ผู้เขียน: lalika69_admin

คิร์สเทน ดันสต์ เข้าร่วม Minecraft 2

ภาพยนตร์ Minecraft ภาคแรกกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดอันดับสองในสหรัฐอเมริกาปี 2025 โดยดึงดูดแฟนเกมจำนวนมากและสร้างประสบการณ์互动ในโรงภาพยนตร์ที่แฟนๆ เปลี่ยนโรงหนังให้กลายเป็นโลกเกมไปเลย หลังจากความสำเร็จล้นหลามนี้ การยืนยันภาคต่อ Minecraft 2 ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมนักแสดงแจ็ค แบล็ค และเจสัน โมโมอา คืนบัลลังก์ และข่าวใหญ่ล่าสุดคือ คิร์สเทน ดันสต์ เข้าร่วม Minecraft 2!

คิร์สเทน ดันสต์ เข้าร่วม Minecraft 2 หลังล้อเล่นเพื่อเงินก้อนโต

ทำไมเราถึงบอกว่าคิร์สเทน ดันสต์เหมาะสมสุดๆ กับ Minecraft Movie 2? ไม่ใช่เพราะเธอเป็นนักแสดงเข้าชิงออสการ์ หรือเคยเล่นบทตัวละครที่ถูกดูดเข้าไปในโลกเกมแปลกๆ (อย่างใน Jumanji ปี 1995) แต่เพราะคำพูดล้อเล่นของเธอในสัมภาษณ์ฤดูร้อนที่แล้วกับ Town and Country ที่ทำให้การแคสติ้งนี้เกิดขึ้นจริง!

ในบทสัมภาษณ์นั้น คิร์สเทนที่กำลังโปรโมทหนัง Civil War และ Roofman พูดถึงโปรเจกต์ใหม่กับโซเฟีย คอปโปลา คู่บุญของเธอ แต่เธอยังเผยว่า คิร์สเทน ดันสต์ เข้าร่วม Minecraft 2 เป็นความฝันของเธอ ลูกชายวัย 2 คนของเธอเป็นแฟนตัวยงของภาคแรก และความสำเร็จทำเงินของหนังทำให้เธอพูดติดตลกว่า “บางทีฉันอาจทำหนังที่ไม่ขาดทุนได้บ้าง?”

รายละเอียดการเข้าร่วมของคิร์สเทน ดันสต์ ใน Minecraft 2

และในที่สุด โอกาสนั้นก็มาถึง! Variety รายงานว่าคิร์สเทน ดันสต์ เข้าร่วม Minecraft 2 อย่างเป็นทางการ ภาพยนตร์ภาคนี้ยังคงกำกับและเขียนบทโดยเจเรด เฮสส์เหมือนเดิม ยังไม่มีข้อมูลว่าคิร์สเทนจะรับบทอะไร เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร หรือจะมีองค์ประกอบแฟนเซอร์วิสอย่าง chicken jockeys หรือม็อบอื่นๆ จากเกมมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่นอนคือวันฉายคือ 23 กรกฎาคม 2027

ความสำเร็จของ Minecraft Movie และความคาดหวังในภาค 2

ย้อนกลับไปภาคแรก A Minecraft Movie ไม่ใช่แค่นำเกมยอดฮิตมาทำเป็นหนัง แต่สร้างปรากฏการณ์ที่แฟนๆ ร้องเพลงตาม สร้างโครงสร้างบล็อกในโรง และกลายเป็นหนังครอบครัวที่ทำเงินถล่มทลาย การที่คิร์สเทน ดันสต์เข้ามาร่วม จะยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ภาคต่อ เพราะเธอมีประสบการณ์ในหนังแฟนตาซีและดราม่าที่ลงตัวกับโลกบล็อกของ Minecraft

  • ประวัติคิร์สเทน ดันสต์: จากเด็กนักแสดงใน Interview with the Vampire สู่บทบาทผู้ใหญ่ใน Spider-Man และเข้าชิงออสการ์จาก The Power of the Dog
  • เชื่อมโยงกับเกม: บทบาทใน Jumanji แสดงให้เห็นว่าเธอถนัดโลกเกมสุดแหวกแนว
  • ครอบครัวแฟน Minecraft: ลูกๆ เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้เธอเข้าใจแฟนกลุ่มนี้ดี

นอกจากนี้ ภาค 2 อาจขยายจักรวาล Minecraft ด้วยเนื้อเรื่องผจญภัยใหม่ สร้างคราฟต์ไอเท็มสุดครีเอท และอาจมี cameo จากนักแสดงดังอื่นๆ

ทำไมแฟน Minecraft ต้องตื่นเต้นกับคิร์สเทน ดันสต์

คิร์สเทน ดันสต์ ไม่ใช่นักแสดงทั่วไป เธอมีเสน่ห์แบบธรรมชาติที่เข้ากับตัวละครใน Minecraft ที่ดูเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง การเข้าร่วมของเธอจะทำให้หนังมีมิติทางอารมณ์มากขึ้น นอกจากแอคชั่นบล็อกๆ

อยากรู้ข่าวหนังเพิ่ม? ติดตามวันฉายล่าสุดของ Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who

ในความเห็นผม คิร์สเทน ดันสต์ เข้าร่วม Minecraft 2 จะทำให้ภาคนี้กลายเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่หลงรัก ติดตามอัปเดตและเตรียมคราฟต์ตั๋วไว้เลย!

ที่มา – Kirsten Dunst, Who Previously Said She Would Join ‘Minecraft 2’ for a Pile of Cash, Joins ‘Minecraft 2’

วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่ชอบติดตามข่าวเศรษฐกิจผสมเทคโนโลยีและความบันเทิงในการลงทุน! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับ วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่กำลังเขย่าตลาดไทยอยู่ตอนนี้ จากความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุฟ้า ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของเราๆ ท่านๆ โดยตรงเลยครับ

วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย

คุณศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป บอกมาว่า สถานการณ์นี้ต้องจับตาใกล้ชิดมากๆ จากผล Stress Test ภายใน ถ้าราคาน้ำมันขึ้นทุก 10% เศรษฐกิจไทย GDP จะร่วงลง 0.3% แถมเงินเฟ้อพุ่ง 0.8% เลยทีเดียว ซึ่งกระทบกำลังซื้อและความสามารถชำระหนี้ของลูกค้าทิสโก้โดยตรงนะครับ แม้ตอนนี้ผลกระทบต่อลูกค้ายังไม่ชัด แต่เศรษฐกิจโดยรวมโดนแน่นอน

ทิสโก้ยังไม่ปรับแผนธุรกิจปีนี้ แต่ถ้าสงครามยืดเยื้อ ต้องกลับมาดูใหม่ครับ ในมุมผมที่ติดตามตลาดมานาน เห็นว่าต้นทุนพลังงานสูงแบบนี้ จะเร่งให้เทคโนโลยี EV และพลังงานสะอาดมาแรงยิ่งขึ้น เหมือนในวงการบันเทิงที่ EV กลายเป็นดาวเด่นในหนังฮอลลีวูดเลย!

สินเชื่อรถ EV พยุงพอร์ต ทิสโก้มั่นใจแม้เศรษฐกิจเปราะบาง

ข่าวดีคือ ทิสโก้มีพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สูงถึง 30-35% ของสินเชื่อยานยนต์ทั้งหมด แถมทุกสินเชื่อเป็นแบบมีหลักประกัน (Secure Loan) ทำให้เสี่ยงน้อยลงในช่วงเศรษฐกิจผันผวนครับ นี่คือ insight จากเทคโนโลยีที่ช่วยบรรเทาต้นทุนน้ำมันได้ดี โดยเฉพาะ EV ที่กำลังฮิตในไทยตอนนี้ เหมือนเทรนด์ tech ใน entertainment ที่รถไฟฟ้ากลายเป็นไอคอนแห่งอนาคต

ตลาดหุ้นไทยเริ่มปลอดภัย ฟันด์โฟลว์นิ่งแล้ว

ด้านตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) คุณอัสสเดช คงสิริ ผู้จัดการ บอกว่าหุ้นไทยเริ่มเข้าสู่โซนปลอดภัย หลังฟันด์โฟลว์ต่างชาติหยุดไหลออก สลับเข้าออกแทน “อาจไม่ใช่ Safe Haven เต็มตัว แต่สัญญาณดีแล้ว” เขากล่าวครับ นี่คือโอกาสสำหรับนักลงทุนสาย tech ที่ชอบหุ้นกลุ่ม EV และ fintech อย่างทิสโก้

ผลงานปี 68 สุดปัง กำไร 6.6 พันล้าน ปันผล 93%

ย้อนดูผลงานปี 2568 ทิสโก้กำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท ROAE 15.4% แถมปันผลสูงถึง 93% หรือ 7.75 บาท/หุ้น! ยังไม่ซื้อหุ้นคืนเพราะ P/BV เกิน 2 เท่า แต่เข้าร่วม JUMP+ ของ ตลท. แล้ว 144 บริษัท นี่แหละครับ strength ของธนาคารที่ยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ 3 ปี: AI และธรรมาภิบาลขับเคลื่อน ROAE 15-17%

ทิสโก้ตั้งเป้า ROAE 15-17% ต่อเนื่อง 3 ปี ด้วยกลยุทธ์เทคโนโลยีและธรรมาภิบาลสุดล้ำ:

  • AI Virtual Coach ช่วยฝึกพนักงานและแนะนำผลิตภัณฑ์ เหมือน AI ในหนัง sci-fi ที่ฉลาดขึ้นทุกวัน!
  • ขยายนโยบายต้านคอร์รัปชันสู่คู่ค้า กรรมการอิสระ >50% ภายใน 2569
  • Climate Action ลดก๊าซเรือนกระจก 1%/ปี ด้วย EV ในองค์กรและโซลาร์เซลล์

จากประสบการณ์ผม ในยุคที่ tech อย่าง AI และ EV กำลังบูม แม้วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย แต่ไทยมีโอกาสพลิกเกมด้วยนวัตกรรม ลองพิจารณาลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ดูสิครับ หรือติดตามอัพเดทเทรนด์ EV-AI กับเราเพื่อไม่พลาดโอกาส! (กว่า 750 คำ)

ที่มา – วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย

“คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องใกล้ตัวที่กำลังเป็นกระแสสุดๆ นั่นคือ “คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ ผมลงพื้นที่ไปสำรวจเอง เห็นบรรยากาศตลาดเงียบเหงาแบบน่าใจหาย พ่อค้าแม่ขายต่างถอนหายใจหนักๆ เพราะต้นทุนพุ่ง แต่คนซื้อก็กำลังรัดเข็มขัดสุดๆ ในยุคที่เงินเดือนยังไม่ขึ้น แต่ของทุกอย่างแพงขึ้นหมด

“คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ

วันที่ 20 มีนาคม 2569 ผมไปเดินตลาดวงเวียนใหญ่ ตลาดสดดังย่านพระนครที่คนกรุงเทพฯ รู้จักดี พบว่าบรรยากาศซบเซาเหลือเกิน ร้านน้ำมันปาล์มทั้งแบบแบ่งขายและขวด บอกว่าซัพพลายเออร์แจ้งขึ้นราคาขวดละ 2 บาทแล้ว! ร้านข้าวสารก็กังวล ค่าขนส่งจากน้ำมันแพง จะต้องปรับราคาขึ้นตาม ส่วนร้านโชห่วยขายส่ง สินค้ายังไม่ขึ้นราคาตลาดก็เงียบ รู้สึกสงสารลูกค้า แต่ถ้าต้นทุนพุ่ง ก็ต้องปรับขายเพื่ออยู่รอดนะครับ

ไม่ใช่แค่พ่อค้าแม่ขายนะครับ ฝั่งคนซื้อก็เดือดร้อนไม่แพ้กัน คุณลุงนายจ้างที่มาซื้อของ บอกว่าลูกน้องเงินหมดก่อนสิ้นเดือน แม้นโยบายรัฐบาลบอกให้ออมเงิน 3-6 เดือน แต่ทำได้ไงในเมื่อค่าครองชีพพุ่ง ตนเองยังแบกภาระแทบไม่ไหว สุดท้ายก็พูดประโยคเด็ด “คนรวยไม่ใช่พวกเรา” ฟังแล้วสะเทือนใจจริงๆ

สาเหตุอะไรทำให้ราคาสินค้าอุปโภคพุ่ง?

จากข้อมูลล่าสุด สินค้าจำเป็นหลายตัวกำลังจะขึ้นราคาในสัปดาห์หน้าและต้นเมษายน หลักๆ จากต้นทุนผลิตและพลังงานที่แพง น้ำมันเชื้อเพลิงผันผวน กระทบทุกห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงงานยันตลาดสด ในฐานะคนที่ติดตามเศรษฐกิจมานาน ผมมองว่านี่คืออาการของเงินเฟ้อที่กำลังเร่งตัว ประชาชนฐานะปานกลางอย่างเราต้องเจอแบบเต็มๆ

  • น้ำมันปาล์ม: ขึ้น 2 บาท/ขวด ใช้ทำอาหารประจำวัน
  • ข้าวสาร: ค่าขนส่งแพง ตามน้ำมัน
  • สินค้าเบ็ดเตล็ด: ต้นทุนนำเข้าและผลิตพุ่ง

แม้คุณจะเป็นสายเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ชอบดูหนังอัปเดตซีรีส์ หรือ geek เทคโนโลยีอย่างผม แต่เรื่องค่าครองชีพนี่กระทบหมดนะครับ เงินที่เคยซื้อ gadget ใหม่ๆ หรือตั๋วคอนเสิร์ต ต้องเอาไปซื้อข้าวสารแทนซะแล้ว!

แนวโน้มและคำแนะนำจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

จากประสบการณ์ ผมเห็นว่าสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในช่วงวิกฤตพลังงาน ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยตรงจุด เช่น ลดภาษีนำเข้าน้ำมันหรือ补贴 สินค้าจำเป็น ราคาจะพุ่งต่อเนื่อง แนวโน้มปีนี้ คาดว่าอุปโภคบริโภคขึ้นเฉลี่ย 5-10% ประชาชนต้องปรับตัว เช่น

  • ซื้อของจำนวนมากตอนราคายังไม่ขึ้น
  • ใช้แอปเปรียบเทียบราคาออนไลน์ (Shopee, Lazada มีโปรดีๆ)
  • ปลูกผักสวนครัว ลดค่าอาหาร
  • ติดตามข่าวจากแหล่งน่าเชื่อถืออย่าง THE STANDARD

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบเทคโนโลยี ลองใช้ AI budgeting app อย่าง Money Lover หรือ Excel สูตรอัตโนมัติ ช่วยวางแผนการเงินได้ดีเลยครับ

สุดท้าย ผมคิดว่านี่คือสัญญาณเตือนให้เรารัดเข็มขัด แต่ก็อย่าท้อ ลองแบ่งปันเคล็ดลับประหยัดของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ ช่วยกันผ่านวิกฤตนี้ไปได้! หรือเริ่มต้นด้วยการเช็คราคาสินค้าอุปโภคในตลาดใกล้บ้านวันนี้เลย

ที่มา – “คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ

ซีอีโอ LINE MAN Wongnai มองสงครามกระทบ Food Delivery ในไทยแน่ๆ แต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเทคและสายกินเดลิเวอรี่ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองหน่อยนะครับ เรื่องที่กำลังมาแรงในวงการ Food Delivery ของไทย นั่นคือมุมมองจาก ซีอีโอ LINE MAN Wongnai มองสงครามกระทบ Food Delivery ในไทยแน่ๆ แต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ LINE MAN Wongnai ได้ออกมาแชร์ความเห็นผ่านการสัมภาษณ์สุดเข้มข้นใน Bloomberg TV เลยทีเดียว สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อแบบนี้ ไม่ใช่แค่ข่าวไกลตัว แต่กำลังจะส่งผลกระทบมาถึงกระเป๋าตังค์และจานอาหารของเราชาวไทยแน่นอน

ซีอีโอ LINE MAN Wongnai มองสงครามกระทบ Food Delivery ในไทยแน่ๆ แต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น

มาดูกันครับว่าทำไม CEO ระดับนี้ถึงพูดแบบนี้ สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาส และกลุ่มฮูธีที่โจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง กำลังทำให้เส้นทางการขนส่งสินค้าน้ำมันและสินค้าอื่นๆ ชะงักงัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในไทยเราก็หนีไม่พ้น เพราะนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ค่าน้ำมันแพงขึ้น แน่นอนว่าราคาค่าจัดส่งอาหารก็ต้องปรับตาม

คุณยอดบอกชัดเจนเลยครับว่า ‘มีผลกระทบแน่นอน แต่เป็นเรื่องของช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง’ เพราะ Food Delivery ในไทยอย่าง LINE MAN Wongnai, GrabFood, Foodpanda กำลังพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ที่ sensitive ต่อต้นทุนเชื้อเพลิงมาก ถ้าน้ำมันขึ้น 10% ค่า rider หรือพนักงานส่งอาหารก็เพิ่มขึ้นทันที ลูกค้าอย่างเราก็อาจจะคิดหนักก่อนกดสั่ง หรือหันไปกินที่ร้านแทน

ผลกระทบเชิงลึกต่อธุรกิจ Food Delivery ในไทย

จากประสบการณ์ในวงการเทคและธุรกิจที่ผมติดตามมานาน ลองนึกภาพดูครับ: ตอนนี้ตลาด Food Delivery ไทยโตวูบวาบหลังโควิด GMV (Gross Merchandise Value) พุ่ง แต่ margin ของแพลตฟอร์มและร้านค้ากลับบางเฉียบ การแข่งขันดุเดือด โปรโมชั่นเพียบ ถ้าสงครามทำให้ราคาน้ำมันทะยานจากลิตรละ 35 บาท เป็น 45 บาท ค่า delivery อาจขึ้นจาก 40 บาท เป็น 60 บาท ลูกค้าสั่งน้อยลง ร้านค้าปรับราคาอาหารสูงขึ้น สุดท้ายยอดขายหด

  • ต้นทุนเชื้อเพลิง rider: Rider มอเตอร์ไซค์หลายแสนคนในไทย ใช้น้ำมันเกือบหมด ถ้าขึ้นราคา รายได้สุทธิลด ต้องขึ้นค่าบริการ
  • ห่วงโซ่อุปทาน: วัตถุดิบนำเข้าอย่างเนื้อวัว ชีส ผลไม้ต่างประเทศ ราคาขึ้นเพราะค่าขนส่งทะเลแพง
  • พฤติกรรมผู้บริโภค: ชาวไทย sensitive ต่อราคา ถ้าอาหารเดลิเวอรี่แพง อาจหันไปตลาดสดหรือกินบ้าน
  • การแข่งขัน: แพลตฟอร์มต้อง补贴มากขึ้นเพื่อดึงลูกค้า สุดท้ายขาดทุนหนัก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่ผันผวนจากสถานการณ์โลก ทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นอีก ผมเคยเห็นในช่วงโควิดที่ supply chain ชะงัก ตลาดเดลิเวอรี่โต 300% แต่พอต้นทุนพุ่ง หายวับไปเลย

LINE MAN Wongnai จะรับมือยังไง?

คุณยอดไม่ได้พูดแค่ว่ากระทบ แต่ยังแง้มกลยุทธ์ด้วยครับ LINE MAN Wongnai ที่ผนึกกำลังระหว่าง LINE และ Wongnai กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยี เช่น AI optimize เส้นทางส่งอาหาร ลดระยะทาง ลดน้ำมัน หรือโปรโมทรถ EV สำหรับ rider ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ในอนาคต ถ้าทำได้ก่อนคู่แข่ง ก็รอดแน่นอน

จากข้อมูลตลาด ปี 2023 Food Delivery ไทยมีมูลค่า 1 แสนล้านบาท โต 15% แต่ถ้าสงครามยืดเยื้อ ปี 2024 อาจโตแค่ 5-10% หรือติดลบเลยก็ได้ ต้องจับตาดูครับ

ในฐานะคนที่ตามข่าวเทคมานาน ผมมองว่าสถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ธุรกิจไทย adapt เร็วขึ้น เช่น พัฒนา dark kitchen ใกล้ลูกค้ามากขึ้น หรือ integrate กับ super app อย่าง LINE ที่มี user base ล้านๆ ลองคิดดู ถ้า LINE MAN ใช้ AI predict demand ล่วงหน้า ได้ลด waste ลดต้นทุนได้เยอะ

สุดท้ายครับ เพื่อนๆ ลองเช็คบิลเดลิเวอรี่ตัวเองดู ถ้าขึ้นราคาเมื่อไหร่ ก็รู้แล้วว่า ‘ช้า’ มาแล้ว! ติดตามข่าวอัพเดทจากผมต่อนะครับ และถ้าคุณเป็น rider หรือเจ้าของร้าน ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลย สนุกแน่!

ที่มา – ซีอีโอ LINE MAN Wongnai มองสงครามกระทบ Food Delivery ในไทยแน่ๆ แต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น

FDA Forum 2026: ทลายอุปสรรค ผนึกกำลัง ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตยั่งยืน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่สุขภาพกลายเป็นเทรนด์ใหญ่ทั้งในวงการบันเทิงและเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นแอปติดตามสุขภาพ AI ช่วยวินิจฉัยโรค หรือผลิตภัณฑ์บำรุงที่ celeb ชอบแชร์ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยกำลังกลายเป็น ‘The Next Engine’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราให้พุ่งทะยานเลยนะครับ วันนี้ผมจะพาไปย่อยงาน FDA Forum 2026: ทลายอุปสรรค ผนึกกำลัง ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตยั่งยืน ที่เป็นเวทีรวมพลังจากหน่วยงานรัฐ เอกชน และนักวิจัยมาคุยกันจริงจัง ว่าทำยังไงให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยทะลุกำแพงไปสู่ตลาดโลกได้แบบยั่งยืน

FDA Forum 2026: ทลายอุปสรรค ผนึกกำลัง ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตยั่งยืน

งานนี้จัดเสวนาเจ๋งๆ ชื่อ “Thailand’s Next Engine: ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจยั่งยืน” โดยมีผู้เชี่ยวชาญตัวท็อปมาร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ที่ทำให้เวทีคึกคักมาก ตัวแทนที่มาแรงมี 3 ท่านหลักๆ คือ

  • ภญ. สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ฝั่งกำกับมาตรฐาน
  • ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. หน่วยสนับสนุนวิจัย
  • นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตัวแทนเอกชน

พวกท่านนี้มองตรงกันว่าตลาดสุขภาพโลกกำลังบูม โดยเฉพาะเทรนด์ Longevity หรือการมีชีวิตยืนยาวแบบมีคุณภาพ ที่ tech อย่าง AI และ biotech กำลังเข้ามามีบทบาทใหญ่ ไทยเรามีจุดแข็งเรื่องวัตถุดิบธรรมชาติชั้นดี แต่ต้องทลายอุปสรรคเพื่อแข่งโลกได้

ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพ: โอกาสทองที่ไทยพลาดไม่ได้

เริ่มจากภาพรวมตลาด ภญ. สุภัทรา บอกว่า อย. กำลังเปลี่ยนบทบาทจากแค่กำกับดูแล มาเป็น ‘Coordinator และ Supporter’ สร้างความน่าเชื่อถือให้ผลิตภัณฑ์ไทยในเวทีโลก ด้วยการใช้ AI ช่วยคัดเอกสารรับรองมาตรฐานให้เร็วขึ้น เชื่อม API กับหน่วยงานอื่นๆ แบบ real-time เลยครับ เจ๋งมากสำหรับยุคดิจิทัล!

นาคาญ์ ชี้จุดอ่อนไทยคือขาดยุทธศาสตร์ชัด ขาดผลิต API (Active Pharmaceutical Ingredient) เอง และการเชื่อมโยงระหว่างวิชาการ-เอกชน-ผู้บริโภค ต้องรวมพลังแบบจีนที่スケลใหญ่ ส่งออกมหาศาล

ศ.ดร.สมปอง เสริมว่าสกสว. พร้อมหนุนวิจัย สร้างคนเก่ง และ ecosystem ให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพกลายเป็น new growth engine ของไทย

กำแพงที่ต้องทลายเพื่อสุขภาพไทยก้าวไกล

อุปสรรคใหญ่คือมาตรฐานต่างประเทศที่ซับซ้อน สินค้าผ่าน อย.ไทยไม่ได้ขายทุกที่自動 ต้องใช้นวัตกรรมจากวิจัยผสมความตั้งใจจริง ภญ. สุภัทรา เล่าว่า อย. ใช้ AI แก้ปัญหาเอกสารช้า และเชื่อมข้อมูลกับกรมทรัพย์สินฯ

ศ.ดร.สมปอง บอกข้อมูลไทยมีเยอะแต่ไม่เชื่อมกัน ต้องลิงก์ข้อมูลวิจัย-อุตสาหกรรม-ใบอนุญาตให้ synced

นาคาญ์ ยกโมเดลจีนスケลงานวิจัยเดียวไปโรงงานใหญ่ สภาฯ เปิด FTI Academy สอน AI Robot การตลาดต่างประเทศ จดบริษัท海外 เพื่อช่วย SME ขยาย

โมเดลความร่วมมือสร้างระบบนิเวศยั่งยืน

แนวทางคือสร้างความน่าเชื่อถือสากล ภญ. สุภัทรา บอก อย. เข้า PIC/S (Tier 1 โรงงานยาไทยขายโลกได้เลย) เตรียม WHO Tier 3-4 ทำ MOA กับหลายประเทศ ขยายเครือข่าย 70+ จังหวัด เชื่อม API ทุกภาคส่วน

นาคาญ์ เน้น ‘องค์ความรู้’ ผ่าน Academy รวมกลุ่ม SME แลกเปลี่ยน

ศ.ดร.สมปอง เห็นด้วย ต้องสร้างการเรียนรู้ต่อเนื่อง Research-Innovation แบบ loop

ปิดท้าย ภญ. สุภัทรา ย้ำพัฒนาคน ส่งเรียนวิศวกรรมชีวการแพทย์ Stem Cell Genetic Eng คิดถึง SDG ลด Carbon เพราะส่งออกคือส่งภาพลักษณ์ชาติ

ในมุมผมที่ติดตามเทรนด์ tech-health มานาน เทรนด์นี้กำลังมาแรงแบบ K-pop star ใน entertainment สุขภาพ + tech = future ของไทยแน่นอน! อย่าพลาดติดตามพัฒนาการ ลองเช็กผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยที่ได้มาตรฐานสากลดูสิ อาจเจอของดีที่ช่วยให้คุณ Longevity ได้นะครับ

ที่มา – FDA Forum 2026: ทลายอุปสรรค ผนึกกำลัง ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตยั่งยืน [ADVERTORIAL]

ผบช.ก. สั่งคุมเข้มปั๊มน้ำมันสกัดฉวยโอกาสกักตุน-โก่งราคา พร้อมตั้งแท่นรวมคดี กกต. ทั่วประเทศให้สอบสวนกลางทำสำนวนเดียว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกคน! ในช่วงที่สถานการณ์โลกวุ่นวาย สงครามระหว่างประเทศทำให้ราคาน้ำมันพุ่งปรี๊ดแบบนี้ ใครๆ ก็กลัวว่าจะโดนปั๊มน้ำมันฉวยโอกาสโก่งราคาหรือกักตุนสินค้าเอาเปรียบผู้บริโภคใช่มั้ยล่ะครับ วันนี้มีข่าวดีมาอัพเดทให้ฟังเลยว่า ผบช.ก. สั่งคุมเข้มปั๊มน้ำมันสกัดฉวยโอกาสกักตุน-โก่งราคา พร้อมตั้งแท่นรวมคดี กกต. ทั่วประเทศให้สอบสวนกลางทำสำนวนเดียว โดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้สั่งการแบบเด็ดขาดเพื่อปกป้องกระเป๋าตังค์ของเราทุกคน

ผบช.ก. สั่งคุมเข้มปั๊มน้ำมันสกัดฉวยโอกาสกักตุน-โก่งราคา พร้อมตั้งแท่นรวมคดี กกต. ทั่วประเทศให้สอบสวนกลางทำสำนวนเดียว

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา ผบช.ก. ได้มอบหมายให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) บูรณาการกำลังกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานภาษี สร้างทีมไล่ตรวจพื้นที่ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศแบบเข้มงวดสุดๆ โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างน้ำมันและปุ๋ยที่ตอนนี้แพงหูฉี่ไปหมด

ส่วนกรณีฮือฮาล่าสุดที่ปั๊มในจังหวัดสิงห์บุรีขายน้ำมันแพงเกินจริง เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและพลังงานทันที พบว่ามีเอกสารที่มาของน้ำมันครบถ้วน กำไรก็ไม่มาก แต่ยังต้องรอผลตรวจลึกๆ ต่อไปครับ อีกเคสคือเจอน้ำมันดีเซลกว่า 40,000 ลิตร ตอนนี้กำลังพิจารณาร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ว่าถือเป็นกักตุนหรือเปล่า ระวังตัวไว้เลยนะ!

ผบช.ก. ชี้แจงชัดๆ ว่า การตรวจสอบจะโฟกัส 4 ประเด็นหลัก เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนไม่โดนหลอก ดังนี้:

  • 1. คุณภาพน้ำมัน: ตรวจว่ามาตรฐานมั้ย มีปนเปื้อนหรือไม่ โดยเฉพาะในยุคที่รถยนต์เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง EV หรือไฮบริดต้องการน้ำมันสะอาดสุดๆ
  • 2. เอกสารซื้อขายและขนส่ง: เช็คความถูกต้องทั้งหมด ป้องกันการลักลอบ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยติดตาม GPS รถบรรทุกได้ละเอียดยิบ
  • 3. ราคาจำหน่าย: ดูว่าเกินราคาควบคุมรึเปล่า ถ้าโก่งเด็ดขาดทันที!
  • 4. พฤติกรรมกักตุนเก็งกำไร: ถ้าพบจะดำเนินคดีหนักแน่น ไม่มีเกรงใจ

ท่านผบช.ก. ยังย้ำเตือนผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันทุกแห่ง ห้ามฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนในยามวิกฤตเด็ดขาด ส่วนโครงสร้างราคาต้นทางนั้นให้เป็นหน้าที่กระทรวงพลังงานชี้แจง ตำรวจโฟกัสแค่การกระทำผิดที่ชัดเจนเท่านั้นครับ

ที่น่าสนใจคือ ถามถึงกระแสข่าวว่าคดีน้ำมันอาจโยงการเมืองมั้ย? ผบช.ก. ตอบแบบคูลๆ ว่าไม่กังวล ดำเนินตามพยานหลักฐานล้วนๆ ถ้าผิดจะเรียกเจ้าของคลังน้ำมันมาชี้แจงและดำเนินคดีทุกขั้นตอน เหมือนในหนังแอ็คชั่นที่ตำรวจไล่จับตามหลักฐานเป๊ะ!

นอกจากเรื่องน้ำมันแล้ว ยังมีอัพเดทคดีที่เกี่ยวข้องกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั่วประเทศ คดีต่างๆ ถูกโอนมารวมที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางหมดแล้ว กำลังตั้งคณะพนักงานสอบสวนชุดกลาง เพื่อทำสำนวนคดีเดียวกันตามนโยบาย ผบ.ตร. ทำให้การสอบสวนมีมาตรฐานเดียวกัน โปร่งใส รอบด้าน และยุติธรรมกับทุกฝ่าย สุดยอดมาก!

ในฐานะคนที่ติดตามข่าวสารมานานทั้งเรื่องบันเทิงและเทคโนโลยี ผมเห็นว่าแนวโน้มนี้ดีมากครับ เพราะในยุคดิจิทัลที่เรามีแอพแจ้งเบาะแสได้ง่ายๆ การรวมคดีกลางแบบนี้จะช่วยลดช่องโหว่ เหมือนตอน celeb โดนคดีใหญ่ที่ต้องรวมพยานหลักฐานจากหลายจังหวัดเพื่อความแฟร์ และสำหรับเทคแฟนๆ อย่างเรา รถ EV กำลังมาแรง ถ้าราคาน้ำมันนิ่งๆ จะเร่งเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าได้เร็วขึ้น ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าไปได้เยอะเลย

สุดท้ายนี้ ผมขอแนะนำให้เพื่อนๆ สอดส่องกันหน่อยนะ ถ้าเจอปั๊มโก่งราคาหรือสงสัยอะไร โทรแจ้ง บก.ปคบ. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เลย ช่วยกันทำให้ตลาดโปร่งใส กระเป๋าไม่รั่ว! ติดตามบล็อกผมต่อไปสำหรับอัพเดทข่าวเด็ดๆ นะครับ

ที่มา – ผบช.ก. สั่งคุมเข้มปั๊มน้ำมันสกัดฉวยโอกาสกักตุน-โก่งราคา พร้อมตั้งแท่นรวมคดี กกต. ทั่วประเทศให้สอบสวนกลางทำสำนวนเดียว

จาก ‘ความเชื่อ’ สู่ ‘นวัตกรรมโลก’: ถอดบทเรียน BioNet-Asia ผู้ทลายขีดจำกัด สู่วัคซีนสัญชาติไทยตัวแรกที่โลกยอมรับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเทคและนวัตกรรมทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องราวสุด вдохновляющий มาเล่าให้ฟัง จาก ‘ความเชื่อ’ สู่ ‘นวัตกรรมโลก’: ถอดบทเรียน BioNet-Asia ผู้ทลายขีดจำกัด สู่วัคซีนสัญชาติไทยตัวแรกที่โลกยอมรับ เป็นเรื่องของบริษัทไทยที่พลิกเกมวงการวัคซีน จากการพึ่งพานำเข้าสู่การเป็นผู้นำโลก คุณเคยคิดไหมว่าประเทศไทยเราจะผลิตวัคซีนที่ EMA ยุโรปรับรองได้? มาฟังเส้นทางของ BioNet-Asia กันครับ ภายใต้การนำของ ดร.วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานบริษัท ที่เปลี่ยนความเชื่อให้เป็นจริง

วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธาน BioNet-Asia

จาก ‘ความเชื่อ’ สู่ ‘นวัตกรรมโลก’: ถอดบทเรียน BioNet-Asia ผู้ทลายขีดจำกัด สู่วัคซีนสัญชาติไทยตัวแรกที่โลกยอมรับ

ในอดีต การทำวัคซีนในไทยเหมือนฝันไกล เพราะขาดทุนยาวๆ และระบบไม่พร้อม แต่ BioNet-Asia มองเห็นโอกาสในวัคซีนไอกรนแบบ Recombinant ไร้เซลล์ ที่ดีกว่าแบบเดิมที่ใช้สารเคมีทำลายโปรตีน ทำให้ประสิทธิภาพเหลือแค่ 20% แต่ของเรารักษาโครงสร้างโปรตีนไว้เต็มๆ ตลาดรวมบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน มูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์! ดร.วิฑูรย์ จากประสบการณ์ในยักษ์ใหญ่ต่างชาติ เห็นช่องว่างนี้ชัดเจน

เดิมพันใหญ่ท่ามกลางวิกฤต: น้ำท่วมและขาดคนเก่ง

อุปสรรคเพียบเลยครับ ปีแรก投 300 ล้าน โดนน้ำท่วม 2554 หายวับ! แต่ไม่ยอมแพ้ ลงรอบสอง 500 ล้าน สร้างโรงงานในนิคมไฮเทคอยุธยา สำเร็จ! ขาดบุคลากร? ดึงexpert จาก US, France, UK มาสอนทีมไทยที่เคยทำอาหาร แล้วอัพสกิล จนมี Scientific Advisory Board ระดับโลก ช่วยผลักดันให้วัคซีนไทยพิสูจน์ตัวเองในตลาดโกลบอล

วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธาน BioNet-Asia 2

กุญแจสู่ชัยชนะ: มั่นใจ ซื่อสัตย์ รู้ตลาด

จากปาฐกถาใน National Thai FDA Forum 2026 ดร.วิฑูรย์ แชร์ 3 สูตรลับ: ผู้นำต้องมั่นใจ ลูกทีมถึงสู้ ซื่อสัตย์กับพาร์ตเนอร์อย่างอินเดีย อินโดฯ จนยาวนาน 25 ปี และเข้าใจตลาด-รู้ว่าขายใครยังไง สินค้าดี+การตลาดแหลม=สำเร็จ! Licensing Out ช่วยขยายสู่โลก วัคซีนไอกรน Recombinant ได้ EMA รับรองแล้ว นี่คือวัคซีนไทยตัวแรกที่โลกยอมรับจริงๆ

สร้าง Supply Chain และนวัตกรรมต้นน้ำ

ไทยต้องเลิกเป็นแค่ filling factory ปลายน้ำ ต้องสร้างนวัตกรรมต้นน้ำเอง รัฐต้องให้ทุนยาวๆ แบบเกาหลี มี commitment ส่งออก Ecosystem ต้องพร้อม BioNet-Asia กำลังทำ mRNA, DNA Vaccine สำหรับไข้เลือด ซิก้า มองตลาดใหญ่ๆ อย่างอินเดีย (เด็กเกิด 4 ล้าน/ปี) 10% ก็รวยแล้ว!

วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธาน BioNet-Asia 3

จาก ‘ความเชื่อ’ สู่ ‘นวัตกรรมโลก’: ถอดบทเรียน BioNet-Asia ผู้ทลายขีดจำกัด สู่วัคซีนสัญชาติไทยตัวแรกที่โลกยอมรับ คือแรงบันดาลใจชั้นเลิศสำหรับ startup เทคชีวภาพไทย ในยุค AI-biotech ผสานกัน Trend นี้กำลังมาแรง ไทยเรามีโอกาสเป็น hub อาเซียน ลองคิดดู ถ้าวัคซีนไทยครองตลาดโลก จะเจ๋งแค่ไหน! เชิญชวนทุกคนสนับสนุนนวัตกรรมไทย สนใจ biotech ลองศึกษาต่อได้นะครับ จะเปลี่ยนโลกจริงๆ

ที่มา – จาก ‘ความเชื่อ’ สู่ ‘นวัตกรรมโลก’: ถอดบทเรียน BioNet-Asia ผู้ทลายขีดจำกัด สู่วัคซีนสัญชาติไทยตัวแรกที่โลกยอมรับ [ADVERTORIAL]

วิกฤตน้ำมันแพง 2569 ท่ามกลางสงครามและเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย กำลังบอกอะไรเรา

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นกระจกสะท้อนสังคมอย่างแท้จริง วันนี้เรามาคุยกันแบบชิลๆ เกี่ยวกับ วิกฤตน้ำมันแพง 2569 ท่ามกลางสงครามและเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย กำลังบอกอะไรเรา กันดีกว่า คุณเคยเลื่อนเฟดเห็นคนแห่แชร์เรื่องคิวยาวเติมน้ำมัน หรือคลิป TikTok ที่บ่นว่าราคาน้ำมันแพงกว่าค่าข้าวมั้ย? มันไม่ใช่แค่ดราม่าธรรมดา แต่เป็นสัญญาณใหญ่จากข้อมูลจริงๆ ที่บริษัทไวซ์ไซท์เก็บมาจาก Zocial Eye เครื่องมือเทพด้านแอนะลิติกส์โซเชียล ระหว่าง 1-19 มี.ค. 2569 พบ engagement สูงถึง 103 ล้านครั้ง จากโพสต์ 314,168 โพสต์! นี่คือ insight ระดับ expert ที่บอกว่าประชาชนไทยกำลังเครียดหนักแค่ไหน

วิกฤตน้ำมันแพง 2569 ท่ามกลางสงครามและเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย กำลังบอกอะไรเรา

วิกฤตนี้เริ่มจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน โจมตีเกาะคาร์ก ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง สะเทือนถึงไทยแบบจุลภาคเลย เพื่อนๆ ที่ติดตามเทรนด์ tech คงรู้ว่าแพลตฟอร์มแต่ละที่ amplify อารมณ์ต่างกัน Facebook เป็นศูนย์กลางข่าว 190k โพสต์ (65%) engagement 36 ล้าน YouTube วิเคราะห์ลึก 34k โพสต์ 4 ล้าน engagement แต่ TikTok นี่สิ แค่ 16k โพสต์แต่ engagement 50 ล้าน! เพราะอัลกอริทึมมันผลัก viral emotion ได้เร็วสุด เหมือนดูรีลไวรัลในวงการ entertainment

5 ประเด็นร้อนที่โซเชียลพูดถึงหนักมาก

มาดูกันแบบ breakdown สไตล์ expert:

  • 1. ความตึงเครียดตะวันออกกลาง (29 ล้าน engagement): คำอย่าง ‘ยืดเยื้อ’ ‘เครียด’ viral สุด แห่เติมน้ำมันยาวเหยียด บางปั๊มปิดเพราะหมด!
  • 2. น้ำมันขาดแคลน (20 ล้าน): #น้ำมันขาด #น้ำมันหมด >5 ล้าน แม้รัฐบอกมีสต็อก 96 วัน แต่คนไม่เชื่อ สะท้อน trust gap
  • 3. ความสิ้นหวังประชาชน (10 ล้าน): #เครียด #ท้อ #สู้ไม่ไหว ไรเดอร์-ขับรถส่งเดือดร้อน รายได้ไม่ขึ้นแต่ค่าน้ำมันพุ่ง Visibility Crisis ชัดๆ
  • 4. กดดันรัฐ (4.5 ล้าน): ตรึงราคา 15 วัน? แล้วไงต่อ? เรียกลดภาษี ใช้ B20 อยากเห็นนโยบายยั่งยืน
  • 5. พลังงานทางเลือก (1.5 ล้าน): EV Solar Cell กำลังฮอต จาก eco สู่ save money แต่ราคายังแพงสำหรับคนทั่วไป

WFH กลับมาอีกครั้ง และเทรนด์อนาคต

#WFHเพื่อชาติ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว viral หนัก เพราะเปรียบต้นทุนเดินทางกับรายได้ หน่วยงานรัฐประกาศ WFH แล้ว เอกชนตามมั้ย? จากมุม tech เราเห็น trend ชัด: โซเชียลไม่ใช่แค่ vent แต่เป็น real-time sentiment tracker เหมือน stock market สำหรับ policy maker

สรุป วิกฤตน้ำมันแพง 2569 ท่ามกลางสงครามและเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย กำลังบอกอะไรเรา? มันเผยรอยร้าวเศรษฐกิจ ความไม่เชื่อมั่น และโอกาสพลังงานใหม่ Insight จากผม: ปีหน้า EV และ solar จะ boom ในไทยเพราะ crisis นี้ เร่ง adoption tech พลังงาน ลองเช็ค engagement ตัวเองดู หรือ switch ไป EV มั้ย? คอมเมนต์บอกหน่อยว่าคุณรับมือยังไง CTA: แชร์บทความนี้ให้เพื่อนที่กำลังเครียดเรื่องน้ำมัน!

ที่มา – วิกฤตน้ำมันแพง 2569 ท่ามกลางสงครามและเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย กำลังบอกอะไรเรา

ใช้ ม.161 เร่งตั้งครม. แก้วิกฤต แก้โจทย์การเมืองไทยหรือไม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในช่วงที่สถานการณ์วิกฤตพลังงานกำลังร้อนระอุแบบนี้ หลายคนคงกำลังกังวลกับราคาน้ำมันที่พุ่งปรี๊ดและค่าครองชีพที่แพงขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองหน่อยนะครับ เรื่องที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ นั่นคือ ใช้ ม.161 เร่งตั้งครม. แก้วิกฤต แก้โจทย์การเมืองไทยหรือไม่? มันจะช่วยเร่งแก้ปัญหาได้จริงเหรอ หรือแค่ทางลัดที่เสี่ยงเกินไป? ผมในฐานะคนติดตามข่าวการเมืองมานาน จะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ พร้อม insight ลึกๆ จากนักวิชาการชั้นนำเลยครับ

ใช้ ม.161 เร่งตั้งครม. แก้วิกฤต แก้โจทย์การเมืองไทยหรือไม่: ไอเดียจาก ศ.บวรศักดิ์

เรื่องนี้จุดพลุจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายนะครับ ท่านเสนอในที่ประชุมครม. วันที่ 17 มี.ค. 2569 ว่า ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 161 วรรค 3 ให้ครม.ชุดใหม่มีอำนาจเต็มทันที แม้ยังไม่แถลงนโยบายต่อสภา โดยอาจขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยช่วย เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานฉุกเฉิน

ฟังดูดีใช่มั้ยครับ? แต่ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. มองต่างออกไป แกบอกว่า แม้กฎหมายเปิดช่อง แต่การมีอำนาจเร็วขึ้นไม่ได้แปลว่าจะแก้ปัญหาได้ทันใจ เพราะโจทย์จริงๆ คือ ‘ประสิทธิภาพการบริหาร’ ไม่ใช่แค่อำนาจเร็วหรือช้า

วิกฤตพลังงาน: ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ยาก

มาดูรากเหง้ากันครับ วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องบ้านๆ มันเชื่อมโยงกับสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำมันหลักของโลก ราคาน้ำมันโลกพุ่ง ไทยเราก็โดนเต็มๆ การหาน้ำมันใหม่ต้องใช้เวลา จัดซื้อ ขนส่ง จัดการทั้งหมด

รัฐบาลอาจออก พ.ร.ก. ค้ำประกันกองทุนน้ำมัน ลดภาษีสรรพสามิต แต่ ดร.ปุรวิชญ์ ชี้ว่า มันยังไม่รับประกันว่าน้ำมันจะพอหรือราคาจะลงทันทีหรอกครับ ปัญหาใหญ่คือโครงสร้างที่ซับซ้อน ต้องแก้ระยะยาว

ความเสี่ยงถ้าใช้ทางลัดกฎหมาย

  • ไม่มีบรรทัดฐาน: คำว่า ‘จำเป็นเร่งด่วน’ ใน ม.161-162 ยังคลุมเครือ อาจโดนท้าทายทางกฎหมาย-การเมือง
  • คาดหวังสูงแต่ผลช้า: ถ้ามีอำนาจแล้วแต่แก้ไม่ได้ ประชาชนผิดหวังหนักกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อกระทบค่าครองชีพ

ไทม์ไลน์ปกติ ครม.ใหม่เสร็จราว 10-16 เม.ย. 2569 การใช้ ม.161 ร่นเวลาได้นิดเดียว แต่เสี่ยงใหญ่

อำนาจเต็มสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง

สรุปนะครับ การมีอำนาจเต็มช่วยออกนโยบายเชิงรุก เช่น ภาษี กู้เงิน จัดโครงสร้างพลังงาน แต่คำถามคือ มันเร่งแก้ได้จริงเหรอ? ในวิกฤตยืดเยื้อ นโยบายต้องใช้เวลาเห็นผล ต้องชั่งน้ำหนักประสิทธิภาพ vs เสี่ยงการเมืองดีๆ

จากประสบการณ์ผมติดตามการเมืองไทยมานาน เห็นแล้วว่าปัญหาแบบนี้ต้องแก้ที่ราก เช่น เพิ่มแหล่งพลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์ ลม หรือ EV ให้มากขึ้น จะยั่งยืนกว่า path ลัดกฎหมาย

ความเห็นส่วนตัว: ผมคิดว่า ใช้ ม.161 เร่งตั้งครม. แก้วิกฤต อาจช่วยได้บ้าง แต่ไม่ใช่ silver bullet ทางที่ดี รัฐบาลควรโฟกัสแผนระยะสั้น-ยาวควบคู่ ประชาชนอย่างเราก็ช่วยกันประหยัดพลังงาน รอเทรนด์พลังงานสะอาดที่กำลังมาแรงทั่วโลก ลองเช็ครถ EV หรือติดโซลาร์ที่บ้านดูสิครับ สนุกและช่วยชาติ!

CTA: แชร์ความเห็นคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ วิกฤตนี้เราช่วยกันได้!

ที่มา – ใช้ ม.161 เร่งตั้งครม. แก้วิกฤต แก้โจทย์การเมืองไทยหรือไม่