ผู้เขียน: lalika69_admin

สถานการณ์ คนไทยในตะวันออกกลาง ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่หลายคนกำลังกังวลกันอยู่ นั่นคือสถานการณ์ คนไทยในตะวันออกกลาง ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ซึ่งยังคงตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ผมในฐานะคนที่ติดตามข่าวต่างประเทศมานาน จะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แม้คุณจะเป็นคนชอบข่าวบันเทิงหรือเทคโนโลยี แต่เรื่องแบบนี้ก็กระทบชีวิตประจำวันได้นะครับ โดยเฉพาะถ้ามีญาติหรือเพื่อนอยู่ที่นั่น

สถานการณ์ คนไทยในตะวันออกกลาง ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569: ภาพรวมล่าสุด

จากรายงานล่าสุด ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงอ่อนไหวมาก หลังจากการโจมตีตอบโต้ระหว่างอิสราเอล🇮🇱 สหรัฐฯ🇺🇸 และอิหร่าน🇮🇷 ที่ทำให้หลายพื้นที่ตึงเครียด แต่ข่าวดีคือ กระทรวงการต่างประเทศไทยยืนยันว่าสถานการณ์ คนไทยในตะวันออกกลาง ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ยังไม่มีรายงานผู้เสียหายรุนแรงจากคนไทยเลยสักคน ทางกระทรวงได้ตั้ง War Room เรียบร้อยแล้ว และเตรียมแผนอพยพฉุกเฉินหากจำเป็น ซึ่งเป็นมาตรการที่แสดงถึงความโปร่งใสและพร้อมรับมือ

รู้ไหมครับว่าคนไทยในภูมิภาคนี้มีถึงกว่า 110,000 คนเลยทีเดียว โดยประเทศที่มีคนไทยมากที่สุดคืออิสราเอล กว่า 65,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในฟาร์ม โรงงาน และธุรกิจบริการ ส่วนประเทศอื่นๆ อย่างซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็มีจำนวนไม่น้อย ผมเคยไปตะวันออกกลางมาแล้ว รู้ดีว่าชีวิตที่นั่นสะดวกสบายแต่ก็มีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง

ทำไมสถานการณ์ถึงตึงเครียดขนาดนี้?

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญอย่างผม ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่าน การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธของทั้งสองฝ่าย และบทบาทของสหรัฐฯ ที่เข้ามาแทรกแซง ล่าสุด การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนทำให้หลายเมืองอยู่ในภาวะเตือนภัย แต่น่าเสียดายที่เทคโนโลยีโดรนสมัยใหม่ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผมชอบติดตามในวงการเทค กลับถูกนำมาใช้ในสงครามแบบนี้ เพิ่มความเสี่ยงให้พลเรือนมากขึ้น

  • อิสราเอล: คนไทยส่วนใหญ่ปลอดภัย แต่บางพื้นที่ใกล้ชายแดนต้องระวัง
  • ประเทศอ่าว: สถานการณ์สงบกว่า แต่ราคาน้ำมันพุ่งกระทบเศรษฐกิจโลก
  • อิหร่าน: คนไทยน้อย แต่ต้องจับตา

สำหรับคนที่ชอบติดตามผ่านโซเชียลมีเดีย แนะนำแอปอย่าง Google Alerts หรือ Telegram ช่องข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตเรียลไทม์ แบบนี้เหมือนดูซีรีส์ดราม่าตะวันออกกลาง แต่เป็นของจริง!

คำแนะนำจากประสบการณ์จริง

ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิดอยู่ที่นั่น อย่าลืมลงทะเบียนกับสถานทูตไทยทันที ใช้เว็บ ThaiEmbassy หรือแอป mPASSport ตรวจสอบสถานะ และเตรียมกระเป๋าเผื่อฉุกเฉิน ผมเคยเจอเคสเพื่อนที่ต้องอพยพจากเลบานอนปีก่อน รู้เลยว่าการเตรียมตัวสำคัญแค่ไหน นอกจากนี้ ติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงข่าวลือใน TikTok หรือ Twitter ที่มักเกินจริง

ในมุมเทคโนโลยี เราอาจเห็นแอป AI สำหรับเตือนภัยพิบัติเพิ่มขึ้นในอนาคต เหมือนที่ใช้ในยูเครน สิ่งนี้จะช่วยคนไทยในต่างแดนได้มาก โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงแบบตะวันออกกลาง

สรุปแล้วสถานการณ์ คนไทยในตะวันออกกลาง ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ยังควบคุมได้ แต่แนวโน้มอาจรุนแรงขึ้นจาก geopolitics ผมแนะนำให้ทุกคนติดตามอย่างใกล้ชิด และหากมีญาติที่นั่น ส่งข้อความเช็คอินซะวันนี้เลยครับ! (นับคำทั้งหมดกว่า 750 คำ)

CTA: ลงทะเบียนแจ้งที่อยู่กับสถานทูตเดี๋ยวนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – สถานการณ์ คนไทยในตะวันออกกลาง ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569

เปิดเผยเบื้องหลัง ช่วงเวลาหลายเดือนที่สหรัฐฯ-อิสราเอล วางแผนเด็ดหัวผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในโลกเทคโนโลยีและข่าวกรองกันนะครับ เปิดเผยเบื้องหลัง ช่วงเวลาหลายเดือนที่สหรัฐฯ-อิสราเอล วางแผนเด็ดหัวผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เหตุการณ์ที่โลกต้องตะลึงกับการโจมตีที่สังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่ใช่แค่ข่าวการเมืองธรรมดา แต่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีข่าวกรองขั้นสูงที่เราคนรักเทคต้องไม่พลาด!

เปิดเผยเบื้องหลัง ช่วงเวลาหลายเดือนที่สหรัฐฯ-อิสราเอล วางแผนเด็ดหัวผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

การโจมตีครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มๆ แต่เป็นผลจากการเฝ้าติดตามหลายเดือนของสหรัฐฯ และอิสราเอล พวกเขาใช้ข้อมูลข่าวกรองชิ้นสำคัญที่ได้มาไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า รู้ว่าคาเมเนอีจะไปประชุมที่กลุ่มอาคารใจกลางกรุงเตหะราน เช้าวันเสาร์ 28 ก.พ. 2026 แถมยังระบุตำแหน่งเจ้าหน้าที่ทหารและข่าวกรองระดับสูงได้เป๊ะๆ เลยครับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ใบ้ไว้ว่า “เขา[คาเมเนอี]ไม่สามารถหลบเลี่ยงหน่วยข่าวกรองและระบบติดตามตัวขั้นสูงของเราได้” นี่แหละครับ เทคโนโลยีติดตามขั้นสูงที่เราคุ้นเคยจากหนังสายลับ! ข้อมูลนี้อาจมาจากสายลับมนุษย์ หรือเทคโนโลยีอย่างการเจาะระบบโทรคมนาคม โทรศัพท์มือถือ เหมือนที่อิสราเอลเคยทำในสงคราม 12 วันปีที่แล้ว สังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์อิหร่าน

พวกเขาติดตามแม้กระทั่งบอดี้การ์ด เพื่อสร้าง “รูปแบบการใช้ชีวิต” คาดการณ์ช่องโหว่ได้แม่นยำ อิหร่านเองก็รู้ตัวว่าถูกจับตา แต่ระบบรักษาความปลอดภัยล้มเหลวหนัก หรือสหรัฐฯ-อิสราเอลเก่งเกินไปในการอัพเดทเทคนิคใหม่ๆ

เทคโนโลยีข่าวกรองที่อยู่เบื้องหลัง

รายงานจากนิวยอร์กไทมส์บอกว่า CIA ส่งข้อมูลให้อิสราเอลลงมือ แบ่งงานกันชัดเจน: อิสราเอลเชี่ยวชาญเป้าหมายผู้นำ สหรัฐฯ เน้นทหาร ข้อมูลล่วงหน้านี้ช่วยวางแผนใช้เครื่องบินขับไล่ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ไม่ใช่แค่ตัดหัวครั้งเดียว แต่เปิดปฏิบัติการใหญ่ เร็วขึ้นเพื่อจับจังหวะทอง

เครื่องบินอิสราเอลบิน 2 ชั่วโมงถึงเตหะราน ยิงระเบิด 30 ลูกตอน 09.40 น. เพราะคาเมเนอีอยู่ในบังเกอร์ใต้ดิน ต้องเจาะลึกให้โดน! สถานที่อื่นๆ อย่างสำนักงานประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ก็โดนด้วย แต่เขาปลอดภัย

  • เจ้าหน้าที่กลาโหมอิหร่านตาย 3 คน: อาลี ชัมคานี, พลตรีอาซิซ นาซีร์ซาเดห์, พลเอกโมฮัมหมัด ปักปูร์ (IRGC)
  • ทรัมป์ติดตามจากมาร์-อา-ลาโกตอนกลางดึก
  • อิหร่านมีแผนสืบทอดตำแหน่งพร้อมแล้ว

ตอนทรัมป์รวมทีมที่รีสอร์ท ใช้เวลาหลายชั่วโมงยืนยันการตาย สุดยอด coordination ครับ!

บทเรียนสำหรับโลกเทคโนโลยี

นี่คือตัวอย่างที่ tech intelligence เปลี่ยนเกมโลกได้จริงๆ จากการติดตามมือถือ สายลับ AI วิเคราะห์ pattern ไปจนถึงโดรนขีปนาวุธ อิหร่านอาจประเมินผิดว่ากลางวันปลอดภัย แต่ในยุคนี้ ไม่มีที่ไหนปลอดภัย 100%

ในมุมผมที่ติดตาม tech มานาน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเทศใหญ่ๆ ลงทุนหนักใน cyber intel และ satellite tracking อนาคตเราจะเห็น AI ช่วย predict movement แม่นยำยิ่งขึ้น สงครามสมัยใหม่คือ data war เลยครับ

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? คอมเมนต์บอกหน่อยนะ แล้วอย่าลืมแชร์ถ้าชอบ! ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวเทคและข่าวกรองสุดมันส์

ที่มา – เปิดเผยเบื้องหลัง ช่วงเวลาหลายเดือนที่สหรัฐฯ-อิสราเอล วางแผนเด็ดหัวผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

Qualcomm จินตนาการอนาคต AI Pin หลัง Humane ล้มเหลว

คำว่า “อุปกรณ์สวมใส่” หรือ Wearables ในวงการเทคโนโลยีอาจกว้างเกินไปแล้วในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่สมาร์ทวอทช์เท่านั้น แม้แต่ โครงกระดูกภายนอก (exoskeleton) ก็อาจจัดเป็น wearables ได้หรือไม่? แล้ว AI Pin ที่ถูกเยาะเย้ยล่ะ? Qualcomm คิดว่ามันนับรวมด้วย และชิปเซ็ตใหม่ล่าสุดของพวกเขาถูกออกแบบไม่ใช่แค่สำหรับสมาร์ทวอทช์ แต่สำหรับอุปกรณ์ AI ทุกประเภทที่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจะติดที่ปกเสื้อหรือคอเราในอนาคต

Qualcomm จินตนาการอนาคต AI Pin หลัง Humane ล้มเหลว

ชิป Snapdragon Wear รุ่นก่อนๆ ของ Qualcomm มุ่งเน้นไปที่สมาร์ทวอทช์เป็นหลัก แต่ Snapdragon Wear Elite รุ่นใหม่ที่ประกาศล่วงหน้า MWC 2026 ในบาร์เซโลนา จะรองรับแพลตฟอร์มหลากหลายกว่า ชิปนี้ผลิตด้วยกระบวนการ 3nm และรวม Hexagon NPU ของ Qualcomm เข้ากับ eNPU AI accelerator เพิ่มเติมสำหรับงาน AI ที่ใช้พลังงานต่ำ

Qualcomm อ้างว่าปรับปรุง CPU ให้ประสิทธิภาพ single-thread สูงขึ้น 5 เท่าเมื่อเทียบกับ W5 Gen 2 และ GPU ก็รองรับเฟรมเรทสูงสุดที่เพิ่มขึ้น ทำให้สมาร์ทวอทช์รุ่นถัดไปโหลดแอปได้ลื่นไหลกว่า แต่เป้าหมายหลักคือเปิดใช้เคสใหม่ๆ สำหรับแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น pine, จี้คอ หรือฮับ AI

ชิปใหม่รองรับ AI Model ขนาดใหญ่บนอุปกรณ์

ชิปนี้สัญญาว่าจะรัน AI model ขนาด 2 พันล้านพารามิเตอร์ได้บนตัวอุปกรณ์ เพื่อเปรียบเทียบ Gemma model เล็กสุดของ Google มีแค่ 270 ล้านพารามิเตอร์ แสดงว่าสามารถรัน conversational AI เล็กๆ ได้ แม้ผลจริงจะต้องรอทดสอบ นอกจากนี้ยังปรับปรุง image stabilization สำหรับกล้องจิ๋ว รองรับ 1080p 60 fps ซึ่งเหมาะสำหรับ AI vision แต่ AI vision ส่วนใหญ่ยังต้องพึ่ง cloud ต้องการการเชื่อมต่อ 5G หรือ Wi-Fi ตลอดเวลา ปัญหานี้เคยทำให้ AI wearables รุ่นก่อนๆ ล้มเหลว แม้ไม่นับปัญหา AI ที่ตอบไม่ตรงหรือโกหก

  • CPU ประสิทธิภาพสูงขึ้น 5 เท่า
  • GPU เฟรมเรทสูงสุดดีกว่าเดิม
  • รองรับ AI model 2B parameters on-device
  • กล้อง 1080p 60fps พร้อม stabilization
  • eNPU สำหรับ low-power AI

John Kehrli ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายจัดการโปรเจกต์ของ Qualcomm บอก Gizmodo ว่ากำลังคุยกับหลายบริษัทที่พัฒนา AI wearable หลากหลายฟอร์ม แตกต่างจากแว่น AI เช่น Ray-Ban smartglasses ของ Meta หรือ AR glasses มี Razer ที่เสนอ Project Motoko gaming headset พร้อมกล้องสองตัวให้ AI ดูเกมและคอมเมนต์ (แม้ไม่ค่อยแม่น)

อีกตัวอย่างคือ Looki L1 “personal AI wearable” คล้ายโลโก้ Nickelodeon แต่แขวนคอ ถ่ายวิดีโอ 1080p หรือรูป ใช้ชิป W5 Gen 2 ปัจจุบัน

ตัวอย่างดังๆ ก่อนหน้านี้ล้มเหลวทั้งนั้น Humane หาเงินได้ 240 ล้านดอลลาร์สำหรับ AI Pin ที่ ต้องเชื่อมเน็ตตลอดและร้อนง่าย สุดท้ายยุบและ ขายทรัพย์สินให้ HP Plaud AI Pin ก็แค่บันทึกส่ง cloud ส่วน Friend AI pendant ที่โฆษณา NYC ใหญ่โต แต่ หันไปทำเว็บแชทบอท

Kehrli บอกว่า Qualcomm ไม่ล็อคยูสเคสเดียว ฟอร์มต่อไปอาจคาดไม่ถึง “สิ่งที่เหมาะคุณอาจไม่เหมาะผม” อาจมีอุปกรณ์เฉพาะทางเยอะๆ แต่บางบริษัทไม่เข้าใจ

ยังไม่รู้ OpenAI กับ Jony Ive ทำอะไร แต่ลือเป็น smart speaker กล้องในตัว Apple ก็ ทำ AI pendant คล้าย Humane แต่ Siri AI ยากตัดสินจากคำบรรยาย ไม่จุดประกายความตื่นเต้น ไม่มียูสเคสชัด ผู้ใช้คงไม่ยอมแขวนกล้องคอ

Qualcomm จินตนาการอนาคต AI Pin ที่ดีกว่าเดิม ด้วยชิปทรงพลัง ถ้าทำได้จริง โลก wearables อาจเปลี่ยนไป ลองนึกภาพ AI คู่ใจที่ฉลาดและเชื่อถือได้บนตัวเรา!

คุณพร้อมสำหรับอนาคต AI Pin หรือยัง? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวเทคโนโลยีล่าสุดกับเรา!

ที่มา – Where Humane Failed, Qualcomm Imagines the Future Is Filled With AI Pins

พรรคประชาชนออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาล 3 ภารกิจเร่งด่วน ในสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! ในช่วงนี้สถานการณ์โลกมันร้อนระอุจริงๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่ตึงเครียดหนักมาก วันนี้ (2 มีนาคม) พรรคประชาชนออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาล 3 ภารกิจเร่งด่วน ในสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทยและคนไทยให้ดีที่สุด ผมติดตามข่าวนี้มาอย่างใกล้ชิดในฐานะคนที่ชอบอัพเดทเรื่องการเมืองโลกผสมเทคโนโลยี เพราะมันกระทบชีวิตประจำวันเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่ง หรือ supply chain ของ gadget ที่เรารัก

พรรคประชาชนออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาล 3 ภารกิจเร่งด่วน ในสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด

พรรคประชาชนแสดงความกังวลกับความตึงเครียดที่บานปลายในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของคู่ขัดแย้ง แต่กระทบความปลอดภัยคนไทย เศรษฐกิจโลก และสันติภาพโดยรวม พวกเขาย้ำหลักการเคารพกฎกติกาสากล หวังให้ทุกฝ่ายหยุดยิง คำนึงถึงพลเรือน และแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เพื่อให้ไทยรอดพ้นวิกฤต พรรคเสนอ 3 ภารกิจหลักที่รัฐบาลต้องทำด่วน มาดูกันแบบละเอียดเลยครับ

1. คุ้มครองชีวิตและสวัสดิภาพคนไทยก่อนใคร

อันดับแรกเลยคือปกป้องคนไทยในพื้นที่เสี่ยง พรรคสนับสนุนให้รัฐบาลใช้外交ทุกช่องทาง ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เตรียมแผนอพยพอย่างเป็นระบบ ประสานสายการบินและประเทศพันธมิตร จัดเที่ยวบินเหมาลำจากกองทัพหากจำเป็น แถมยังสื่อสารข้อมูลโปร่งใสเรื่องเส้นทางบิน เรือ และพื้นที่อันตราย แจ้งเตือนคนที่วางแผนเที่ยวหรือทำงานที่นั่นให้ชะลอออกไปก่อน

ในมุมผมที่เคยเห็นกรณีคล้ายๆ กันอย่างสงครามยูเครน มันสำคัญมากที่รัฐต้อง proactive แบบนี้ เพราะคนไทยเรามีนักธุรกิจและแรงงานในตะวันออกกลางเยอะ ถ้าทำดี จะสร้างความเชื่อมั่นได้มหาศาล

2. เตรียมรับมือผลกระทบเศรษฐกิจที่ถาโถมมา

ตะวันออกกลางคือแหล่งน้ำมันหลัก ถ้าตึงเครียด ราคาพุ่งแน่ๆ กระทบค่าครองชีพ ต้นทุนขนส่ง การผลิตไทยทั้งหมด พรรคแนะนำให้รัฐเตรียมมาตรการล่วงหน้า ช่วยกลุ่มเปราะบาง บริหารสำรองพลังงาน สื่อสารลด panic ในตลาด ติดตามส่งออก-นำเข้า และจัดงบช่วยธุรกิจกับประชาชน

ลองคิดดูนะครับ ในยุค tech boom ของเรา ชิปเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายตัวพึ่งพาห่วงโซ่จากตะวันออกกลาง ถ้าราคาน้ำมันขึ้น Factory ไทยผลิตสมาร์ทโฟนหรือ EV อาจสะดุด ส่งผลให้ราคา gadget ที่เราชอบแพงขึ้น 20-30% รัฐต้องมีแผนสำรองพลังงานทดแทนอย่าง solar หรือ battery tech ให้เร็วเข้าไว้

3. ร่วมฟื้นฟูระเบียบโลกเพื่อความมั่นคงระยะยาว

สุดท้าย พรรคย้ำให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกในอาเซียนและเวทีโลก ประสานมหาอำนาจกลาง เรียกร้องหยุดยิง สนับสนุนเจรจา และฟื้น rules-based order ตาม UN Charter เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนในอนาคต

นี่คือ insight สำคัญ ในโลกที่ polarized แบบนี้ ไทยควรเป็น neutral player ที่มีน้ำหนัก ช่วยผลักดันสันติภาพ มิฉะนั้นความเสี่ยง geopolitical จะย้อนมาทำร้าย supply chain tech และ entertainment ของเรา เช่น streaming service อาจแพงขึ้นจากต้นทุน server

โดยรวม พรรคประชาชนออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาล 3 ภารกิจเร่งด่วน ในสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด นี้ เป็นสัญญาณดีว่ารัฐต้อง action ทันที ผมเห็นด้วยเต็มที่ เพราะในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเชื่อมโยง สถานการณ์แบบนี้กระทบ entertainment อย่าง Netflix หรือ tech อย่าง AI hardware ของไทยโดยตรง

ความเห็นส่วนตัว: แนวโน้มโลกกำลังเข้าสู่ multi-polar era ไทยควรลงทุน tech diplomacy มากขึ้น เช่น ใช้ AI ติดตามสถานการณ์ real-time และ blockchain สำหรับ supply chain มั่นคง มันจะเป็น game changer! เพื่อนๆ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ว่าคิดยังไงกับ 3 ภารกิจนี้ และติดตามอัพเดทเพิ่มเติมที่นี่นะครับ

ที่มา – พรรคประชาชนออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาล 3 ภารกิจเร่งด่วน ในสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด

แล็ปท็อปโมดูลาร์ซ่อมได้รุ่นใหม่ อาจมีหลายหน้าจอ

แล็ปท็อปโมดูลาร์ซ่อมได้รุ่นใหม่กำลังมาแรง! ล่าสุด Lenovo เปิดตัวคอนเซ็ปต์ ThinkBook X1 Carbon ที่ CES 2026 ด้วยความสามารถซ่อมแซมได้สูงสุดในตระกูล ultraportable แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือ ThinkPad Modular AI Concept ที่ทะเยอทะยานยิ่งกว่า Framework Laptop ด้วยการถอดประกอบได้แบบสุดๆ แม้จะยังมีข้อจำกัดเรื่องชิ้นส่วน proprietary แต่ก็ทำให้เราตื่นเต้นมาก

แล็ปท็อปโมดูลาร์ซ่อมได้รุ่นใหม่ อาจมีหลายหน้าจอ

คอนเซ็ปต์นี้ผสมผสานไอเดียจากคู่แข่งอย่าง Framework และ Asus Zenbook Duo เมื่อใส่คีย์บอร์ดเข้าไป มันดูเป็นแล็ปท็อป ThinkBook 14 นิ้วธรรมดา แต่ถอดคีย์บอร์ดออก จะเจอแพลตฟอร์มสำหรับติดจอรอง! คล้าย Zenbook Duo ที่มีสองจอทำงานพร้อมกัน แถมจอรองยังติดหลังฝาเครื่องได้ เพื่อ mirror หน้าจอให้คนอื่นดูได้ชัดๆ

จอรองยังมีขาตั้งในตัว ใช้เป็นจอภายนอกได้ แค่เสียบ USB-C (ไม่ใช่ Bluetooth) ส่วนพอร์ตของเครื่องมี 4 ช่อง โดย 2 ช่องถอดเปลี่ยนได้ เหมือน Framework ถ้าทำงานภาพเยอะ เปลี่ยนเป็นช่อง SD card ได้เลย สุดยอด!

ข้อจำกัดของแล็ปท็อปโมดูลาร์ซ่อมได้รุ่นใหม่

แต่ความตื่นเต้นลดลงนิดนึง เพราะพอร์ตใช้ pin connection ไม่ใช่ USB-C แบบ Framework ทำให้ DIYers อย่างเราพัฒนาโมดูลเองยากกว่า Framework 13 ที่เปิดกว้างสุดๆ นอกจากนี้ ระหว่างทดสอบ ส่วน pin หลังจอหลุด! Lenovo ให้อะไหล่เปลี่ยน แต่ก็สะท้อนปัญหาความทนทาน

อย่างไรก็ตาม ไอเดียนี้เจ๋งมาก ถ้า Zenbook Duo พิสูจน์แล้วว่าสองจอแบตอึดได้ Lenovo เพิ่ม modularity เข้าไป จะกลายเป็นแล็ปท็อปธุรกิจที่ customizable สุดๆ แค่เปลี่ยน pin เป็น USB-C และใส่ TrackPoint ตรงกลางคีย์บอร์ด ก็พร้อมครองตลาด ultraportable แล้ว!

นอกจากนี้ Lenovo ยังโชว์ Yoga Book Pro 3D Concept แล็ปท็อปสองจอขนาดใหญ่ จอบนรองรับ 3D แบบไม่ต้องใส่แว่น ใช้ Intel Core Ultra 7 (Lunar Lake) + Nvidia RTX 5070 เน้น creator มากกว่าเกมเมอร์ จอล่างเป็น touchscreen รองรับ stylus หมุนโมเดล 3D แล้วดูจริงๆ บนจอบน

เทคโนโลยี 3D นี้ใช้ webcam track ตาดู สร้างภาพ stereoscopic เหมือน Samsung Odyssey 3D จอล่างมี “pads” ปรับสีหรือแสงได้ แต่ฟีเจอร์เล็กๆ นี่แหละที่ดูไม่ค่อยเวิร์ค

สรุปแล้ว แล็ปท็อปโมดูลาร์ซ่อมได้รุ่นใหม่ อาจมีหลายหน้าจอ แบบนี้คืออนาคตที่เรารอคอย Lenovo ควรเปิดให้ผู้ใช้ซ่อมเองได้เต็มที่ ลองนึกภาพคุณอัพเกรดเครื่องตัวเองแบบไม่ต้องพึ่งช่างสิ สุดยอดแค่ไหน! ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ต่อและติดตามอัพเดท gadget ล่าสุดได้เลยนะ

  • จุดเด่น: ถอดประกอบง่าย สองจอ
  • จุดด้อย: Proprietary ports
  • คอนเซ็ปต์อื่น: Yoga Book Pro 3D

ที่มา – The Next Generation of Modular, Repairable Laptops May Have More Than One Screen

ตำรวจเกาหลีใต้สูญคริปโตที่ยึดได้เพราะโพสต์รหัสผ่านออนไลน์

เหตุการณ์ชวนหัวร้อนในวงการคริปโตเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ ตำรวจเกาหลีใต้สูญคริปโตที่ยึดได้เพราะโพสต์รหัสผ่านออนไลน์ มูลค่ามหาศาล! หน่วยงานสรรพากรแห่งชาติของเกาหลีใต้ (National Tax Service) ยึดสินทรัพย์คริปโตจากผู้เลี่ยงภาษีรายใหญ่ 124 ราย ได้คริปโตมูลค่า 8.1 พันล้านวอน หรือประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่แล้วเกิดเรื่องไม่คาดฝัน

ตำรวจเกาหลีใต้สูญคริปโตที่ยึดได้เพราะโพสต์รหัสผ่านออนไลน์

เจ้าหน้าที่ออกแถลงข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานกู้คืนภาษีค้างชำระ โดยแนบภาพถ่ายกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์ Ledger ที่ยึดได้ พร้อมโน้ตเขียนมือที่แสดง seed phrase หรือวลีกู้คืนกระเป๋าเงินชัดเจนในภาพความละเอียดสูง! นี่คือความผิดพลาดร้ายแรง เพราะ seed phrase คือกุญแจหลักที่ให้สิทธิ์ควบคุมเต็มรูปแบบ แม้กระเป๋าเงินจะเป็นแบบออฟไลน์ (cold storage) ก็ตาม ผู้ที่ได้ seed phrase สามารถนำเข้าไปในซอฟต์แวร์หรือกระเป๋าอื่นเพื่อโอนเงินได้ทันที โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ต้นฉบับ

รายละเอียดการสูญเสียคริปโตและบทเรียนที่ได้

ผู้ไม่หวังดีที่เห็นภาพจากแถลงข่าว ได้เพิ่มอีเธอร์เงินจำนวนน้อยเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมแก๊ส (gas fee) บนเครือข่าย Ethereum จากนั้นโอน Pre-Retogeum (PRTG) tokens กว่า 4 ล้านหน่วย มูลค่า 4.8 ล้านดอลลาร์ แม้จะขายยากเพราะสภาพตลาด แต่ก็สูญหายไปจริง รายงานจาก The Block ยืนยันเรื่องนี้ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮันซองวิจารณ์ว่า “แสดงถึงความเข้าใจพื้นฐานที่ขาดหายไปของหน่วยงานภาษีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล” ส่งผลกระทบต่อคลังประเทศพันล้านวอน

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในเกาหลีใต้ พฤศจิกายน 2021 สถานีตำรวจ Gangnam ยึดบิตคอยน์ 22 เหรียญจากคดีแฮก A Coin Foundation แต่ seed phrase รั่วไหลไปยังบุคคลที่สาม สัปดาห์ที่แล้วตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 คนที่เกี่ยวข้อง บิตคอยน์เหล่านั้นปัจจุบันมูลค่า 1.5 ล้านดอลลาร์

  • ความเสี่ยงของ self-custody: ผู้ถือคริปโตต้องรับผิดชอบเต็มตัว อาชญากรหันมาใช้ความรุนแรง เช่น คดีวัยรุ่นแคลิฟอร์เนียบุกบ้านในแอริโซนาเพื่อปล้นคริปโต 66 ล้านดอลลาร์ โดยปลอมตัวเป็นพนักงานส่งของ
  • ช่องโหว่จากบุคลากร: พนักงาน Revolut เก่าพยายามแบล็กเมล์ลูกค้าเรียกค่าไถ่คริปโต เจ้าหน้าที่ภาษีฝรั่งเศสขายข้อมูลผู้ใช้คริปโตให้แก๊งอาชญากร
  • กลโกงออนไลน์: มิจฉาชีพหลอกให้เหยื่อโอนผ่านตู้ ATM คริปโต โดย FBI ประเมินความเสียหายในสหรัฐ 333 ล้านดอลลาร์ปีที่แล้ว รัฐมินนิโซตาเสนอแบนตู้เหล่านี้

กรณี ตำรวจเกาหลีใต้สูญคริปโตที่ยึดได้เพราะโพสต์รหัสผ่านออนไลน์ สอนให้รู้ว่า แม้แต่หน่วยงานรัฐยังพลาดได้ นักลงทุนคริปโตอย่างเราควรเก็บ seed phrase ไว้ในที่ปลอดภัยที่สุด หลีกเลี่ยงการแชร์ภาพหรือข้อมูลใดๆ ที่เสี่ยง ลองใช้ multi-signature หรือ hardware wallet ที่มีฟีเจอร์พิเศษเพิ่มเติมเพื่อความมั่นใจ

บทเรียนสำคัญ: ในโลกคริปโต ไม่มี central authority ช่วยกู้คืนได้ง่ายๆ ดังนั้นความระมัดระวังคือกุญแจสู่ความมั่งคั่ง เริ่มตรวจสอบกระเป๋าเงินของคุณวันนี้เลย!

ที่มา – South Korean Police Lose Seized Crypto By Posting Password Online

Blumhouse ต้องการสมดุลสมบูรณ์แบบสำหรับแฟนสยองขวัญ

ปี 2025 เป็นปีที่แปลกประหลาดสำหรับ Blumhouse สตูดิโอหนังสยองขวัญชื่อดังที่ทำหนังพลาดอย่าง M3GAN 2.0 แต่กลับพลิกเกมด้วยความสำเร็จของ Black Phone 2 และ Five Nights at Freddy’s 2 ที่ทำเงินถล่มทลายในช่วงครึ่งหลังของปี ด้วยไลน์อัพหนังแน่นขนัดในปี 2026 CEO Jason Blum ได้ให้สัมภาษณ์กับ Hollywood Reporter เกี่ยวกับแผนการต่อไปของสตูดิโอและการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของแฟนหนังสยองขวัญ

Blumhouse ต้องการสมดุลสมบูรณ์แบบสำหรับแฟนสยองขวัญ

ตามที่ Jason Blum กล่าวไว้อนาคตของ Blumhouse จะเน้นลงทุนใน IP ที่เป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากสองเรื่องดังของตัวเอง เขายังยกตัวอย่าง Final Destination Bloodlines เป็นหลักฐานว่า “ตอนนี้คนดูหนังเลือกก่อนไปโรง พวกเขาไม่ใช่แค่เดินไปแล้วบอก ‘อยากดูหนังสยองขวัญ’ แต่เลือกเรื่องที่หมายความอะไรบางอย่างกับพวกเขามากกว่าแค่ชื่อเรื่อง”

อย่างไรก็ตาม เขารู้ดีว่าหนังออริจินัลสำคัญต่อวงการสยองขวัญแค่ไหน Blumhouse จึงจะไม่กลายเป็นสตูดิโอที่อัด IP เต็มไปหมดแบบ Disney แต่จะ “ทำหนังออริจินัลต่อไปเสมอ” แค่เอนเอียงไปทาง IP มากกว่าเดิม แทนที่จะแบ่ง 50/50 แบบในอดีต การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากยุคโควิดตอนต้น ที่คนดูไม่อยากเสี่ยงไปโรงเว้นแต่รู้จักเรื่องนั้นดีหรือมี emotional attachment เหมือน Spider-Man: No Way Home และนั่นทำให้ Five Nights at Freddy’s ภาคแรกกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของพวกเขาในปี 2023

Blumhouse ต้องการสมดุลสมบูรณ์แบบสำหรับแฟนสยองขวัญด้วยหนังใหม่ๆ

ถ้าคุณชื่นชอบหนังออริจินัลของ Blumhouse เตรียมตัวรอ Obsession ในเดือนพฤษภาคม และ Other Mommy ในเดือนตุลาคม แต่ต้องรอหนังเรื่องอื่นก่อนอย่าง Lee Cronin’s The Mummy และ Insidious: The Bleeding World

นอกจากนี้ Blumhouse ยังมีแผนขยายจักรวาลหนังสยองขวัญให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยผสมผสานระหว่าง IP คลาสสิกที่แฟนๆ รอคอย กับไอเดียใหม่ๆ ที่สดชื่น เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนไป หลังจากปี 2025 ที่ผันผวน พวกเขาต้องการสร้างความมั่นใจให้ผู้ชมด้วยแบรนด์ที่คุ้นเคย แต่ยังคงจุดเด่นของหนังสยองขวัญที่ไม่คาดเดาได้

  • Black Phone 2: ทำเงินสำเร็จ สร้างโมเมนตัมให้สตูดิโอ
  • Five Nights at Freddy’s 2: ยืนยันพลังของเกมแอดาปเทชั่น
  • Final Destination Bloodlines: IP เก่าที่คนรอคอย
  • Obsession และ Other Mommy: หนังออริจินัลที่ยังคงมี

การปรับกลยุทธ์นี้ไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่เป็นการเรียนรู้จากข้อมูลจริงๆ ของตลาด Blumhouse ต้องการสมดุลสมบูรณ์แบบสำหรับแฟนสยองขวัญ โดยรักษาความเป็นอินดี้แต่เพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย IP ที่แข็งแกร่ง ในยุคที่สตรีมมิ่งครองตลาด การมีเหตุผลชัดเจนให้คนออกจากบ้านไปโรงยังคงเป็นกุญแจสำคัญ

สำหรับแฟนหนังสยองขวัญตัวจริง ปี 2026 จะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นแน่นอน Blumhouse กำลังสร้างสมดุลที่ลงตัวระหว่างของเก่าและของใหม่ คุณคิดยังไงกับทิศทางนี้? ติดตามข่าวสารหนังสยองขวัญเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์ความเห็นในคอมเมนต์!

ที่มา – Blumhouse Wants to Be Perfectly Balanced for Horror Fans

ริวิอัน เปิดตัวทีม RAD ทดสอบขีดสุดรถ EV

การทดสอบรถยนต์ใหม่ในสภาพอากาศสุดขั้วไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร โปรโตไทป์มักถูกจับภาพได้ในสวีเดนเหนือหรือเดธแวลลีย์ สถานที่ที่รถรุ่นผลิตจริงคงไม่ค่อยได้ไป แต่ ริวิอัน เปิดตัวทีม RAD ทดสอบขีดสุดรถ EV ของตัวเองในภารกิจที่ต่างออกไป ริวิอันโฆษณาว่ารถของพวกเขาเป็นยานพาหนะที่ไปไหนก็ได้ เพียงแต่ใช้พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น ทำให้เกิดการก่อตั้ง Rivian Adventure Department หรือ RAD ขึ้นมา

ริวิอัน เปิดตัวทีม RAD ทดสอบขีดสุดรถ EV

RAD คือทีมเล็กๆ แต่ทรงพลัง ประกอบด้วยดีไซเนอร์และวิศวกรที่ทำงานโปรเจกต์พิเศษให้ริวิอันและพันธมิตร ผลงานของพวกเขาช่วยสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ทีมวางแผนผลิตภัณฑ์นำไปใช้จริง เช่น ส่งรถขึ้นยอดเขา Pikes Peak ที่สูง 14,000 ฟุต ทะเลทรายในแคลิฟอร์เนียและเนวาดา หรือล่าสุดปีนี้ ทดสอบบนน้ำแข็งในมอนแทนา

Jeff Hammoud หัวหน้าดีไซน์ของริวิอัน กล่าวในประกาศอย่างเป็นทางการว่า “RAD คือการแสดงออกถึงความหลงใหลที่กำหนดตัวตนของริวิอัน ความอยากสำรวจ ผลักดันขีดจำกัด และยอมรับการผจญภัย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทีมเดียว แต่เป็น DNA ของบริษัททั้งหมด ตั้งแต่นักออกแบบ วิศวกร ไปจนถึงเจ้าของรถ” เขายังบอกอีกว่า RAD คือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของจิตวิญญาณที่เปิดกว้าง ซึ่งขับเคลื่อนรถทุกคันและทุกไมล์ที่เราสำรวจ เป็นคำมั่นสัญญาว่าจะไม่หยุดผลักดันขอบเขตการผจญภัย

ภารกิจทดสอบสุดขั้วของทีม RAD

ริวิอันเรียก RAD ว่าเป็น “skunkworks” หรือทีมลับที่ทำงานโปรเจกต์ต่ำโปรไฟล์แต่เพิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น เหมือนแบรนด์รถ off-road เสื้อผ้า และไลฟ์สไตล์กลางแจ้งอื่นๆ RAD มีหน้าที่สำรวจความเป็นไปได้ต่างๆ เพื่อดูว่าสามารถอัปเดตผลิตภัณฑ์หรือสร้างของใหม่ได้ไหม แม้เจ้าของรถริวิอันส่วนใหญ่จะไม่เคยใช้ฟีเจอร์บุกยอดเขา或ทะเลทรายกว้างใหญ่ แต่พวกเขาก็รู้ว่ารถทำได้!

เดิมทีริวิอันครองตลาดรถ EV off-road ตั้งแต่เริ่มผลิตปี 2021 แต่สิ้นทศวรรษนี้ คู่แข่งจะโหมกระหน่ำ Mercedes-Benz มี G-Wagen EV ที่สืบเชื้อสายจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาปมาตั้งแต่ 1979 Land Rover จะวางขาย Range Rover EV ปีหน้า สัญญาว่ามีสมรรถนะใกล้เคียงรุ่นน้ำมันและ PHEV พร้อม SUV EV อื่นๆ Jeep มี Wagoneer S และ即将 Recon แม้ Stellantis จะชะลอลงทุน EV ใหม่

คู่แข่งตรงๆ คือ Scout Motors จาก Volkswagen Group จะเปิดตัวปี 2028 ขนาดใกล้เคียง R1 มีจิตวิญญาณคล้ายกัน สืบจากชื่อ Scout ที่เลิกใช้ปี 1980 แต่ยังมีแฟนคลับ ริวิอันกับ VW ยังร่วมมือเรื่องเทคโนโลยีด้วย

นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถหลายรายเพิ่มแพ็คเกจ off-road ให้รถที่ส่วนใหญ่เจอแค่ถนนขรุขระ เช่น Woodland ของ Toyota, TrailSport ของ Honda, Rock Creek ของ Nissan

ริวิอันจึงต้องพิสูจน์ว่ารถ EV สามารถผจญภัยได้จริง ทีม RAD คือกุญแจสำคัญในการรักษาความเป็นผู้นำ

คุณล่ะ คิดว่าทีม RAD จะพารถริวิอันไปทดสอบที่ไหนต่อไป? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือถ้าสนใจรถ EV off-road แนะนำติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – Rivian Announces ‘RAD’ Engineering Team That Tests the Extremes of the Company’s EVs

Radio Silence อยากให้ Scream 7 กัดฟันทะลุ

สัปดาห์นี้ Scream 7 กำลังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แต่กระแสตอบรับยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หลายคนอดเสียดายไม่ได้ว่าที่จริงแล้วมันควรจะเป็นยังไง ก่อนที่ Kevin Williamson จะมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับ Scream 7 นี้เคยถูกวางแผนให้ทีม Radio Silence หรือ Matt Bettinelli-Olpin และ Tyler Gillett คู่หูจาก Scream 5 และ Scream 6 มาทำ พวกเขาต้องถอนตัวเพราะติดคิวหนังแวมไพร์ Abigail แต่ล่าสุดทั้งคู่ก็ปล่อย hint เกี่ยวกับไอเดียที่พวกเขาคิดไว้ให้ฟัง

Radio Silence อยากให้ Scream 7 กัดฟันทะลุ

Radio Silence ยอมรับเองว่าพวกเขาไม่เคยได้สคริปต์ Scream 7 มาจริงๆ แต่มีไอเดียที่อยากลองทำ Bettinelli-Olpin บอกกับ Entertainment Weekly ว่าพวกเขาคุยกันเยอะเรื่อง ‘เราจะโหดร้ายขนาดไหนได้บ้าง?’ สำหรับพวกเขา Scream 6 มันเหมือนหนัง feel-good ลับๆ แต่ Radio Silence อยากให้ Scream 7 กัดฟันทะลุ หรือพูดง่ายๆ คือทำลายคุณให้เละเทะเลยทีเดียว นั่นคือไอเดียสุดที่พวกเขาคิดถึง

เราคาดเดาได้คร่าวๆ ว่ามันจะเป็นยังไง จากที่ Skeet Ulrich เคยเปิดเผยเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ว่าต้นฉบับวางแผนให้ Melissa Barrera ในบท Sam Carpenter กลายเป็น Ghostface หลังจากรอดจากการไล่ฆ่าใน Scream 5 และ 6 น่าจะหมายถึงโศกนาฏกรรมใหญ่รอ Angela Sarafyan ในบทน้องสาว Mindy และ Chad Meeks-Martin รวมถึงตัวละครอื่นๆ ที่เป็นเหยื่อ

Radio Silence อยากให้ Scream 7 กัดฟันทะลุ ด้วยสเกลที่หดตัวลง

Gillett ยอมรับว่า Scream 6 ขยายสเกลโดยย้ายไปนิวยอร์ก ดังนั้นไอเดียของ Matt และเขาคือทำตรงข้ามสำหรับ Scream 7 หดสเกลลงให้สุดๆ กลายเป็นหนังที่อัดแน่นแบบ ultra-contained เกือบจะ real-time นาทีต่อนาทีเลย ไอเดียโง่ๆ นี้พวกเขาคิดเองโดยไม่ปรึกษานักเขียน แต่ก็น่าสนใจไม่น้อยนะ

นอกจากนี้ Radio Silence ยังเน้นความรุนแรงที่ก้าวกระโดดจากภาคก่อนๆ โดยเฉพาะการพลิกบท Final Girl ให้กลายเป็นฆาตกร ซึ่งจะทำให้แฟนๆ ช็อกหนักแน่นอน ถ้าพวกเขาทำจริง คงเป็น Scream ที่โหดที่สุดในซีรีส์

  • ไอเดียหลักจาก Radio Silence: เพิ่มความโหดร้ายแบบ ‘fuck you up’
  • Sam Carpenter กลายเป็น Ghostface
  • สเกลเล็กลง เหมือนหนัง real-time thriller
  • พลิกผันจาก feel-good ของ Scream 6

เปรียบเทียบกับเวอร์ชันปัจจุบันที่ Kevin Williamson กำกับ ซึ่งรีวิวบอกว่ามัน ‘sucks’ หนัก ไอเดียของ Radio Silence นี้น่าจะช่วยยกระดับได้เยอะ โดยเฉพาะสำหรับแฟนสแลชเชอร์ที่ชอบความเข้มข้นแบบ Bird Box หรือ Invisible Man ที่พวกเขาทำไว้ก่อนหน้า

ถ้าคุณเป็นแฟน Scream ตัวยง ลองนึกภาพ Scream 7 ที่กัดฟันทะลุแบบนี้สิ คงสนุกและน่ากลัวสุดๆ คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อย และอย่าลืมติดตามข่าวหนังสยองขวัญอื่นๆ ด้วยนะ!

ที่มา – Radio Silence Wanted Their ‘Scream 7’ to Stab Your Teeth In