทางกัมพูชาเตรียมยื่นเรื่องต่อ UN เพื่อขอรับรอง MOU 2543 และแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 เพื่อนำมาใช้ในการเจรจานั้น ท่านนายกฯ อนุทินได้ย้ำชัดว่า นายกฯ ไม่รับรายงาน UN ปมชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากข้อมูลในรายงานดังกล่าวฝ่ายไทยยังไม่ได้มีโอกาสชี้แจง และประเทศไทยเองก็มีจุดยืนที่แน่วแน่ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรก่อนเข้าสู่กระบวนการเจรจา สิ่งสำคัญที่ท่านเน้นย้ำคือ “อย่าใช้การประนอมภาคบังคับบีบไทย” เพราะทุกการเจรจาต้องตั้งอยู่บนความเท่าเทียมและกติกาสากลที่ไม่เป็นการบังคับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ท่านนายกฯ ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในส่วนของทางบกนั้นเรายึดตาม MOU43 มาโดยตลอด ส่วนทางทะเลหากฝ่ายกัมพูชาต้องการเจรจา ก็ต้องมาภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ไม่ใช่การกดดันด้วยคำว่า “ภาคบังคับ” ตามกฎหมาย UNCLOS เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งจุดนี้ประเทศไทยมีความมั่นใจในหลักการของตนเองมากพอจนไม่จำเป็นต้องไปอธิบายให้ใครฟังหากกติกายังไม่เป็นธรรม

นโยบายการทำงานเชิงรุกและการปราบปรามยาเสพติด

นอกเหนือจากประเด็นระหว่างประเทศแล้ว ท่านนายกฯ ยังได้พูดถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาการค้ายาเสพติดและสินค้าเถื่อน โดยท่านได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเฉียบขาด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ไม่มีการเคลียร์: รัฐบาลชุดนี้เน้นย้ำว่าเจ้าหน้าที่มีอำนาจเต็มในการปราบปราม ใครที่คิดจะทำผิดกฎหมายหรือท้าทายอำนาจรัฐต้องถูกจับกุมโดยไม่มีข้อยกเว้น
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ จะมีการหารือกับประธานาธิบดีเมียนมาเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นมลพิษและยาเสพติด เพื่อยกระดับความมั่นคงในภูมิภาค
  • การใช้อุปกรณ์ทันสมัย: มีการจัดซื้อรถเอกซเรย์ตรวจค้นยาเสพติดเพื่อใช้ในการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะเห็นได้ว่าแนวทางของรัฐบาลชุดนี้คือความโปร่งใสและการยึดมั่นในอธิปไตยของชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะการกล้าออกมาประกาศว่า นายกฯ ไม่รับรายงาน UN ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ในเงื่อนไขที่มองว่าเป็นการเสียเปรียบ แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่เน้นผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

มุมมองส่วนตัว: ผมมองว่านี่คือสัญญาณที่ดีที่ผู้นำแสดงออกถึงความกล้าหาญในการปกป้องสิทธิ์ของประเทศ การมีจุดยืนที่ชัดเจนจะช่วยให้การเจรจาระดับโลกมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีวิจารณญาณในการเสพข่าวสารอยู่เสมอ เพราะการเมืองระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาครับ

ที่มา – นายกฯ ไม่รับรายงาน UN ปมชายแดนไทย-กัมพูชา อย่าใช้ การประนอมภาคบังคับบีบไทย ย้ำไทยมีจุดยืน ไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง

The Odyssey กระแสแรงทำคนหันกลับมาเล่น Assassin’s Creed อีกครั้ง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสัมผัสกับปรากฏการณ์ที่เกมเก่ากลับมาได้รับความนิยมพุ่งทะยานหลังจากมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เข้าฉาย แต่กรณีล่าสุดของ Ubisoft และเกมระดับตำนานอย่าง Assassin’s Creed Odyssey นั้นน่าสนใจกว่าที่คิด เพราะกระแสความนิยมของภาพยนตร์เรื่อง The Odyssey ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนให้ผู้เล่นนับแสนหันกลับมาสวมบทบาทเป็นนักฆ่าในยุคกรีกโบราณอีกครั้ง

The Odyssey กระแสแรงทำคนหันกลับมาเล่น Assassin’s Creed อีกครั้ง

ข้อมูลจาก Alinea Analytics ระบุว่าในช่วง 10 วันหลังจากภาพยนตร์เข้าฉาย เกมแนว Action-RPG ที่วางจำหน่ายในปี 2018 เกมนี้มียอดผู้เล่นเพิ่มขึ้นสูงถึง 90% ในทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Steam, PlayStation และ Xbox โดยมียอดผู้เล่นรวมเพิ่มจาก 122,000 คน ไปแตะระดับ 233,000 คน ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่น่าทึ่งมาก โดยเฉพาะบน Xbox ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 134% เลยทีเดียว

ทำไม The Odyssey กระแสแรงถึงส่งผลต่อเกม Assassin’s Creed Odyssey?

สาเหตุหลักที่ทำให้ The Odyssey กระแสแรงทำคนหันกลับมาเล่น Assassin’s Creed อีกครั้ง คือความเชื่อมโยงในเชิงธีมที่ Ubisoft จับมาเล่นได้อย่างชาญฉลาดบนโซเชียลมีเดีย ทางทีมงานได้ทำการโปรโมตเชื่อมโยงภาพยนตร์กับตัวเกมอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการนำโลโก้ภาพยนตร์ไปวางคู่กับฉากในเกม หรือการหยิบยกชื่อของ Odysseus มาพูดถึง ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้แฟนภาพยนตร์ที่ยังไม่เต็มอิ่มกับเรื่องราวในโรงภาพยนตร์ได้ตัดสินใจเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในเกมด้วยตัวเอง

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่เพิ่งออกจากโรงหนังและยังคงอินกับบรรยากาศตำนานกรีก นี่คือสิ่งที่คุณจะได้พบเมื่อกลับเข้าสู่โลกของเกม:

  • การสำรวจโลกเปิดที่กว้างใหญ่: คุณจะได้เดินทางไปทั่วภูมิภาคกรีกที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสวยงาม
  • กลิ่นอายตำนานโบราณ: เกมนำเสนอเรื่องราวของเทพเจ้าและวีรบุรุษกรีกผ่านเลนส์ของไซไฟ
  • ความคุ้มค่าของเวลา: ด้วยเนื้อหาที่มหาศาล เกมนี้จะช่วยให้คุณสนุกต่อเนื่องได้นานกว่าที่คิด

ในมุมมองของผม นี่ถือเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชมของทั้งทีมผู้สร้างภาพยนตร์และ Ubisoft เพราะแม้ว่าเนื้อหาของทั้งสองสื่อจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่พวกเขาสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเกมระดับคลาสสิกได้ และด้วยความยาวของตัวเกม Assassin’s Creed Odyssey รับรองได้เลยว่ามันจะช่วยเติมเต็มความต้องการของคุณไปได้จนกว่าภาพยนตร์จะลงสตรีมมิ่งอย่างแน่นอน สำหรับใครที่กำลังมองหาเกมเล่นยาวๆ ในช่วงวันหยุดนี้ อย่าพลาดโอกาสที่จะกลับไปพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของเกมนี้ดูสักครั้งครับ

ที่มา – ‘The Odyssey’ Is So Big, It’s Made People Like ‘Assassin’s Creed’ Again

หากหาซื้อ MacBook Air ไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่คุณต้องรู้

เชื่อว่าช่วงนี้ใครที่กำลังวางแผนจะไปถอยแล็ปท็อปเครื่องใหม่ แล้วเล็งไปที่รุ่นยอดนิยมอย่าง MacBook Air อาจจะกำลังเจอปัญหาโลกแตกนั่นคือ หากหาซื้อ MacBook Air ไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่คุณต้องรู้ เพราะไม่ว่าจะเดินเข้า Apple Store สาขาไหน ก็มักจะได้รับคำตอบว่าสินค้าหมด หรือแม้แต่บนหน้าเว็บไซต์เองก็ยังต้องรอสินค้านานกว่าปกติ

หากหาซื้อ MacBook Air ไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่คุณต้องรู้

หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพราะช่วงนี้เป็นเทศกาลต้อนรับเปิดเทอม (Back-to-School) เลยทำให้ของขาดตลาด แต่ความจริงแล้วสาเหตุนั้นลึกซึ้งกว่านั้นมาก ตามรายงานจาก Mark Gurman แห่ง Bloomberg ระบุว่า ปัญหานี้เป็นผลกระทบโดยตรงจากภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ (Memory Shortage) ทั่วโลก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ต้องการทรัพยากรเหล่านี้ไปใช้เป็นจำนวนมากนั่นเอง

สถานการณ์วิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งาน

ปัญหา หากหาซื้อ MacBook Air ไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่คุณต้องรู้ เริ่มเห็นได้ชัดเจนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สังเกตได้จากโฆษณาของ Apple เองที่เริ่มมีการใส่ข้อความกำกับว่า “สินค้าขึ้นอยู่กับความพร้อมจำหน่าย” ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ ดังนี้:

  • Apple มีการปรับขึ้นราคา M5 MacBook Air สูงขึ้นถึง 200 ดอลลาร์
  • Tim Cook ซีอีโอของ Apple เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเหมือน “อุทกภัยในรอบร้อยปี” ซึ่งหนักหนาสาหัสที่สุดในรอบ 40 ปีของบริษัท
  • มีการจำกัดตัวเลือกหน่วยความจำในสินค้าตระกูล Mac รุ่นอื่นๆ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

หากคุณลองสั่งซื้อ MacBook Air ผ่านทางออนไลน์ในตอนนี้ วันที่จัดส่งอาจลากยาวไปจนถึงปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า ในขณะที่สินค้าตัวอื่นๆ เช่น iPad ยังคงมีพร้อมให้หยิบซื้อได้ทันทีตามปกติ นี่คือหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าปัญหาการผลิตในกลุ่มแล็ปท็อปนั้นรุนแรงเพียงใด

ทางออกของ Apple ในตอนนี้คือการพยายามหาแหล่งผลิตหน่วยความจำจากจีนมาสำรองให้กับอุปกรณ์ที่จะวางขายในจีนโดยเฉพาะ เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้แก้ไขได้ง่ายๆ ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นสำหรับใครที่วางแผนจะใช้งานเครื่องใหม่ในเร็ววัน แนะนำว่าให้ตรวจสอบความพร้อมผ่านหน้าเว็บไซต์เป็นระยะ หรือหากมีเครื่องเก่าที่ยังพอใช้งานได้ อาจต้องถนอมเครื่องไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายครับ

ที่มา – If You’re Struggling to Find a MacBook Air Right Now, This Is Probably Why