ผู้เขียน: lalika69_admin

ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5%

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องเศรษฐกิจโลกที่กำลังร้อนระอุแบบนี้กันเถอะ โดยเฉพาะข่าวใหญ่จากไอเอ็มเอฟที่เตือนมาว่า ถ้าสงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อต่อไป เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ง่ายๆ เลยนะ แถมสำหรับบ้านเรา จีดีพีไทยปีนี้ก็อาจโตได้แค่ 1.5% เท่านั้นเอง ฟังแล้วใจหายเลยใช่มั้ยล่ะ? แต่ไม่ต้องกังวล ผมจะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อม insight จากมุมมองนักเศรษฐกิจรุ่นเก๋า ที่เคยเห็นวิกฤติมาแล้วหลายรอบ

ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5%

ไอเอ็มเอฟ หรือ IMF ออก World Economic Outlook มาเตือนชัดๆ ว่าถ้าสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่านยังไม่จบ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิด ราคาน้ำมันพุ่งปรี๊ด แถมก๊าซและอาหารแพงตาม ในกรณีเลวร้ายสุด เศรษฐกิจโลกปี 2026 อาจหดตัวต่ำกว่า 2% ซึ่งใกล้เคียง recession แบบที่เคยเกิดแค่ 4 ครั้งตั้งแต่ปี 1980 ล่าสุดคือโควิดนั่นแหละ ราคาน้ำมันอาจทะยานไป 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลปีนี้ และ 125 ในปีหน้า ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่ง 6% ธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยหนัก สุดท้ายว่างงานเพิ่ม ความมั่นคงอาหารสั่นคลอน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศต่างๆ

ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF บอก BBC ว่าถ้าสงครามยืดเยื้อ เงินเฟ้อจะหยุดไม่อยู่ แม้ยุติวันนี้ ผลกระทบก็ยังหนักเท่าวิกฤตน้ำมัน 1970s แต่ดีกว่าตอนนี้เพราะโลกพึ่งพาน้ำมันน้อยลงแล้ว รัฐบาลอย่าปล่อยมาตรการช่วยเหลือแบบไม่ตรงจุดนะ เพราะคลังแทบไม่มีที่ว่าง ไม่งั้นยิ่งเฟ้อหนักกว่าเดิม

  • สหราชอาณาจักร: โดนหนักสุดจากพลังงานแพง
  • อิหร่าน: GDP หด 6.1% ปีนี้
  • กาตาร์: หด 8.6% จากโรง LNG โดนถล่ม
  • ซาอุดีฯ: ยังโต 3.1% ด้วยท่อส่งน้ำมันสำรอง
  • จีน: โตช้าลงเหลือ 4.4%
  • รัสเซีย: ได้ประโยชน์ โต 1.1% จากน้ำมันแพง

ถ้าสงครามคลี่คลายเร็ว เศรษฐกิจโลกรักษาโต 3.1% ปี 2026 แต่ถ้ายืดเกิน 2 ปี เสี่ยงถดถอยชัดเจน

ไทยโดนหนักแค่ไหน? จีดีพีโตแค่ 1.5%

สำหรับไทย IMF คาด GDP ปี 2026 โตแค่ 1.5% แล้วขยับเป็น 2.1% ปีหน้า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน (3.2%) สงครามกระทบตรงๆ ผ่านราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่ง การผลิตหยุดชะงัก ส่งออกช้า และท่องเที่ยวร่วง โดยเฉพาะจากยุโรป-ตะวันออกกลาง ศูนย์วิจัยกรุงศรีและ KKP Research เตือนเหมือนกัน ถ้าน้ำมันค้าง 85-90 ดอลลาร์นาน GDP ไทยเหลือ 1.4% ถ้าเลวร้ายสุดต่ำกว่า 0.7%!

จากมุมผมที่ติดตามมานาน สถานการณ์นี้คล้าย disruption ในวงการ tech เลยนะ เพื่อนๆ ที่ชอบลงทุนหุ้นเทคต้องระวัง Stock tech อาจร่วงจากต้นทุนพลังงานสูง ส่วน entertainment อย่างท่องเที่ยว-ภาพยนตร์ก็กระทบนักท่องเที่ยวลด ธุรกิจ streaming อาจโตชดเชยได้บ้าง แต่รวมๆ แล้วต้อง watch oil price ให้ดี

สรุปคือ ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5% จริงๆ นะ Trend ที่เห็นคือโลกกำลัง diversify พลังงานหมุนเวียนเร็วขึ้น ไทยเราก็ควรเร่ง green energy และกระจายตลาดส่งออก ลองคิดดู ถ้าสงครามจบเร็ว GDP ไทยอาจเด้งกลับมาได้! แนะนำติดตามข่าวใกล้ชิด และ diversify พอร์ตลงทุน อย่าพึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว CTA: แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และคอมเมนต์ว่าคุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้?

ที่มา – ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5%

ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! ใครที่เพิ่งกลับจากเล่นน้ำสงกรานต์มาหรือกำลังไล่ดูรูปเก่าๆ อยู่ บอกเลยว่าปีนี้ ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า สุดมันส์จริงๆ นะ วันนี้ (14 เมษายน 2569) ทีมช่างภาพข่าวจาก THE STANDARD ลงพื้นที่ถนนสีลมตั้งแต่บ่ายๆ พบว่าบรรยากาศยังคึกคักสุดๆ ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาร่วมสาดน้ำกันเนืองแน่น แม้จะเป็นวันสุดท้าย แต่ความสนุกไม่เคยลดลงเลย!

ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า ด้วยคลื่นมหาชน 160,000 คน

จากสถิติเมื่อวาน (13 เมษายน) ยอดผู้เข้า-ออกพื้นที่พุ่งทะลุ 160,000 ครั้ง! ทุบสถิติปีก่อนที่ 100,000 คนแบบไม่ใกล้เคียง ระบบกล้อง AI ที่ กทม. ใช้ตรวจจับนี่แหละตัวช่วยหลัก ทำให้รู้ตัวว่าคนแน่นเกินคาด ส่งผลให้ช่วงบ่ายเกิดปัญหาคนล้นทะลักเข้าไปในช่องทางฉุกเฉิน แต่เจ้าหน้าที่ก็เร่งจัดการทันที มาตรการจัดระเบียบพื้นที่ปีนี้ยกระดับขึ้นมาก ทั้งเพิ่มกำลังพลและเทคโนโลยีช่วยควบคุมความแออัด

ส่วนวันนี้ กิจกรรมสาดน้ำบนถนนสีลมเปิดจนถึง 20.00 น. พอถึงเวลา เจ้าหน้าที่ กทม. ระดมกำลังเคลียร์พื้นที่ ทำความสะอาดถนนให้แห้งกริบ เป้าหมายเปิดรถสัญจรปกติ 21.00 น. เรียกได้ว่า ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า อย่างสมบูรณ์แบบ ภาพผู้คนยิ้มแย้ม สาดน้ำกันอย่างเมามันส์ ถ่ายทอดความเป็นไทยได้อย่างลงตัว

เทคโนโลยี AI สูงส่งงานสงกรานต์ปีนี้

ในฐานะคนที่ติดตามอีเวนต์และเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน บอกเลยว่าระบบกล้อง AI ที่ใช้ตรวจนับคนนี่เจ๋งมาก! ไม่ใช่แค่นับตัวเลข แต่ช่วยวิเคราะห์ความหนาแน่นแบบเรียลไทม์ ป้องกันเหตุร้ายได้ดี ปีหน้าคงเห็นการอัปเกรดเพิ่ม เช่น drone สแกนหรือ app เช็คคน đông ล่วงหน้า สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถนนสีลมกลายเป็นจุดเช็คอินสงกรานต์อันดับต้นๆ ของโลกแล้วนะ

  • ยอดคนเข้า-ออก: 160,000 ครั้ง (วัน 13 เม.ย.)
  • เวลาปิดกิจกรรม: 20.00 น.
  • เปิดรถสัญจร: 21.00 น.
  • มาตรการเด่น: AI + กำลังพล กทม.

ความทรงจำสุดประทับใจจากถนนสีลม

ภาพถ่ายจากเหตุการณ์ช่างน่าจดจำ ผู้คนหลากหลายวัย มาร่วมสาดน้ำ หัวเราะร่า ยิ่งถ้าเทียบกับปีก่อนๆ ที่เคยแออัดจนวุ่นวาย ปีนี้ดีขึ้นเยอะเพราะการวางแผนที่ดี ในมุมมองของผม อีเวนต์อย่างนี้ไม่ใช่แค่เล่นน้ำ แต่เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยกับโลกดิจิทัล ผ่านโซเชียลมีเดียที่แชร์คลิปกันรัวๆ

สำหรับปีหน้า ผมแนะนำให้เตรียมตัวล่วงหน้าเลยนะ ดาวน์โหลดแอปเช็คเส้นทาง ใส่รองเท้ากันลื่น และอย่าลืมถ่ายรูปอัป IG! ถ้าคุณมีเรื่องสนุกจากสงกรานต์สีลม แชร์มาในคอมเมนต์ได้เลย จะได้ช่วยกันรอคอยปีหน้า

ท้ายสุด ปีนี้ปิดฉากไปด้วยความสุขเต็มเปี่ยม ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า แน่นอน! Trend อนาคตคือ smart event ที่ใช้ tech ช่วยให้ปลอดภัยและสนุกยิ่งขึ้น

ที่มา – ปิดจบสงกรานต์ 69 ‘ถนนสีลม’ พบกันใหม่ปีหน้า

FCC ยกเว้น Netgear จากห้ามเราเตอร์ต่างชาติ

ข่าวใหญ่ในวงการเทคโนโลยีเกิดขึ้นเมื่อ FCC ยกเว้น Netgear จากห้ามเราเตอร์ต่างชาติ จนถึงเดือนตุลาคม 2027 ทำให้ Netgear ซึ่งเป็นผู้ผลิตเราเตอร์รายใหญ่ สามารถขายผลิตภัณฑ์ต่อไปได้โดยไม่ต้องเร่งย้ายโรงงานมาผลิตในสหรัฐฯ ทันที นี่เป็นการตัดสินใจที่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน เพราะก่อนหน้านี้ FCC ได้ออกคำสั่งห้ามขายเราเตอร์ใหม่ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ เพื่อป้องกันช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

FCC ยกเว้น Netgear จากห้ามเราเตอร์ต่างชาติ

Netgear มีส่วนแบ่งตลาดเราเตอร์สูงเป็นอันดับสามตามการประเมินจาก Ookla ทำให้การยกเว้นนี้มีน้ำหนักมาก FCC อ้างว่าการห้ามนี้เพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น Salt Typhoon ในปี 2024 ที่ใช้ช่องโหว่ในเราเตอร์เป็นทางเข้า แต่ Netgear ไม่ต้องปฏิบัติตามทันที แม้จะยังผลิตในอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ

ตามรายงานจาก The Verge ไม่มีหลักฐานว่า Netgear ยื่นขอ ‘conditional approval’ หรือแผนย้ายโรงงานมาสหรัฐฯ แต่ FCC ยังให้การยกเว้นกว้างขวาง ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลายซีรีส์ เช่น:

  • Nighthawk (R, RAX, RAXE, RS, MK, MR, M และ MH series)
  • Orbi (RBK, RBE, RBR, RBRE, LBR, LBK และ CBK series)
  • Cable gateways (CAX series)
  • Cable modems (CM series)

นี่อาจเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่ช่วยให้ Netgear ต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ โดยติดป้ายซีรีส์เหล่านี้

เหตุผลเบื้องหลังการยกเว้นของ FCC

FCC ยืนยันว่าบริษัทอื่นอย่าง Adtran Inc. ได้รับยกเว้นบางส่วนเช่นกัน แต่ Netgear กว้างกว่ามาก Netgear เน้นย้ำว่าเป็นบริษัทที่ก่อตั้งและมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ แต่เว็บไซต์ของพวกเขายังระบุการผลิตในต่างประเทศชัดเจน ไม่มีแผน reshoring ที่ประกาศ นอกจากนี้ FCC ยังมีนโยบายแปลกอีก เช่น กำหนดวันหมดอายุอัปเดตความปลอดภัยเราเตอร์เก่าในปี 2027 ซึ่ง think tank Technology Policy Institute วิจารณ์ว่าสร้างช่องโหว่เพิ่มแทนที่จะแก้ปัญหา

การตัดสินใจนี้ทำให้เกิดคำถามมากมาย ผู้บริโภคชาวอเมริกันอาจได้เราเตอร์คุณภาพจาก Netgear ต่อไป แต่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยจริงหรือ? Netgear ครองตลาดด้วยเราเตอร์ mesh Wi-Fi ที่เสถียรและเร็ว ทำให้การยกเว้นนี้ส่งผลต่อคู่แข่งอย่าง TP-Link หรือ Asus ที่อาจต้องปรับตัวหนัก

ผลกระทบต่อตลาดเราเตอร์ในสหรัฐฯ

FCC ยกเว้น Netgear จากห้ามเราเตอร์ต่างชาติ อาจทำให้ตลาดไม่สมดุล ผู้ผลิตอื่นต้องเร่งหาโรงงานในสหรัฐฯ ซึ่งต้นทุนสูง ส่งผลให้ราคาเราเตอร์แพงขึ้นสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ในขณะที่ Netgear สามารถแข่งขันได้ปกติ นอกจากนี้ นโยบาย FCC ยังกระทบเราเตอร์เก่าที่จะหมดการอัปเดต ทำให้ผู้ใช้ต้องอัปเกรดบ่อยขึ้น

จากประสบการณ์ Netgear Nighthawk และ Orbi เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับบ้านขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดเล็ก ด้วยความเร็ว Wi-Fi 6/7 และระบบ mesh ที่ครอบคลุม การยกเว้นนี้อาจช่วยรักษาคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผลไว้ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการพึ่งพาโรงงานต่างประเทศยังเสี่ยงต่อ supply chain attack หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการความมั่นคงจริง ควรเร่งสนับสนุนการผลิตในประเทศมากกว่านี้

ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีและคำแนะนำเลือกซื้อเราเตอร์จากเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด และปกป้องเครือข่ายของคุณให้ปลอดภัยที่สุด

ที่มา – FCC Exempts Netgear from Foreign-Made Router Ban for Some Reason

เจมี่ ดอร์แนน Aragorn ใหม่ใน The Hunt for Gollum

แฟนๆ Viggo Mortensen คงรู้อยู่แล้วว่ามันต้องมาถึง! เจมี่ ดอร์แนน Aragorn ใหม่ใน The Hunt for Gollum ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the Rings: The Hunt for Gollum ที่ Andy Serkis กำกับและแสดงเป็น Gollum ด้วยตัวเอง

เจมี่ ดอร์แนน คือ Aragorn ใหม่ใน ‘The Hunt for Gollum’

ข่าวนี้ถูกยืนยันที่ CinemaCon คืนนี้ พร้อมทีเซอร์ที่เผยรายชื่อนักแสดงหลักทั้งหมด แฟน Lord of the Rings ตื่นเต้นกันหนักมาก เพราะ Aragorn ที่เราคุ้นเคยจาก Viggo Mortensen จะถูกแทนที่ด้วย เจมี่ ดอร์แนน จากเรื่อง Belfast ที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ เขาจะมาสวมบท Strider หรือ Aragorn ผู้กล้าหาญ สวมรองเท้าบู๊ตขี่ม้า และแววตาที่ทำให้หัวใจละลาย!

นอกจากนี้ Andy Serkis ยังรับบทคู่ Gollum และ Sméagol, Ian McKellen กลับมารับบท Gandalf, Elijah Wood เป็น Frodo Baggins และ Lee Pace เป็น Thranduil ส่วนนักแสดงใหม่ๆ อย่าง Kate Winslet รับบท Marigol และ Leo Woodall เป็น Halvard ที่เรายังไม่คุ้นเคยนัก แต่รับรองว่าน่าจะน่าติดตาม

เจมี่ ดอร์แนน เหมาะสมกับบท Aragorn อย่างไร

เจมี่ ดอร์แนน ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ เขาเคยแสดงใน Fifty Shades และ Belfast ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านดราม่าและเสน่ห์แบบผู้ชายแมนๆ ซึ่งตรงกับ Aragorn สุดๆ ลองนึกภาพเขายืนเคียงข้าง Gollum ในป่ามืด หรือต่อสู้กับศัตรูใน Middle-earth ดูสิ ต้องเร่าร้อนแน่ๆ!

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 17 ธันวาคม 2027 ซึ่งยังอีกนาน แต่แค่รายชื่อนักแสดงก็ทำให้เราตื่นเต้นแล้ว Warner Bros. โพสต์ทีเซอร์ใน Twitter ว่า “We’ve been waiting for you, precious.” พร้อมภาพโปรโมตสุดเท่

  • Andy Serkis: ผู้กำกับและ Gollum/Sméagol
  • Ian McKellen: Gandalf
  • Elijah Wood: Frodo
  • Lee Pace: Thranduil
  • เจมี่ ดอร์แนน: Aragorn
  • Kate Winslet: Marigol
  • Leo Woodall: Halvard

เรื่องนี้ดัดแปลงจากนิยาย J.R.R. Tolkien โดยตรง เน้นการไล่ล่า Gollum ก่อนเหตุการณ์ใน Lord of the Rings หลักๆ คงมีฉากแอคชั่นผจญภัยแบบเต็มสูบ แฟนๆ ถกกันว่าทำไมถึง recast Aragorn บ้าง แต่เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นเวอร์ชั่นใหม่!

คุณคิดว่าเจมี่ ดอร์แนนจะทำได้ดีแค่ไหนในบทนี้? เขาจะมีเคมีเข้ากับ Ian McKellen และ Elijah Wood มั้ย? เราเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ของจักรวาล Middle-earth หลังจาก The Rings of Power

อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหนัง Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe หรือ Doctor Who? คลิกดูได้เลย!

คุณตื่นเต้นกับ เจมี่ ดอร์แนน Aragorn ใหม่ใน The Hunt for Gollum มั้ย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดตหนังดังๆ กับเรา!

ที่มา – Jamie Dornan Is Your New Aragorn in ‘The Hunt for Gollum’

ตัวอย่างแรก Godzilla Minus Zero สยองสหรัฐฯ

โกจิร่าอาจจะจมลงสู่ก้นมหาสมุทรหลังจากพ่ายแพ้ในตอนจบของ Godzilla Minus One แต่คุณไม่สามารถกักตุนมอนสเตอร์ตัวนี้ไว้ได้นานนัก—โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Minus One ประสบความสำเร็จระดับโลกและคว้ารางวัล ทำลายสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศ และ ออสการ์ ไปครอง ตอนนี้สามปีผ่านไป เราพร้อมแล้วสำหรับผู้เขียนและผู้กำกับ ทาคาชิ ยamazaki ที่จะพาเรากลับสู่โลกของโกจิร่า… และคราวนี้โลกกว้างใหญ่กว่าเดิมแน่นอน

ตัวอย่างแรก Godzilla Minus Zero

หลังจากฉายให้ผู้ชมชมที่ CinemaCon ในลาสเวกัสเมื่อเช้านี้ Toho และ GKids ได้ปล่อยทีเซอร์ตัวอย่างแรกอย่างเป็นทางการของ Godzilla Minus Zero ภาคต่อโดยตรงจากภาพยนตร์คลาสสิกทันทีปี 2023 เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1949 สองปีหลังเหตุการณ์ใน Minus One โดย Godzilla Minus Zero นำแสดงโดย Ryunosuke Kamiki และ Minami Hamabe กลับมารับบท Koichi Shikishima และ Noriko Oishi ที่ยังคงต่อสู้กับบาดแผลจากโกจิร่าทีแรกในโตเกียว

ทั้งคู่คงไม่ยินดีที่โกจิร่ากลับมาอีกครั้งพร้อมความโหดร้ายที่รุนแรงกว่าเดิม จากภาพตัวอย่างสั้นๆ ที่เห็นความพินาศชัดเจนว่า Minus Zero จะยกระดับฉากแอ็กชันให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม (และเป็นโปรดักชันญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ถ่ายทำสำหรับ IMAX) แม้ส่วนใหญ่จะเกิดในญี่ปุ่น แต่ช็อตสุดท้ายที่โกจิร่ายืนข้างรูปปั้น Liberty ทำให้ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะต้องเผชิญความสยองจากมอนสเตอร์ครั้งนี้ด้วย

ตัวอย่างแรก Godzilla Minus Zero สร้างความตื่นเต้น

“ผมดีใจมากที่ได้ร่วมงานภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นสองปีหลัง Godzilla Minus One ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดในชีวิตการแสดงของผม ผมภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับทาคาชิ ยamazaki และทีมงานอีกครั้ง” Kamiki กล่าวในแถลงการณ์ “แรงกดดันจากการแสดงในเรื่องโกจิร่าที่แฟนๆ รักทั่วโลกยังคงเท่าเดิม แต่ผมทุ่มสุดตัวเพื่อให้ทุกคนที่ดูและรักโกจิร่าเพลิดเพลิน”

“หลังจากภาคที่แล้ว ผมขอบคุณที่ได้อยู่ในโลกของ Godzilla Minus One ในฐานะ Noriko” Hamabe เสริม “หัวใจผมเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นที่จะแบ่งปันช่วงเวลายิ่งใหญ่นี้กับทุกคนในโรงภาพยนตร์เร็วๆ นี้ เนื่องจากเรื่องนี้จะฉายในญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เกือบพร้อมกัน ผมดีใจที่จะแบ่งปันการกลับมาอย่างน่าตกใจของโกจิร่าไม่ใช่แค่คนญี่ปุ่นแต่รวมถึงชาวอเมริกันด้วย ผมหวังว่านี่จะเป็นผลงานที่ทุกคนรักและสนุก”

Godzilla Minus Zero เข้าฉายในญี่ปุ่นวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันฉายเรื่อง Godzilla ดั้งเดิมปี 1954 และในสหรัฐฯ วันที่ 6 พฤศจิกายน ตามหลังไม่นาน

นอกจากนี้ ตัวอย่างแรก Godzilla Minus Zero ยังเผยให้เห็นการอัปเกรดกราฟิกและเอฟเฟกต์ที่สมจริงยิ่งขึ้น ทำให้แฟนๆ ตื่นเต้นกับฉากทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการบุกสหรัฐฯ ซึ่งเป็นก้าวใหม่ของแฟรนไชส์โกจิร่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงต่อยอดความสำเร็จจากภาคก่อน แต่ยังขยายขอบเขตสู่เวทีโลก

  • เรื่องย่อ: เกิดขึ้นปี 1949 หลังโกจิร่าทำลายโตเกียว
  • นักแสดงหลัก: Ryunosuke Kamiki และ Minami Hamabe กลับมา
  • จุดเด่น: ถ่ายทำ IMAX, ฉากบุกสหรัฐฯ
  • วันที่ฉาย: ญี่ปุ่น 3 พ.ย., สหรัฐฯ 6 พ.ย.

สำหรับแฟนภาพยนตร์ไซไฟแอ็กชัน ตัวอย่างแรก Godzilla Minus Zero คือสิ่งที่ต้องไม่พลาด มันสัญญาว่าจะเป็นภาคต่อที่ยิ่งใหญ่และน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม หากคุณชื่นชอบมอนสเตอร์ภาพยนตร์ อย่าลืมจองตั๋วล่วงหน้าและติดตามอัปเดตเพิ่มเติม คุณคิดว่าสหรัฐฯ จะรับมือโกจิร่าได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เลย!

ที่มา – The First Trailer for ‘Godzilla Minus Zero’ Takes Terror Stateside

โทรศัพท์ทรัมป์ยังดูเหมือนขยะ

แม้หลายคนจะอยากให้เรื่อง โทรศัพท์ทรัมป์ จบลงสักที แต่รุ่น T1 ก็ยังวนเวียนอยู่ไม่ยอมหายไปไหน อย่างที่ The Verge รายงาน เว็บ Trump Mobile อัพเดทดีไซน์ใหม่แล้ว ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทิศทางใหม่ที่โทรศัพท์ทรัมป์ยังดูเหมือนขยะชัดเจน มาดูภาพกันเลยสำหรับความไม่สุขใจของคุณ:

ดีไซน์นี้คล้ายกับที่ลูกน้องทรัมป์โชว์ให้ Dominic Preston จาก The Verge ดูทางวิดีโอคอลคุณภาพต่ำ แต่ตอนนี้เป็นความละเอียดสูงสำหรับเว็บไซต์แล้ว แตกต่างจากภาพร่างเดิมที่ดูเหมือนคลิปอาร์ต iPhone มาก มาดูภาพร่างเดิมเปรียบเทียบกัน:

โทรศัพท์ทรัมป์ยังดูเหมือนขยะ แม้เปลี่ยนแปลงไปบ้าง

แน่นอนว่าการเลิกใช้สีทองแวววาวที่กรี๊ด “ฉันรวยนะ” ไม่เคยอยู่ในแผน ดังนั้นยังคงไว้เหมือนเดิม แต่การจัดวางกล้องเปลี่ยนไป และโลโก้ “T1” ตัวโตๆ ถูกลบออก เหมือนทรัมป์โยนบรอกโคลีออกจากจานอาหาร ตามที่ Vanity Fair เคยรายงาน The Verge ยังบอกว่าราคาตอนนี้เป็น “โปรโมชั่น” เริ่มต้นที่ 499 ดอลลาร์ ส่งเงินมัดจำ 100 ดอลลาร์เพื่อล็อคราคา โอ้ย ราคานี้โปรโมทให้我想ログオフเลยจริงๆ

ดีที่การส่งเงินมัดจำเป็นแค่เชิงเปรียบเทียบ เพราะไม่แน่ใจว่ามีใครบนโลกนี้อยากได้ของชิ้นนี้จริงๆ Trump Mobile ก็ไม่มีหลักฐานยอดสั่งซื้อล้นหลาม บางทีแฟนทรัมป์ตัวยงอาจซื้อสะสม? ไม่รู้สิ ถ้าคุณจะซื้อโทรศัพท์ทรัมป์ คอมเมนต์บอกหน่อยนะ ฉันไม่กล้าถือหายใจรอ

สเปกโทรศัพท์ทรัมป์ยังดูเหมือนขยะหรือเปล่า?

สเปกส่วนใหญ่ยังเหมือนรายงานก่อนหน้า หน้าจอ AMOLED 6.78 นิ้ว (ใหญ่ขึ้นนิดจากโฆษณาเดิม) รีเฟรชเรท 120Hz กล้องหลังหลัก 50 ล้านพิกเซล, อัลตร้าไวด์ 8 ล้านพิกเซล, เทเลโฟโต้ 50 ล้านพิกเซล ซูม 2x กล้องหน้า 50 ล้านพิกเซล แบต 5,000mAh ชาร์จ 30W ชิป Snapdragon แต่ไม่ระบุรุ่น

  • หน้าจอ AMOLED 6.78 นิ้ว 120Hz
  • กล้องหลัง: หลัก 50MP + ไวด์ 8MP + เทเล 50MP 2x
  • กล้องหน้า 50MP
  • แบต 5,000mAh ชาร์จเร็ว 30W
  • ชิป Snapdragon (ไม่ระบุรุ่น)

การพูดถึงสเปกโทรศัพท์ทรัมป์ยังดูเหมือนขยะ เหมือนอธิบายว่า LTE รุ่นไหนในจระเข้หนัก 400 ปอนด์ ไม่มีใครอยากซื้อจระเข้หรอก และถ้าซื้อก็ไม่น่าใช้แชทกับเพื่อน (ถ้ามีเพื่อนนะ) ยังไม่รู้เลยว่า T1 มีจริงหรือเปล่า เพราะยังไม่มีใครน่าเชื่อถือได้จับจริงๆ ดังนั้นเรายังนอนหลับฝันดีได้ โดยหวังว่าไม่ต้องเห็น T1 จริงๆ

มาดูกันลึกๆ ว่าทำไมดีไซน์ใหม่นี้ถึงยังล้มเหลว กรอบทองยังเด่นเกินไป ดูเชยและไม่เข้ากับเทรนด์สมาร์ทโฟนสมัยใหม่ที่เน้นดีไซน์มินิมอล สีเรียบๆ อย่าง iPhone หรือ Galaxy กล้องจัดวางแปลกๆ ไม่สมมาตร โลโก้หายไปแต่ความรู้สึก “Trump” ยังฉายชัด ราคา 499 ดอลลาร์สำหรับสเปกกลางๆ นี่แพงไป ถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Pixel หรือ Nothing Phone ที่สเปกใกล้เคียงแต่ดีไซน์เจ๋งกว่า ถูกกว่า

Trump Mobile อาจเล็งแฟนคลับที่อยากสนับสนุน แต่ตลาดสมาร์ทโฟนแข่งขันดุเดือด สเปก Snapdragon ไม่ระบุรุ่นนี่เสี่ยง ถ้าเป็นรุ่นเก่าอย่าง 778G ก็แพ้คู่แข่งชัดๆ แบต 5,000mAh มาตรฐานแต่ชาร์จ 30W ช้าไปในยุค 65W+ หน้าจอใหญ่ดีแต่ AMOLED ทั่วไป ไม่มี HDR หรือความสว่างสูงพิเศษ

สรุปแล้ว โทรศัพท์ทรัมป์ยังดูเหมือนขยะทั้งในแง่ดีไซน์และมูลค่า ถ้าคุณกำลังมองหาโทรศัพท์ใหม่ แนะนำข้ามไปเลยดีกว่า คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? คอมเมนต์บอกความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ดูว่าทรัมป์ทำโทรศัพท์ออกมาแบบไหน!

ที่มา – The Trump Phone Still Looks Like Total Trash

นี่คือหน้าตาของ Industry Plant ในวงการดนตรี 2026

ถ้าคุณชื่นชอบดนตรีร็อก ชื่อวง Geese จาก布鲁คลิน คงไม่ใช่เรื่องแปลกหู

วงนี้ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์และความสนใจจากกระแสหลักมานาน โดยมักถูกเปรียบเทียบกับวงในตำนานอย่าง The Strokes แต่ช่วงปีที่ผ่านมา พวกเขาพุ่งทะยานแบบดาวตก อัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 4 Getting Killed วางจำหน่ายปลายกันยายน และถูก New Yorker เลือกเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 ในเดือนธันวาคม พวกเขาปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะแขกรับเชิญทางดนตรีในรายการ Saturday Night Live เมื่อมกราคมปีนี้ และเพิ่งแสดงในเทศกาล Coachella เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นี่คือหน้าตาของ Industry Plant ในวงการดนตรี 2026

ตอนนี้ บทความไวรัลบน Substack และรายงานจาก WIRED ทำให้เกิดดราม่าว่ากระแสโซเชียลมีเดียรอบวง Geese ไม่ได้มาจากธรรมชาติทั้งหมด

ศูนย์กลางของเรื่องนี้คือ Chaotic Good Projects เอเจนซี่การตลาดดิจิทัลขนาดเล็กที่เน้นสร้างคอนเทนต์ UGC (User-Generated Content) และแคมเปญโปรโมทสำหรับศิลปิน

“เราศึกษาอินเทอร์เน็ตและ TikTok ว่าอะไรที่กำลังฮิตแบบออร์แกนิก แล้วพยายามเลียนแบบในสเกลใหญ่แบบไม่เป็นธรรมชาติ” Andrew Spelman ผู้ร่วมก่อตั้ง Chaotic Good บอกกับ Billboard เมื่อเดือนที่แล้ว “TikTok หมุนรอบเทรนด์เสียง… ส่วนที่เราทำคือโพสต์ปริมาณมากบนหลายบัญชี ให้อิมเพรสชันเยอะ เพื่อจำลองว่าบทเพลงกำลังฮิตหรือกำลังมาแรง”

Jesse Coren ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนบอกว่าบัญชีเหล่านี้ดูแลโดย “เครือข่ายพนักงานและฟรีแลนซ์จำนวนมาก”

“ออฟฟิศเราชี้นกให้ล่าไก่ด้วย iPhone เต็มไปหมด” Spelman กล่าว

Adam Tarsia ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนยืนยันกับ WIRED เมื่อวันอังคารว่าพวกเขาจัดแคมเปญให้ Geese บน TikTok จริง

Industry Plant ในวงการดนตรี 2026: ไม่ใช่แค่ Geese

Geese ไม่ใช่วงเดียวที่ Chaotic Good ทำงานด้วย เอเจนซี่นี้เคยรันแคมเปญให้ Alex Warren, Zara Larsson, Sombr ที่พุ่งสู่ความดังระดับโลก รวมถึงศิลปินดังอย่าง Tame Impala, Coldplay, Justin Bieber และ Dua Lipa

แต่ Geese โดนแบนเนอร์หนักเพราะเคยมีข่าวลือ industry plant อยู่แล้ว การดังฉับพลันทำให้หลายคนสงสัยว่ากระแสออนไลน์ถูกหนุนหลังจากค่ายเพลงหรือเอเจนซี่

จะกล่าวหา Chaotic Good บริษัทเดียวคงไม่ยุติธรรม เพราะการสร้างแฟนปลอมเพื่อบูสต์ความนิยมเป็นกลยุทธ์หลักในวงการดนตรี ปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยดราม่า เช่น Spotify โดนฟ้อง class action lawsuit ฐานโกงด้วย Discovery Mode ที่ศิลปินจ่ายเงินเพื่อให้เพลงติดรีโคเมนด์ และ Drake โดนฟ้อง ใช้บอทเพิ่มสตรีม

กลยุทธ์ UGC ถูกใช้โดยค่ายใหญ่ค่ายเล็ก เพื่อสร้างกระแสและภาพลวงตาแฟนคลับจริง โดยมีบัญชีปลอมที่ ‘ลีค’ เพลงใหม่, ทำแฟนเอ็ดิตจากหนังดังด้วยเพลงลูกค้า หรือจ้างอินฟลูเอนเซอร์ดัง

  • สร้างโพสต์จำนวนมากเพื่อให้ดูเหมือนเทรนด์
  • เลียนแบบพฤติกรรมแฟนจริง
  • ใช้หลายบัญชีเพื่อเพิ่ม engagement

วิธีเหล่านี้อาจรู้สึกไม่ซื่อสัตย์ ทำให้แฟนและศิลปินเล็กๆ รู้สึกถูกโกง แต่ความแพร่หลายพิสูจน์พลังของอัลกอริทึม TikTok และอิทธิพลของผู้เชี่ยวชาญที่เล่นเกมโซเชียลได้

ขณะที่ UGC บูมในดนตรี อุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ตามมา เช่น การเลือกตั้ง总统สหรัฐ 2024 ที่ ใช้ UGC คล้ายกัน ในแคมเปญการเมือง

ด้วยคลื่น AI-generated content ที่ถาโถมปีนี้ แฟนเบสของศิลปินใหม่ที่คุณหลงใหลอาจไม่เป็นธรรมชาติเหมือนเดิม

ในที่สุด นี่คือหน้าตาของ Industry Plant ในวงการดนตรี 2026 ที่แสดงให้เห็นว่าอนาคตของการโปรโมทเพลงกำลังเปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัลที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์!

ที่มา – This Is What a Music Industry ‘Plant’ Looks Like in 2026

Mercedes EQS ใหม่ ระยะทางไกล ชาร์จเร็ว พวงมาลัยไว

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่บุกเบิกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยนำเสนอ Mercedes EQS ใหม่ ระยะทางไกล ชาร์จเร็ว พวงมาลัยไว เพื่อท้าชน S-Class แบบดั้งเดิม แต่รุ่นแรกที่ออกมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก เพราะรูปลักษณ์คล้ายไข่ที่หลายคนไม่ถูกใจ

แต่ตอนนี้ Mercedes EQS ใหม่ ระยะทางไกล ชาร์จเร็ว พวงมาลัยไว รุ่นปี 2027 มาแล้ว! ภายนอกดูคล้ายเดิม แต่ภายในเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีสเปกน่าประทับใจ โดยเฉพาะเมื่อ Tesla Model S ถูกยกเลิกไปแล้ว Mercedes จึงมีโอกาสครองตลาดรถหรูไฟฟ้าสุดยอด

Mercedes EQS ใหม่ ระยะทางไกล ชาร์จเร็ว พวงมาลัยไว: สเปกเด่นที่ต้องรู้

Mercedes EQS ยังคงเป็นรถไฟฟ้าสุดหรูเทียบเท่า S-Class ที่ใช้เครื่องยนต์น้ำมันหรือปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเพิ่งอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปเมื่อต้นปี แตกต่างจาก BMW i7 ที่ดูเป็นรถซีดานใหญ่ แต่ Mercedes EQS มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd) ต่ำสุดเพียง 0.20 ดีกว่า McLaren Artura และใกล้เคียง Lucid Air ช่วยให้ประหยัดพลังงานสุดๆ

ระยะทางไกลและชาร์จเร็วอย่างไร้เทียมทาน

จุดเด่นหลักของ Mercedes EQS ใหม่คือระยะทางขับขี่ไกลมาก รุ่น EQS 450+ สามารถวิ่งได้ไกลถึง 575 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP ของยุโรป) ซึ่งเทียบเท่าประมาณ 684 กิโลเมตร ในมาตรฐาน EPA ของสหรัฐฯ อาจไม่เท่า Lucid Air บางรุ่น แต่เหนือกว่า BMW i7 ทุกแบบ แถมชาร์จเร็วสุดๆ ด้วยสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800 โวลต์

แบตเตอรี่ 122 kWh ชาร์จได้สูงสุด 350 kW โดยแยกชาร์จครึ่งละ 175 kW ทำให้เพิ่มระยะทางเกือบ 200 ไมล์ (320 กม.) ใน 10 นาทีเท่านั้น! นอกจากนี้ ระบบรีเจนเนอเรทีฟเบรกยังกู้พลังงานได้ถึง 385 kW ผ่าน paddle หรือคันเกียร์ ช่วยขับสนุกแต่ผู้โดยสารด้านหลังอาจเวียนหัวนิดๆ

พวงมาลัยไวขึ้นด้วย Steer-by-Wire

อีกฟีเจอร์เจ๋งคือระบบพวงมาลัยแบบ steer-by-wire แบบเลือกได้ (สำหรับตลาดสหรัฐฯ ภายหลัง) ใช้ yoke สไตล์สามในสี่ของพวงมาลัยปกติ ขับนุ่มนวลที่ความเร็วสูง ไวแปร๋นในเมืองหรือจอดรถ ร่วมกับ rear-axle steering ทำให้รถยักษ์คันนี้คล่องตัวสุดๆ คล้าย Tesla Model S หรือ Subaru EV ที่ล้มหายตายจากไป

ภายในห้องโดยสารยังหรูหราเหมือนเดิม เพิ่ม MB.OS infotainment ล่าสุด ระบบช่วยขับขี่ AI suspension จาก S-Class ใหม่ และเข็มขัดนิรภัยแบบอุ่นจาก S-Class ช่วยให้ถอดเสื้อโค้ทหนาในหน้าหนาวได้ สวมเข็มขัดสบายและปลอดภัยกว่า

  • ระยะทาง: สูงสุด 575 กม. (WLTP)
  • ชาร์จเร็ว: 350 kW, 200 ไมล์ใน 10 นาที
  • พวงมาลัย: Steer-by-wire + rear steering
  • ราคาเริ่มต้น: ประมาณ 3.5 ล้านบาท (102,000 USD)

Mercedes EQS ใหม่ ระยะทางไกล ชาร์จเร็ว พวงมาลัยไว จะวางขายปลายปีนี้ ถือเป็นทางเลือกรถหรูไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ หากคุณกำลังมองหารถ EV สุดพรีเมียม อย่าพลาด!

ความเห็นส่วนตัว: Mercedes EQS รุ่นนี้พัฒนาขึ้นมาก ชนะใจทั้งเรื่องสมรรถนะและความหรู ถือเป็นคู่แข่ง Tesla ที่แท้จริง ลองจินตนาการขับคันนี้ในไทยสิ สนุกแน่!

ที่มา – New Mercedes EQS Has Long Range, Quick Charging, and Quicker Steering

Marvel Legends สู้ Marvel Rivals ดูเจ๋ง!

สไตล์สุดเท่ของ Marvel Rivals ที่บิดแต่งตัวละครฮีโร่แต่ละตัวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เราหลงใหลตั้งแต่เกมเปิดตัวเมื่อปีกว่าๆ มาแล้ว ล่าสุด ในที่สุดก็มีคนฟังเสียงแฟนๆ แล้ว! โดย Hasbro ประกาศยืนยันว่าจะนำ Marvel Legends สู้ Marvel Rivals ด้วยไลน์ฟิกเกอร์ Gamerverse ใหม่ที่จะวางขายปลายปีนี้ ไม่ใช่แค่ Funko Pops ธรรมดา แต่ดูเจ๋งแบบ Reed Richards เลยล่ะ!

วันนี้ในไลฟ์สตรีม Hasbro เผยไลน์อัพเริ่มต้นประกอบด้วยฟิกเกอร์เดี่ยว 2 ตัวแบบเดลุกซ์ และสองแพ็คคู่ 2 ชุด พอดีสำหรับทีม Rivals เลยนะ แถมแบ่งเป็น Vanguard 2, Duelist 2 และ Support 2 ตัวเป๊ะ!

Marvel Legends สู้ Marvel Rivals: ฟิกเกอร์เดี่ยวสุดเดือด

เริ่มจากฟิกเกอร์เดี่ยวก่อน เราจะได้เวอร์ชัน Rivals ของ Punisher และ Moon Knight Frank Castle ขนาดใหญ่กำยำมาพร้อมปืนช็อตแกนและปืนไรเฟิล มีเอฟเฟกต์กระสุน ย手สลับ และหัวสลับที่กำลังคำรามกลางศึก สุดเท่!

Moon Knight หรือ Marc Spector มาพร้อมกระบองสองอันและจันทร์เสี้ยวสองชิ้น (แต่ไม่มี ankh ผีสิงที่น่ารำคาญสุดในเกมนะ) แถมเค้ามีผ้าคลุมสลับได้ที่เลียนแบบรูปแบบร่อนจันทร์เสี้ยวในเกม ละเอียดยิบมาก!

Marvel Legends สู้ Marvel Rivals: แพ็คคู่สุดมันส์

แพ็คแรกจับ Spider-Man กับ Luna Snow นักร้องรักษาด้วยน้ำแข็ง Peter มาพร้อมมือสลับสองแบบ (แผ่และยิงใย) แต่ Luna ได้ของเล่นเพียบ มือสลับอีกชุด (กำหมัดและแผ่พลัง) เกล็ดหิมะน้ำแข็งโพสได้ และหัวสลับยิ้มกwinky แบบแรกใน Marvel Legends น่ารักสุด!

แพ็คที่สองคือทีมสุดแปลก Venom กับ Jeff the Land Shark! Jeff เป็นรูปปั้นมากกว่าฟิกเกอร์เคลื่อนไหวได้ แต่หัวเอียงได้ มีหน้าสลับและ配件ว่ายน้ำใต้ดินน่ารักๆ Venom คือไฮไลต์ Eddie กับ symbiote มีหัวสลับลิ้นยื่น มือแผ่ และเส้น symbiote หลังปรับโพสได้!

หวังว่านี่จะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของ Marvel Legends สู้ Marvel Rivals นะ เพราะตอนฟิกเกอร์ออกปลายปี เกมจะมีฮีโร่ใหม่เพิ่มอีกเพียบ ตัวเลือกเยอะมาก! ในฐานะ Support main ขอเซลฟิชหน่อย ได้ Invisible Woman, Cloak and Dagger, Gambit หน่อยสิ!

จองล่วงหน้า Punisher และ Moon Knight เริ่ม 22 เมษายน 13.00 ET ที่ Hasbro Pulse และร้านออนไลน์อื่นๆ Venom/Jeff 29 เมษายน และ Luna Snow/Spider-Man 13 พฤษภาคม อย่ารอช้า จองเลยเพื่อเป็นเจ้าของคอลเลกชันสุดเจ๋ง!

นี่คือโอกาสทองสำหรับแฟน Marvel Rivals ที่อยากได้ฟิกเกอร์คุณภาพสูงแบบนี้ ไลน์ Gamerverse จะทำให้ห้องสะสมของคุณปังขึ้นแน่นอน!

ที่มา – Marvel Legends Is Taking on ‘Marvel Rivals,’ and It Looks Great