ผู้เขียน: lalika69_admin

DoorDash ส่งคนขับรถไปโหลดอาหารลงหุ่นยนต์ส่งของ

ทำไม DoorDash ส่งคนขับรถไปโหลดอาหารลงหุ่นยนต์ส่งของ

ในยุคที่เทคโนโลยีอัตโนมัติกำลังมาแรง หลายคนอาจคิดว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในทุกขั้นตอน แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะล่าสุดมีรายงานว่า DoorDash ส่งคนขับรถไปโหลดอาหารลงหุ่นยนต์ส่งของ หรือที่เรียกว่าหุ่นยนต์ Dot เพื่อช่วยจัดการงานบางอย่างที่หุ่นยนต์ยังทำเองไม่ได้

หุ่นยนต์ Dot เป็นหุ่นยนต์ส่งของอัจฉริยะที่ DoorDash พัฒนาขึ้นมาเอง มันสามารถนำทางบนถนนและทางเท้าได้อย่างคล่องแคล่วด้วยเทคโนโลยี Lidar และเรดาร์ แต่จุดอ่อนสำคัญคือมันยังไม่สามารถหยิบจับอาหารจากมือของพนักงานร้านค้าได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงต้องอาศัย ‘คน’ มาทำหน้าที่นี้แทน

เบื้องหลังการทำงานที่ DoorDash ส่งคนขับรถไปโหลดอาหารลงหุ่นยนต์ส่งของ

สำหรับงานนี้ พนักงานส่งของ (Dashers) จะได้รับคำสั่งผ่านแอปพลิเคชันให้เดินทางไปยังร้านอาหารเพื่อรับออเดอร์ แล้วนำไปใส่ไว้ในหุ่นยนต์ Dot ที่รออยู่ในลานจอดรถ โดยคนขับจะต้องถ่ายรูปและยืนยันขั้นตอนต่างๆ เพื่อความปลอดภัย ซึ่งงานนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีและแลกกับค่าตอบแทนประมาณ 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเที่ยว

แม้ว่าการให้ DoorDash ส่งคนขับรถไปโหลดอาหารลงหุ่นยนต์ส่งของ จะดูเหมือนเป็นเรื่องตลกสำหรับหลายคน แต่นี่คือกลยุทธ์ที่บริษัทระบุว่า:

  • ช่วยสนับสนุนร้านค้าในช่วงเวลาที่ยุ่งมาก
  • สร้างโอกาสในการหารายได้เสริมให้กับเหล่า Dashers
  • เป็นการทดสอบระบบในรูปแบบนำร่อง (Pilot Project)

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานมองว่า การกระทำนี้อาจเป็นเพราะร้านค้าบางแห่งมองว่าการจ้างแรงงานสัญญาจ้างรายครั้งมีต้นทุนที่ถูกกว่าการจัดการระบบเองทั้งหมด นอกจากนี้ DoorDash ยังย้ำว่า หุ่นยนต์เหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่มนุษย์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นเพียงเครื่องมือเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เราเคยเห็นเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกันมาแล้ว เช่น กรณีที่ Waymo ต้องจ้างคนไปปิดประตูรถยนต์ไร้คนขับที่ผู้โดยสารลืมปิดไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถึงแม้ปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดแค่ไหน แต่ ‘งานจุกจิก’ ที่ต้องใช้ทักษะทางกายภาพของมนุษย์ก็ยังมีความสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในอนาคตเราอาจได้เห็นการพัฒนาหุ่นยนต์ที่หยิบของได้แม่นยำขึ้น แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้น มนุษย์ก็ยังคงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ระบบส่งของอัตโนมัติเหล่านี้ทำงานได้จริง สำหรับคุณคิดว่าการที่มนุษย์ต้องไปเป็น ‘ผู้ช่วย’ ให้หุ่นยนต์แบบนี้ เป็นเรื่องคุ้มค่าหรือเสียเวลามากกว่ากันครับ?

ที่มา – DoorDash Sends Drivers to Restaurants Just to Load Food Into Delivery Robots

เล่นโซเชียลเร็วส่งผลให้เกรดตกจริงหรือ? ผลวิจัยชี้ชัด

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงกำลังหนักใจกับพฤติกรรมการติดหน้าจอของลูกหลานในปัจจุบัน แต่นี่อาจไม่ใช่แค่ความกังวลใจธรรมดาอีกต่อไป เมื่อมีการเปิดเผยผลวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยมิลาน-บิโคคก้า ที่ชี้ให้เห็นว่า เล่นโซเชียลเร็วส่งผลให้เกรดตกจริงหรือ? ผลวิจัยชี้ชัด ว่าการเริ่มใช้งานโซเชียลมีเดียตั้งแต่วัยประถมปลายมีความสัมพันธ์โดยตรงกับผลการเรียนที่แย่ลงเมื่อโตขึ้น

เล่นโซเชียลเร็วส่งผลให้เกรดตกจริงหรือ? ผลวิจัยชี้ชัด

จากการศึกษาเด็กนักเรียนในอิตาลีกว่า 5,000 คน นักวิจัยพบว่าเด็กที่เริ่มเล่นโซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุ 11-12 ปี (ประมาณชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1) มีผลคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอิตาลีในระดับชั้นมัธยมปลายแย่กว่าเพื่อนที่เริ่มเล่นช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยผลกระทบนี้เทียบเท่ากับการเสียเวลาเรียนไปนานถึง 6 เดือนเลยทีเดียว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเล่นโซเชียลเร็วเกินไป

นักวิจัยอธิบายว่าการที่เด็กเข้าสู่โลกออนไลน์เร็วเกินไป ทำให้เกิดพฤติกรรมดังนี้:

  • การใช้เวลามากเกินพอดี: การจดจ่อกับเนื้อหาบนโซเชียลทำลายสมาธิในการเรียนรู้
  • ผลกระทบสะสม: เกรดที่แย่ลงเริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่ชั้น ม.2 และวิกฤตมากขึ้นเมื่อถึงชั้น ม.4
  • ความเสี่ยงเรื่องการซ้ำชั้น: เด็กที่เริ่มเล่นในช่วง ป.6 หรือ ม.1 มีแนวโน้มสูงที่จะเรียนไม่ผ่านเกณฑ์

แม้ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่ข้อมูลนี้ก็ตอกย้ำให้เห็นว่า เล่นโซเชียลเร็วส่งผลให้เกรดตกจริงหรือ? ผลวิจัยชี้ชัด ว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลกระทบจากการจัดการสมาธิและเวลาของเด็กที่ยังไม่เติบโตทางวุฒิภาวะเพียงพอ

ในระดับนโยบาย หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งผลักดันกฎหมายจำกัดอายุผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย ฝรั่งเศส หรือสหราชอาณาจักร ที่พยายามปกป้องเยาวชนจากอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาให้เสพติด เช่น ฟีเจอร์เลื่อนหน้าจอไม่สิ้นสุด หรือระบบเล่นวิดีโออัตโนมัติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพจิต ความวิตกกังวล และคุณภาพการนอนหลับของเด็ก

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังฝากข้อคิดไว้ว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปเสียหมด เพราะโซเชียลมีเดียก็มีมุมบวกเหมือนกัน เช่น การที่เด็กได้ฝึกภาษาอังกฤษผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมวิชาภาษาอังกฤษของเด็กกลุ่มนี้จึงไม่ได้รับผลกระทบแย่เหมือนวิชาคณิตศาสตร์ ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมและเหมาะสมกับวัยดีที่สุดครับ

ที่มา – Early Social Media Use Linked to Lower Grades Years Later, Study Finds

แว่นอัจฉริยะ Meta ยังน่ากลัวแม้จะมีอัปเดตป้องกัน

ในยุคที่เทคโนโลยีสวมใส่ได้รับความนิยมอย่างสูง แว่นตาอัจฉริยะจาก Meta อย่าง Ray-Ban Meta AI กลายเป็นไอเทมที่ใครหลายคนอยากจับจอง อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า แว่นอัจฉริยะ Meta ยังน่ากลัวแม้จะมีอัปเดตป้องกัน จากทางบริษัทที่พยายามเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

แว่นอัจฉริยะ Meta ยังน่ากลัวแม้จะมีอัปเดตป้องกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผู้คนถึงยังรู้สึกไม่ปลอดภัย แม้ว่าทาง Meta จะพยายามติดตั้งไฟ LED แสดงสถานะการบันทึกเพื่อให้คนรอบข้างรับรู้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไฟดังกล่าวกลับถูกปิดบังได้ง่ายมาก ข้อมูลจาก Engadget ระบุว่าเพียงแค่ใช้สติกเกอร์ราคาหลักสิบก็สามารถบดบังแสงไฟจนแทบมองไม่เห็นได้แล้ว ซึ่งนั่นทำให้คำถามที่ว่า แว่นอัจฉริยะ Meta ยังน่ากลัวแม้จะมีอัปเดตป้องกัน หรือไม่ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในสังคม

ช่องโหว่ที่แก้ไขยังไม่ขาด

เมื่อเดือนที่ผ่านมา Meta ได้ปล่อยซอฟต์แวร์อัปเดตเพื่อป้องกันการบันทึกภาพหากเซ็นเซอร์ไฟ LED ถูกรบกวนหรือดัดแปลง หลังจากที่มีรายงานว่ามีการจ้างวานเจาะทำลายไฟ LED ออกเพื่อให้บันทึกภาพได้โดยไม่ให้ใครรู้ แต่ดูเหมือนความพยายามนี้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ เพราะยังมีวิดีโอทดสอบใหม่ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าบางคนยังหาวิธีเลี่ยงอัปเดตเหล่านี้ได้อยู่

  • การใช้สติกเกอร์ปิดไฟ LED ยังคงเป็นวิธีที่ง่ายและทำได้จริง
  • ความพยายามในการดัดแปลงฮาร์ดแวร์ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ระบบซอฟต์แวร์ที่ Meta อัปเดตเข้ามาอาจยังไม่สามารถครอบคลุมทุกช่องโหว่

ความพยายามของ Meta ในการสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนนั้นเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่ในโลกของเทคโนโลยีที่ผู้ใช้งานบางกลุ่มมีความตั้งใจจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ในทางที่ไม่เหมาะสม การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้งานที่ต้องการละเมิดความเป็นส่วนตัวก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ในมุมมองของเรา เทคโนโลยีแว่นตาอัจฉริยะนั้นมีประโยชน์มหาศาล แต่ความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ใช้งานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เราเชื่อว่าไม่ว่าจะมีการอัปเดตระบบป้องกันที่เข้มงวดเพียงใด หากผู้คนขาดจิตสำนึกในการใช้งาน อุปกรณ์เหล่านี้ก็ยังคงสร้างความกังวลให้กับคนรอบข้างได้เสมอ คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? คิดว่า Meta ควรมีมาตรการที่เด็ดขาดกว่านี้ไหม หรือเทคโนโลยีนี้อาจจะก้าวล้ำเกินกว่าที่ความเป็นส่วนตัวจะรับไหว?

ที่มา – Meta’s Smart Glasses Are Still Creepy Despite Anti-creep Update

Microsoft จะทำให้ Windows 11 ลื่นขึ้นบนคอมสเปกต่ำได้จริงไหม?

หลังจากผ่านไปเกือบ 5 ปีนับตั้งแต่การเปิดตัว Windows 11 ดูเหมือนว่าในที่สุดยักษ์ใหญ่แห่งวงการซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft ก็เริ่มหันมาสนใจผู้ใช้งานที่มีคอมพิวเตอร์สเปกไม่แรงหรือเครื่องราคาประหยัดกันบ้างแล้ว แต่ต้องยอมรับตรงๆ ว่านี่อาจไม่ใช่เพราะความใจดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับที่โน้ตบุ๊กในปัจจุบันมีราคาสูงขึ้นจนเกินเอื้อม ทำให้คำถามที่ว่า Microsoft จะทำให้ Windows 11 ลื่นขึ้นบนคอมสเปกต่ำได้จริงไหม? กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนใช้คอมพิวเตอร์รุ่นประหยัดกำลังจับตามอง

Microsoft จะทำให้ Windows 11 ลื่นขึ้นบนคอมสเปกต่ำได้จริงไหม?

Pavan Davuluri ผู้บริหารระดับสูงของ Windows ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาว่าบริษัทกำลังเร่งปรับปรุงระบบให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยแผนการสำคัญคือการลดการยัดเยียดฟีเจอร์ Copilot AI ที่ไม่จำเป็น การเปิดให้ผู้ใช้ปรับแต่งทาสก์บาร์และวิดเจ็ตได้อิสระขึ้น รวมถึงการเพิ่มความเร็วให้กับ File Explorer ที่หลายคนบ่นว่าอืดอาด โดยเป้าหมายหลักคือการลดการใช้หน่วยความจำ (RAM) ที่มหาศาลเกินความจำเป็น แม้แต่ในช่วงที่เครื่องไม่ได้ทำงานหนัก โดยเฉพาะกับคอมพิวเตอร์ที่มี RAM เพียง 8GB

เบื้องหลังความพยายามและการจัดการ RAM ที่มีจำกัด

ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดคำถามว่า Microsoft จะทำให้ Windows 11 ลื่นขึ้นบนคอมสเปกต่ำได้จริงไหม? คือการที่โครงสร้างของ Windows 11 ตั้งแต่อดีตถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Chromium engine ที่ชื่อว่า WebView2 ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดแท็บเบราว์เซอร์ทิ้งไว้ตลอดเวลาในทุกๆ ส่วนของระบบ ไม่ว่าจะเป็นเมนู Start, หน้าตั้งค่า หรือวิดเจ็ตต่างๆ ทำให้ RAM ที่คุณมีถูกกินไปโดยเปล่าประโยชน์ตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดเครื่อง

เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือสิ่งที่ Microsoft กำลังพยายามทำ:

  • ลดการพึ่งพา WebView2 ในส่วนประกอบหลักของระบบปฏิบัติการ
  • ปรับปรุงตัวจัดสรรหน่วยความจำ (Memory Allocator) ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ยกเลิกการบังคับใช้งานฟีเจอร์ AI ที่กินทรัพยากรเครื่องโดยไม่จำเป็น
  • มุ่งเน้นการเพิ่มความเร็วให้แก่ฮาร์ดแวร์ระดับเริ่มต้นที่มี RAM เพียง 8GB

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Microsoft กำลังพยายามอย่างหนักในการรีดประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการให้ดีที่สุด แต่ผู้ใช้งานอย่างเราก็ยังคงต้องชั่งใจอยู่ดี การซื้อเครื่องสเปกต่ำในวันนี้อาจจะดูคุ้มค่าในระยะสั้น แต่ในระยะยาวเรายังคงต้องรอพิสูจน์กันต่อไปว่าการอัปเดตซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวจะสามารถเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานบนเครื่องสเปกเริ่มต้นให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ ในท้ายที่สุดหากคุณกำลังมองหาคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ การเลือกซื้อเครื่องที่เผื่อสเปกไว้ก่อนก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าเสมอ

ที่มา – Can Microsoft Really Make Windows 11 Suck Less on Weak PCs?

ไขปริศนาสิ่งมีชีวิตโบราณใน Blood Falls แห่งแอนตาร์กติกา

เคยสงสัยไหมว่าท่ามกลางความหนาวเหน็บของทวีปแอนตาร์กติกา จะมีสถานที่ไหนที่ดูลึกลับได้เท่ากับ Blood Falls หรือน้ำตกสีเลือดที่ไหลรินออกจากธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ (Taylor Glacier) ในหุบเขาแมคเมอร์โด? นานหลายทศวรรษที่นักวิทยาศาสตร์ต่างตั้งคำถามว่า น้ำสีแดงฉานนี้มีที่มาอย่างไร และเหตุใดมันจึงยังคงหล่อเลี้ยงชีวิตได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก วันนี้เรามีคำตอบใหม่ที่น่าตื่นเต้นจากการศึกษาที่อาจ ไขปริศนาสิ่งมีชีวิตโบราณใน Blood Falls แห่งแอนตาร์กติกา ได้ในที่สุดครับ

ไขปริศนาสิ่งมีชีวิตโบราณใน Blood Falls แห่งแอนตาร์กติกา

จากการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Geoscience นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบเบาะแสสำคัญว่า น้ำสีแดงเหล่านี้แท้จริงแล้วคือ ‘น้ำทะเลโบราณ’ ที่ถูกกักขังอยู่ใต้ธารน้ำแข็งมานานแสนนาน นักวิจัยพบชุมชนจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนโอเอซิสทางทะเลกลางทะเลทรายขั้วโลกที่ห่างไกลจากมหาสมุทรจริง ๆ ถึง 20 ไมล์!

หลักฐานสำคัญที่ช่วยไขปริศนาสิ่งมีชีวิตโบราณใน Blood Falls แห่งแอนตาร์กติกา

ทีมวิจัยนำโดยศาสตราจารย์ Andrew Allen ได้วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ตะกอน และอากาศกว่า 167 ตัวอย่าง โดยใช้เทคนิคทางพันธุกรรมขั้นสูงเพื่อจำแนกกลุ่มจุลินทรีย์ ผลลัพธ์ที่พบก็น่าทึ่งมากครับ:

  • จุลินทรีย์ส่วนใหญ่ที่พบในน้ำแข็งสีแดงและตะกอนมีความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมทางทะเล
  • มีความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับจุลินทรีย์ในพื้นที่น้ำจืดโดยรอบ
  • การค้นพบกลุ่มสิ่งมีชีวิตยูแคริโอตช่วยยืนยันสมมติฐานเรื่องระบบนิเวศทางทะเลที่หลงเหลืออยู่

การค้นพบนี้ไม่เพียงแค่บอกเราว่าน้ำที่นั่นมาจากไหน แต่ยังเผยให้เห็นความสามารถในการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตที่น่าเหลือเชื่อ แม้จะถูกแยกออกจากโลกภายนอกมาเป็นเวลานาน แต่จุลินทรีย์เหล่านี้ก็ยังคงรักษาความเชื่อมโยงกับอดีตทางทะเลเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ทำไมการค้นพบนี้ถึงสำคัญ? สิ่งนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจได้มากขึ้นว่า สภาพภูมิอากาศในอดีตส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของขั้วโลกอย่างไร และนับเป็นก้าวสำคัญที่จะใช้ข้อมูลจากจุลินทรีย์เหล่านี้ในการย้อนรอยเหตุการณ์น้ำท่วมและการแยกตัวของพื้นที่ในอดีตครับ

ในมุมมองของผม นี่คือบทพิสูจน์ว่าโลกของเรายังมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งอีกมากมาย หากเราใช้เครื่องมือที่ถูกต้องในการสำรวจ เราก็จะพบว่าแม้ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่สุด ชีวิตก็ยังคงหาหนทางที่จะดำรงอยู่และเผยความลับให้เราเห็นได้เสมอครับ คุณล่ะคิดอย่างไรกับสิ่งมีชีวิตโบราณที่ยังคงหลบซ่อนอยู่ใต้ธารน้ำแข็งแห่งนี้?

ที่มา – Ancient Life Discovered in Antarctica’s ‘Blood Falls’ May Finally Reveal Its Origins

เล่น Doom บน Microsoft Paint ได้จริงหรือ?

เชื่อหรือไม่ว่าตำนานเกมสุดคลาสสิกอย่าง Doom กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ที่ใครหลายคนไม่คาดคิด นั่นคือการตั้งคำถามว่า เล่น Doom บน Microsoft Paint ได้จริงหรือ? ซึ่งคำตอบสั้นๆ ก็คือ ได้! แต่แน่นอนว่ามันมีเบื้องหลังความซับซ้อนที่น่าสนใจกว่าที่คุณคิดไว้เยอะเลยครับ

เล่น Doom บน Microsoft Paint ได้จริงหรือ?

โปรเจกต์สุดบรรเจิดนี้สร้างสรรค์โดย Mark Russinovich ซึ่งเป็น CTO ของ Microsoft Azure โดยเขาใช้เครื่องมืออย่าง ViZDoom ซึ่งเป็น source port ของ ZDoom มาทำหน้าที่ประมวลผลเกมจริงๆ แทนที่จะให้โปรแกรม Paint เป็นตัวคำนวณกราฟิกเอง เพราะแน่นอนว่าโปรแกรมแต่งรูปยอดนิยมของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รันเอนจินเกมได้อยู่แล้วครับ

วิธีที่ทำให้เรา เล่น Doom บน Microsoft Paint ได้จริงหรือ?

กลไกเบื้องหลังการทำให้ เล่น Doom บน Microsoft Paint ได้จริงหรือ? นั้นน่าสนใจมาก โดย Russinovich ได้สร้าง wrapper ขึ้นมาเพื่อปิดหน้าต่างของ ViZDoom ไว้ แล้วดึงภาพแต่ละเฟรมส่งต่อไปยัง Windows Clipboard ก่อนจะวางลงในหน้าต่างของ Microsoft Paint แบบเรียลไทม์ ทำให้ดูเหมือนว่าเกม Doom กำลังทำงานอยู่ภายในโปรแกรมวาดภาพนั่นเองครับ

  • ระบบจะจับภาพหน้าจอเป็น Bitmap (DIB) เพื่อความรวดเร็ว
  • ใช้เทคนิค OLE data object เพื่อจัดการปัญหาเรื่องความหน่วงในการวางภาพ
  • รองรับทั้งเสียงประกอบผ่าน MIDI sequencer และเอฟเฟกต์เสียงผ่าน OpenAL
  • สามารถเล่นไฟล์ WAD ของ Doom และ Doom II ได้ตามต้องการ

ความยากที่แท้จริงคือการทำให้การวางภาพ (Paste) ทำงานได้อย่างลื่นไหลและเสถียร เพราะถ้าหากเราส่งเฟรมภาพเข้าไปเร็วเกินกว่าที่ Paint จะประมวลผลทัน โปรแกรมก็มักจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ดังนั้นเคล็ดลับสำคัญคือการปรับขนาดหน้าต่างให้เล็กเข้าไว้ ซึ่งการรันที่ความละเอียด 320×200 พิกเซลจะให้ความลื่นไหลในระดับที่เล่นได้จริงอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียวครับ

แม้หลายคนอาจจะมองว่านี่เป็นการ ‘โกง’ เล็กๆ น้อยๆ แต่ผมกลับมองว่านี่คือความพยายามเชิงสร้างสรรค์ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของซอฟต์แวร์และการเขียนโปรแกรมที่ไร้ขีดจำกัด การได้เห็นเกมระดับตำนานรันบนโปรแกรมที่เราใช้มาตั้งแต่เด็กถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย หากคุณมีเวลาว่าง ลองนำไปทดลองรันดูได้ที่ GitHub ของผู้สร้าง แล้วคุณจะพบว่าขีดจำกัดของเทคโนโลยีอาจมีไว้เพื่อรอให้คนอย่างเราเข้าไปทำลายมันทิ้งครับ!

ที่มา – Today in Can It Run Doom?: Microsoft Paint!

รวมชุด Lego ออกใหม่เดือนสิงหาคมสุดปัง!

รวมชุด Lego ออกใหม่เดือนสิงหาคมสุดปัง!

บอกเลยว่าเดือนสิงหาคม 2026 นี้เป็นเดือนที่แฟนตัวต่อต้องตาลุกวาว เพราะ รวมชุด Lego ออกใหม่เดือนสิงหาคมสุดปัง! ที่ขนทัพความสนุกมาแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นแฟรนไชส์ระดับตำนานอย่าง Star Wars, Jurassic Park หรือ Pokémon ก็มีของเล่นชิ้นใหม่มาให้สะสมกันเพียบ แต่นั่นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะยังมีเซตพิเศษที่ใครเห็นก็ต้องร้องว้าว ไม่ว่าจะเป็น X-Files, E.T. หรือแม้แต่ไอเทมจากเกมคลาสสิกอย่าง Donkey Kong ก็มีให้จับจองกันครับ

รายละเอียดน่าสนใจจาก รวมชุด Lego ออกใหม่เดือนสิงหาคมสุดปัง!

หากคุณเป็นสายสะสมที่กำลังมองหาของใหม่มาประดับชั้นวาง บอกเลยว่าพลาดไม่ได้จริงๆ เรามาดูกันว่ามีไฮไลต์อะไรบ้างที่น่าสนใจใน รวมชุด Lego ออกใหม่เดือนสิงหาคมสุดปัง!

  • The X-Files: เซตนี้จัดเต็มทั้งยานอวกาศและมินิฟิกเกอร์สุดเท่ แถมยังมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิก Lego Insiders อีกด้วย
  • E.T. the Extra-Terrestrial: หุ่น E.T. ขนาด 10 นิ้วที่ถอดแบบความน่ารักมาเป๊ะๆ
  • Donkey Kong Arcade Machine: ตู้เกมอาร์เคดในตำนานที่มาในรูปแบบตัวต่อสุดสร้างสรรค์
  • Batmobile Tumbler (Technic): ครั้งแรกกับรถ Batmobile ในเวอร์ชัน Technic ที่แข็งแรงทนทาน สนุกได้ทุกวัย
  • Star Wars Collection: พบกับหุ่น Boba Fett สุดเท่ และยานจากซีรีส์ The Mandalorian อีกเพียบ
  • Pokémon Smart Play: ชุดต่อ Charizard vs. Jolteon ที่มาพร้อมฟังก์ชันการเล่นสุดล้ำ

นอกจากนี้ยังมีเซตจากเกมชื่อดังอย่าง Minecraft, หุ่นยนต์ H.E.R.B.I.E. จาก Fantastic Four และเรือรบของ Garp จาก One Piece ที่แฟนๆ การ์ตูนต้องกรีดร้อง รวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ที่ดีไซน์ออกมาได้อย่างละเอียดและสมจริงที่สุด สำหรับใครที่ชื่นชอบงานศิลปะต่อบล็อกถือว่าเดือนนี้คุ้มค่ามากจริงๆ ครับ

ส่วนตัวผมเองตื่นเต้นกับเซต Donkey Kong เป็นพิเศษ เพราะมันให้ความรู้สึกย้อนวัยสุดๆ ส่วนใครที่กำลังเล็งชิ้นไหนไว้ แนะนำว่าให้รีบตัดสินใจตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะสินค้าคุณภาพแบบนี้มักจะหมดไวมากครับ การสะสม Lego ไม่ใช่แค่การต่อเล่นเพื่อความสนุกเท่านั้น แต่มันยังเป็นการลงทุนทางใจที่คุ้มค่าสำหรับแฟนๆ ทุกคน หวังว่าลิสต์ที่เรานำมาฝากในวันนี้จะช่วยให้ทุกคนเลือกช้อปของขวัญให้ตัวเองได้อย่างจุใจนะครับ!

ที่มา – Lego’s August Releases Are Plentiful and Phenomenal

มูลนิธิกระจกเงาชง 6 ข้อถึงตำรวจ ยกระดับระบบติดตามคนหายทั่วประเทศ ย้ำ ‘แจ้งได้ทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง’ หลังโศกนาฏกรรมชลบุรี

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามีประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและความปลอดภัยในชีวิตครับ เมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดในจังหวัดชลบุรี ทางศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงาได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยเสนอ มูลนิธิกระจกเงาชง 6 ข้อถึงตำรวจ ยกระดับระบบติดตามคนหายทั่วประเทศ ย้ำ ‘แจ้งได้ทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง’ หลังโศกนาฏกรรมชลบุรี เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐปรับปรุงกระบวนการรับมือกับคดีคนหายให้ทันท่วงทีมากขึ้นครับ

มูลนิธิกระจกเงาชง 6 ข้อถึงตำรวจ ยกระดับระบบติดตามคนหายทั่วประเทศ ย้ำ ‘แจ้งได้ทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง’ หลังโศกนาฏกรรมชลบุรี

เราต้องยอมรับว่าในอดีตมักมีความเชื่อผิดๆ ว่าต้องรอให้ครบ 24 ชั่วโมงก่อนถึงจะแจ้งความคนหายได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ ทุกนาทีมีค่ามาก โดยเฉพาะถ้าคนที่เรารักตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง การที่มูลนิธิกระจกเงาชง 6 ข้อถึงตำรวจ ยกระดับระบบติดตามคนหายทั่วประเทศ ย้ำ ‘แจ้งได้ทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง’ หลังโศกนาฏกรรมชลบุรี จึงเป็นเหมือนการตอกย้ำให้สังคมและเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นถึงความสำคัญของ “เวลา” ที่อาจเป็นตัวตัดสินความเป็นความตายได้เลย

ข้อเสนอสำคัญเพื่อยกระดับการตามหาคนหาย

สำหรับ 6 ข้อเสนอของทางมูลนิธิกระจกเงาที่เสนอต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น น่าสนใจมากครับ เพราะเป็นการวางโครงสร้างใหม่ตั้งแต่ระบบฐานข้อมูลออนไลน์ การเพิ่มทัศนคติของเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจความกังวลของญาติ ไปจนถึงการจัดตั้งระบบประเมินความเสี่ยงตั้งแต่นาทีแรกที่รับแจ้งความ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมที่ล่าช้า ให้กลายเป็นระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลกันทั่วประเทศและสามารถติดตามได้อย่างรวดเร็วครับ

  • การจัดตั้งกลไกกลาง: ยกระดับคณะกรรมการบริหารจัดการคนหายให้มีประสิทธิภาพและมีคนดูแลตลอดเวลา
  • ฐานข้อมูลแบบบูรณาการ: เชื่อมโยงข้อมูลศพนิรนามและผู้สูญหายทั่วประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว
  • พัฒนาทัศนคติและทักษะ: ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้เชี่ยวชาญการสืบสวนและเข้าใจความทุกข์ของครอบครัว
  • แจ้งความทันที: ยกเลิกกฎ 24 ชั่วโมงโดยสิ้นเชิง และเจ้าหน้าที่ต้องเริ่มงานทันทีที่ได้รับแจ้ง
  • ระบบประเมินความเสี่ยง: วิเคราะห์ความเสี่ยงตั้งแต่แรกเพื่อกำหนดระดับความเร่งด่วนในการช่วยเหลือ

ในมุมมองของผม การที่ภาคประชาสังคมเข้ามาผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังเป็นเรื่องที่ดีมากครับ การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลด้วยระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกันไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับตำรวจไทย หากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับการอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ความสูญเสียจากอาชญากรรมเหล่านี้ก็จะลดน้อยลงครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากทุกคนไว้ว่า หากพบใครหายไป อย่ามัวลังเลหรือรอให้ครบเวลาครับ ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือมูลนิธิกระจกเงาทันที เพราะทุกการแชร์และทุกการเฝ้าระวังของพวกเรา ช่วยเพิ่มโอกาสในการพากลับบ้านได้จริงๆ ครับ ร่วมกันเป็นหูเป็นตาเพื่อสังคมที่ปลอดภัยขึ้นนะครับ

ที่มา – มูลนิธิกระจกเงาชง 6 ข้อถึงตำรวจ ยกระดับระบบติดตามคนหายทั่วประเทศ ย้ำ ‘แจ้งได้ทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง’ หลังโศกนาฏกรรมชลบุรี

ป้อม ภาวุธ ปัดดีลคดี Forex แลกอวย TH-AI Passport ลั่น ‘ถ้าแลกได้คงไม่มายืนตรงนี้‘ พร้อมโต้เส้นเงิน 800 ล้านบาท

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนจับตามองอยู่ในขณะนี้ สำหรับกรณีของ ป้อม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ที่ล่าสุดได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย Forex โดยไม่ได้รับอนุญาต งานนี้เจ้าตัวยืนยันเสียงแข็งว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างมั่นใจ

ป้อม ภาวุธ ปัดดีลคดี Forex แลกอวย TH-AI Passport ลั่น ‘ถ้าแลกได้คงไม่มายืนตรงนี้‘ พร้อมโต้เส้นเงิน 800 ล้านบาท

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการออกมาแสดงความเห็นในทางบวกต่อโครงการ TH-AI Passport นั้น เป็นการเจรจาต่อรองเพื่อแลกกับผลทางคดีความหรือไม่ ภาวุธได้ออกมาโต้กลับอย่างชัดเจนว่า ป้อม ภาวุธ ปัดดีลคดี Forex แลกอวย TH-AI Passport ลั่น ‘ถ้าแลกได้คงไม่มายืนตรงนี้‘ พร้อมโต้เส้นเงิน 800 ล้านบาท โดยระบุว่าหากเขาสามารถแลกผลทางคดีได้จริง เขาคงไม่จำเป็นต้องมายืนให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนด้วยตัวเองเช่นนี้อย่างแน่นอน

ในส่วนของประเด็นเรื่องเส้นทางการเงินที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่ามีสูงถึง 800 ล้านบาทนั้น ภาวุธชี้แจงว่าในการสอบสวนทาง DSI ไม่ได้มีการถามถึงยอดเงินดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนยอดเงินราว 28 ล้านบาทที่มีการพูดถึงนั้น เป็นเงินที่ได้มาจากการเทรดทองคำและกิจกรรมทางธุรกิจที่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้อย่างโปร่งใส และไม่มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

การลดบทบาทเพื่อความโปร่งใสในพรรค

สำหรับการปรับเปลี่ยนท่าทีในเรื่องโครงการ TH-AI Passport ภาวุธได้อธิบายถึงเหตุผลว่าเกิดจากการแบ่งงานกันทำภายในพรรค เนื่องจากปัจจุบันมี สส. ท่านอื่นที่รับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรง ประกอบกับภารกิจส่วนตัวที่มีคดีความเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เขาเลือกที่จะลดบทบาทลงเพื่อป้องกันข้อครหาและเปิดทางให้เพื่อนร่วมพรรคได้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและการจัดการปัญหาเชิงรุกของนักการเมืองรุ่นใหม่

  • ยึดมั่นในความโปร่งใส: ภาวุธยืนยันว่าพร้อมชี้แจงหลักฐานทุกรายการต่อเจ้าหน้าที่
  • ความเข้าใจภายใน: สื่อสารกับ สส. ในพรรคจนเข้าใจกันดีไม่มีเรื่องผิดใจ
  • มุมมองที่แตกต่าง: การวิจารณ์งานโครงการต่างๆ เป็นไปตามหน้าที่ในฐานะ สส. ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้น

จากเหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของนักการเมืองและผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล ที่ทุกฝีก้าวและทุกคำพูดสามารถกลายเป็นประเด็นสังคมได้ง่ายๆ การสื่อสารที่ชัดเจนและการแสดงความบริสุทธิ์ใจผ่านกระบวนการทางกฎหมายถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด ป้อม ภาวุธ ปัดดีลคดี Forex แลกอวย TH-AI Passport ลั่น ‘ถ้าแลกได้คงไม่มายืนตรงนี้‘ พร้อมโต้เส้นเงิน 800 ล้านบาท จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าในโลกของการเมืองและธุรกิจ ความโปร่งใสคือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด

ในมุมมองของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือกระจกสะท้อนว่าประชาชนให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่มาของเงินทุนและนโยบายภาครัฐมากขึ้น เราแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และรอผลสรุปจาก DSI เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ความตื่นตัวของสังคมถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการปฏิรูปความโปร่งใสในประเทศของเราครับ

ที่มา – ป้อม ภาวุธ ปัดดีลคดี Forex แลกอวย TH-AI Passport ลั่น ‘ถ้าแลกได้คงไม่มายืนตรงนี้‘ พร้อมโต้เส้นเงิน 800 ล้านบาท