ผู้เขียน: lalika69_admin

พม. ปักหมุดโคราชเปิดมหกรรมสร้างงาน-สร้างอาชีพคนพิการภาคอีสาน ชู ‘รัฐสนับสนุน’ แทน ‘รัฐสงเคราะห์’

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้ผมอยากพาทุกคนไปติดตามเรื่องราวดีๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมาครับ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการในบ้านเรา กับงานที่มีชื่อว่า พม. ปักหมุดโคราชเปิดมหกรรมสร้างงาน-สร้างอาชีพคนพิการภาคอีสาน ชู ‘รัฐสนับสนุน’ แทน ‘รัฐสงเคราะห์’ งานนี้ไม่ใช่แค่การจัดตลาดนัดหางานทั่วไป แต่เป็นการพลิกโฉมมุมมองที่รัฐมีต่อคนพิการอย่างสิ้นเชิงครับ

พม. ปักหมุดโคราชเปิดมหกรรมสร้างงาน-สร้างอาชีพคนพิการภาคอีสาน ชู ‘รัฐสนับสนุน’ แทน ‘รัฐสงเคราะห์’

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดงาน JOB AND MARKET FAIR ที่ MCC Hall เดอะมอลล์ โคราช โดยเน้นย้ำแนวคิดที่น่าสนใจมาก คือการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดแบบ ‘รัฐสงเคราะห์’ ที่มองคนพิการเป็นเพียงผู้รับการช่วยเหลือ ไปสู่แนวคิด ‘รัฐสนับสนุน’ ที่พร้อมสร้างระบบนิเวศให้คนพิการได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ครับ แนวคิดนี้กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ในระดับโลก ที่มองว่าทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดทางร่างกายอย่างไรก็ตาม

เปิดโอกาสให้ศักยภาพไร้ขีดจำกัดด้วยนวัตกรรมและดิจิทัล

ในยุคที่เทคโนโลยี AI และ Digital Economy เข้ามามีบทบาทสำคัญ งาน พม. ปักหมุดโคราชเปิดมหกรรมสร้างงาน-สร้างอาชีพคนพิการภาคอีสาน ชู ‘รัฐสนับสนุน’ แทน ‘รัฐสงเคราะห์’ จึงได้มีการจัดโซนพิเศษเพื่ออัปสกิล (Upskill) และรีสกิล (Reskill) ให้คนพิการมีความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำ E-Commerce การตลาดออนไลน์ หรือแม้แต่การใช้สื่อดิจิทัล ซึ่งเป็นการทลายกำแพงเรื่องการเดินทางและการเข้าถึงงาน ทำให้คนพิการสามารถทำงานแบบ Work from Anywhere ได้อย่างแท้จริงครับ

ภายในงานมีการแบ่งโซนที่น่าสนใจมาก ดังนี้ครับ:

  • Career Connect Zone: พื้นที่สำหรับจับคู่การจ้างงานและให้คำปรึกษาอาชีพโดยตรง
  • ABLE Plus Showcase: รวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คนพิการทำงานได้ง่ายขึ้น
  • Hands-on Workshop Zone: กิจกรรมฝึกปฏิบัติจริงที่เน้นการนำทักษะไปใช้ได้ทันที
  • Inclusive Marketplace Zone: ตลาดสินค้าคุณภาพจากฝีมือผู้พิการ

มุมมองทิ้งท้ายและข้อเสนอแนะ: ผมมองว่าแนวคิด ‘รัฐสนับสนุน’ ของ พม. ครั้งนี้มาถูกทางมากครับ เพราะในอนาคต โลกของการทำงานจะเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับทุกคนที่มีทักษะ (Skill-based economy) การที่เราช่วยกันสร้างพื้นที่ให้คนพิการเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เพียงการทำ CSR ของบริษัทเอกชนเท่านั้น แต่มันคือการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืนที่สุด หากใครอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ผมอยากชวนทุกคนไปชมบรรยากาศในงาน เพราะที่นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมใหม่ๆ หรือโอกาสทางธุรกิจที่คุณกำลังมองหาอยู่ก็ได้ครับ การสนับสนุนคนพิการให้เป็นผู้สร้างรายได้ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสังคมไทยอย่างแน่นอน

ที่มา – พม. ปักหมุดโคราชเปิดมหกรรมสร้างงาน-สร้างอาชีพคนพิการภาคอีสาน ชู ‘รัฐสนับสนุน’ แทน ‘รัฐสงเคราะห์’

“จงกล้าตอบรับโอกาสใหม่ๆ แม้ในวันที่ไม่พร้อม” คำแนะนำจาก ซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกการทำงานหรือเหล่า First Jobber ทั้งหลาย น่าจะกำลังเผชิญกับความรู้สึกสับสนหรือกังวลกับอนาคตท่ามกลางกระแสเทคโนโลยี AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเร็วๆ นี้ True Corporation ได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษ HOPE CLUB ที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนคนรุ่นใหม่จากหลายองค์กรชั้นนำมาแลกเปลี่ยนมุมมองกับคุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีบทเรียนที่น่าสนใจมากจนผมอยากนำมาแชร์ต่อครับ

คุณซิกเว่เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงเส้นทางชีวิตของเขาที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และไม่ใช่แผนที่ที่วางไว้ล่วงหน้า เขาเคยเป็นทั้งครู ชาวนา และนักการเมือง ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจโทรคมนาคมในวันที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำเสมอคือ “จงกล้าตอบรับโอกาสใหม่ๆ แม้ในวันที่ไม่พร้อม” เพราะโอกาสเหล่านั้นมักเป็นประตูไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคาดคิดไว้เสมอครับ

ทำไมต้อง “จงกล้าตอบรับโอกาสใหม่ๆ แม้ในวันที่ไม่พร้อม” ในยุค AI

ในการเสวนาครั้งนี้ หลายคนตั้งคำถามถึงความท้าทายในโลกยุคใหม่ที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ คุณซิกเว่และผู้ทรงคุณวุฒิอย่าง ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้ร่วมกันชี้ให้เห็นว่า แม้โครงสร้างองค์กรจะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบนาฬิกาทรายที่การจ้างงานระดับเริ่มต้นลดลง แต่คนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ AI กลับเป็นทรัพยากรที่องค์กรต้องการที่สุด หน้าที่ของเราไม่ใช่การกลัว AI แต่คือการใช้มันเป็นเครื่องมือในการขยายขีดความสามารถของตัวเองให้ไปไกลกว่าเดิม

การเป็นคนรุ่นใหม่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่การรู้จักตั้งคำถาม การคิดเชิงวิพากษ์ และการรักษาทักษะความเป็นมนุษย์ (Soft Skills) ต่างหากคืออาวุธสำคัญที่จะทำให้คุณเติบโตได้ แม้คุณอาจจะยังไม่พร้อมในทักษะทางเทคนิคบางอย่าง แต่ทัศนคติที่กล้าเรียนรู้จะพาคุณไปได้ไกลกว่าเสมอ

มุมมองต่อ Work-Life Balance ที่ต้องปรับเปลี่ยน

คุณซิกเว่ยังให้ข้อคิดที่ดีมากเรื่องสมดุลชีวิต โดยบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องแยกงานกับชีวิตออกจากกันจนเป็นสองส่วนที่ขัดแย้งกัน แต่ควรทำให้มันหลอมรวมกันอย่างมีเป้าหมาย หากคุณทำสิ่งที่รักและสนุกกับมัน คุณจะพบว่าพลังงานชีวิตไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปเลย อย่าลืมว่าร่างกายและจิตใจคือต้นทุนที่สำคัญที่สุด ดูแลตัวเองให้ดี เพื่อให้คุณมีแรงไปคว้าโอกาสใหม่ๆ ในวันข้างหน้า

บทสรุปและคำแนะนำถึงเพื่อนๆ: โลกใบนี้ไม่เคยรอให้เราพร้อมเต็ม 100% แล้วค่อยเริ่มลงมือทำหรอกครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือการกล้าที่จะก้าวออกไปจาก Comfort Zone ลองทำสิ่งที่ใหม่สำหรับเราดูบ้าง และอย่าลืมว่าการ “จงกล้าตอบรับโอกาสใหม่ๆ แม้ในวันที่ไม่พร้อม” ไม่ใช่เรื่องเสี่ยงเกินไป แต่คือการลงทุนในประสบการณ์ที่เงินซื้อไม่ได้ เชื่อเถอะครับว่าคนรุ่นใหม่คือผู้กำหนดอนาคตอย่างแท้จริง เริ่มต้นวันนี้ด้วยความมั่นใจ แล้วคุณจะพบว่าตัวคุณทำอะไรได้มากกว่าที่คิดเยอะเลยครับ!

ที่มา – “จงกล้าตอบรับโอกาสใหม่ๆ แม้ในวันที่ไม่พร้อม” คำแนะนำจาก ซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber [PR NEWS]

เปิดพฤติการณ์ 2 เจ้าหน้าที่ DSI คอยรับหิ้วเงินสด พบฟันเรียกเงินผู้ซื้อสิทธิ์เข้าบรรจุข้าราชการเพิ่มอีกเท่าตัว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่น่าสนใจในแวดวงราชการไทยมาอัปเดตให้ฟังกันครับ เป็นเรื่องราวที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับกรณี เปิดพฤติการณ์ 2 เจ้าหน้าที่ DSI คอยรับหิ้วเงินสด พบฟันเรียกเงินผู้ซื้อสิทธิ์เข้าบรรจุข้าราชการเพิ่มอีกเท่าตัว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างมากครับ

สำหรับเหตุการณ์นี้มีตัวละครหลักคือเจ้าหน้าที่ DSI สองราย ได้แก่ นายอิทธิพล หรือ ‘วิคเตอร์’ และนายอนุรักษ์ หรือ ‘ดร.ต่อ’ ซึ่งจากข้อมูลการสืบสวนพบว่า ทั้งคู่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยรับส่งเงินสดให้กับขบวนการจ่าพิชิต โดยพฤติกรรมของพวกเขานั้นไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดา แต่เป็นการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากราคาตั้งต้นอีกเท่าตัวเลยทีเดียว

เปิดพฤติการณ์ 2 เจ้าหน้าที่ DSI คอยรับหิ้วเงินสด พบฟันเรียกเงินผู้ซื้อสิทธิ์เข้าบรรจุข้าราชการเพิ่มอีกเท่าตัว

จากข้อมูลเชิงลึกที่เราได้มา เมื่อจ่าพิชิตเรียกเก็บค่าดำเนินการเข้าบรรจุข้าราชการที่ 250,000 บาท สองเจ้าหน้าที่ DSI กลุ่มนี้กลับเรียกเก็บเพิ่มอีก 250,000 บาท รวมเป็น 500,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการส่วนตัว ทำเอาผู้ที่ต้องการซื้อสิทธิ์ถึงกับไปไม่เป็นเลยครับ ยิ่งไปกว่านั้นคือการทำธุรกรรมทั้งหมดเป็นเงินสดเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน แต่ความผิดย่อมทิ้งร่องรอยเสมอครับ

หลักฐานเด็ดที่ดิ้นไม่หลุด

แม้จะไม่มีเส้นทางการเงินผ่านธนาคารให้เห็นชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รวบรวมหลักฐานสำคัญมัดตัวได้แน่นหนา ได้แก่:

  • คลิปเสียงการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์
  • ภาพถ่ายสถานที่และเวลาที่นัดหมายรับเงินสด
  • ข้อมูลบันทึกความเคลื่อนไหวที่ประกอบเป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญ

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นครับ เพราะเจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังมีข้าราชการระดับสูงหรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกหลายรายที่อยู่ในเครือข่ายนี้ ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าขบวนการซื้อขายตำแหน่งนี้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไรอีกบ้าง

ในมุมมองของผม กรณีการเปิดพฤติการณ์ 2 เจ้าหน้าที่ DSI คอยรับหิ้วเงินสด พบฟันเรียกเงินผู้ซื้อสิทธิ์เข้าบรรจุข้าราชการเพิ่มอีกเท่าตัว เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นว่าระบบการอุปถัมภ์หรือการซื้อขายตำแหน่งยังคงเป็นมะเร็งร้ายในสังคมไทย การตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นจากหน่วยงานรัฐถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ประชาชนอย่างเราก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา อย่าปล่อยให้การคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมครับ

เทรนด์การตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีและหลักฐานดิจิทัลกำลังมาแรง ผมเชื่อว่าต่อไปใครจะทำอะไรผิด ย่อมหนีไม่พ้นสายตาของกฎหมายแน่นอน หากใครมีเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่าลืมส่งต่อให้เจ้าหน้าที่เพื่อจัดการกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุดนะครับ

ที่มา – เปิดพฤติการณ์ 2 เจ้าหน้าที่ DSI คอยรับหิ้วเงินสด พบฟันเรียกเงินผู้ซื้อสิทธิ์เข้าบรรจุข้าราชการเพิ่มอีกเท่าตัว

วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่

เชื่อไหมครับว่า โลกของเราเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่วันที่ สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัว iPhone ครั้งแรกในปี 2550 จากยุคสมัยที่เราคุ้นเคยกับโทรศัพท์มือถือที่มีแป้นกด หรือคีย์บอร์ดแบบ BlackBerry สู่ยุคหน้าจอสัมผัสเพียงหน้าจอเดียว แต่นอกจากรูปลักษณ์แล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างแท้จริงคือ วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ และการเชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกันผ่านระบบนิเวศของแอปพลิเคชัน

ทำความเข้าใจ วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่

หากจะพูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด แพลตฟอร์มก็เหมือนห้างสรรพสินค้าครับ เจ้าของห้างไม่ได้เป็นเจ้าของร้านค้าทุกร้าน แต่เป็นคนสร้างพื้นที่ให้ร้านค้าต่างๆ เข้ามาทำธุรกิจ แอปเปิลเองก็เช่นกัน เขาเลิกทำทุกอย่างเอง แต่เลือกที่จะสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้คนเก่งทั่วโลกมาสร้างแอปพลิเคชัน นั่นคือการกระจายอำนาจทางปัญญาที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาการศึกษาได้ด้วย

เมื่อเราเข้าใจแก่นของมันว่า แพลตฟอร์มคือการสร้างฐานที่มั่นเพื่อเปิดทางให้เกิดการต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักร Disney ที่ต่อยอดจากการ์ตูนไปสู่สวนสนุกและสินค้าลิขสิทธิ์ หรือแนวคิดการบริหารจัดการอื่นๆ เราจะพบว่าเราสามารถประยุกต์ใช้สิ่งนี้ได้ในทุกมิติของชีวิตและสังคม

โรงเรียนกับบทบาทของแพลตฟอร์ม

หากพูดถึงการนำเอา วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ มาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องยกตัวอย่าง ‘โรงเรียนมีชัยพัฒนา’ ที่คุณมีชัย วีระไวทยะ ได้เปลี่ยนพื้นที่โรงเรียนให้กลายเป็นแพลตฟอร์มแห่งการพัฒนาสังคม โดยอาศัยสินทรัพย์ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ครู บุคลากร และความต้องการของชุมชนมาต่อยอดร่วมกัน

  • ใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์: เปลี่ยนแปลงพื้นที่ว่างให้เป็นแปลงเกษตรสำหรับเรียนรู้และสร้างรายได้
  • สร้างธนาคารโรงเรียน: ปลูกฝังนิสัยการออมและแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้กับคนในชุมชน
  • เครือข่ายความร่วมมือ: ดึงชุมชน โรงพยาบาล และวัด เข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้และแก้ปัญหาชีวิตจริง

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการศึกษาในตำรา แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ให้นักเรียนได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลว เพื่อที่จะเติบโตไปเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจบริบทของสังคมไทยอย่างถ่องแท้ หากโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 32,000 แห่งสามารถเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็นแบบแพลตฟอร์มได้ เชื่อเหลือเกินว่าคุณภาพชีวิตของคนในทุกชุมชนทั่วไทยจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมหาศาล

ในมุมมองของผม สิ่งที่น่าจับตามองในอนาคตคือการนำเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับพื้นที่ทางกายภาพในรูปแบบนี้ นี่คือเทรนด์ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของการเรียนรู้ไปตลอดกาล การศึกษายุคใหม่ไม่จำเป็นต้องติดอยู่ในกรอบของห้องเรียน แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและสร้างคุณค่าร่วมกันครับ

ที่มา – วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่

2 เจ้าหน้าที่ DSI ปฏิเสธข้อหาทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งค้ำประกัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงข่าวสารบ้านเรา ซึ่งก็คือเรื่องราวของ 2 เจ้าหน้าที่ DSI ปฏิเสธข้อหาทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งค้ำประกัน ที่ถือเป็นคดีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐในปัจจุบันครับ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการขยายผลจับกุมคุณประวิทย์ จารุรัชกุล อดีตผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย ที่ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับผลประโยชน์โดยอ้างว่าสามารถช่วยให้สอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นได้ ซึ่งผลจากการสอบสวนนำไปสู่การออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพิ่มเติมอีก 2 ราย คือคุณอิทธิพล และคุณอนุรักษ์ ซึ่งทั้งคู่มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญใน DSI ครับ

2 เจ้าหน้าที่ DSI ปฏิเสธข้อหาทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งค้ำประกัน

ความคืบหน้าล่าสุดสำหรับผู้ต้องหาทั้งสองรายนี้ หลังจากที่ถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 175 สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ทั้งสองคนเลือกให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยมองว่าตนเองไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาครับ

มุมมองต่อการปล่อยตัวชั่วคราวของเจ้าหน้าที่

การที่ผู้ต้องหาทั้งสองรายสามารถยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แทนที่จะเป็นเงินสดเหมือนคดีทั่วไป ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานความยุติธรรมหลายประการ ดังนี้ครับ:

  • การให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานที่มั่นคงในฐานะหลักประกันความยุติธรรม
  • กระบวนการยุติธรรมที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
  • ความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับอิทธิพลของเจ้าหน้าที่รัฐในคดีคอร์รัปชัน

ในมุมมองของผม กรณีการที่ 2 เจ้าหน้าที่ DSI ปฏิเสธข้อหาทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งค้ำประกัน เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับคนทำงานภาครัฐว่า “ความซื่อสัตย์” คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดครับ ในยุคที่โลกโซเชียลสามารถตรวจสอบทุกความเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ การใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่ออาชีพการงาน แต่ยังเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กรอย่างรุนแรงอีกด้วย

สำหรับเทรนด์การเมืองและกระบวนการยุติธรรมในไทย การตรวจสอบคดีทุจริตโดยเจ้าหน้าที่รัฐถือเป็นสิ่งที่จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน เราในฐานะประชาชนควรรอติดตามผลการสืบสวนต่อไปอย่างมีสติ และเชื่อมั่นว่าความจริงจะปรากฏในชั้นศาลครับ สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างรอบด้านและร่วมกันเป็นหูเป็นตาเพื่อสังคมที่โปร่งใสมากขึ้นนะครับ

ที่มา – 2 เจ้าหน้าที่ DSI ปฏิเสธข้อหาทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งค้ำประกัน

OpenAI มีปัญหากับนักคณิตศาสตร์ ถอนตัวผู้สนับสนุน Caltech Mathathon

วงการเทคโนโลยีและวงการวิชาการกำลังร้อนระอุ เมื่อ OpenAI ตัดสินใจประกาศถอนตัวจากการเป็นผู้สนับสนุนงาน Caltech Mathathon กิจกรรมแข่งขันประชันสมองที่รวมเหล่านักคณิตศาสตร์ระดับหัวกะทิไว้ด้วยกัน หลังจากเกิดข้อพิพาทรุนแรงระหว่างบริษัท AI กับเหล่านักวิชาการที่มองว่าสิ่งที่ OpenAI กำลังทำนั้นไม่ใช่การสร้างสรรค์ แต่เป็นการทำลายมาตรฐานการวิจัย

OpenAI มีปัญหากับนักคณิตศาสตร์ ถอนตัวผู้สนับสนุน Caltech Mathathon

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กลุ่มนักคณิตศาสตร์ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกโจมตีบริษัท AI ว่ากำลังสร้าง “ข้อมูลเท็จทางวิทยาศาสตร์” เพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตนเอง พวกเขาเรียกผลงานที่สร้างจาก AI ว่าเป็น “Slop Mathematics” หรือคณิตศาสตร์ขยะ ที่แอบอ้างนำเอาผลงานของนักวิจัยจริงไปประมวลผล เพื่อชิงความได้เปรียบโดยไม่มีการให้เกียรติหรือเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ให้แก่สังคมอย่างแท้จริง

ทำไม OpenAI มีปัญหากับนักคณิตศาสตร์ ถอนตัวผู้สนับสนุน Caltech Mathathon ถึงเป็นประเด็นใหญ่?

ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันเริ่มปะทุหนักเมื่อ OpenAI อ้างว่าพวกเขาสามารถแก้โจทย์ Navier-Stokes ซึ่งเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ระดับโลกได้สำเร็จ แต่นักคณิตศาสตร์จาก NYU และทีมจาก Anthropic กลับไม่เชื่อเช่นนั้น และสงสัยว่า OpenAI อาจนำข้อมูลการวิจัยของพวกเขาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต นี่คือตัวอย่างของสิ่งที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันอาวุธทางวิทยาศาสตร์ในยุคใหม่

  • OpenAI มองว่าความก้าวหน้าของ AI คือการเปลี่ยนแปลงแบบ Disruptive
  • นักคณิตศาสตร์มองว่านี่คือการทำลายจริยธรรมการวิจัย
  • การสนับสนุนงาน Caltech Mathathon ถูกยกเลิกกลางคัน
  • มีจดหมายเปิดผนึกจากนักคณิตศาสตร์กว่า 25 คนร่วมคัดค้าน

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างโลกของ AI กับหลักการทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์นั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ การที่ OpenAI มีปัญหากับนักคณิตศาสตร์ ถอนตัวผู้สนับสนุน Caltech Mathathon จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎกติกาการใช้งานข้อมูลในอนาคต เราต้องจับตามองกันต่อไปว่า ฝ่ายไหนจะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิแห่งปัญญาครั้งนี้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าการนำ AI มาใช้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและการให้เกียรติผู้สร้างสรรค์ผลงานต้นฉบับ หาก OpenAI ยังคงเดินหน้าโดยไม่รับฟังเสียงสะท้อนจากกลุ่มนักคณิตศาสตร์ ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีเหล่านี้อาจสั่นคลอนอย่างรุนแรงในระยะยาว คุณล่ะคิดว่าอย่างไร? AI กำลังช่วยยกระดับหรือกำลังทำลายวงการคณิตศาสตร์กันแน่?

ที่มา – OpenAI Is Beefing With Mathematicians, Will No Longer Sponsor Caltech ‘Mathathon’

ผู้รับเหมายอมรับเอง ไม่ใช่ฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบที่สระน้ำลินคอล์น

ผู้รับเหมายอมรับเอง ไม่ใช่ฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบที่สระน้ำลินคอล์น

กลายเป็นประเด็นที่คนพูดถึงกันหนาหู เมื่อความจริงปรากฏว่าความเสียหายของสระน้ำอนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial Reflecting Pool) ไม่ได้เกิดจากการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างที่เคยเป็นข่าว แต่เกิดจากงานซ่อมแซมที่ไม่ได้มาตรฐานของผู้รับเหมาเอง โดยล่าสุดมีรายงานว่าบริษัท Atlantic Industrial Coatings ได้ออกมายอมรับถึงความผิดพลาดในการดำเนินงานโครงการมูลค่ากว่า 14.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเร่งรีบทำก่อนงานฉลองใหญ่

ก่อนหน้านี้มีการกล่าวอ้างอย่างหนักแน่นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของกลุ่มบุคคลภายนอก แต่ผลจากการตรวจสอบเอกสารของรัฐบาลพบว่า ผู้รับเหมายอมรับเอง ไม่ใช่ฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบที่สระน้ำลินคอล์น อย่างที่เคยเป็นประเด็นการเมืองร้อนแรง ความผิดพลาดเกิดจากเทคนิคการพ่นสารรองพื้นที่ไม่เพียงพอ และการใช้สารเคมีที่เข้ากันไม่ได้จนทำให้เกิดอาการพองตัวและหลุดลอกเมื่อสัมผัสกับความร้อนสูง

สรุปสาเหตุความเสียหายที่แท้จริง

  • การพ่นสารรองพื้น (Primer) ไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะยึดเกาะพื้นผิว
  • การเลือกใช้สารเคมีที่ทนความร้อนไม่เท่ากันจนเกิดปฏิกิริยา
  • ความบกพร่องจากการขาดการกำกับดูแลงาน (Human oversight)

เป็นที่น่าเศร้าที่คดีความนี้ส่งผลกระทบต่อบุคคลทั่วไปหลายคน ซึ่งถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมว่าเข้าไปทำลายทรัพย์สินราชการ แม้กระทั่งอดีตนักกีฬาโอลิมปิกอย่าง David Hearn ก็ยังเคยถูกตั้งข้อหา ก่อนที่อัยการจะตัดสินใจสั่งถอนฟ้องในที่สุดหลังจากความจริงเรื่องคุณภาพงานของผู้รับเหมาถูกเปิดเผย การที่ ผู้รับเหมายอมรับเอง ไม่ใช่ฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบที่สระน้ำลินคอล์น ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการใช้แพะรับบาปทางการเมืองไม่สามารถกลบเกลื่อนความห่วยแตกในการบริหารจัดการโครงการสาธารณะได้

ปัจจุบันบริษัท Atlantic Industrial Coatings จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมดภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน แม้ว่าสีของสระน้ำที่เปลี่ยนไปจะดูขัดตาผู้คนก็ตาม เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่า การตรวจสอบมาตรฐานของโครงการรัฐเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ และไม่ควรนำประเด็นความขัดแย้งมาเป็นข้ออ้างเพื่อเบี่ยงเบนความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน

ที่มา – Contractor Admits They, Not Imaginary Antifa Vandals, Wrecked the Reflecting Pool

LinkedIn ชนะคดี Browsergate หลังศาลปัดตกฟ้องกลุ่ม

เชื่อว่าใครที่เป็นสายโซเชียลมืออาชีพคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับประเด็นความเป็นส่วนตัวบนแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง LinkedIn กันมาบ้าง โดยเฉพาะประเด็นที่ถูกเรียกว่า “Browsergate” ที่ล่าสุดดูเหมือนจะมีบทสรุปที่น่าสนใจเกิดขึ้นแล้วครับ เมื่อศาลในสหรัฐฯ ได้ตัดสินให้ยกฟ้องคดีแบบกลุ่มที่กล่าวหาว่า LinkedIn ทำการสแกนข้อมูลส่วนตัวจากเบราว์เซอร์ของผู้ใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต

LinkedIn ชนะคดี Browsergate หลังศาลปัดตกฟ้องกลุ่ม

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีกลุ่มผู้ใช้งานยื่นฟ้อง LinkedIn ว่าแพลตฟอร์มมีการแอบสแกนข้อมูลส่วนขยาย (Browser Extensions) ในเครื่องของผู้ใช้ ซึ่งประเด็นนี้ถูกเรียกว่า Browsergate แต่ทว่าในคำตัดสินล่าสุด ผู้พิพากษา Vince Chhabria แห่งศาลเขตแคลิฟอร์เนียเหนือ ได้สั่งยกฟ้องคดีนี้โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองได้รับความเสียหายจริง หรือมีหลักฐานชัดเจนว่าการติดตั้งส่วนขยายเหล่านั้นนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไร

รายละเอียดและที่มาของคดี Browsergate

หากย้อนกลับไปดูต้นเรื่อง จะพบว่ารายงานจากกลุ่มที่ชื่อว่า Fairlinked คือจุดเริ่มต้นที่จุดประเด็น Browsergate ขึ้นมา โดยพวกเขากล่าวหาว่า LinkedIn ละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวทั้งในยุโรปและแคลิฟอร์เนีย ด้วยการเก็บข้อมูลที่ละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตาม LinkedIn ได้แก้ต่างว่าการตรวจสอบ Browser Extensions นั้นทำไปเพื่อความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้แอปพลิเคชันภายนอกมาขูดรีดข้อมูล (Scraping) จากแพลตฟอร์มโดยมิชอบ ซึ่งเป็นนโยบายปกติที่ทำเพื่อปกป้องข้อมูลของผู้ใช้เอง

  • การฟ้องร้องคดีแบบกลุ่มถูกศาลปัดตกเนื่องจากขาดหลักฐานความเสียหาย
  • LinkedIn ยืนยันว่าการตรวจสอบ Extensions ทำเพื่อป้องกันการละเมิดนโยบาย
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยมองว่าการตรวจสอบนี้มีขอบเขตที่จำกัดมาก

ในมุมมองของนักกฎหมายและฝ่ายความปลอดภัยไซเบอร์ หลายคนมองว่าสิ่งที่ LinkedIn ทำไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหา เพราะการตรวจจับส่วนขยายในเบราว์เซอร์เป็นวิธีการพื้นฐานในการระบุว่ามีโปรแกรมแปลกปลอมที่คอยจ้องจะดึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้หรือไม่ การที่ศาลตัดสินให้ LinkedIn ชนะคดี Browsergate หลังศาลปัดตกฟ้องกลุ่ม ในครั้งนี้ จึงถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของทางแพลตฟอร์มในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้แอบเก็บข้อมูลของผู้ใช้เพื่อผลประโยชน์อื่นใด

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป นี่คือบทเรียนสำคัญที่เตือนให้เราต้องหมั่นตรวจสอบส่วนขยายที่เราติดตั้งในเบราว์เซอร์อยู่เสมอ แม้กรณีของ LinkedIn ชนะคดี Browsergate หลังศาลปัดตกฟ้องกลุ่ม จะจบลงด้วยผลลัพธ์ที่เอื้อต่อฝั่งบริษัท แต่เรื่องของความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ก็ยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญสูงสุด การระมัดระวังการติดตั้ง Extension ที่ไม่น่าเชื่อถือเป็นวิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุดครับ

ที่มา – LinkedIn Gets ‘Browsergate’ Proposed Class Actions Thrown Out

ค้นพบขุมทรัพย์เงินไวกิ้งครั้งใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์

เชื่อไหมครับว่างานอดิเรกอย่างการใช้เครื่องตรวจจับโลหะสามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้จริงๆ เมื่อเร็วๆ นี้ มีการรายงานข่าวที่น่าตื่นเต้นจากประเทศฟินแลนด์ เมื่อนักล่าสมบัติสมัครเล่นสามารถ ค้นพบขุมทรัพย์เงินไวกิ้งครั้งใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ ได้สำเร็จในพื้นที่แถบ Sysmä ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีต

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์: ค้นพบขุมทรัพย์เงินไวกิ้งครั้งใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ Kalle Lappinen นักล่าสมบัติได้ออกเดินสำรวจพื้นที่ป่าใกล้หมู่บ้านโบสถ์ใน Sysmä และบังเอิญพบกับภาชนะที่ทำจากเปลือกไม้บรรจุเหรียญเงินโบราณจำนวนมหาศาล น้ำหนักรวมกว่า 4.5 กิโลกรัม นี่ถือเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าศตวรรษ ทำลายสถิติเดิมจากการค้นพบที่เมือง Nousiainen ในปี 1895 ลงอย่างราบคาบ

เบื้องหลังการ ค้นพบขุมทรัพย์เงินไวกิ้งครั้งใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์

หลังจากได้รับแจ้งจากนักล่าสมบัติ ทางพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Lahti ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญอย่าง Esko Tikkala เข้าไปตรวจสอบทันที ซึ่งผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • เหรียญเงินที่พบมีอายุย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. 1000 – 1050
  • มีเหรียญจากแหล่งผลิตที่หลากหลาย เช่น สแกนดิเนเวีย, เยอรมนี, อังกฤษ และแม้แต่เหรียญ Dirham จากโลกอิสลาม
  • พบเครื่องประดับเงินอื่นๆ เช่น สร้อยข้อมือ และตัวล็อกเข็มขัดปนอยู่ด้วย

การที่เหรียญมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในยุคนั้นมีการค้าขายที่กว้างไกลมาก หรืออาจเป็นการบ่งบอกถึงการเดินทางข้ามทะเลของชาวไวกิ้งที่มีอิทธิพลในยุคนั้น

แม้ว่าจะยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่านี่คือ ปล้นสะดม หรือทรัพย์สินที่ถูกเก็บสะสมไว้เพื่อการค้า แต่ร่องรอยของสิ่งที่เรียกว่า ‘hacksilver’ หรือเงินที่ถูกตัดแบ่งเพื่อใช้เป็นค่าตอบแทนตามน้ำหนัก ก็เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นักโบราณคดีกำลังเร่งศึกษาวิจัยเพื่อไขคำตอบว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติก้อนโตนี้

สำหรับผม การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตาตื่นใจในแง่ของมูลค่า แต่ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจวิถีชีวิตและการค้าของคนในยุคไวกิ้งได้ดียิ่งขึ้น คุณล่ะครับ คิดว่าการค้นพบครั้งนี้คือสมบัติที่ถูกฝากไว้เพื่ออนาคต หรือเป็นผลพวงจากการปล้นสะดมกันแน่? ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – A Metal Detectorist Just Discovered Finland’s Largest Hoard of Viking Age Silver—But Was It Plunder?